ข้าวโพดเป็นอาหารที่หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดชื่นชอบที่สุด

หากไม่ปลูกข้าวโพดใช่ว่าจะหยุดวงจรมันได้ เพราะมันยังหาพืชชนิดอื่นกินได้อีกกว่า 80 ชนิด เช่น ข้าว ข้าวฟ่าง กะหล่ำ ไม้ดอกไม้ประดับ พืชตระกูลแตง ตระกูลถั่ว ฯลฯ หากควบคุมไม่อยู่จนมันเป็นศัตรูพืชประจำถิ่น หายนะจะเกิดทุกวงการ ไม่ว่าข้าว พืชสวน พืชไร่” นายเติมศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมคณะกรรมการพืชไร่ ครั้งที่ 2/2562 มีมติในที่ประชุมให้นำข้อเสนอ ได้แก่

1.ขอให้หน่วยงานภาครัฐจัดหางบประมาณกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด2.ขอให้หน่วยงานภาครัฐเร่งจัดหางบประมาณเพื่อให้ความรู้ในการผลิตสารชีวภัณฑ์ควบคุมการระบาดของหนอนกระทู้ ข้าวโพดลายจุด ในระยะไข่และระยะตัวอ่อน

3.ขอให้หน่วยงานภาครัฐเร่งสร้างองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรในการป้องกันการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด

4.ขอให้หน่วยงานภาครัฐโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการผลิตตัวห้ำ-ตัวเบียน เพื่อนำปล่อยในพื้นที่ที่มีการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด5.ขอให้หน่วยงานภาครัฐนำเข้าหรือผลิตสารฟีโรโมน เพื่อนำไปควบคุมตัวเต็มวัยของหนอนกระทู้ข้าวโพด-ลายจุด

6.ขอให้หน่วยงานภาครัฐเร่งศึกษางานวิจัยผลิตสายพันธุ์ข้าวโพดที่ต้านทานต่อหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด

7.ให้กรมวิชาการเกษตรเร่งรัดในการออกใบอนุญาตให้ภาคเอกชนสามารถนำเข้าสารเคมีที่ใช้กำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดได้โดยตรง

โดยจัดทำหนังสือข้อเสนอดังกล่าวต่อประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติพิจารณาและส่งต่อให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ ยกระดับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม มาตรฐาน GAP จ.กาฬสินธุ์ สู่แหล่งจำหน่ายผลผลิตคุณภาพปลอดภัย ส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ขานรับนโยบายภาครัฐ ตั้งเป้าหมายรับซื้อปีนี้ 250 ตัน ตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคทั่วภาคอีสาน พร้อมเป็นพี่เลี้ยงติดอาวุธ ปั้นเกษตรกรไทย สู่สนามการค้ายุคการตลาดนำการผลิต

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการตลาด บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม็คโครศูนย์จำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภคคุณภาพแบบขายส่ง ในระบบสมาชิกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการคัดอาหารที่มีคุณภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล โดยมุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้า ผู้ประกอบการธุรกิจด้านอาหารและผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ ในขณะเดียวกันก็ให้การสนับสนุนผลผลิตของเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการเข้าร่วมโครงการสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม จังหวัดกาฬสินธุ์ ในการเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายที่ยั่งยืน ด้วยการรับซื้อผลผลิตตลอดทั้งปี จำหน่ายในแม็คโคร ทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมจัดกิจกรรม “แม็คโครโชว์ของดีกาฬสินธุ์ กุ้งก้ามกราม มาตรฐาน GAP” ระหว่างวันที่ 5-10 กรกฎาคมนี้ ณ แม็คโคร สาขากาฬสินธุ์

“แม็คโคร ให้ความสำคัญในการสนับสนุนส่งเสริมผลผลิตของเกษตรกรไทยให้มีช่องทางการจัดจำหน่ายที่แน่นอนและมั่นคง โดยรับซื้อกุ้งก้ามกราม ที่ได้คุณภาพมาตรฐาน GAP จากกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งที่เป็นเกษตรแปลงใหญ่ ที่มีสมาชิก 124 ราย จำนวนรวมถึงสิ้นปีกว่า 250 ตัน จำหน่ายในแม็คโครทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือตลอดปี 2562 อีกทั้งยังจัดกิจกรรมที่แม็คโคร สาขากาฬสินธุ์ เพื่อส่งเสริมการบริโภคกุ้งคุณภาพดี ปลอดภัย สร้างความคึกคักให้กับตลาดภูมิภาค โดยร่วมทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรวางแผนการบริหารจัดการผลผลิตเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง ได้ขนาดมาตรฐานตามความต้องการของตลาดและกลุ่มลูกค้าแม็คโคร”

จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามคุณภาพดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งมีความเข้มแข็ง รวมเป็นกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ มีพื้นที่การเพาะเลี้ยงรวมกว่า 8,000 ไร่ หรือกว่า 5,000 บ่อ มีผลผลิต 1,200 ตัน ต่อปี ส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอเมือง อำเภอยางตลาด และอำเภอห้วยเม็ก ซึ่งเป็นพื้นที่อาศัยน้ำจากเขื่อนลำปาว

นางศิริพร กล่าวอีกว่า โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งโมเดลความสำเร็จของการบูรณาการร่วมกันของหลายภาคส่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไทย ในการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานวัตถุดิบท้องถิ่นอย่างกุ้งก้ามกราม ให้กลายเป็นสินค้าคุณภาพ ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ทำให้ของดีจังหวัดกาฬสินธุ์เป็นที่รู้จักไปทั่ว สอดคล้องไปกับการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว และรองรับความต้องการของกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของแม็คโคร

ทั้งนี้ แม็คโคร มีเจตนารมณ์ชัดเจนการในกำหนดเป้าหมาย เพื่อเป็น “คู่คิดธุรกิจ” ของลูกค้า ผู้ประกอบการอย่างแท้จริง ตลอดจนนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดและคุ้มค่าที่สุดให้กับลูกค้า ควบคู่ไปกับการมอบคุณค่าให้แก่สังคม ซึ่งนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของคู่ค้า ลูกค้า คนในชุมชน และพนักงานอย่างยั่งยืน สมกับเจตนารมณ์ “คู่คิด…เพื่อชีวิตที่ดีกว่า”

จากอิทธิพลของพายุมูนทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากทั่วทั้งประเทศส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม ในแง่บวกทำให้มีน้ำเพื่อการเกษตรเพิ่มขึ้น และแง่ลบอาจทำให้เกิดการชะล้างพังทลายของดินหรือน้ำท่วมขังได้

นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ขณะนี้ได้แจ้งให้พี่น้องเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับอิทธิพลจากพายุมูนระวังเรื่องการชะล้างพังทลายของดินโดยเฉพาะบริเวณที่ดอนมีความลาดชัน ที่ปลูกพืชไร่หรือไม้ผล สำหรับที่ลุ่มทั่วไปส่วนใหญ่เป็นที่นาควรใช้โอกาสนี้เก็บกักน้ำไว้ในนาหรือสระน้ำประจำไร่นาให้มากที่สุด ส่วนพื้นที่ลุ่มต่ำมีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมขังควรดูแลไม่ให้มีสิ่งกีดขวางการไหลของน้ำ และรีบเคลื่อนย้ายเครื่องมือทางการเกษตรขึ้นไว้ในที่ปลอดภัย

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวอีกว่า สำหรับฝนที่ตกลงมาแนะนำให้เกษตรกรจัดการเก็บน้ำไว้ในสระน้ำประจำไร่นาหรือที่เรียกว่าสระจิ๋ว ก็จะเป็นประโยชน์ในระยะยาวต่อไป ซึ่งในปีงบประมาณ 2562 กรมพัฒนาที่ดินสนับสนุนให้เกษตรกรขุดบ่อน้ำประจำไร่นา ขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร มากกว่า 44,000 สระน้ำ โดยดำเนินการขุดในฤดูแล้งที่ผ่านมา เกษตรกรควรถือโอกาสนี้ดูแลการเบนน้ำลงสระ และป้องกันไม่ให้เกิดการชะล้างพังทลายของดินขอบสระด้วย

โดยฝนที่เกิดจากอิทธิพลของพายุมูนจะมีปริมาณมากในช่วงเวลาสั้น ทำให้เกิดการไหลของน้ำในแปลงเกษตรจากที่สูงสู่ที่ต่ำ มีผลให้เกิดการชะล้างพังทลายของดิน โดยเฉพาะในช่วงต้นฤดูปลูก ที่ใบของพืชยังไม่ปกคลุมดินทั่วแปลง เม็ดฝนตกลงกระทบผิวดินโดยตรง เป็นตัวเร่งให้เกิดการชะล้างของดินมากยิ่งขึ้น การใช้เศษซากพืช เช่น ฟางข้าว ใบไม้ มาคลุมผิวดินไว้จะช่วยป้องกันการชะล้างได้ดี การปลูกหญ้าแฝกก็เป็นวิธีการหนึ่งเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน การปลูกพืช

ตามแนวระดับและมีทางเบนน้ำออกจากแปลงสู่สระเก็บกักน้ำที่ถูกต้องก็ช่วยลดปัญหาการชะล้างของดินในพื้นที่ลาดชันได้ โดยจังหวัดที่มีโอกาสเกิดปัญหาในครั้งนี้ ได้แก่ เพชรบูรณ์ ตาก ในภาคเหนือ นครพนม อุบลราชธานี นครราชสีมา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตราด ในภาคตะวันออก ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา นครนายก สระบุรี ในภาคกลาง และนครศรีธรรมราช ในภาคใต้

“ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดินทุกจังหวัดคอยดูแลช่วยแก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน จากน้ำท่วมหรือการชะล้างพังทลายของดินอย่างรุนแรง และเชิญชวนหมอดินอาสา เกษตรกร และประชาชนทั่วไปร่วมกันปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายและรักษาหน้าดิน ชะลอการไหลของน้ำในพื้นที่เกษตรไม่ให้เกิดการกัดเซาะและช่วยเก็บรักษาน้ำไว้ในดิน สำหรับเกษตรกรและประชาชนที่ประสงค์จะได้พันธุ์หญ้าแฝกไปปลูกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดินสามารถติดต่อได้ที่สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัด” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว.

“กันตรึม” หรือเพลงกันตรึม เป็นเอกลักษณ์การละเล่นเพลงของชาวไทยเชื้อสายเขมรในพื้นที่อีสานใต้ ชื่อเพลงมาจากเสียงกลองกันตรึม นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลายในพื้นที่ จ.สุรินทร์ บุรีรัมย์ และ ศรีสะเกษ ปัจจุบัน ยังคงได้รับความนิยมร้องเล่นในงานประเพณีต่างๆ

ที่ จ.สุรินทร์ พบการประยุกต์นำเพลงกันตรึมมาใช้ในฟาร์มไก่ ด้วยความเชื่อว่าเพลงสนุกสนานตามสไตล์กันตรึม จะช่วยสร้างอารมณ์ดี คลายเครียดให้แม่ไก่ ช่วยกระตุ้น การออกไข่มากขึ้น กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง (ตำบลละ 5 ล้าน) ของชุมชนศรีบัวราย ต.ในเมือง อ.เมือง โดยตั้งชื่อว่า “ไข่ไก่กันตรึมร็อก ไข่ไก่เพื่อประชาชน” เป็นหนึ่งกิจกรรมที่ส่งเสริมรายได้ชุมชนที่ทางรัฐบาล คสช.ให้การสนับสนุนงบประมาณ และชาวบ้านลงทุนรวมด้วยการซื้อหุ้น หุ้นละ 10 บาท กว่า 40,000 หุ้น

ชุมชนแห่งนี้ มีวิธีการเลี้ยงไข่ไก่แปลกแหวกแนวกว่าที่อื่นโดยผู้เลี้ยงจะเปิดเสียงเพลงกันตรึม เพลงพื้นบ้านเขมรสุรินทร์ จากเครื่อง MP3 ขนาดเล็กๆ ภายในบรรจุเพลงกันตรึมกว่า 1,000 เพลง ซึ่งดัดแปลงต่อเข้ากับเครื่องขยายเสียงติดลำโพงเปิดให้แม่ไก่ฟังอย่างทั่วถึงทั้งโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ เปิดให้ฟังตลอดทั้งวัน ทั้งคืน หลังทดลองในช่วงแรกๆ พบว่าแม่ไก่มีสุขภาพจิตดี ออกไข่ดกต่อเนื่อง ซ้ำยังได้ไข่ขนาดฟองใหญ่ มีคุณภาพโปรตีนสูง และมีไข่แดงแฝดจำนวนมาก

สืบเนื่องจากโรงเรือนเลี้ยงไก่อยู่ติดรางรถไฟ เวลาขบวนรถไฟวิ่งผ่าน จะเกิดเสียงดังทำให้เหล่าบรรดาแม่ไก่พันธุ์ไข่ตื่นตกใจง่าย และเกิดอาการเครียดจนไม่ยอมออกไข่เลย คณะกรรมการชุมชนศรีบัวรายจึงลองผิดลองถูกหาแนวทางแก้ปัญหาสารพัดวิธี จนที่สุดเกิดไอเดียเปิดเพลงกันตรึมให้ไก่ฟังตลอด 24 ชั่วโมง จากการทดลองปรากฏว่าแม่ไก่พันธุ์ไข่กว่า 1,000 ตัว ที่เลี้ยงอยู่ในกรงเหล็กมีอาการผ่อนคลาย กินอาหาร และน้ำได้ตามปกติ สามารถออกไข่ได้ดกชนิดแทบพากันเก็บไข่ไก่ไม่ทัน ที่สำคัญจะเก็บไข่แฝดได้วันละ 5-6 ฟอง

โรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ เริ่มต้นจากโครงการตำบลละ 5 ล้าน ที่รัฐบาลให้เงินชุมชนในเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์ โดยมอบไก่พันธุ์ไข่และอาหารมาให้ชุมชนศรีบัวราย และคนในชุมชนร่วมหุ้นทำโรงเรือนขึ้นมา มูลค่า 225,000 บาท รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณอีก 400,000 บาท เลี้ยงไก่พันธุ์ไข่ 939 ตัว ทั้งหมดเป็นไก่สาวพร้อมไข่ ตอนแรกๆ ก็เลี้ยงตามปกติปรากฏว่าแม่ไก่ตื่นเสียงขบวนรถไฟ เพราะอยู่ใกล้รางรถไฟ ไข่ได้เพียงวันละ 6-7 แผง พอปรับเปลี่ยนมาเปิดเพลง เพราะคิดว่าถ้าเทียบกับคนกำลังตั้งครรภ์ ยังต้องฟังเพลง เหมือนไก่ที่กำลังท้อง ชาวบ้านจึงคิดว่าน่าจะเปิดเพลงให้ฟัง และไปหาซื้อเพลงกันตรึมมาให้ฟัง สาเหตุที่เลือกเพลงกันตรึม เพราะผู้เลี้ยงเป็นคนสุรินทร์ ต้องการอนุรักษ์ศิลปะประเพณีพื้นบ้าน เด็กๆ ที่เข้ามาในเล้าไก่ เราจะได้ไข่อารมณ์ดี เหมือนกำลังตั้งท้อง ลูกเราออกมาก็จะอารมณ์ดี ถ้าแม่ไก่ได้ฟังเพลง มีอารมณ์ดี จะได้ไข่ไก่คุณภาพดีไปด้วย

ช่วงวันหยุดเสาร์และอาทิตย์ ชาวบ้านจะพาลูก หลาน มาเรียนรู้การเลี้ยง และช่วยกันเก็บไข่ไก่ ถึงขนาดเต้นรำประกอบเสียงเพลงกันตรึมจังหวะร็อกสุดมัน อย่างสนุกสนาน ขณะที่ไข่ไก่สดที่เก็บได้ฟองใหญ่ จำหน่ายในชื่อ “ไข่ไก่กันตรึมร็อก ไข่ไก่เพื่อประชาชน” สินค้าขายได้ดี มีเท่าไหร่ก็ไม่ทันขาย สร้างรายได้งามเดือนละ 40,000 บาท สามารถแบ่งปันผลเฉลี่ยคืนสมาชิกภายในชุมชน สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดีแล้วยังช่วยให้ชุมชนศรีบัวรายมีสุขภาพดีที่ได้บริโภคไข่ไก่คุณภาพดี มีโปรตีนสูง และปลอดสารพิษอีกด้วย แถมลูกค้ายังชื่นชอบวิธีการเลี้ยงไข่ไก่โดยเปิดเพลงกันตรึมให้ไก่ฟังเพราะทำให้ไข่ไก่มีรสชาติดี อร่อย ฟองใหญ่ ราคาไม่แพง

นอกจากนี้ ชุมชนยังปลูกผักออร์แกนิค เลี้ยงปลาด้วย ปัจจุบันแม่ไก่ไข่ที่เลี้ยงโดยเปิดเพลงกันตรึม กลายเป็นไก่แก่ ให้ไข่น้อยลงจึงปลดไก่แก่รุ่นนี้ออกไปแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพักเล้าไก่ ทั้งนี้ ทางชุมชนหนองบัววางแผนที่จะเลี้ยงไก่รุ่นใหม่ โดยเลือกเลี้ยงไก่เนื้อ โดยนำเสียงเพลงกันตรึมมาใช้ในฟาร์มไก่เช่นเดิมและนำพืชสมุนไพรมาเป็นอาหารเลี้ยงไก่ เพื่อบำรุงสุขภาพไก่เนื้อให้มีสุขภาพแข็งแรง ปลอดโรค โดยเน้นขายผลผลิตชาวบ้านในชุมชน ในราคาไม่แพงเหมือนเดิม คาดว่า ไก่เนื้อรุ่นใหม่พร้อมจะวางขายในตลาดประมาณช่วงปลายปี 2562 นี้ ผู้สนใจสามารถแวะเข้าชมการเลี้ยงไก่เนื้อหรือซื้อไก่เนื้ออารมณ์ดีจากชุมชนแห่งนี้ได้ โดยติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่

สยามคูโบต้า เดินหน้า โครงการ “KUBOTA Smart Farmer Camp 2019” ภายใต้แนวคิด “FARMNOVATION นวัตกรรมทำได้จริง” สร้างแคมป์เกษตรยุคใหม่สาย INNO ให้เยาวชนไทยทุกคนเรียนรู้ ได้ดูด้วยตาตัวเอง ทดลองใช้เครื่องปลูกผัก เพื่อควบคุมประสิทธิภาพการปลูก ประหยัดเวลาและขั้นตอนการทำงาน รวมทั้งออกแบบและจัดการฟาร์มด้วยแนวคิดเกษตรรายได้สูง

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า สยามคูโบต้า ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้านการเกษตรและทักษะการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้แก่เยาวชน ตั้งแต่ ปี 2543 ผ่านโครงการยุวเกษตรมานานหลายสิบปี จนกระทั่ง เมื่อปี 2555 ได้เปลี่ยนชื่อโครงการเป็น KUBOTA Smart Farmer Camp โดยปัจจุบัน เป็นปีที่ 7 ของการจัดโครงการนี้ขึ้นมา

สำหรับ โครงการ KUBOTA Smart Farmer Camp เป็นการดำเนินงานตาม CSR Policy ของบริษัท ด้านการศึกษาและเยาวชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีเครื่องจักรกลด้านการเกษตร สร้างทัศนคติที่ดีและกระตุ้นให้เยาวชนรุ่นใหม่ใส่ใจการทำอาชีพเกษตรกรรม ตลอดจนตระหนักถึงการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำเกษตรแม่นยำอย่างยั่งยืนและรอบด้านมากขึ้น เพื่อเป็นเกษตรกรยุคใหม่ที่ดีในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมาโครงการประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ มีเยาวชนในโครงการสนใจประกอบอาชีพสายงานด้านการเกษตรเป็นจำนวนมาก

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับ โครงการ KUBOTA Smart Farmer Camp 2019 จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 15-18 มิถุนายน 2562 ณ KUBOTA Farm อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ภายใต้แนวคิด “FARMNOVATION นวัตกรรมทำได้จริง” แคมป์เกษตรยุคใหม่สาย INNO เรียนรู้การออกแบบและการจัดการฟาร์มด้วยแนวคิดเกษตรรายได้สูง การใช้เทคโนโลยีเพื่อการเกษตรสุดล้ำจากคูโบต้าประเทศญี่ปุ่น และทดลองใช้งานจริงบนพื้นที่จริง โดยมีเยาวชนที่สนใจส่งใบสมัครเข้าร่วมกิจกรรม 2,005 คน จากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ซึ่งสยามคูโบต้าได้คัดเลือกเยาวชนที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 120 คน

ทั้งนี้ สยามคูโบต้า ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครเข้าร่วมโครงการว่า เป็นเยาวชนไทย อายุระหว่าง 18-22 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 1-4 โดยปีนี้ได้เปิดกว้างให้กับน้องๆ นิสิตและนักศึกษาทุกคณะ สาขาใดก็ได้ ขอเพียงเป็นคนที่มีความสนใจด้านการทำเกษตรกรรม เยาวชนที่สมัครเข้าร่วมโครงการจะต้องมีความพร้อมที่จะเข้าร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ของโครงการตลอดทั้ง 4 วัน 3 คืน

FARMNOVATION นวัตกรรมทำได้จริง

สำหรับกิจกรรมไฮไลต์ในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “FARMNOVATION นวัตกรรมทำได้จริง” น้องๆ ทุกคนจะได้สนุกกับกิจกรรมที่คูโบต้าจัดให้ ดังนี้

สุดยอดเทคโนโลยีจาก KUBOTA ประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ แทรกเตอร์และรถดำนาควบคุมด้วยระบบ GPS ขับเคลื่อนอัตโนมัติ เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับเพื่อการเกษตร อีกทั้งนวัตกรรมอัจฉริยะจากคูโบต้า KUBOTA Intelligence Solutions ภายใต้แนวคิดเกษตรปลอดการเผา (Zero Burn)
เยาวชนทุกคนเรียนรู้ ได้ดูด้วยตาตัวเอง ในการออกแบบและจัดการฟาร์มด้วยแนวคิดเกษตรรายได้สูง ทดลองใช้เครื่องปลูกผัก เพื่อควบคุมประสิทธิภาพการปลูก ประหยัดเวลาและขั้นตอนการทำงาน
เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ทดลองใช้งานอุปกรณ์นวัตกรรมคูโบต้าได้ก่อนใครในพื้นที่จริง ด้วยการฝึกการจัดการฟาร์มแบบครบวงจร ผ่านกิจกรรมภายในคูโบต้าฟาร์ม ทั้ง 4 ฐาน ได้แก่

Smart Tech ทดลองใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรสมัยใหม่ เช่น ควบคุมการทำงานอัตโนมัติ ด้วยระบบ GPS เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับเพื่อการเกษตร (โดรน)

Smart Design ออกแบบการบริหารจัดการฟาร์มแบบครบวงจร

Smart Farmer เรียนรู้การจัดการแปลงผักตามแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่รายได้สูง

Smart Drive ทดลองขับเทคโนโลยีนวัตกรรม ที่ตอบโจทย์การทำเกษตรได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ กลุ่มเยาวชนยังได้แชร์ความรู้และประสบการณ์จากวิทยากรรับเชิญทั้ง 3 ท่าน ทั้ง “คุณโอ๋-พีทูวอร์ชิป” เจ้าของฮิพอินทรีย์ฟาร์ม ผู้สร้างกระแสฟาร์มออร์แกนิกส์ใจกลางเมือง รับฟังมุมมองใหม่ๆ จาก “คุณจัง” เจ้าของร้านปลูกปั่น ผู้ริเริ่มธุรกิจรักษ์โลก ด้วยน้ำผักผลไม้ปั่นสดส่งสดทุกเช้าด้วยจักรยาน ปิดท้ายด้วย “คุณเอิน อุกฤษ” ผู้ก่อตั้งและ CEO หนึ่งในสตาร์ทอัพเพื่อเกษตรกรไทยที่เป็นที่ยอมรับในเวทีระดับโลก

สำหรับ โครงการ KUBOTA Smart Farmer Camp 2019 ในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกของการจัดกิจกรรมบนพื้นที่ KUBOTA Farm อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ซึ่งก่อตั้งโดย บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ครอบคลุมพื้นที่ 200 ไร่ อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี โดยใช้นวัตกรรมด้านการเกษตรอย่างครบวงจร เพื่อยกระดับเกษตรกรรมให้เป็นเกษตรแม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมด้วยเกษตรวิถีใหม่ที่ให้ผลลัพธ์คุ้มค่าทุกตารางเมตร รวมถึงการบริหารจัดการรายได้ที่ยั่งยืน เพื่อนำพาเกษตรกรไปสู่เกษตรยุคใหม่อย่างเต็มภาคภูมิ

ปลูกพืชด้วยวิธีการเกษตรสมัยใหม่

นางสาวพชิรา อุ่นหะวงศ์ คณะศิลปศาสตร์ และวิทยาการจัดการ สาขาวิชาการตลาด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร (มก.ฉกส.) และ นายเกียรติศักดิ์ ชาหนองอ้อ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อนต่างสถาบันที่มาเจอกันใน โครงการ KUBOTA Smart Farmer Camp พวกเขาเล่าว่า เป็นลูกหลานเกษตรกร ครอบครัวมีรายได้หลักจากภาคเกษตร พวกเขาจึงสนใจเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ เพื่อเรียนรู้นวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรของคูโบต้า ที่จะช่วยประหยัดแรงงาน ทำงานเหนื่อยน้อยลง แถมได้งานเสร็จเร็วขึ้น ได้ผลผลิตมากขึ้น ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับการลงทุน ซึ่งโครงการนี้เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เรียนรู้เรื่องการทำเกษตรต่างๆ อย่างมากมาย

เยาวชน 120 คน ที่เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ถูกแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ หมุนเวียนเข้าร่วมกิจกรรมในแต่ละฐาน ทั้ง 4 แห่ง เพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้นวัตกรรมต่างๆ ได้ครบถ้วนภายใน 1 วัน ได้แก่

ฐาน Smart drive แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย

รถเก็บข้าว เป็นรถที่สามารถเก็บข้าวได้อย่างรวดเร็ว เพราะสามารถเก็บข้าวได้ 20 ไร่ ภายใน 1 วัน ช่วยประหยัดเวลาและแรงงานได้มาก เหมาะสำหรับการทำเกษตรยุคปัจจุบัน
รถขุดขนาดเล็กและรถขุดขนาดใหญ่ ที่ช่วยให้การขุดดินกลายเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว รถขุดคูโบต้ามีความสามารถพิเศษคือ สามารถยกตีนตะขาบของรถขึ้นได้ทั้งสองข้างหรือข้างใดข้างหนึ่ง เพื่อช่วยในการขุดดินได้
รถแทรกเตอร์ ที่ทำให้การเตรียมดินนั้นง่ายขึ้น และมีความรวดเร็ว มีความสามารถพิเศษคือ สามารถขับเคลื่อนด้วยความเร็ว สามารถเบรกได้ทันทีโดยที่รถไม่ลื่นไถลเมื่อหยุดเบรก สามารถหมุนรถในที่แคบได้โดยใช้รัศมีน้อยมาก นวัตกรรมนี้ สุดยอดจริงๆ

ฐาน Smart Tech แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่

โดรนอเนกประสงค์ สามารถพ่นปุ๋ย หรือยาฆ่าหญ้าได้ สามารถกำหนดพิกัดแปลงพืชที่เข้าไปปฏิบัติงานได้ เพื่อให้โดรนเข้าไปทำงานได้อัตโนมัตินั่นเอง
เครื่องวัดสีของใบพืช (ไนโตรเจนมิเตอร์) สามารถใช้วัดค่าไนโตรเจนของพืช (ส่วนมากจะใส่ปุ๋ยช่วงข้าวต้นเล็ก) ช่วยให้รู้ว่า พืชขาดแร่ธาตุชนิดไหน จะได้ใส่ปุ๋ยได้ตามความต้องการของพืชเฉพาะจุดได้ โดยไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยหมดทั้งแปลง
รถเตรียมดินเพื่อปลูก และรถปลูกข้าว เยาวชนที่เข้าโครงการได้ทดลองเตรียมดินก่อน จึงปลูกโดยใช้รถปลูกข้าว ทำให้การปลูกข้าวเป็นเรื่องง่าย รวดเร็ว

ฐาน Smart farmer แบ่งเป็น 4 ฐานย่อย ได้แก่

ฐานเตรียมต้นกล้า ที่นี่เยาวชนจะได้เรียนรู้วิธีการปลูกพืช 2 วิธี คือ วิธีแรก เป็นการปลูกพืชในถาด 100 หลุม โดยใช้ปุ๋ยแกลบเผาสีดำและส่วนผสมของปุ๋ยหมักนำมาผสมรวมกัน รดน้ำ ปลูกต้นกล้าพืช และย้ายกล้า วิธีที่สอง เป็นการปลูกพืชโดยใช้สำลี
ฐานยกแปลงดินและปลูกต้นกล้า โดยใช้รถยกแปลงดินทำให้ดินสูงขึ้น ก่อนใช้รถปลูก ปลูกต้นกล้าลงไปในดินที่ยกขึ้น
ฐานการให้น้ำพืช แบ่งเป็น 3 รูปแบบ คือ รูปแบบแรก เป็นการให้น้ำแบบน้ำหยด รูปแบบที่สอง เป็นการให้น้ำแบบน้ำพุ่ง ส่วน รูปแบบที่สาม เป็นการให้น้ำแบบรางน้ำที่เหมาะสำหรับแปลงพืชที่มีขนาดใหญ่
ฐานการทำปุ๋ยหมัก โดยใช้แกลบข้าวมาผสมกับปุ่ยหมักแล้วรดน้ำ เพื่อทำให้เกิดการย่อยสลาย กลายเป็นปุ๋ยหมักสำหรับใช้ปลูกพืชต่อไป

ฐาน Smart design สอนให้เยาวชนได้เรียนรู้เรื่องการออกแบบแปลงปลูกพืชให้เหมาะสมในสภาพพื้นที่แต่ละประเภท เช่น พื้นที่ลุ่มควรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พื้นที่ลุ่มน้ำขัง ควรทำนาปลูกข้าว พื้นที่ลุ่ม น้ำไม่ท่วมขัง ควรปลูกพืชผักและผลไม้ ส่วนพื้นที่ดอนหรือพื้นที่ที่มีน้ำน้อย ควรปลูกอ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพด ส่วนพื้นที่ราบสูงควรปลูกไม้ยืนต้น ประภทไม้ยางพารา เป็นต้น

ทั้งนี้ บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้มีโอกาสสำรวจความพึงพอใจของเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พบว่า หลังเรียนจบการศึกษา พวกเขาหันมาทำอาชีพเกษตรกรรมเพิ่มขึ้นตั้ง 30% นับได้ว่า โครงการ KUBOTA Smart Farmer Camp ประสบความสำเร็จในการสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ได้อย่างน่าพึงพอใจทีเดียว

หากใครอยากเรียนรู้นวัตกรรมเกษตรที่ทันสมัย ของ Kubota farm จังหวัดชลบุรีแห่งนี้ ทางบริษัท สยามคูโบต้า ยินดีต้อนรับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน หรือเกษตรกรที่เข้าร่วมชมเป็นหมู่คณะ โดยติดต่อขอเข้าชมงานล่วงหน้า (สำนักงานใหญ่ นวนคร โทร : 02-909-0300) ส่วนเกษตรกรรายรายย่อย จะมีโอกาสให้เข้าดูงาน Kubota farm หลังเปิดอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2563