ข้าวสังข์หยด ผลผลิตเฉลี่ย 450 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งเกษตรกรทั่วไป

ใช้วิชาการในการปรับปรุงสภาพการผลิตการปรับปรุงบำรุงดินด้วยการปลูกพืชหลังนา การปลูกพืชหมุนเวียน การปลูกปอเทืองเป็นปุ๋ยพืชสด การใช้ปุ๋ยหมัก และการใช้สมุนไพรทำน้ำหมักชีวภาพไล่แมลง การใช้กับดักแมลงวันผลไม้ การเสริมรากยางพารา การห่อผลไม้ป้องกันแมลงวันทอง
การวางแผนการผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด

การนำผลผลิตไปใช้ประโยชน์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยการแปรรูปน้ำมะนาว แปรรูปน้ำมะพร้าว ทำกระท้อนทรงเครื่อง ทำขนมเค้กใบเตย เค้กมะพร้าว จำหน่ายตลาดท้องถิ่น
นำสิ่งเหลือใช้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น ทำกับดักแมลงวันผลไม้ ที่ห่อผลไม้ มีผังฟาร์ม/แผนและงบประมาณฟาร์ม ปฏิทินการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ประมง
มีการจดบันทึกบัญชีครัวเรือนและบัญชีฟาร์มตลอด และแยกบัญชีเป็นรายพืช ซึ่งสามารนำมาคิดวิเคราะห์ต้นทุนการผลิต และตรวจสอบย้อนหลังได้ 3 ปี
ได้จัดการผลผลิต/การจำหน่าย/การตลาด โดย
– ขายตลาดในชุมชน

– ซื้อขายล่วงหน้า สั่งจองทางเฟซบุ๊ก ไลน์ โดยรับประกันคุณภาพสินค้า

– แปรรูปผลผลิตเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น คั้นน้ำมะนาว น้ำมะพร้าว ขนมเค้ก มะพร้าวเค้กใบเตย กระท้อนทรงเครื่อง วางขายที่ร้านขนม

ใช้แรงงานในครัวเรือนที่สอดคล้องกับกิจกรรม และขนาดฟาร์ม จำนวน 5 คน โดยมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน เช่น แรงงานในสวน แรงงานเก็บผลผลิต/จำหน่าย แรงงานแปรรูป
ผสมผสานเกื้อกูลการใช้ประโยชน์ร่วมกันและพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันในฟาร์ม รายได้รายวัน : ได้แก่ ตะไคร้ มะกรูด มะนาว ขายในตลาดชุมชน

รายได้รายสัปดาห์ : ได้แก่ ผักบางชนิด ข่า ตะไคร้ มะกรูด ขายในตลาดชุมชน

รายได้รายเดือน : ได้แก่ ปลากด ปลาตะเพียน ปลาหมอ กบ ปลาดุก หอยขม น้ำผึ้ง ขายในตลาดชุมชน

รายได้รายปี : ได้แก่ ลองกอง กระท้อน ละมุด ส้มเขียวหวาน ส้มโชกุน ข้าวนาปี ขายในตลาดชุมชน
หมายเหตุ : ข้าวนาปี ปลูก 2 ครั้ง เพื่อบริโภคในครัวเรือน อากาศแปรปรวน ทำผลไม้ภาคตะวันออกยอดผลิตลดฮวบ มังคุดผลผลิตลดลงมากที่สุด 65% ดันผลไม้ทุกชนิดราคาพุ่ง ชาวสวนยิ้มได้ กรมส่งเสริมการเกษตรหวั่น ไมเพียงพอป้อนตลาดภายในและต่างประเทศในระยะยาว หลัง ‘อาลีบาบา’ สั่งซื้อทางออนไลน์ส่งขายจีนเพียบ โดยเฉพาะทุเรียน

นายสำราญ สราราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงสถานการณ์ผลผลิตผลไม้ภาคตะวันออก (ระยอง จันทบุรี ตราด) ในปีนี้ว่ามีปริมาณผลผลิตต่ำลดลงทุกชนิด เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน อาทิ เกิดพายุฤดูร้อนในช่วงระยะไม้ผลเริ่มติดดอก ส่งผลให้ผลผลิตผลไม้ปีนี้ขาดตลาดและมีราคาสูง คาดว่าปีนี้จะมีผลผลิตออกสู่ตลาด 647,522 ตัน แบ่งเป็น ทุเรียน 403,906 ตัน มังคุด 54,073 ตัน เงาะ 173,224 ตัน และ ลองกอง 16,319 ตัน เปรียบเทียบปีที่แล้ว ทุเรียนให้ผลผลิต 422,365 ตัน ลดลง 4.37% เงาะ 192,055 ตัน ลดลง 9.81% ลองกอง 24,015 ตัน ลดลง 32.05% ส่วนมังคุด ผลผลิตลดลงมากที่สุด จากปี 2560 มีผลผลิต 153,678 ตัน ปีนี้ลดลง 64.81%

สถานการณ์ตลาดผลไม้ภาคตะวันออก วางเป้าส่งออก 336,261 ตัน คิดเป็น 51.93% แบ่งเป็นทุเรียน 282,936 ตัน 84.14% มังคุด 31,416 ตัน 9.34% เงาะ 17,201 ตัน 5.11% ลองกอง 4,708 ตัน 1.4% ส่วนหนึ่งกระจายในประเทศ 265,729 ตัน 41.03% แปรรูป 45,532 ตัน 7.03% ขณะนี้ราคาทุเรียนหมอนทองอยู่ที่ประมาณ 68-78 บาท/กิโลกรัม ชะนี 47-54 บาท/กิโลกรัม มังคุด 126-195 บาท/กิโลกรัม เงาะตะกร้า 35-41 บาท/กิโลกรัม ลองกองคละ 40 บาท/กิโลกรัม เป็นราคาที่สูงกว่าทุกปี

นายสำราญ กล่าวว่า สถานการณ์ปีนี้ไม่น่ากังวล เกษตกรขายผลไม้ได้ในราคาดี เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย กรมส่งเสริมฯ กังวลว่า ผลผลิตอาจไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศในระยะยาว หากไม่เร่งหามาตรการรับมือสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ประกอบกับปัจจุบันรัฐบาลได้มีนโยบายในการเปิดตลาดสินค้าเกษตรกับ Tmall.com ภายใต้ อาลีบาบา กรุ๊ป โดยส่งออกทุเรียนไปยังประเทศจีน ด้วยวิธีการซื้อขายผ่าน online ในอนาคตผลไม้ภาคตะวันออกหลายชนิด โดยเฉพาะทุเรียนจะมีความต้องการของตลาดจีนมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญ และการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด และระดับอำเภอ ร่วมแก้ไขปัญหาการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตร ผลผลิตล้นตลาด ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ/ไม่แน่นอน ไม่มีแหล่งจำหน่ายผลผลิตด้วย

จันทบุรี– นายวุฒิศักดิ์ สงเคราะห์ ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัด เผยความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องที่อาลีบาบา กรุ๊ป (Alibaba Group) สนใจสั่งซื้อทุเรียนไทยส่งไปขายผ่านออนไลน์ในประเทศจีน มอบหมายให้บริษัท Shanghai Win Chin Supply Management เจรจาการค้ากับตัวแทนสหกรณ์ 3 แห่งในภาคตะวันออก ได้แก่ สหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด จังหวัดระยอง, สหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัด จังหวัดจันทบุรี และสหกรณ์การเกษตรเขาสมิง จำกัด จังหวัดตราด ว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพูดคุยในเรื่องของแนวทางการผลิตทุเรียนคุณภาพ เกรดพรีเมียม ที่ตรงกับความต้องการของบริษัทคู่ค้า อีก 2 สัปดาห์ ฝ่ายจัดซื้อของบริษัทจึงจะรู้ว่าการลงนามข้อตกลงการค้าจะเกิดขึ้นได้หรือไม่

ในปีนี้ยังไม่ตกลงซื้อ-ขาย เนื่องจากผลผลิตของสมาชิกสหกรณ์ปีนี้มีน้อย และออกสู่ตลาดไปแล้วกว่าครึ่ง ที่เหลือจะเป็นของล้งต่างๆ ที่มารับเหมาไว้ แนวทางการทำการค้ากับบริษัทลูกของอาลีบาบา แจ้งกับตัวแทนไปแล้วว่าหากการเจรจาลงตัวสหกรณ์มะขามจะขอเริ่มรวบรวมผลผลิตส่งให้กับคู่ค้าในปี 2562 ในส่วนความต้องการของบริษัทคู่ค้า ต้องการผลผลิตทุเรียนที่ได้คุณภาพ มาตรฐาน GAP ประเด็นนี้ไม่ใช่ปัญหา เนื่องจากสหกรณ์นำสมาชิกเข้ารับการอบรมและผ่านกระบวนการจนได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP เกือบครบทุกสวนแล้ว โดยหลังจากเสร็จฤดูกาลในปีนี้แล้วจะประชุมหารือกับสมาชิกสหกรณ์ที่ปลูกทุเรียน เพื่อหารือทิศทางในการผลิตทุเรียนคุณภาพ ส่งให้กับอาลีบาบา เน้นย้ำให้ได้มาตรฐาน GPA ครบทุกสวน

“หากการเจรจาข้อตกลงซื้อขายได้สำเร็จ ตั้งเป้าในปี 2562 และปีต่อไปจะสามารถรวบรวมทุเรียนเกรดคุณภาพ ส่งให้กับอาลีบาบาได้ฤดูกาลละไม่ต่ำกว่า 500 ตัน พร้อมจะมีการลงในรายละเอียดเรื่องราคาและเงื่อนไขต่างๆ อีกครั้ง”

กาญจนบุรี – นายนราธิป อนันตสุข หัวหน้าสำนักงานสมาคมกลุ่มชาวไร่อ้อย เขต 7 เผยปัญหาที่อ้อยมีมากเริ่มจากคาดการณ์ผิดพลาดไม่เป็นไปตามฤดูกาลของปีที่ผ่านๆ มา ปีนี้ปริมาณอ้อยที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องสภาพดินฟ้าอากาศซึ่งก็มีอุปสรรคในการเก็บเกี่ยว แล้วมาเจอนโยบายรัฐเข้ามาควบคุมกำกับเกี่ยวกับเรื่องน้ำหนักรถบรรทุกอ้อยมากเกินไปก็ทำให้ผลผลิตที่เราเก็บเกี่ยวมีปัญหา มีเกษตรกรหลายรายเก็บเกี่ยวไม่ทันตามฤดูกาล ทำให้ปัญหาโดยภาพรวมในปีนี้ก็มีเกษตรกรที่เก็บเกี่ยวอ้อยเข้าโรงงานมีปัญหา

โดยเฉพาะเรื่องของการจำกัดและกำหนดในเรื่องของน้ำหนัก รถบรรทุกอ้อยที่เข้าโรงงานทำให้เราบรรทุกต่อเที่ยวได้ลดลง ถ้าปัญหาเหล่านี้รัฐบาลให้ความสนใจเข้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหา ผ่อนผัน ที่ผ่านมาก่อนสงกรานต์อ้อยตัดหมดแล้ว แต่ในปีนี้สิ้นเดือนเมษายนอ้อยยังตัดได้ไม่หมด โรงงานน้ำตาลปิดหีบ อ้อยของชาวไร่จึงเหลือค้างอยู่ในไร่เป็นจำนวนมาก

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ในปี 2561 พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตั้งเป้าหมายส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศจำนวน 40,000 คน ซึ่งกกจ.ได้สนองนโยบายดังกล่าว โดยส่งเสริมและเร่งรัดให้มีการจัดส่งให้เป็นไปตามเป้า 40,000 คน ใน 10 ประเทศ ได้แก่ ภูมิภาคเอเชีย 30,000 คน แบ่งเป็นไต้หวัน 20,000 คน เกาหลีใต้ 6,000 คน ญี่ปุ่น 3,000 คน และประเทศอื่นๆ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเก๊า เป็นต้น 1,000 คน ภูมิภาคตะวันออกกลาง 5,000 คน แบ่งเป็นอิสราเอล สหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ (ยูเออี) และอื่นๆ ภูมิภาคยุโรป แบ่งเป็นสวีเดน 3,000 คน ฟินแลนด์ 2,000 คน

“กระทรวงแรงงานได้ตั้งเป้าหมายให้แรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศอย่างมีศักยภาพและได้รับการ คุ้มครองตามหลักสากลทั้งก่อนการเดินทาง ระหว่างการทำงาน และเมื่อเดินทางกลับประเทศเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของแรงงานไทย นอกจากนี้ ยังขยายตลาดแรงงานที่มีคุณภาพให้กับแรงงานไทยอีกด้วย เนื่องจากแรงงานไทยได้รับการชื่นชมจากนายจ้างว่ามีความสามารถในการทำงาน ขยัน ตั้งใจ และทุ่มเทกับการทำงาน ซึ่งเป็นจุดแข็งของแรงงานไทยอันเป็นที่ยอมรับของทั่วโลก โดยขณะนี้มีแรงงานไทยทำงานในต่างประเทศ จำนวน 427,622 คน และในปี 2560 แรงงานไทยสามารถนำรายได้ส่งกลับประเทศ จำนวน 126,000 ล้านบาท ทั้งนี้ผู้ที่ต้องการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ ขอให้ติดต่อที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือสายด่วน โทร. 1506 กด 2” นายอนุรักษ์ กล่าว

เตือนผู้สูงอายุกินหลายเม็ด ระวังสำลัก กล้ามเนื้อการกลืนหย่อนยานทำให้กลืนยาก อันตรายถึงตายได้ อนาคต รูปแบบยาจะเปลี่ยนไปเพื่อผู้สูงอายุเฉพาะ

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้มีการแชร์ข้อมูลผ่านไลน์แอพพลิเคชั่น เตือนการกินยาในผู้สูงอายุต้องระมัดระวังอาจทำให้เสียชีวิตได้ โดยระบุว่า “หมอตามโรงพยาบาลแนะนำให้เราทานยา ทีละเม็ดไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ และน้ำพอควรที่เราเคยกลืนได้ พยาบาลส่งให้ทีละเม็ดเรารำคาญ อยากทานหลายเม็ดทีเดียว อันตรายมากอาจร่วงไปยังหลอดลม เกิดการอุดตันหายใจไม่ออกเสียชีวิตมานักต่อนักแล้ว และต้องตั้งใจกลืน ยิ่งคนสูงอายุยิ่งต้องตั้งใจเพราะกล้ามเนื้อเกี่ยวกับการกลืนหย่อนยานทำให้กลืนยาก จะได้ไม่เสียชีวิต โดยอุบัติเหตุนี้”

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ. โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะโฆษกสธ. กล่าวว่า ปัญหาการสำลักจากการทานยาในผู้สูงอายุ จะเป็นเคสๆ ไป เนื่องจากปัญหาจากการทานยามีหลายอย่าง ไม่ใช่แค่สำลัก ทั้งการกลืนยาหลายเม็ด การหลงลืมกินยามาก หรือกินยาผิด ซึ่งอันตรายมาก ดังนั้น การทานยาต้องมีการจัดแบ่งยาเป็นมื้อๆ และจัดทำเป็นตลับใส่ยาแบ่งเป็นเวลาในการทาน เพื่อป้องกันการหลงลืม โดยมีเขียนระบุไว้ด้วยบนตลับ อย่างไรก็ตาม โดยปกติเมื่อผู้สูงอายุมาพบแพทย์ ก็จะมีคำแนะนำให้ แต่จะเรียกผู้ใกล้ชิด ญาติ ลูกหลาน หรือผู้ดูแลมารับฟังวิธีการรับประทานยา ซึ่งจะแนะนำแนวทางปฏิบัติไว้ให้ ปัญหาส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว เพราะอาจมีการหลงลืมการ รับประทานยา หรือในบางรายก็อาจกินยาหลายเม็ดในคราวเดียว ซึ่งมีความเสี่ยงสำลักยาได้

“กระทรวงมีนโยบายดูแลผู้สูงอายุระยะยาว หรือ Long term care ซึ่งก็จะมีทีมลงพื้นที่เยี่ยมผู้สูงอายุอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญยังมีบุคลากรที่เรียกว่าอสค. หรืออาสาสมัครครอบครัว ในการทำงานระดับพื้นที่ โดยเฉพาะการดูแลผู้สูงอายุที่ติดบ้านติดเตียง หรือไม่มีคนดูแล คอยให้คำแนะนำ” โฆษกสธ.กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมียาสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ นพ. โอภาส กล่าวว่า เป็นไปได้ในอนาคตอาจมีนวัตกรรม หรือรูปแบบยาที่เปลี่ยนแปลงไป นอกเหนือยาน้ำ ก็อาจเป็นเจลลี่ เป็นต้น รวมไปถึงอาจมีนวัตกรรมแจ้งเตือนการรับประทานยาในผู้สูงวัยด้วย แต่ ณ ปัจจุบันที่สำคัญคือ ผู้ใกล้ชิดต้องคอยแนะนำและเตือนผู้สูงอายุที่บ้าน ในการรับประทานยา เนื่องจากเมื่อสูงวัยความเสี่ยงโรคเรื้อรังก็พบมากขึ้น การรับประทานยาก็มีหลายชนิด อาจทำให้หลงลืม หรือกินแล้วกินอีก รวมไปถึงบางรายไปกินหลายเม็ด ซึ่งไม่ส่งผลดี ก็ต้องคอยดูแลใกล้ชิด ส่วนผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว ทางกระทรวงก็มีนโยบายทำงาน เชิงรุกอย่างการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว ผ่าน อสค. และเครือข่ายระดับพื้นที่ต่างๆ ซึ่งได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในไตรมาสแรกปีนี้ (มกราคม-มีนาคม 2561) พบว่า เอสเอ็มอีมีการเติบโตดี สอดคล้องกับภาคการผลิตที่ขยายตัวเช่นกัน อาทิ ยอดขายรถยนต์โดยเฉพาะรถกระบะเติบโตสะท้อนกำลังซื้อของภาคประชาชน คาดว่ายอดขายรถยนต์รวมทุกชนิดจะทะลุ 9 แสนคัน ขณะที่ราคาสินค้าเกษตร อาทิ ข้าว ปาล์มก็ปรับสูงขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีโครงการสำคัญๆ อย่างไทยนิยม การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เหล่านี้น่าจะทำให้เอสเอ็มอีได้อานิสงส์ โดยจะเห็นชัดเจนตั้งแต่ช่วงกลางปีนี้เป็นต้นไป

นายสุพันธุ์ กล่าวว่า ส.อ.ท.จะปรับบทบาทการทำงานของหน่วยงานที่ดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของ ส.อ.ท.ใหม่ โดยจะเน้น 4 ด้านหลักคือ การเงิน นวัตกรรม ประสิทธิภาพและผลิตภาพ และการตลาด ซึ่งที่ผ่านมามีการให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีอยู่แล้ว แต่พบว่ามีความต้องการที่หลากหลายจึงจะตั้งทีมให้คำปรึกษาเฉพาะด้าน นอกจากนี้ จะประสานและทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดมากขึ้น โดยที่ผ่านมาได้ประชุมร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมเดือนละครั้ง ขณะเดียวกันจะประสานความร่วมมือไปยังกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการประชุมร่วมกันทุกเดือน เพื่อหาแนวทางยกระดับผู้ประกอบการทั้งรายเล็กและรายใหญ่ต่อไป

นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงาน โดยพพ.ได้มีแนวทางส่งเสริมให้ส่วนราชการใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้นผ่านโครงการ ที่สำคัญๆ อาทิ โครงการการใช้พลังงานทดแทนในหน่วยงานภาครัฐ คาดว่าจะลดการใช้ไฟฟ้าได้ประมาณ 46.94 ล้านหน่วย ต่อปี โครงการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ ขณะนี้อยู่ระหว่างให้หน่วยงานราชการติดตั้งระบบ และคาดว่าจะลดการใช้พลังงานได้ 224.58 ล้านหน่วย ต่อปี และโครงการส่งเสริมการจัดการพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพในโรงพยาบาลของรัฐ คาดว่าจะลดใช้พลังงานได้ 154.32 ล้านหน่วย ต่อปี เช่นกัน

“การส่งเสริมการผลิตพลังงานทดแทน รัฐบาลต้องการมุ่งเน้นลดรายจ่ายด้านพลังงาน เร่งใช้พลังงานที่สามารถผลิตได้ในประเทศ ลดการนำเข้าพลังงานที่เสียงบประมาณจำนวนมากในแต่ละปี และช่วยให้การผลิตและใช้พลังงานมีความมั่นคงยิ่งขึ้นในอนาคต รวมทั้งให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการลงทุนร่วมกับภาครัฐ” นายประพนธ์ กล่าวและว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายภาครัฐที่มุ่งส่งเสริมการผลิตพลังงานจากพลังงานทดแทนมาต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ภายใต้โครงการรับซื้อไฟฟ้าจากการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตร

สหกรณ์การเกษตร 8 แห่งเร่งผลิตข้าวกข 43 ส่งมอบเอกชน หลังกระแสตอบรับจากกลุ่มคนรักสุขภาพนิยมหาซื้อไปบริโภคเพิ่มมากขึ้น เผยกรมการข้าวให้การสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวกข 43 ให้กับสหกรณ์ได้นำมาส่งเสริมสมาชิกได้เพาะปลูกจนประสบผลสำเร็จ ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาด ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จับมือโรงสีและห้างโมเดิร์นเทรด ร่วมเป็นคู่ค้าข้าวกข 43 กับสหกรณ์ผู้ผลิต เตรียมจัดพิธีลงนามข้อตกลงขายข้าวล็อตแรก วันที่ 11 พฤษภาคม นี้ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยเรียนเชิญนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีลงนามดังกล่าว

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมการข้าวในการส่งเสริมให้สหกรณ์ผลิตข้าวเพื่อสุขภาพพันธุ์ กข 43 โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมการผลิตและการตลาดแบบครบวงจร โดยเน้นการรวมกลุ่มให้ผลิตร่วมกันแบบการเกษตรแปลงใหญ่ และยกระดับให้เป็นสินค้าตลาดเฉพาะของกลุ่มคนรักสุขภาพ ซึ่งในปีนี้ได้กำหนดเป้าหมายพื้นที่นาปรังจำนวน 3,000 ไร่ และอยู่ระหว่างการขยายพื้นที่นาปีอีกจำนวน 300,000 ไร่ เริ่มปลูกตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2561 เป็นต้นไป โดยเชิญชวนสหกรณ์ที่สนใจเข้าร่วมโครงการและส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์หันมาปลูกข้าวพันธุ์ กข 43 เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นข้าวอายุสั้น เพียง 95 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตส่งจำหน่ายได้ ขณะที่ปัจจุบันกระแสตอบรับจากผู้บริโภคและตลาดมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการหาพื้นที่เป้าหมายที่จะเพาะปลูกข้าว กข 43 เน้นพื้นที่ที่สามารถควบคุมได้ เพื่อป้องกันการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีการปลอมปน ซึ่งสมาชิกสหกรณ์ที่จะปลูกข้าวพันธุ์นี้จะต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ปลูกข้าว กข 43 และใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผ่านการรับรองจากกรมการข้าวแล้วเท่านั้น โดยมีสหกรณ์เข้ามาดูแลและควบคุมคุณภาพแปลงปลูกให้ได้มาตรฐาน GAP กระบวนการเก็บเกี่ยวไปจนถึงขั้นตอนรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกร ปัจจุบันมีสหกรณ์นำร่อง 8 แห่งที่ประสบผลสำเร็จในการส่งเสริมสมาชิกผลิตข้าว กข 43 ที่ได้มาตรฐานของกรมการข้าว

ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด สหกรณ์การเกษตรเขาย้อย จำกัด จังหวัดเพชรบุรี สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้าธกส.พระนครศรีอยุธยา จำกัด สหกรณ์การเกษตรท่าเรือ จำกัด สหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินช้างใหญ่ จำกัด จังหวัดอยุธยา สหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด จังหวัดอุทัยธานี สหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ จำกัด จังหวัดชัยนาทและสหกรณ์การเกษตรดอนเจดีย์ จำกัด จังหวัดสุพรรณบุรี มีเกษตรกรที่เป็นสมาชิกเข้าร่วมโครงการฤดูนาปรังที่ผ่านมา จำนวน 271 ราย พื้นที่เพาะปลูก 3,324 ไร่ โดยเริ่มปลูกตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 – มกราคม 2561 และเก็บเกี่ยวระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2561 ปริมาณผลผลิตที่ได้ 1,662 ตันข้าวเปลือกและ 747.9 ตันข้าวสาร

“ สหกรณ์บางแห่งที่มีโรงสีข้าว เช่น สหกรณ์การเกษตรดอนเจดีย์ จำกัดและสหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ จำกัด ได้แปรรูปข้าว กข 43 เป็นข้าวสาร บรรจุถุงสุญญากาศที่มีเครื่องหมายรับรองคุณภาพจากกรมการข้าว วางขายที่ร้านค้าสหกรณ์และสถานที่ราชการ ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์รับหน้าที่วางแผนการตลาดข้าว กข 43 โดยประสาน ความร่วมมือกับภาคเอกชน ซึ่งในวันที่ 11 พฤษภาคม นี้ จะมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงซื้อขายข้าวเปลือก กข 43 ระหว่างโรงสีเอกชนและผู้ประกอบการ กับเครือข่ายสหกรณ์ผู้ผลิตข้าว กข 43 ทั้ง 8 แห่ง เพื่อนำไปแปรรูปเป็นข้าวสารวางจำหน่าย ในห้างโมเดิร์นเทรด ทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ Big C THE MALL TESCO Lotus และ Tops supermarket ซึ่งการลงนามดังกล่าวจะจัดขึ้น ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยได้เรียนเชิญนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวด้วย” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

วันนี้ (3 พ.ค.61)ที่ ห้องประชุมกำพล อดุลวิทย์ อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จัดงานแถลงข่าวข้อเท็จจริง เรื่อง เทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในการใช้เทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัดเพื่อลดต้นทุนการผลิต และเสนอแนะแนวทางขับเคลื่อนโครงการปุ๋ยสั่งตัดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยมี ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการดีมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ เป็นประธานการแถลงข่าว พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ทัศนีย์ อัตตะนันทน์ นักวิจัยเจ้าของผลงาน “ปุ๋ยสั่งตัด” งานวิจัยครั้งแรกของประเทศไทยที่นำหลักคิด “การเกษตรแม่นยำ”และ “ระบบสารสนเทศ” มาใช้ ดร.รุ่งโรจน์ พิทักษ์ด่านธรรม อาจารย์ประจำภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ผู้ลงพื้นที่ขยายผลปุ๋ยสั่งตัด ผู้ใหญ่ร่ม วรรณประเสริฐ และ คุณศิริพร สุปัญญาพาณิชย์ เกษตรกรผู้ใช้เทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัด ร่วมแถลงข่าว