ข้อคิดการแก้ไขวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นกับชาวนาเมื่อหกสิบหรือเจ็ด

สิ่งที่ได้เห็นหรือประสบมาด้วยตนเองเกี่ยวกับเรื่อง “พันธุ์ข้าว” ของไทย คือ ต้นข้าวพันธุ์ไทยที่ไม่จมน้ำ กับ ต้นข้าวพันธุ์ไทยที่ปลูกในที่นาดอน โดยการใช้วัวไถนา เรื่องของข้าวทั้งสองพันธุ์นี้ได้เขียนอยู่ในเรื่องเล่าชื่อ “เรื่องเล่าจากความทรงจำ…ตอนน้ำ”

สิ่งที่ยืนยันได้จากการพบเห็น คือประเทศไทยเราเคยมี “พันธุ์ข้าว” ดังกล่าวอย่างแน่นอน แต่ไม่ทราบว่าปัจจุบันสูญพันธุ์ไปแล้วหรืออย่างไร สิ่งนี้น่าคิด ประเทศสหรัฐอเมริกาปัจจุบันยังสามารถนำ “นกอินทรีหัวขาว” ให้กลับคืนมามีชีวิตเป็นสัญลักษณ์ของประเทศได้อีก ด้วยการวิเคราะห์และวิจัย จนสามารถผสมพันธุ์นกดังกล่าวด้วยกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์

ประเทศไทย ปัจจุบันมีแต่ข่าว ต้นข้าวจมน้ำ กับข่าว น้ำแล้งปลูกข้าวไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเกิดคำถามว่าเราจะมีกระทรวงเกษตรฯ กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เอาไว้ทำไม จึงไม่พยายามที่จะใช้มันสมองสร้างวิทยาศาสตร์ หรือให้นักวิเคราะห์วิจัยร่วมมือกันศึกษาวิจัย นำความรู้ทางเทคโนโลยีมาช่วยเกษตรกรของชาติ นำความรู้ที่ได้มาต่อยอดสร้างคุณภาพที่ดีของพันธุ์ข้าว นำพันธุ์ข้าวในอดีตของไทยมาผสมกับพันธุ์ข้าวในสมัยปัจจุบัน เพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพหลากหลาย เกิดประโยชน์กับชาวนาไทย มีคุณสมบัติช่วยลดค่าใช้จ่าย ลดต้นทุนในการเพาะปลูก ผลิตข้าวออกมาให้กับผู้บริโภค และเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะทำรายได้ให้กับชาติบ้านเมืองต่อไป

กระทรวงเกษตรฯ มีหน้าที่สนับสนุนให้เกษตรกรสามารถทำอาชีพได้อย่างเต็มที่และสมบูรณ์ ไม่ใช่การมีหน้าที่บอกห้ามเกษตรกรปลูกข้าว เพราะไม่มีน้ำ รวมทั้งกรมชลประทานที่ต้องใช้สติปัญญาในการจัดหาน้ำสำหรับสนับสนุนเกษตรกรในการเพาะปลูก มิใช่บอกให้ชาวนาหยุดปลูกข้าวอย่างที่ผ่านมา

มีตัวอย่างให้เห็นเป็นการเปรียบเทียบสมัยสงครามเกาหลี เมื่อแรกที่รัฐบาลส่งทหารไทยไปร่วมกับองค์การสหประชาชาติเพื่อรบกับเกาหลีเหนือและจีนแดง ทหารไทยกับทหารตุรกี และอีกหลายประเทศเดินทางไปในเรือลำเลียงขนาดใหญ่ด้วยกัน ในระหว่างการเดินทางด้วยเรือนั้น จำเป็นต้องแวะจอดตามเมืองท่าต่างๆ เพื่อรับน้ำจืด โดยที่ผู้โดยสารทั้งหลายในเรือไม่สามารถอาบน้ำได้ เนื่องจากน้ำจืดที่มีอยู่ในเรือเอาไว้ใช้บริโภคเท่านั้น

แต่เมื่อสมัยที่ผู้เขียนเดินทางไปรบที่เวียดนามใต้ (พ.ศ. 2511-2512) ได้เดินทางด้วยเรือลำเลียงของอเมริกัน ซึ่งนอกจากพลประจำเรือจำนวนกว่า 700 นายแล้ว ทหารไทยจำนวน 5,000 นาย ก็อยู่ในเรือลำนั้นด้วย ภายในตัวเรือมีอยู่ 8-9 ชั้น ทุกๆ ชั้น และทุกๆ ตอนในแต่ละชั้นมีห้องน้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำไหลแรงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะส้วมที่นั่งเรียงกัน 5 คน น้ำไหลแรงราวกับน้ำตกตลอด 24 ชั่วโมง และเป็นน้ำจืด เรือรบจักรีนฤเบศร ก็มีน้ำจืดให้ใช้ตลอด 24 ชั่วโมง เช่นเดียวกัน โดยนำน้ำทะเลมาทำเป็นน้ำจืดเพื่อใช้ในเรือ วันละ 250,000 แกลลอน

ประเทศไทยมีอ่าวไทยและทะเลอันดามัน หากคิดจะทำน้ำจืด ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่ต้องใช้วิธีต้มกลั่นในการผลิต เพราะมีเทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถทำน้ำจืดได้อย่างมากมายตลอดเวลา น้ำจืดที่ได้ไม่ต้องไปขอซื้อที่ใด และไม่ต้องใช้วิธีการเจาะลงไปใต้ท้องทะเลลึก 90 กิโลเมตร เช่นการสูบเอาแก๊สขึ้นมา แต่สามารถตั้งโรงงานผลิตน้ำทะเลเป็นน้ำจืดที่ไหนในทะเลของไทยทั้งสองแห่งก็ได้ทั้งนั้น แก๊สที่สูบขึ้นมาจากอ่าวไทยยังส่งไปถึงอุดรฯ ขอนแก่นได้ น้ำจืดที่ผลิตได้ก็สามารถส่งไปเขื่อนต่างๆ ได้เช่นกัน ปีใดที่มีน้ำใช้อย่างเหลือเฟือโดยไม่ต้องผลิตน้ำจืดก็สามารถตุนเก็บกักเผื่อเอาไว้ได้

แต่อย่าคิดผลิตน้ำจืดแต่เพียงอย่างเดียว โรงงานที่สร้างขึ้นควรผลิตอย่างอื่นที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ด้วย เหมือนกับญี่ปุ่นและเยอรมนีตะวันตก (สมัยนั้น) ได้ใช้โรงงานผลิตอาวุธตอนสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ยังเหลือสภาพดี นำมาซ่อมแซมให้ใช้งานได้ ผลิตสินค้าขายเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ค่าปฏิกรณ์สงครามแก่ประเทศคู่สงครามทั้งหลายจนหมดหนี้สิน และยังกลับกลายเป็นเจ้าหนี้ประเทศต่างๆ จนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจมาจนถึงปัจจุบัน

วิกฤตการณ์ของชาวนาที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ คิดว่าน่าจะเป็นโอกาสอันดีของชาวนา ที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพฐานะ
และวิถีชีวิตเสียใหม่ ดังที่เคยมีอดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวไว้ “ต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส” ไม่ใช่เกิดความย่อท้อ ไม่กล้า
ผจญกับเหตุการณ์ข้างหน้าหรือปัญหาที่มี ที่สำคัญอย่าหยุดอยู่เพียงแค่นั้น แต่ต้องก้าวเดินต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการสีข้าวกันเอง ค้าขายข้าวระหว่างกันแล้วขยายโอกาสต่อไปเรื่อย ๆ ไม่หยุดยั้ง แล้ววันหนึ่งข้างหน้าชาวนาทั้งหลายก็จะปลดหนี้สิน มีฐานะมั่นคงเท่าเทียมกับชาวนาญี่ปุ่นและเกษตรกรชาวอเมริกันและยุโรป

สิ่งหนึ่งที่อยากบอก คืออย่าไปหวังพึ่งรัฐบาลอย่างเดียว เพราะหากรัฐบาลพึ่งได้จริง ชาวนาคงไม่ตกเป็นทาสของนายทุนมาจนทุกวันนี้อย่างแน่นอน สหกรณ์การเกษตรใน 8 จังหวัดภาคเหนือเปิดจุดรับซื้อผลผลิตลำไยคุณภาพจากสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งคาดว่าเดือนสิงหาคมจะเป็นช่วงที่ลำไยจะมีปริมาณผลผลิตออกมาไม่น้อยกว่า 240,000 ตัน กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดหาช่องทางจำหน่ายผลผลิตลำไยของสหกรณ์ ประสานความร่วมมือกับห้างโมเดินเทรด และเครือข่ายสหกรณ์ในภาคต่าง ๆ สั่งซื้อลำไยจากสหกรณ์ภาคเหนือเพื่อนำไปกระจายสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ หวังบรรเทาปัญหาลำไยออกมากระจุกตัว ขณะที่บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จัดกิจกรรมสั่งซื้อลำไยผ่าน Call Center 1545 และที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ จัดส่งลำไยผ่านไปรษณีย์ถึงหน้าบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภค

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ลำไยในภาคเหนือว่าผลผลิตเริ่มทยอยออกมาตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2560 โดยปริมาณลำไยในปีนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณทั้งสิ้น 377,687 ตัน โดยคาดว่าผลผลิตจะออกมากในช่วงเดือนสิงหาคม 2560 ปริมาณ 240,000 ตัน กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้มีนโยบายสนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่จังหวัดเชียงใหม่ลำพูน พะเยา แพร่ น่าน เชียงราย ลำปางและตาก จำนวน 15 สหกรณ์ เป็นตัวกลางในการกระจายลำไยออกนอกพื้นที่ เพื่อช่วยดูดซับปริมาณลำไยในตลาด ซึ่งจะช่วยพยุงราคาลำไยในพื้นที่ให้ไม่ตกต่ำ โดยกรมฯได้สนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์แก่สหกรณ์ใช้ในการรวบรวมผลผลิตลำไยในฤดูกาลปีนี้ จำนวน 52.50 ล้านบาทและสนับสนุนเงินอุดหนุนเพิ่มศักยภาพธุรกิจรวบรวม แปรรูป การตลาดและกระจายสินค้าสหกรณ์ เพื่อจัดซื้อตะกร้าและกล่องบรรจุลำไย เพื่อให้สามารถกระจายผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดการสูญเสียของผลผลิตอีกจำนวน 6,060,000 บาท

ทั้งนี้ ที่ผ่านมากรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนสหกรณ์ผู้ผลิตลำไยในภาคเหนือร่วมกันวางแผนล่วงหน้า ในการผลิตและการรับซื้อผลไม้จากสมาชิก พร้อมทั้งจัดทำบันทึกข้อตกลงซื้อขายสินค้าล่วงหน้าก่อนถึงฤดูกาล ซึ่งเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2560 ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่างเครือข่ายสหกรณ์ผู้ผลิตลำไยกับภาคเอกชนและเครือข่ายสหกรณ์ โดยตกลงซื้อขายลำไย ปริมาณ 1,300 ตัน โดยบริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซีสเทม จำกัด ได้ลงนามซื้อลำไยจากสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด จังหวัดลำพูน จำนวน 500 ตัน เพื่อกระจายลำไยผ่านทุกสาขาของห้างเทสโก้ โลตัส ขณะที่บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด ลงนามซื้อลำไยกับสหกรณ์การเกษตรเสริมป่าซาง จำกัด จังหวัดลำพูน จำนวน 350 ตัน เพื่อกระจายลำไยผ่านทุกสาขาของห้างแมคโคร

นอกจากนี้ยังมีบริษัท เนเชอรัล เบฟ จำกัด ได้ตกลงซื้อลำไยร่วงเพื่อนำไปผลิตเป็นน้ำลำไยเข้มข้นส่งออกไปยังประเทศจีน โดยได้ตกลงซื้อลำไยจากสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด จำนวน 450 ตัน และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ร่วมมือในการกระจายลำไยของสหกรณ์ ผ่านทาง 4 ช่องทาง ได้แก่ Call Center 1545 , www.thailandpostmart.com , แอปพลิเคชั่น thailandpostmart.com และที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ เพื่อให้บริการแก่ผู้บริโภคในการสั่งซื้อลำไยผ่านไปรษณีย์จัดส่งถึงบ้านในเวลาอันรวดเร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้น

ภาพรวมการเปิดจุดรับซื้อลำไยของสหกรณ์ในขณะนี้ สหกรณ์ในจังหวัดเชียงใหม่ เปิดรับซื้อลำไยสด ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 โดยสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด มีนโยบายการรับซื้อราคานำตลาด 0.5 – 1 บาท ซึ่งผลผลิตที่สหกรณ์รับซื้อส่วนใหญ่จะเป็นสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการผลิตลำไยคุณภาพกับสหกรณ์ ส่วนจังหวัดลำพูน เป็นพื้นที่ที่มีผลผลิตมาก โดยสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัดได้มีการรับซื้อลำไยในราคานำตลาดอยู่ที่ 2 – 4 บาท/กิโลกรัม ทำให้เกษตรกรรวบรวมผลผลิตมาจำหน่ายให้กับสหกรณ์จำนวนมาก ซึ่งการที่สหกรณ์สามารถซื้อในราคาสูงกว่าตลาดได้ เนื่องจากสหกรณ์มีการคัดเกรดในการรับซื้อ ประกอบกับมีการเจรจาร่วมกับคู่ค้า คือ ห้างสรรพสินค้าต่างๆ จัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย ณ ห้างสาขาต่างๆ ทำให้เป็นช่องทางในการระบายผลผลิตได้เพิ่มมากขึ้น สำหรับจังหวัดน่าน มีแผนการรวบรวมลำไยใน 6 สหกรณ์ ซึ่งในปัจจุบันได้เปิดจุดรับซื้อลำไยแล้ว จำนวน 3 สหกรณ์ โดยราคาที่สหกรณ์ รับซื้อจะใกล้เคียงตามราคาตลาด และที่จังหวัดแพร่มีสหกรณ์การเกษตรแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร จำกัด เปิดรับซื้อลำไยสดช่อ ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2560 ผลผลิตจะส่งขายไปยังตลาดพิษณุโลกและตลาดในพื้นที่ใกล้เคียง

ขณะเดียวกัน กรมฯยังได้ประสานความร่วมมือกับเครือข่ายสหกรณ์ในทุกจังหวัด เพื่อร่วมกระจายผลผลิตลำไยสู่ผู้บริโภคในพื้นที่ต่าง ๆ โดยได้มีการสร้างช่องทางการสั่งซื้อออนไลน์ผ่านทาง line กลุ่มของสหกรณ์ผู้ผลิตลำไยกับสหกรณ์ผู้ซื้อปลายทาง ในการประสานข้อมูลเรื่องปริมาณและราคาที่จะสั่งซื้อระหว่างกัน โดยมอบหมายให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัด เป็นตัวกลางในการประสานการซื้อขายลำไยระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตลำไยภาคเหนือกับเครือข่ายสหกรณ์ในภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้เปิดรับการสั่งซื้อจากเครือข่ายสหกรณ์ในภาคใต้ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลแล้วจำนวน 30 จังหวัด ปริมาณการสั่งซื้อเบื้องต้น 115.5 ตัน

ซึ่งสหกรณ์ในจังหวัดลำพูน เชียงใหม่ พะเยาและน่านจะเป็นรวบรวมลำไยสดคุณภาพดีขนาด AA และ A บรรจุลงกล่องขนาด 10 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 30-32 บาท ขนส่งโดยรถบรรทุกขนาดเล็ก บรรจุ 2.5 ตัน จัดส่งให้กับสหกรณ์ปลายทางภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 วัน ขึ้นอยู่กับระยะทาง ซึ่งสหกรณ์ปลายทางจะนำไปกระจายสู่ตลาดและผู้บริโภคภายในจังหวัด หากสหกรณ์ใดหรือหน่วยงานต่าง ๆ สนใจ สั่งซื้อลำไยคุณภาพดีจากสหกรณ์ในภาคเหนือ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับสหกรณ์ผู้ผลิตลำไยในภาคเหนือโดยตรง

ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด และสหกรณ์การเกษตรเสริมป่าซาง จำกัด จังหวัดลำพูน สหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด จังหวัดเชียงใหม่ สหกรณ์การเกษตรบ้านร่องส้าน จำกัด จังหวัดพะเยา สหกรณ์การเกษตรท่าวังผา จำกัดและสหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดินท่าวังผา จำกัด จังหวัดน่านและสหกรณ์การเกษตรป่าแดด จำกัด จังหวัดเชียงราย หรือติดต่อสั่งซื้อที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ และส่วนกลางในเขตกรุงเทพมหานคร สามารถสั่งซื้อได้ที่กองพัฒนาสหกรณ์ ภาคการเกษตรและกลุ่มเกษตรกร กรมส่งเสริมสหกรณ์ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2628 5152 หรือ 08 1911 3225

รายงานข่าวจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ระบุว่า การส่งออกข้าวเดือนมิถุนายน 2560 มีปริมาณ 1,037,779 ตัน เพิ่มขึ้น 37.5% และมีมูลค่า 14,983 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.5% เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2560 เนื่องจากการส่งมอบข้าวทุกชนิดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะตลาดแอฟริกา อย่างประเทศ เบนิน แอฟริกาใต้ ตะวันออกลาง ในประเทศอิหร่าน และเอเชีย ในประเทศจีน และมาเลเซีย ส่งผลให้ส่งออกข้าวขาวมีปริมาณ 553,250 ตัน เพิ่มขึ้น 47.7% ข้าวนึ่งมีปริมาณ 260,763 ตัน เพิ่มขึ้น 66.9% ข้าวหอมมะลิมีปริมาณ 189,680 ตัน เพิ่มขึ้น 2.5%

ทำให้การส่งออกข้าวไทย ช่วง 6 เดือนแรกปี 2560 มีปริมาณรวม 5,422,861 ตัน เพิ่มขึ้น 8.2% มีมูลค่า 80,048 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5% คิดเป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐฯประมาณ 2,307 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 ที่มีการส่งออกปริมาณ 5,009,872 ตัน มูลค่า 78,106 ล้านบาท หรือ 2,207 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

รายงานข่าวระบุอีกว่า สมาคมฯคาดว่าการส่งออกข้าวเดือนกรกฎาคม 2560 ได้ประมาณ 8-9 แสนตัน เนื่องจากมีสัญญาส่งมอบข้าวทั้งข้าวขาวและข้าวนึ่งถึงปลายเดือน โดยตลาดสำคัญคือประเทศในแถบแอฟริกา เอเชีย และอิหร่าน ประกอบกับภาวะการค้าข้าวโลกมีทิศทางดีขึ้น จากการที่หลายประเทศมีความต้องการนำข้าว เช่น บังคลาเทศ และศรีลังกา

ทั้งนี้ อุปสรรคสำคัญที่ทำให้การส่งมอบข้าวล่าช้าและอาจจะทำให้การส่งออกข้าวไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ได้แก่ ปัญหาด้านแรงงานที่ทำให้การขนถ่ายสินค้าต้องล่าช้ากว่ากำหนดมาก อาจนานถึง 1 เดือน และปัญหาการส่งมอบที่ล่าช้า ยังส่งผลให้ผู้ซื้อหันไปซื้อข้าวจากแหล่งอื่น เช่น เวียดนาม อินเดีย เป็นต้น นอกจากนี้ จากการค่าเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางแข็งค่าขึ้น และแข็งค่ามากกว่าประเทศคู่แข่ง จะส่งผลให้ความสามารถการแข่งขันของไทยลดลง เพราะทำให้ราคาข้าวไทยแพงกว่าประเทศคู่แข่ง

โรงรมยางแผ่นรมควันเมืองตรัง-นครศรีฯผ่านมาตรฐานการผลิตยางพรีเมี่ยม GMP 8 แห่ง ส่งออกฉลุยป้อนวัตถุดิบผลิตยางล้อเครื่องบิน-ยานยนต์ ด้าน กยท.เผยประโยชน์เพียบทั้งลดต้นทุน ขายได้ราคาสูงกว่าท้องตลาด 4-7 บาท/กก. ช่วยแก้ปัญหามลพิษ ไร้กลิ่น-น้ำเสีย ชี้เกษตรกรต้องใช้องค์ความรู้มาผลิตยาง ชูจุดแข็งเป็นข้อต่อรองทางการค้า ด้านสหกรณ์-วิสาหกิจชุมชนจ่อคิวพัฒนาอีก 145 แห่งทั่วประเทศ รองบฯสนับสนุนกว่าครึ่ง

นางปรีดิ์เปรม ทัศนกุล นักวิทยาศาสตร์ 8 ฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ภายหลังลงพื้นที่ไปส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนกลุ่มฐานเกษตรยางพารา จังหวัดบุรีรัมย์ ให้เข้าสู่มาตรฐานการผลิตยางจีเอ็มพีว่า ขณะนี้การยางแห่งประเทศไทย โดยฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง ได้เดินหน้าส่งเสริมพัฒนาคุณภาพยางไห้ได้มาตรฐานจีเอ็มพี (Good Manufacturing Practices : GMP) และ GAP (Good Agricultural Practices) ประกอบด้วย 4 โครงการ ได้แก่ 1.การพัฒนาคุณภาพยางแผ่นรมควันไห้ได้มาตรฐานจีเอ็มพี

หรือยางแผ่นรมควันเกรดพรีเมี่ยม โดยปัจจุบันมีโรงรมยางแผ่นรมควันที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจีเอ็มพีไปแล้วจำนวน 8 แห่ง อยู่ในจังหวัดตรัง 7 แห่ง จังหวัดนครศรีธรรมราชอีก 1 แห่งคือ 1.สหกรณ์กองทุนสวนยางโพธิ์โทน จำกัด 2.สหกรณ์กองทุนสวนยางวังคีรี จำกัด

3.สหกรณ์กองทุนสวนยางหนองบัว จำกัด 4.สหกรณ์กองทุนสวนยางคลองปาง จำกัด 5.สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านหนองศรีจันทร์ จำกัด 6.สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านน้ำผุด จำกัด 7.สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านหนองเอื้อง จำกัด และ 8.สหกรณ์นิคมทุ่งสง จำกัด จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีกำลังการผลิตตั้งแต่แห่งละ 60-100 ตัน/เดือน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดที่มีออร์เดอร์เข้ามาครั้งละพันตันหรือหมื่นตัน

ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มเกษตรกร/สหกรณ์ได้สมัครเข้าร่วมโครงการนี้จำนวน 145 แห่ง ส่วนใหญ่จะอยู่ทางภาคใต้ประมาณ 98% ที่เหลืออีก 2% อยู่ในภาคอีสาน เช่น บุรีรัมย์ สกลนคร นครพนม และอุบลราชธานี อีกทั้งในจำนวน 145 แห่งนี้ น่าจะมีประมาณ 30% ที่เตรียมพร้อมเข้าสู่กระบวนการจีเอ็มพี ส่วนอีก 70% นั้นต้องรองบประมาณสนับสนุนต่อไป

สำหรับการตลาดของโรงรมยางทั้ง 8 แห่งที่ได้ใบรับรองจีเอ็มพีแล้วนั้น มีประมาณ 2-3 แห่ง จำหน่ายให้กับผู้ใช้ยางโดยตรง มีมูลค่าส่วนต่างราคากับยางแผ่นรมควัน ชั้น 3 ในตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่ สงขลา 4-7 บาท/กิโลกรัม และบางส่วนนำไปอัดก้อนเพื่อส่งออก ซึ่งยางเกรดพรีเมี่ยมจีเอ็มพีเหมาะกับการนำไปใช้ทางด้านวิศวกรรม หรือยานพาหนะ รวมทั้งยางล้อเครื่องบิน เป็นต้น
“คำถามที่เจอบ่อยก็คือ ทำยางจีเอ็มพีแล้วได้อะไร สิ่งแรกคือ เราขายได้ราคาสูงขึ้นเพราะเป็นยางเกรดพรีเมี่ยมคุณภาพดี ขณะที่ต้นทุนการผลิตก็ลดลงเฉลี่ย 1 บาท/กก. และมีรายได้เพิ่มจากกระบวนการเศษยาง ได้ของเสียกลับมาหมด และได้เรื่องสิ่งแวดล้อมที่เราประเมินค่าไม่ได้ เพราะจะไม่มีกลิ่นเหม็นรบกวนชุมชน น้ำใส ประหยัดพลังงาน คนทำงานมีความสุข และที่สำคัญคือ เป็นข้อต่อรองทางการค้า ผู้ซื้อก็จะมีความมั่นใจ สามารถเพิ่มราคาได้เพราะเราผลิตยางคุณภาพมาตรฐาน” นางปรีดิ์เปรมกล่าว

สำหรับโครงการที่ 2 คือ การพัฒนายางแผ่นรมควันอัดก้อนมาตรฐานจีเอ็มพี หรือยางอัดก้อนที่เน้นการส่งออก โดยดำเนินการไปแล้ว 18 แห่ง ซึ่งจะต้องควบคุมคุณภาพยางทุกแผ่นในก้อนยางกว่า 100 กิโลกรัมต้องไม่มียางชั้นอื่นมาปน เพื่อทำให้คุณสมบัติทางกายภาพนิ่งทุกกระบวนการ และโครงการที่ 3 คือ การผลิตยางเครปมาตรฐานจีเอ็มพี เน้นการใช้ยางในประเทศและการส่งออก ซึ่งวัตถุดิบหลักมาจากยางก้อนถ้วยคุณภาพดี

ลุยสวนยาง GAP 10 แปลง

ในส่วนของโครงการที่ 4 คือ การทำยางก้อนถ้วยมาตรฐานจีเอพี (GAP) พื้นที่เป้าหมายจำนวน 10 แปลงในภาคอีสาน เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตยางก้อนถ้วย โดยจะเน้นการจัดการสวนยางทั้งก่อนและหลังเปิดกรีด การใส่ปุ๋ย การกรีด เช่น กรีดวันเว้นวัน มุมกรีด เพราะความหนาบางของการกรีดที่เหมาะสมจะได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งชนิดของกรด โดยสนับสนุนและส่งเสริมให้ใช้กรดอินทรีย์ฟอร์มิกเท่านั้น ซึ่งเกษตรกรจะต้องผึ่งยางก้อนถ้วย 2-3 วันเพื่อทำเป็นยางหมาดก่อนที่จะส่งโรงงานยางแท่ง ทั้งนี้ยังจะช่วยทำให้การขนส่งไม่มีน้ำหกเรี่ยราดตามถนน ซึ่งในภาคอีสานกำลังประสบปัญหานี้

นางปรีดิ์เปรมกล่าวอีกว่า การส่งเสริมคุณภาพมาตรฐานยางจีเอ็มพีและจีเอพี จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อและผู้ใช้ยาง นอกจากนั้นถ้าเกษตรกรยังทำยางแบบเดิม ๆ ไม่ใช้ระบบควบคุมคุณภาพและความรู้ด้านวิชาการ ก็อาจจะเป็นข้อโต้แย้งในเรื่องการขายยางให้กับต่างประเทศได้ ซึ่งอย่าชะล่าใจว่าเราผลิตยางที่มีปริมาณมากที่สุด แต่จะต้องส่งเสริมเรื่องคุณภาพด้วย ยางแผ่นรมควันมาตรฐาน GMP ทำอย่างไร ?

การยางแห่งประเทศไทย รายงานข้อมูลกระบวนการผลิตยางแผ่นรมควันตามหลักปฏิบัติที่ดี เพื่อให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานจีเอ็มพี (Good Manufacturing Practices : GMP) จะต้องมีการควบคุมคุณภาพการผลิตทุกขั้นตอน เพื่อให้ได้แผ่นยางที่สะอาด มีความยืดหยุ่นดี ความหนาบางเท่ากันตลอดทั้งแผ่น การเคลือบของควันสม่ำเสมอ มีระบบการจัดการน้ำเสียและของเสียที่ได้มาตรฐาน การรักษาความสะอาดสถานที่ปฏิบัติงาน วัสดุอุปกรณ์ วิธีการจัดเก็บสารเคมีและเครื่องมือทุกชนิดให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัย

นอกจากนั้นต้องมีการควบคุมคุณภาพตั้งแต่แปลงกรีดของเกษตรกรคือ น้ำยางสด ซึ่งต้องจัดเก็บตั้งแต่กรีดจนถึงโรงงาน ใช้เวลา 6-8 ชั่วโมง ไม่มีการเติมน้ำหรือสารปลอมปนหรือสิ่งปนเปื้อน กระทั่งการนำมาแปรรูปเป็นยางแผ่นรมควัน การจัดเก็บ การขนส่ง การบรรจุหีบห่อที่เป็นไปตามระบบควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน

ยางแผ่นรมควันเกรดพรีเมี่ยม thehistoryof.net เป็นยางแผ่นรมควันที่มีการควบคุมกระบวนการทุกขั้นตอนตั้งแต่การจัดการน้ำยางสดในสวนยางจนถึงการรมควัน การจัดเก็บและการขนส่ง มีสมบัติคงที่ สม่ำเสมอทุกครั้งที่ผลิต และทุกโรงที่ผ่านมาตรฐานจีเอ็มพี มีสมบัติที่อยู่ในช่วงใกล้เคียงกัน ทำให้การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ง่ายขึ้น ลดของเสีย ลดต้นทุน

สำหรับยางแผ่นรมควัน (Ribbed Smoked Sheet : RSS) มาตรฐาน The Green Book แบ่งออกเป็น 6 ชั้นคือ
ยางแผ่นรมควันชั้น 1 พิเศษ (RSSIX) ยางแผ่นรมควันชั้น 1 ถึง 5 (RSS1, RSS2, RSS3 RSS4 และ RSS5) ส่วนการหีบห่อจะมีมาตรฐานที่เป็นหลักสากล ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศ ประจำวันที่ 1 สิงหาคม 2560 ดังนี้
ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนมีการกระจายของฝนลดลง ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนตกมากกว่าภาคอื่นๆ สำหรับทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา หย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมประเทศเวียดนามตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้มีกำลังค่อนข้างแรง ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนตกมากกว่าภาคอื่นๆ สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังปานกลาง อนึ่ง พายุดีเปรสชัน “ไห่ถาง” (HAITANG) ที่ปกคลุมบริเวณมณฑลเจียงซี ประเทศจีน ได้อ่อนกำลังลงป็นหย่อมความกดอากาศต่ำแล้ว พายุนี้ไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย ขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปยังบริเวณดังกล่าวควรตรวจสภาพอากาศก่อนออกเดินทางด้วย

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้
ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน กำแพงเพชร และตาก อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดอุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร กาฬสินธุ์ มุกดาหาร และขอนแก่น อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท และกาญจนบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.