ข้าวเหนียวมะม่วงป้าเล็ก-ป้าใหญ่ และข้าวเหนียวมูนแม่ประไพศรี

เจ้าเก่าตลาดเทศบาลเมืองนนท์ของกินหน้าร้อนของไทยที่โด่งดังในหมู่นักท่องเที่ยวไปทั่วโลกก็คือ ข้าวเหนียวมะม่วง เมื่อ 2 ปีก่อนปิ่นโตเถาเล็กเคยนำเสนอร้าน ข้าวเหนียวมะม่วงป้าเล็ก-ป้าใหญ่ ที่ขายตามฤดูกาลเพียงปีละ 4 เดือนกว่าเท่านั้น ทำมานานกว่า 78 ปีแล้ว
ขอแจ้งข่าวแฟนๆ ว่า ข้าวเหนียวมะม่วงป้าเล็ก-ป้าใหญ่ ได้ย้ายร้านมาอยู่ ริมถนนสันติภาพ ข้างร้านสหยางทอง ปากตรอกถั่วเพาะ 1 ตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว โดยปีนี้เริ่มขายมาตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ สมควรแก่การตามไปชี้จุดให้แฟนๆ รีบตามไปพิสูจน์ความอร่อย

ทางไปร้านให้ตั้งต้นที่ วงเวียน 22 กรกฎา มาตาม ถนนสันติภาพ ฟากฝั่งที่จะไปออกถนนพลับพลาไชย เพียงไม่ถึง 100 เมตร ก็จะเห็นร้านข้าวเหนียวมะม่วงป้าเล็ก-ป้าใหญ่อยู่ ทางขวามือติดกับร้านสหยางทอง มีป้ายไวนิลชื่อร้านกับรูปมะม่วงสีเหลืองสดขนาดใหญ่เห็นได้ชัดเจน ส่วนที่จอดรถริมทางนั้นหายากหน่อย ให้เลี้ยวขวาไปถนนพลับพลาไชย แล้วไปจอดที่ วัดคณิกาผล (ทางซ้ายมือ) อาจจะเดินไกลนับครึ่งกิโลเมตรแต่ก็สะดวกที่สุด

ร้านนี้เปิดมานาน 3 ชั่วอายุคน ไม่ต้องมองหาป้าเล็ก-ป้าใหญ่หรอกนะจ๊ะ เพราะคือบรรพบุรุษผู้ถ่ายทอดวิชาผู้ก่อตั้งเมื่อ 78 ปีก่อน ปัจจุบันนี้มีรุ่นที่ 3 เป็นผู้สานต่อ มีคุณอาศิริศักดิ์ อายุ 70 กว่าปีทำหน้าที่มูนข้าวเหนียว และคุณอาเสริมศรีคอยช่วยดูการขาย อีกทั้งมีลูกๆ ของคุณอาและญาติๆ คอยช่วยที่หน้าร้าน

ภาพชินตาหน้าร้านป้าเล็ก-ป้าใหญ่ก็คือ บรรดาลูกค้าจะมายืนรอหน้าร้าน รับบัตรคิวกันเนืองแน่น โดยข้าวเหนียวมูนจะทำมาจากบ้านในตรอกถั่วเพาะ 1 (ซอยข้างร้าน) ลำเลียงมารอบละ 4-5 กะละมังเล็กๆ เคล็ดลับการมูนข้าวเหนียวก็คือ พอมูนเสร็จแล้ว (เทกะทิในกะละมังแล้วใช้ไม้พายกวนผสมกับข้าวเหนียว) ก็จะปิดฝาไว้ และจับเวลาพักไว้ 15 นาทีก่อนจึงจะนำไปขายได้ เพื่อให้กะทิจับตัวกับข้าวเหนียวซึมซาบไปทุกอณู พอของมาก็จะช่วยกันตักมือเป็นระวิง หมดในพริบตา ต้องรอรอบต่อไปอีก

ข้าวเหนียวมูนกะทิ หอมมัน หวานกำลังดี และไม่ผสมแป้งแม้แต่น้อย ใช้ข้าวเหนียวเขี้ยวงูหุงเป็นเม็ดสวยไม่แข็งและไม่นิ่มจนเกินไป สนนราคากิโลละ 200 บาท (ต้องสั่งอย่างต่ำ 50 บาท) โรยด้วยถั่วทองที่คั่วเองกรอบอร่อยสุดยอดไม่มีกลิ่นหืน กินกับ มะม่วงน้ำดอกไม้ จากบางคล้า (ลูกละ 50-60 บาท) (เดี๋ยวนี้ไม่มีมะม่วงอกร่องแล้วเพราะช้ำง่าย) มีข้าวเหนียวมะม่วงขายเป็นชุดด้วย (100 บาท) โดยปอกให้ทันที อย่าลืมสั่งหน้าปลาแห้งแสนอร่อยขายกระปุกละ 40 บาท ทำจากปลาช่อนทะเล หอมหวานอร่อยมาก อีกทั้ง สังขยา ขายกระปุกละ 30 บาทอีกด้วย

อย่าลืมว่าร้านข้าวเหนียวมะม่วงป้าเล็ก-ป้าใหญ่จะขายไป จนถึงประมาณปลายเดือนพฤษภาคมหรือต้นเดือนมิถุนายน เท่านั้น (พอคนซาเมื่อไหร่ก็จะหยุดขาย) โดยจะ เปิดทุกวัน ไม่มีวันหยุดตลอด 4 เดือน ตั้งแต่ 8 โมงครึ่ง ไปจนถึง 5 โมงเย็น บางวันหมดก่อนตั้งแต่บ่าย 3 โมงครึ่งด้วยซ้ำ

จากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินโครงการ “นาแปลงใหญ่” ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพผลผลิต ปี 2559 จนสามารถตั้งกลุ่มนาแปลงใหญ่ได้ 301 กลุ่ม ในพื้นที่ 58 จังหวัด ภายหลังจากดำเนินการมาระยะหนึ่ง ได้มีการสุ่มเก็บข้อมูลจากเกษตรกร ร้อยละ 20 ของแต่ละกลุ่ม หรือประมาณ 10,674 คน จากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 53,372 คน พบว่า

ต้นทุนการผลิตข้าวก่อนเข้าร่วมโครงการเฉลี่ย 4,202 บาท ต่อไร่ คิดเป็น 7,052 บาท ต่อตัน หลังร่วมโครงการแล้วต้นทุนการผลิตข้าวเฉลี่ย 3,589 บาท ต่อไร่ คิดเป็น 5,372 บาท ต่อตัน หรืออาจกล่าวได้ว่าเกษตรกรมีต้นทุนการผลิตข้าวลดลงเฉลี่ย 613 บาท ต่อไร่ คิดเป็นร้อยละ 14.97 หรือประมาณ 1,681 บาทต่อตัน คิดเป็นร้อยละ 23.34

โดยเกษตรกรนาแปลงใหญ่ในภาคกลางสามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวเฉลี่ยต่อไร่ได้มากที่สุด คือ 741 บาท ต่อไร่ คิดเป็น ร้อยละ 18.74 ของต้นทุนการผลิต ก่อนเข้าร่วมโครงการของเกษตรกรในภาคกลาง ในกรณีต้นทุนการผลิตข้าวต่อตัน เกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือสามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวเฉลี่ยต่อตันได้มากที่สุด คือ 2,386 บาท ต่อตัน คิดเป็น ร้อยละ 27.72 ของต้นทุนการผลิต ก่อนเข้าร่วมโครงการ

นอกจากนั้น ยังพบว่า กลุ่มนาแปลงใหญ่ส่วนใหญ่สามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวต่อไร่ได้ 300-600 บาทต่อไร่ คิดเป็นร้อยละ 31.44 ของจำนวนนาแปลงใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด แต่เมื่อพิจารณาต้นทุนการผลิตข้าวต่อตัน พบว่า นาแปลงใหญ่ส่วนใหญ่สามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวต่อตันได้ 1,000-2,000 บาท ต่อตัน

ที่สำคัญเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ไม่เพียงสามารถลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มผลผลิตและคุณภาพข้าวเท่านั้น แต่เกษตรกรยังมีการรวมกลุ่ม สร้าง “อำนาจต่อรอง” กับโรงสีได้มากขึ้น

ราคาที่เคยขายให้โรงสีได้เงินสุทธิเหลือเพียง 2 ใน 3 จากการใช้สินเชื่อไปซื้อปัจจัยการผลิตเพื่อปลูกข้าวจากโรงสีก่อนหน้านี้ก็จะหมดไป ยิ่งมีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในยุ้งฉางเกษตรกรอัตราดอกเบี้ยต่ำของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทำให้เก็บข้าวรอขายได้นานขึ้น

ดั่งเช่นปีนี้ในภาคอีสาน เกษตรกรเก็บข้าวโดยจำนำกับ ธ.ก.ส. มากกว่า 9 แสนตันข้าวเปลือก จึงดันให้ราคาข้าวหอมมะลิพุ่งสูงจาก ตันละ 11,000-12,000 บาท ในปีการผลิตก่อน เป็นตันละ 17,000-18,000 บาท ต่อตัน ในปีการผลิต 2560/2561 นี้

แม้ว่าสาเหตุที่ส่วนหนึ่งราคาข้าวหอมมะลิจะขึ้นมาจากเกษตรกรแห่ไปปลูกข้าวเหนียวกันมากใน ปี 2560 จากราคาข้าวเหนียวในปี 2559 พุ่งจาก ตันละ 6,000 บาท เป็นตันละ 12,000 บาท และผลผลิตส่วนหนึ่งเสียหายจากน้ำท่วมก็ตาม แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าโครงการนี้ให้ประโยชน์กับเกษตรกรไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม ยังต้องลุ้นว่าการผลิตข้าวนาปี 2561/2562 เกษตรกรอาจประสบปัญหาพันธุ์ราคาตกต่ำลงอีกได้ เนื่องจากการแห่ปลูกมากเกินไป รวมทั้งผลผลิตข้าวเปลือกนาปรังฤดูแล้งนี้ที่มีมากเกินไป 7.8 ล้านไร่ สูงกว่าแผน 5.1 ล้านไร่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงราคาข้าวหอมมะลิในนาปีรอบนี้ว่าอาจจะปรับลดลงได้

“กสอ.”ปลื้มสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยเนื้อหอมในตลาดจีน โดยเฉพาะเครื่องสำอาง นักธุรกิจจีนสนใจร่วมเจรจาการค้ากว่า 152 ราย เล็งปีหน้าขยายช่องทางการค้าตลาดต่างประเทศต่อเนื่อง

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากการที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ได้นำผู้ประกอบการ กลุ่ม BOIN (Bangkok Organic Industrial Network) หรือเครือข่ายธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรอินทรีย์แปรรูป กรุงเทพมหานคร จำนวน 10 ราย ที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมให้การสนับสนุนและพัฒนา ภายใต้กิจกรรมสร้างเครือข่ายอุตสาหกรรมเป้าหมายและสร้างโอกาสขยายช่องทางตลาดธุรกิจ (เกษตรแปรรูป) ปีงบประมาณ 2561 สำหรับสินค้าประเภทอินทรีย์ (Organic Product) และเครื่องสำอาง (Cosmetics) เพื่อเข้าร่วมแสดงสินค้าในงาน “The China International Organic and Green Food Industry Expo 2018” ระหว่างวันที่ 8 – 10 เม.ย. 2561 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

ทั้งนี้ ผลจากการทดสอบตลาดทั้ง 3 วัน ผู้ประกอบการไทยได้รับความสนใจและการตอบรับจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นทั้งตัวแทนค้าปลีก และค้าส่ง รวมถึงตัวแทนจำหน่ายที่ทำธุรกิจออนไลน์ ทั้งในประเทศจีน และต่างประเทศ (เช่น ไต้หวัน ยุโรป และอเมริกาใต้)

โดยมีลูกค้าที่เข้ามาเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทยภายในงาน จำนวนกว่า 152 ราย ประกอบด้วย กลุ่ม A กลุ่มลูกค้าที่ทำธุรกิจสินค้าประเภทอินทรีย์ และเครื่องสำอางโดยตรง จำนวน 35 ราย คิดเป็น 23% ของจำนวนทั้งหมดกลุ่ม B กลุ่มลูกค้าที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับสินค้าประเภทอินทรีย์ และเครื่องสำอาง จำนวน 46 ราย คิดเป็น 30% ของจำนวนทั้งหมดและกลุ่ม C กลุ่มลูกค้าที่ทำธุรกิจอื่นๆ จำนวน 71 ราย คิดเป็น 46% ของจำนวนทั้งหมด “เบื้องต้นคาดการณ์ว่าลูกค้าในกลุ่ม A จำนวน 19 ราย (จาก 35 ราย) เป็นลูกค้าที่มีศักยภาพ ซึ่งก่อให้เกิดมูลค่ายอดขายในภาพรวมกว่า 25 ล้านบาท คิดเป็นยอดขายเฉลี่ยต่อกิจการอยู่ที่ 1.3 ล้านบาท

อีกทั้งผู้ประกอบการไทยยังสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ โดยได้รับรางวัล The Best Organization Award จากประธานจัดงานฯ และได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนจีนเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น BTV (Beijing Television) และ PHTV (Phoenix Television) ที่ได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับสินค้าของผู้ประกอบการไทยที่มีความน่าสนใจ ซึ่งเป็นโอกาสดีในการเพิ่มช่องทางประชาสัมพันธ์ให้กับผู้ประกอบการในประเทศจีนได้เป็นอย่างดี”

อย่างไรก็ดี การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นผลความสำเร็จของกลุ่ม BOIN ซึ่งเป็นกลุ่มเครือข่ายที่เพิ่งก่อตั้งเป็นปีแรก ที่ได้รับโอกาสและการสนับสนุนจาก กสอ. มาสร้างโอกาส และขยายช่องทางธุรกิจในประเทศจีน โดยในปีต่อไป กลุ่ม BOIN ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาในมิติต่างๆ รวมถึงการพัฒนามาตรฐานทางด้าน Organic เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการขยายตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

มูลค่าตลาดร้านอาหารในเมืองไทย 400,000 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตทุก ๆ ปีจากไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านเพิ่มขึ้น

“ณัฐ วงศ์พานิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ (CRG) ผู้บริหารธุรกิจร้านอาหารเครือข่าย (food chain industry) ทั้ง 11 แบรนด์ เช่น เคเอฟซี มิสเตอร์โดนัท เปปเปอร์ลันช์ เป็นต้น กล่าวว่า ปัจจุบัน ธุรกิจร้านอาหารในไทยมีการแข่งขันสูง มีรายเก่ารายใหม่เข้ามาต่อเนื่อง โดยมีมูลค่ารวมประมาณ 4 แสนล้านบาท โตเฉลี่ย 3-5% ทุกปี ทั้งนี้หากแบ่งย่อยแต่ละกลุ่มร้านอาหารจะพบว่า ร้านกาแฟ มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี ด้วยจำนวนสาขาที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยมีมูลค่าตลาดสูงสุดหรือประมาณ 20,000 ล้านบาท ร้านอาหารประเภทฮอตพอต 19,000 ล้านบาท ร้านอาหารจานด่วนประเภทไก่ 18,700 ล้านบาท อาหารญี่ปุ่น 18,000 ล้านบาท ขณะที่ตลาดร้านอาหารประเภทส้มตำก็มีมูลค่าสูงถึง 16,000 ล้านบาท ถือเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตที่ดี ต่อด้วยเบอร์เกอร์ 9,000 ล้านบาท อาหารตะวันตก 9,000 ล้านบาท พิซซ่า 8,200 ล้านบาท เบเกอรี่ 8,100 ล้านบาท อาหารไทย 8,000 ล้านบาท ไอศกรีม 7,700 ล้านบาท ปิ้งย่าง 6,200 ล้านบาท โดนัท 3,600 ล้านบาท อาหารจีน 3,000 ล้านบาท อาหารเกาหลี 2,000 ล้านบาท และอาหารเวียดนาม 1,000 ล้านบาท

ปัจจุบัน กลุ่ม “ซีอาร์จี” ของบริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ (CRG) บริหารธุรกิจร้านอาหารเครือข่าย (food chain industry) 11 แบรนด์ เช่น เคเอฟซี มิสเตอร์โดนัท เปปเปอร์ลันช์ เป็นต้น “ณัฐ” ฉายภาพว่า บริษัทยังคงเดินหน้าพัฒนาแบรนด์ใหม่พร้อมเปิดสาขาใหม่ต่อเนื่อง โดยเน้นการสร้างประสบการณ์ในการทานอาหารนอกบ้านให้แก่ผู้บริโภคควบคู่กันไป ด้วยการแตกโมเดล แตกคอนเซ็ปต์ใหม่

ล่าสุดเตรียมเปิดตัวโมเดล “food heaven” เป็นการรวมร้านอาหารญี่ปุ่น 3 แบรนด์ จาก 5 แบรนด์ ในเครือเข้าไว้ในพื้นที่เดียว ในรูปแบบกึ่งบริการตนเอง (self service) คือ ลูกค้าเป็นผู้สั่งอาหารและรับอาหารด้วยตัวเอง ซึ่งจะเปิดสาขาแรกที่เทสโก้ โลตัส ปากทางถนนไทรน้อย-บางบัวทอง

อย่างไรก็ตาม ตลาดร้านอาหารถือเป็นตลาดที่มีผู้แข่งขันหมุนเวียนกันเข้าออกอยู่ตลอดเวลา เพราะมีการเติบโตต่อเนื่องทุกๆ ปี เรียกว่าเป็นโอกาสใหญ่ของผู้เล่นรายใหม่ๆ แต่ที่สำคัญต้องจับเทรนด์ และเปลี่ยนให้ทันกับไลฟ์สไตล์ของนักกินอาหารนอกบ้านที่เปลี่ยนเร็วด้วย

สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า แพทย์เตือนระวังอันตรายจากการกินพริกเผ็ดร้อนเกิน หลังจากเกิดกรณีหนุ่มวัย 34 ปี ที่เข้าร่วมการแข่งขันกิน พริกแคโรไลนา รีพเปอร์ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพริกเผ็ดสุดในโลก ในการแข่งขันที่จัดขึ้นที่รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ได้ถูกนำตัวหามส่งโรงพยาบาลหลังจากมีอาการปวดหัวรุนแรงฉับพลัน ซึ่งแพทย์ชี้ว่าเป็นผลเกี่ยวเนื่องมาจากการกินพริกเผ็ดร้อนดังกล่าว โดยอาการปรากฎขึ้นไม่กี่วันหลังจากที่หนุ่มรายนี้เข้าร่วมแข่งกินพริกแคโรไลนา รีพเปอร์

กรณีที่เกิดขึ้นกับหนุ่มนักแข่งกินพริกเผ็ดรายนี้ถูกตีพิมพ์ในรายงาน บีเอ็มเจ เคส รีพอร์ทส์ ในฐานะเป็นกรณีที่เกิดอาการปวดหัวรุนแรงฉับพลัน (Thunderclap) ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกินพริกเข้าไปเป็นรายแรก ซึ่งแพทย์ยังมีคำเตือนถึงผู้ที่รับประทานพริกเผ็ดร้อนมากเข้าไปแล้วเกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรงในลักษณะนี้ให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูอาการในทันที

รายงานระบุว่า อาการปวดหัวรุนแรงฉับพลันนี้มีสาเหตุจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองเกิดหดตัวลง เรียกว่าเป็นกลุ่มอาการหลอดเลือดสมองหดตัวชั่วคราว (อาร์ซีเอสวี) ซึ่งกรณีของหนุ่มวัย 34 ปีรายนี้เกิดอาการขึ้นหลังจากไปแข่งกินพริกแคโรไลนา รีพเปอร์ โดยเริ่มแรกเขามีอาการขย้อนจะอาเจียน แต่ก็ไม่อาเจียนออกมา ก่อนที่อีก 2-3 วันต่อมาอาการพัฒนาไปเป็นการปวดคออย่างหนักและอาการปวดหัวรุนแรงที่แต่ละครั้งจะปวดอย่างหนักเพียงไม่กี่วินาที

กรณีของหนุ่มแข่งกินพริก เขามีอาการปวดหัวหนักมากจนต้องหามส่งเข้าห้องฉุกเฉิน ซึ่งแพทย์ได้ทำการตรวจหาสาเหตุต่างๆทางประสาทวิทยา แต่ไม่พบปัญหาใดๆ แต่หลังจากให้หนุ่มแข่งกินพริกรายนี้เข้ารับการทำทีซีสแกนสมอง แสดงผลให้เห็นว่าหลอดเลือดในสมองหลายเส้นเกิดการหดตัว ทำให้แพทย์วินิจฉัยว่าน่าจะเป็นอาการของหลอดเลือดเลี้ยงสมองหดตัว

สำหรับพริกแคโรไลนา รีพเปอร์ เป็นพริกที่กินเนส เวิลด์ เรคคอร์ด ยกให้เป็นพริกที่มีความเผ็ดร้อนมากที่สุดในโลกในปี 2556 โดยมีระดับความเผ็ดถึง 1,569,300 ตามมาตรวัดสโกวิล ฮีท ยูนิตส์ (เอสเอชยู) ขณะที่พริกขี้หนูมีระดับความเผ็ดอยู่ที่ 100,000-225,000 เอสเอชยู

กลายเป็นธุรกิจฮิตติดตลาดสำหรับ “เทศกาลทัวร์ผลไม้” ภาคตะวันออก ระยอง จันทบุรี ตราด ความร่วมมือระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเกษตรจังหวัด เกษตรกรเจ้าของสวน สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัด สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และชมรมธุรกิจการท่องเที่ยว

ตั้งแต่เดือนเมษายนไปจนถึงกรกฎาคมนี้ เจ้าของสวนภาคตะวันออกเตรียมเปิดสวนเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวถึง 63 แห่ง นอกจากจะได้รับประทานผลไม้สด ๆ ในสวน หรือจะซื้อกลับบ้านได้ในราคาถูกกว่าท้องตลาดแล้ว ยังจะได้สัมผัสและเก็บเกี่ยวบรรยากาศวิถีชีวิตของชาวสวนควบคู่กันไปด้วย“ระยอง-จันท์” กระหน่ำบุฟเฟต์

“อุทิศ ลิ่มสกุล” ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานระยอง (ดูแลพื้นที่ระยอง-จันทบุรี) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้จังหวัดระยองและจันทบุรีได้เตรียมความพร้อมที่จะเปิดสวนผลไม้ให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัส รวมมากถึง 56 สวน แบ่งเป็น ระยอง 31 สวน จันทบุรี 25 สวน กระจายไปตามอำเภอต่าง ๆ จากปีที่ผ่านมา ที่มีสวนผลไม้เข้าร่วมโครงการ 34 สวน แบ่งเป็น ระยอง 19 สวน จันทบุรี 15 สวน

สำหรับปีนี้ขายแพ็กเกจบุฟเฟต์เป็นรายหัวราคา 299-500 บาท และสามารถซื้อผลไม้หน้าสวนได้ในราคาถูกกว่าท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็น ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง สละ และมีการรับรองคุณภาพด้วย

นอกจากนี้ ททท.ระยองยังจัดแคมเปญ “เที่ยววันธรรมดา ตะลุยสวนระยอง-จันท์” ด้วยการมอบคูปองส่วนลดทัวร์สวนผลไม้ และร้านค้าประชารัฐ สุขใจ คนละ 100 บาท สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาพักค้างโรงแรมในวันธรรมดา วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี ตลอดช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคมนี้

ขณะที่ “วณิชชา วัฒนพงศ์” นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดจันทบุรี กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การจัดทัวร์สวนผลไม้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวได้มาก คาดว่าน่าจะทำรายได้ด้านการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น นอกจากทัวร์สวนผลไม้แล้ว ระหว่างวันที่ 19-27 พฤษภาคมนี้ จันทบุรียังมีการจัดงานประจำปี เทศกาลของดีเมืองจันท์ วันผลไม้ เสริมเข้ามาอีก เพื่อดึงนักท่องเที่ยวให้มาท่องเที่ยวและพักในจังหวัดจันทบุรี

กิจกรรมนี้จะทำให้นักท่องเที่ยวได้รับประทานผลไม้ที่สด แก่จัด รสชาติอร่อย ได้ชมวิถีชีวิตชาวสวน ได้รับรู้ภูมิปัญญา หรือบางสวนมีคุณลักษณะพิเศษ เช่น มังคุด 100 ปี ทุเรียนพันธุ์โบราณหายาก บางสวนมีฟาร์มพืชออร์แกนิก การเลี้ยงสัตว์ต่าง ๆ ให้เที่ยวชมด้วย

ล่าสุดเริ่มมียอดจองทัวร์ผลไม้เข้ามาเป็นระยะ ๆ แล้ว

“ชะนี เกาะช้าง” ไฮไลต์ตราด

“วรรณประภา สุขสมบูรณ์” ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด กล่าวว่า ขณะนี้ตราดได้เตรียมพร้อมสำหรับเทศกาลทัวร์สวนผลไม้ โดย ททท.ตราด ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัด สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัด ชมรมธุรกิจนำเที่ยวจังหวัดตราด และบริษัท บางกอกแอร์เวย์ส จำกัด ได้เข้ามาสนับสนุนแคมเปญ “อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน” เป็นปีที่ 3 โดยมีสวนผลไม้เข้าร่วม 7 สวน จากปีที่ผ่านมาที่เข้าร่วม 10 สวน เพราะปัญหาผลผลิตมีน้อย กำหนดเปิดเข้าชมสวน ตั้งแต่เดือนเมษายน-มิถุนายน และกำหนดราคาเข้าเที่ยวชมชิมผลไม้ แบบบุฟเฟต์ราคาเดียวกัน 200 บาท/คน

ปีนี้ผลผลิตผลไม้ของตราดออกมาค่อนข้างน้อยและผลผลิตออกไม่ตรงตามฤดูกาล เนื่องจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ แต่สวนที่ร่วมแคมเปญทั้ง 7 สวน รับรองว่าจะมีผลไม้ไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวตลอดฤดู เพียงแต่ขอให้นักท่องเที่ยวที่ต้องการจะเข้าชมสวน ติดต่อประสานงานกับเจ้าของสวน หรือประสานผ่านชมรมธุรกิจนำเที่ยวจังหวัดตราด ล่วงหน้า

“ไฮไลต์ตราดอยู่ที่ทุเรียนชะนี เกาะช้าง ทุเรียนพรีเมี่ยม มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น อุดมด้วยวิตามินอีและธาตุไอโอดีน มีพื้นที่ดินเป็นดินภูเขาไฟ แหล่งน้ำที่มาจากน้ำตก ซึ่งปีนี้คาดว่ามีผลผลิตออกมาเพียง 300 ตันเศษเท่านั้น ซึ่งกลุ่มเกษตรกรเกาะช้างกำหนดราคาที่กิโลกรัมละ 200 บาท

“ไพฑูรย์ วานิชศรี” เจ้าของสวนทุเรียน “สวนไพฑูรย์” ที่ได้รับการรับรองคุณภาพ GAP (good agriculture practice) กล่าวว่า ปีนี้ผลผลิตผลไม้หลัก ๆ ของภาคตะวันออกมีปริมาณลดลง 20-30% และผลผลิตออกล่าช้า ราคาผลไม้มีการปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย สำหรับที่สวนเอง ปกติสวนจะเปิดรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนถึงมิถุนายน แต่ปีนี้ผลผลิตล่าช้า จากปกติที่ผลผลิตจะเริ่มออกในช่วงปลายเดือนมีนาคม ขณะนี้ทุเรียนหลายพันธุ์เริ่มทยอยออกแล้ว เช่น พวงมณี ชะนี หมอนทอง

การจัดทัวร์ผลไม้นอกจากนักท่องเที่ยวชาวไทย ระยะหลังมีเพื่อนบ้านกัมพูชา และนักท่องเที่ยวจีนสนใจและติดต่อเข้ามาทัวร์สวนมากขึ้นสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้ชาวสวนได้ไม่น้อย