คงเหลือปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเพชรลงสู่แม่น้ำเพชรบุรี 114

ซึ่งปริมาณน้ำนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อ อ.ท่ายาง และ อ.บ้านลาด ส่วนบริเวณ อ.เมืองเพชรบุรี จะควบคุมไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนเมืองในเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี

กรมชลประทาน ได้วางมาตรการในการช่วยเหลือและเร่งระบายน้ำในแม่น้ำเพชรบุรี โดยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำในจุดเสี่ยงที่อาจจะมีน้ำเอ่อเข้าท่วมพื้นที่ชุมชน 31 เครื่อง (สำรองไว้ 5 เครื่อง) ในเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี 7 เครื่อง อำเภอเมืองรอบนอก 19 เครื่อง และอำเภอบ้านแหลม 5 เครื่อง และติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในแม่น้ำเพชรบุรี เพื่อเร่งระบายน้ำในจุดที่มีการระบายน้ำได้ช้า 38 เครื่อง (สำรองไว้ 8 เครื่อง)

เพชรบุรียังวิกฤตน้ำทะลักเขตเมือง บ้านลาดท่วมสูง 60 ซม.เพชรเกษมรถติดยาวเหยียด
เขื่อนเกินรับ! แก่งกระจาน ล้นจ่อท่วม! เพชรบุรีอ่วม 5อำเภอ หวั่นวิกฤตหนักกว่าอดีต
บริเวณวัดเขาตะเครา 14 เครื่อง และบริเวณปากคลองระบายน้ำ 24 เครื่อง นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนเรือผลักดันน้ำ จากกองทัพเรือ 20 ลำ และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อีก 6 ลำ ติดตั้งในแม่น้ำเพชรบุรี บริเวณวัดคุ้งตำหนัก อ.บ้านแหลม

ช่วยระบายน้ำลงสู่ทะเลได้เร็วขึ้น พร้อมกันนี้ ยังได้เตรียมยานพาหนะและเครื่องจักรกลต่างๆ เช่น รถบรรทุก รถขุดตัก 20 คัน ประจำอยู่ในพื้นที่ เพื่อขุดเปิดทางน้ำอีกด้วย

สำหรับมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีระยะยาว นั้น กรมชลประทาน ได้ดำเนินการขุดลอกและขยายคลอง เพื่อใช้ในการระบายน้ำจากแม่น้ำเพชรบุรีออกสู่ทะเลอ่าวไทยให้เร็วที่สุด

โดยการปรับปรุงคลอง RMC3 เชื่อมคลองระบาย D.9 ความยาว 27 กิโลเมตร ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง มีผลงานคืบหน้าร้อยละ 30 และอยู่ระหว่างสำรวจออกแบบโครงการขุดลอกคลองอีก 2 เส้นทาง คือคลอง D.1 ความยาว 23 กิโลเมตร และ คลอง D.18 ความยาว 28 กิโลเมตร โดยจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2562

วันเดียวกัน น.ส.สุนีย์รัตน์ ภู่ขำ นายอำเภอบ้านลาด พร้อมด้วยปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง เจ้าหน้าที่ทหาร มทบ.ที่15 เจ้าหน้าที่ชลประทาน สมาชิก อส.อำเภอบ้านลาดและผู้ใหญ่บ้าน จิตอาสาในพื้นที่ ร่วมกันนำกระสอบทรายมาเสริมคันกั้นริมคลองระบายน้ำเพชรบุรีฝั่งซ้าย หมู่ 4 ต.ไร่สะท้อน อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี

กรณีที่เขื่อนเพชรระบายน้ำลงคลองระบายน้ำเพชรบุรีสายใหญ่ฝั่งซ้าย ทำให้น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือน ประมาณ 15 ครัวเรือน โดยใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมงจึงควบคุมสถานการณ์น้ำไว้ได้

นายณรงค์ ศรีแจ้ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ต.ไร่สะท้อน อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี กล่าวว่า มวลน้ำเริ่มล้นตลิ่งตั้งแต่กลางดึก โดยมวลน้ำไหล เข้าบ้านเรือนที่อยู่ริมคลองระบายน้ำดังกล่าว และท่วมถนนทางเข้าหมู่บ้าน ทางอำเภอบ้านลาดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตนและชาวบ้าน ได้ช่วยกันนำกระสอบทรายมาเสริมคันกั้นริมคลอง

เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำทะลักหมู่บ้านชั้นใน ซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำ แต่ตอนนี้เราบล็อกน้ำไว้ที่จุดนี้จะไม่กระทบหมู่บ้านชั้นในแน่นอน อย่างไรก็ตามได้ประสานไปยังเขื่อนเพชร ขอให้ทางเขื่อนยกประตูส่งน้ำขึ้นสักนิดเพื่อให้ปริมาณน้ำที่มายังคลองสายใหญ่ฝั่งซ้าย ลดระดับลงเพื่อบรรเทาความเดือนร้อนของชาวบ้านที่อยู่ริมคลองที่ได้รับผลกระทบจากมวลน้ำที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าล่าสุดมวลน้ำยังคงท่วมบริเวณถนนทางเข้าหมู่บ้านและตลอดแนวคันกระสอบทรายที่กั้นเสริมไว้ริมคลอง ความสูงของน้ำ ประมาณ 7-10 เซนติเมตร ประชาชนยังสามารถสัญจรไปมาได้ปกติ

ทั้งนี้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี สำนักชลประทานที่ 14 กรมชลประทาน (เขื่อนเพชร) ได้เปิดการระบายน้ำลงคลองชลประทานสาย 3 ตั้งแต่เมื่อคืนของวันที่ 9 ส.ค. 61 หลังจากระดมเครื่องจักรรถแมคโครขุดขยายคลองชลประทานสาย 3 จากเขื่อนเพชร ต.ท่าคอย อ.ท่ายาง เชื่อมต่อกับอาคารประตูระบายน้ำคลอง D9 หมู่ 1 บ้านระหารบอน ต.ท่ายาง อ.ท่ายาง ระยะทางรวม 7.6 กม. ที่โครงการชลประทานเพชรบุรี

ร่วมกับภาคประชาชน ทำการขุดขยายคลองสาย 3 เพื่อตัดยอดมวลน้ำเหนือเขื่อนเพชรผ่านคลองสาย 3 เชื่อมต่อคลองD9 ลงสู่ทะเลอ่าวไทยที่บ้านโตนดน้อย ต.ปึกเตียน อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ซึ่งมีศักยภาพระบายน้ำได้ 35 ลบ.ม./วินาที.

นายกมล บูรณพงศ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก และโฆษกกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ผู้ที่ต้องการซื้อขายรถมือสองทั้งการซื้อต่อจากบุคคล หรือเต็นท์รถมือสอง ควรดำเนินการโอนทางทะเบียนด้วยตนเอง พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ ณ สำนักงานขนส่งที่รถนั้นจดทะเบียน เพื่อความมั่นใจว่าได้แจ้งเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองรถในระบบฐานข้อมูลทางทะเบียนรถกับกรมการขนส่งทางบกเรียบร้อยแล้ว ไม่ควรซื้อขายรถด้วยวิธีการโอนลอย โดยเซ็นเอกสารไว้แล้วมาดำเนินการในภายหลัง เนื่องจากอาจก่อปัญหาให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เช่น กรณีผู้ซื้อไม่ดำเนินการชำระภาษีรถประจำปี รถเกิดอุบัติเหตุ หรือนำรถไปกระทำผิดกฎหมายซึ่งยังคงปรากฏชื่อเจ้าของรถรายเดิมในระบบทะเบียน สร้างปัญหายุ่งยากให้เจ้าของรถรายเดิม นอกจากนี้ การไม่นำรถเข้ามาดำเนินการโอนทางทะเบียนยังทำให้ผู้ซื้อไม่อาจตรวจสอบความถูกต้องของรถได้โดยสมบูรณ์ว่าเป็นรถที่ถูกโจรกรรมมาหรือไม่อีกด้วย

ส่วนกรณีที่มีการพบข้อมูลทางทะเบียนรถในใบสั่งไม่ตรงกับข้อมูลผู้ครอบครองรถในปัจจุบัน ซึ่งอาจเกิดจากการซื้อขายที่ไม่ได้ดำเนินการทางทะเบียนแต่เป็นเพียงการซื้อขายแบบโอนลอยที่ไม่ได้ยื่นขอดำเนินการเปลี่ยนสาระสำคัญทางทะเบียนให้ถูกต้องกับกรมการขนส่งทางบกด้วยเช่นกัน จึงขอให้ประชาชนให้ความสำคัญกับการพิทักษ์สิทธิของตนเองด้วยการตรวจสอบรถก่อนการซื้อขายทุกครั้ง โดยควรตรวจสอบแหล่งที่มาของรถพร้อมข้อมูลประกอบก่อนตัดสินใจ

รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค. 2560 เป็นต้นมา กรมการขนส่งทางบก นำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศพัฒนาต่อยอด เพื่อการเข้าถึงฐานข้อมูลทางทะเบียนรถ ของกรมการขนส่งทางบกด้วยระบบฐานข้อมูล MDM (Master Data Management) ที่มีความชัดเจนถูกต้องตรวจสอบได้และเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เนื่องจากการแก้ไขสาระสำคัญทางทะเบียนรถ ระบบจะดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ครอบครองรถในทันทีที่ได้รับข้อมูลการแก้ไขอีกทั้งยังเชื่อมโยงออนไลน์พร้อมกันทั่วประเทศในทุกระบบงานพร้อมเอกสารประกอบการดำเนินการทุกครั้งที่มีการแก้ไขสาระสำคัญทางทะเบียนรถ ดังนั้นชื่อผู้ครอบครองรถที่ปรากฏในระบบ จึงตรงกับที่ระบุในเล่มทะเบียนรถ

ซึ่งหากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ต้องการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลทางทะเบียนรถดังกล่าวสามารถตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนรถโดยตรงกับฐานข้อมูล MDM (Master Data Management) ของกรมการขนส่งทางบกได้แบบออนไลน์ Real-time ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านระบบ Web Service ซึ่งแสดงรายละเอียดข้อมูลทางทะเบียนรถและสาระสำคัญต่างๆ เป็นปัจจุบันเช่นเดียวกับที่กรมการขนส่งทางบกนำไปใช้ในการดำเนินการทางทะเบียนให้กับประชาชน

ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบกได้ประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อการนำฐานข้อมูลทางทะเบียนรถที่เป็นปัจจุบันดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ทางราชการต่อไป

จากกรณีที่เขื่อนวชิราลงกรณ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ได้ทำการระบายน้ำออกจากเขื่อนลงสู่แม่น้ำแควน้อย มาตั้งแต่เดือน กรกฎาคม จากเดิมระบายน้ำอยู่ที่ 23 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพิ่มเป็น 28 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน และ 31 ล้านลูกบาศก์ต่อวัน จนล่าสุดอยู่ที่ 43 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดของการระบายน้ำ ทั้งนี้เพื่อให้ปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ควบคุมได้ ซึ่งการระบายน้ำดังกล่าวนั้น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เขื่อนวชิราลงกรณ ได้แจ้งเตือนผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ท รวมทั้งประชาชนที่ประกอบอาชีพเลี้ยงปลากระชัง ให้ทราบมาโดยตลอด และที่ผ่านมายังไม่มีรายงานความเสียหายแต่อย่างใด

ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก นายธนพล แก้วดอนหวาย อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 20 / 12 หมู่ 3 ต.จรเข้เผือก อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี ว่ากระชังปลาได้หลุดลอยไปตามกระแสน้ำเสียหายทั้งหมด ทำให้ได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวนกว่า 10 ล้านบาท โดยนายธนพล กล่าวว่า ตนมีกระชังปลาทั้งหมด 96 กระชัง เมื่อประมาณวันที่ 24 กรกฎาคมตนได้รับหนังสือแจ้งเตือนว่า เขื่อนวชิราลงกรณ จะทำการระบายน้ำ ลงสู่แม่น้ำแควน้อยอย่างต่อเนื่องหลายวัน จากนั้นก็พบว่าบริเวณริมตลิ่งที่เลี้ยงปลากระชังมีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตนก็ได้มีการเตรียมพร้อมรับมือเอาไว้ ขณะที่ปลาที่อยู่ในกระชังก็สามารถจับได้แล้ว แต่การจับปลาแต่ละครั้งจำเป็นจะต้องรอให้พ่อค้าแม่ค้ามารับ เพราะไม่สามารถย้ายปลาไปอยู่ที่อื่นได้ ตนเริ่มจับปลาได้ประมาณ 30 ตัน จนกระทั่งประมาณวันที่ 5 สิงหาคม น้ำก็ได้เริ่มเพิ่มปริมาณเอ่อล้นตลิ่งขึ้นวันละประมาณ 30 – 50 เซนติเมตร จนกระทั่งสูงขึ้นจนแม่ค้าจึงไม่สามารถจับปลาได้

นายธนพล กล่าวต่อว่า และเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 8 สิงหาคมขณะที่ตนและครอบครัวอยู่ภายในบ้าน ก็ได้ยินเสียงกระชังปลาดังลั่น เนื่องจากไม่สามารถรับความรุนแรงของกระแสน้ำได้ จากนั้นกระชังก็ได้ม้วนลงใต้น้ำ ทำให้หัวกระชัง รวมทั้งกระชังตัวที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 หลุดตามกันไปเป็นทอดๆ จนถึงกระชังสุดท้าย ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นไม่ถึง 20 นาที จากนั้นกระชังทั้งหมดก็ได้หลุดหายไปกับสายน้ำทันที สำหรับปลาที่เลี้ยงไว้ ทั้งหมดเป็นปลาทับทิม โดยมูลค่าความเสียหายครั้งนี้ นับเฉพาะค่าสร้างกระชังปลา 96 กระชัง ก็ประมาณ 2 ล้านบาท เมื่อนำมารวมกับปลาที่สูญหายไปกับสายน้ำประมาณ กว่า 100 ตัน คาดว่ามีมูลค่าความเสียหายเกือบ 10 ล้านบาท หรือมากกว่านั้น ดังนั้นจึงอยากจะขอวิงวอนไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ความช่วยเหลือในการเยียวยาความเสียหายในครั้งนี้ด้วย ทั้งนี้หากเขื่อนจำเป็นต้องมีการระบายน้ำครั้งละมากๆ ก็อยากจะให้คำนึงถึงผู้ประกอบการท้ายน้ำบ้าง เนื่องจากชาวบ้านไม่รู้ว่าจะเกิดความเสียหายมากน้อยขนาดไหน การที่ระดับน้ำเพิ่มขึ้นถึง 6-7 เมตร และไหลเชี่ยวอย่างรุนแรงทำให้โครงสร้างของกระชังปลารองรับไม่ได้ ถึงแม้จะใช้ลวดสลิงและสมอเรือ ยึดเอาไว้แล้วก็ตาม

ด้าน นายปิยะพงษ์ ศิรชัยวรวงศ์ กล่าวว่า ตนมีกระชังเลี้ยงปลาอยู่ริมแม่น้ำแควน้อย พื้นที่ ต.วังเย็น อ.เมือง จ.กาญจนบุรี หลังจากทางเขื่อนวชิราลงกรณ ได้เพิ่มการระบายน้ำมากขึ้นเรื่อยๆ ตนก็ได้พยายามหาทางป้องกันเอาไว้แล้ว จนกระทั้งช่วงกลางดึกของวันที่ 8 สิงหาคม ปรากฏว่าน้ำในแม่น้ำแควน้อยมีปริมาณเพิ่มขึ้น และไหลเชี่ยวกรากเป็นอย่างมาก เป็นเหตุทำให้กอไผ่ขนาดใหญ่ที่ขึ้นอยู่ตามริมตลิ่งโค่นและลอยมาปะทะกระชังปลา ทำให้กระชังปลาที่มีอยู่ทั้งหมด 300 กระชัง เสียหายไป 10 กระชัง ปลาทับทิมตัวใหญ่ประมาณ 7 ตัน ลูกปลาประมาณ 10,000 ตัว หายไปกับสายน้ำ มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นประมาณเกือบ 1 ล้านบาท

ผมจำได้ว่า แกงส้ม “ชะอมไข่” คือเอาชะอมทอดไข่หั่นเป็นชิ้นขนาดพอคำใส่ชามแกง แล้วราดด้วยน้ำแกงส้มกุ้งข้นๆ ร้อนๆ ปรุงรสจัดๆ นั้น เพิ่งปรากฏตัวชัดๆ ตามร้านอาหารไทยก็เมื่อราว 30 กว่าปีมานี้เอง แล้วก็ฮิตติดเมนูเรื่อยมาจนปัจจุบัน คงเป็นเพราะกินง่าย ดูหรูหรา แถมมีความหอมนุ่มของไข่ทอดชะอมที่สุกในน้ำมัน ซึ่งถึงแม้แปลกลิ้น แต่มันก็อยู่ในวัฒนธรรมการกินแกงกินน้ำพริกที่คนไทยคุ้นชินมาแต่เดิม

อย่างไรก็ดี แกงนี้คงมีชีวิตมายาวนานกว่าอายุผม เพราะ หม่อมหลวงเนื่อง นิลรัตน์ ผู้เคยอาศัยอยู่ในวังสวนสุนันทามาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 6 ท่านเคยเล่าไว้ว่า ชะอมนั้น ทางห้องเครื่องวังสวนสุนันทา “…เอาไปทอดชุบไข่ อร่อย…แล้วเอามาแกงส้ม ดูดน้ำเข้าไปในชะอม ชุ่ม ขบไปนี่น้ำฟอดออกมาเลย…”แกงส้มชะอมไข่ที่ขายกันตามร้านอาหารไทยเดี๋ยวนี้ เกือบทั้งหมดมักปรุงรสหวานนำ แถมไม่ได้นำน้อยๆ แต่หวานนำมากเอาการเลยแหละ ใครกินหวานย่อมไม่เดือดร้อน ส่วนคนกินไม่หวานแบบผม
มีแต่ต้องทำเอง ถึงจะพอกินแนมปลาเค็มทอด ผัดผัก หรือผัดวุ้นเส้นอย่างรื่นรมย์ได้บ้างน่ะครับ จุดพลิกผันของบ้านผมคือ วันหนึ่งเราทดลองเอาเม็ดสะตอมาซอยละเอียด ทอดไข่กินกับน้ำพริกกะปิแบบเดียวกับที่เคยทอดชะอม แล้วพบว่าอร่อยเหลือเกิน ความกรอบมันของสะตอฉีกออกไปจากความหยุ่นนิ่มของชะอมได้อย่างชนิดไม่แพ้กันเลย

ทีนี้ การต่อยอดออกไปมันก็ไม่ยากแล้วใช่ไหมครับ แน่นอน เราอยากรู้ว่าแล้ว “แกงส้มสะตอไข่” ล่ะ จะรสชาติยังไง โดยเราจงใจเอาสะตอทอดไข่มาเปลี่ยนใส่ในหม้อแกงส้มชะอมไข่แบบตรงๆ เลยทีเดียว ไม่ต้องไปคิดแทนสะตอหรอกว่า ความเป็นพืชผัก “ปักษ์ใต้” ของมันจะเข้ากับแกงส้มสไตล์ภาคกลางไหม เพราะอันที่จริง สะตอนั้นขึ้นได้ในทุกภาคมาแต่ไหนแต่ไร ยิ่งตอนนี้ คนไทยปลูกกินปลูกขายกันได้ทั่วประเทศแล้วนะครับ

เพดานความคิดนี้ ในที่สุดจะต้องค่อยๆ เปลี่ยนไปแน่ๆ ล่ะครับ ถ้าเย็นนี้จะทำแกงส้มสะตอไข่กิน สิ่งที่ต้องหาก็มีกุ้งสด สะตอ พริกแกงส้ม น้ำคั้นมะขามเปียก น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ ไข่ไก่ น้ำมันสำหรับทอด แล้วก็ใบมะกรูดฉีกสักหน่อยหนึ่ง แค่นี้แหละครับ

เราก็เริ่มแกะกุ้ง เอาหางไว้ (เพื่อความสวยงาม) หั่นเอามันที่หัวออกเก็บไว้ทำอย่างอื่น เพื่อไม่ให้น้ำแกงส้มของเราข้นคลั่กเกินไป เปลือกและหัวกุ้งที่แกะนั้นอย่าทิ้ง เอาลงหม้อน้ำ เติมเกลือนิดหน่อย ต้มเคี่ยวให้งวดลงเป็นน้ำซุปกุ้งหวานๆ ครับ โดยเราหย่อนกุ้งสักสองตัวลงต้มให้สุก แล้วเอาไปโขลกกับพริกแกง เป็นการเพิ่มความข้นตามขนบแกงส้มภาคกลางส่วนใหญ่

หั่นซอยเม็ดสะตอละเอียดๆ เคล้ากับไข่ไก่ที่ตีจนขึ้น ทอดในน้ำมันร้อนๆ จนเป็นแผ่นฟูหอมฉุย เหมือนเราเคยทอดชะอมนั่นแหละครับ ได้ปริมาณมากพอควรแก่การแล้ว ก็หั่นเป็นชิ้นๆ ใส่ชามโคมไว้
หันมาปรุงน้ำแกงส้ม โดยกรองเปลือกกุ้งในหม้อต้มน้ำซุปนั้นทิ้ง ละลายพริกแกงลงไป ยกตั้งไฟต่อ เติมน้ำปลา น้ำมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บ ระหว่างที่เริ่มเดือดก็ชิมให้รสจัดกว่าปกติเล็กน้อยครับ ใส่ใบมะกรูดฉีก ทยอยหย่อนเนื้อกุ้งสดจำนวนพอกินในแต่ละชาม เช่น 4-5 ตัว รอเพียงอึดใจให้เนื้อกรอบเด้ง ไม่ต้องสุกมาก ก็ตักน้ำแกงร้อนๆ และกุ้งราดลงในชามสะตอทอดไข่ พอจะกินอีกชาม ก็ค่อยลวกกุ้งใหม่ เนื้อมันจะได้ไม่แข็งไงครับ

แต่ถ้าใครขี้เกียจ อยากกินเร็วๆ หรืออยากให้กลิ่นสะตอผสมในน้ำแกงมากหน่อย ก็เทชิ้นสะตอทอดไข่ลงหม้อแกง รอสักสองสามอึดใจ จึงตักมากิน อย่างนี้ก็ได้ครับ

เพียงแค่นี้ เราก็จะได้ “แกงส้มสะตอไข่” มากินกับข้าวสวยร้อนๆ แล้ว ง่ายไหมล่ะ

ผมอยากบอกเคล็ดลับอีกหน่อย เป็นการชักนำให้รสของแกงนี้เอนเอียงมาทางกลิ่นบ้านๆ มากขึ้นไปอีก คือเราหาน้ำพริกกะปิมาสักหนึ่งช้อนโต๊ะปรี่ๆ หยอดใส่ไปในชามสะตอทอดไข่ ก่อนที่จะราดน้ำแกงร้อนๆ ลงไปคนผสมให้เข้ากัน

คงนึกออกใช่ไหมครับ ว่ากลิ่นน้ำแกงจะหอมเร้าใจขึ้นขนาดไหน… ที่ อ.หลังสวน จ.ชุมพร ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากฝนตกหนักติดต่อกันนานกว่า 5 วันใน จ.ชุมพร โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมพรตอนล่าง ทำให้น้ำป่าจากเทือกเขาใน อ.พะโต๊ะ ไหลบ่าลงสู่พื้นราบจนสร้างความเสียหายในพื้นที่ 2 อำเภอ คือ อ.พะโต๊ะ และ อ.หลังสวน โดยตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 11 สิงหาคม 2561 น้ำป่าได้ไหลบ่าลงมายังแม่น้ำหลังสวน ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของ อ.พะโต๊ะ และ อ.หลังสวน ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีทีท่าว่าจะเอ่อเข้าท่วมตัวเมืองหลังสวน ที่เป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญรองจาก อ.เมืองชุมพร ระดับน้ำในจุดโทรมาตรวัดระดับน้ำบริเวณสะพานบ้านด่าน เขตเทศบาลเมืองหลังสวน เหลืออีกประมาณ 1 เมตรเท่านั้น ก็จะถึงจุดวิกฤติที่น้ำจะทะลักเข้าท่วมเมืองหลังสวน

ส่วนที่บริเวณสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ (สวนสมเด็จย่า) ต.ท่ามะพลา อ.หลังสวน ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของ จ.ชุมพร ระดับน้ำได้ทะลักเข้าท่วมพื้นที่โดยรอบ จนทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าไปเที่ยวชมภายในบริเวณถ้ำเขาเงินภายในสวนสมเด็จย่าได้ สิ่งก่อสร้างหลายจุดในบริเวณสวนสมเด็จย่าที่เพิ่งได้รับการซ่อมบำรุงได้รับความเสียหาย น้ำป่าไหลด้วยความเชี่ยวกราก เพิ่มระดับสูงอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มจะไหลสู่เมืองหลังสวนที่อยู่ห่างไปประมาณ 2 กิโลเมตรเท่านั้น ส่วนพื้นที่ชุมชนหลายตำบลริมแม่น้ำหลังสวนเริ่มได้รับผลกระทบ มีน้ำป่าไหลทะลักเข้าบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านต้องรีบเคลื่อนย้ายทรัพย์สินและสัตว์เลี้ยงขึ้นไปอยู่ในที่ปลอดภัย

ด้านสถานีอุตุนิยมวิทยาจังหวัดชุมพร สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จ.ชุมพร สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาชุมพร โครงการชลประทานชุมพร ออกประกาศเตือนภัยเกี่ยวกับพายุดีเปรสชั่นในทะเลจีนใต้ตอนบน หรือทางตะวันออกของเกาะไหหลำ ประเทศจีน ที่กำลังจะเข้าสู่ประเทศเวียดนามตอนบนระหว่างวันที่ 13-14 สิงหาคม 2561 ซึ่งในช่วงนี้จะทำให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของ จ.ชุมพร จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้น

ที่โรงสูบน้ำกรมชลประทาน หมู่ 2 ต.ท่าไม้รวก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี นายประกอบ เผ่าพงศ์ สหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี พร้อมด้วย นายสรนันท์ ทนทาน อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 11 หมู่ 2 ต.ท่าไม้รวก อ.ท่ายาง รองประธานสหกรณ์ผู้ใช้น้ำหนองเตียน จำกัด และ ตัวแทนชาวนาที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้ใช้น้ำ หนองเตียนจำกัด และสหกรณ์ผู้ใช้น้ำแม่ประจันต์ จำกัด ลงมือสูบน้ำจากแม่น้ำเพชรบุรีที่ไหลมาจากเขื่อนแก่งกระจาน มีที่ตั้งและพื้นที่อยู่เหนือเขื่อนเพชร เข้าสู่พื้นที่นาของสมาชิกสหกรณ์ผู้ใช้น้ำหนองเตียน จำกัด และสหกรณ์ผู้ใช้น้ำ แม่ประจันต์ จำกัดกว่า 2,000 ไร่ ในพื้นที่ตำบลท่าไม้รวก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เพื่อลดมวลน้ำจากเขื่อนแก่งกระจานที่จะไหลเข้าสู่ อ.เมือง จ.เพชรบุรี

ด้านนายประกอบ กล่าวว่า สหกรณ์จังหวัดเพชรบุรีได้พลิกวิกฤตเป็นโอกาส โดยขอความร่วมมือจากสหกรณ์ผู้ใช้น้ำหนองเตียนจำกัด และสหกรณ์ ผู้ใช้น้ำแม่ประจันต์ จำกัด เป็นเครือข่ายที่ตั้งอยู่เหนือเขื่อนเพชร การติดตังเครื่องสูบน้ำระบบไฟฟ้าที่สามารถสูบน้ำต่อวินาทีได้ในปริมาณ 1.5 ลูกบาศก์เมตร/วินาที หรือ 130,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน จำนวน 3 ตัว ซึ่งจะมีอัตราการสูบรวมประมาณ 450,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน และเร่งสูบน้ำลงคลองชลประทานสายย่อย ให้ไหลลงสู่นาในพื้นที่ของสมาชิกสหกรณ์ผู้ใช้น้ำกว่า 2,000 ไร่ นาน 15 วัน รวมแล้ว 15 วันคาดว่าจะสามารถระบายน้ำรวมทั้งหมดประมาณ 6,000,000 ลูกบาศก์เมตร แต่หากว่าสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ยังรุนแรงอยู่ก็จะสูบน้ำเข้านาให้เพิ่มขึ้นในลักษณะเป็นแก้มลิงกักเก็บน้ำไว้ให้มากที่สุด และเมื่อสถานการณ์น้ำคลี่คลาย ก็จะผันน้ำลงแม่น้ำเพชรบุรี เพื่อช่วยเหลือแบ่งปริมาณน้ำไหลเข้าสู่ตัวเมืองเพชรบุรีให้น้อยลง

ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวเป็นการบูรณาการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับกรมชลประทานเพื่อแบ่งเบาสถานการณ์น้ำของกรมชลประทาน และเพื่อชาวเพชรบุรี การดำเนินการดังกล่าวไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด เนื่องจากทางสหกรณ์เองมีค่าใช้จ่ายจากผู้ใช้น้ำของสหกรณ์อยู่แล้ว จึงไม่มีผลกระทบต่อภาครัฐ ภาครัฐไม่ต้องต้องมาเยียวยาให้แก่เกษตรกรชาวนาอีกด้วย

“น้ำที่ไหลมาจากเขื่อนแก่งกระจานมีสภาพเป็นสีขุ่นขาว นั่นหมายความว่าเป็นน้ำที่มาจากป่าบนเขา มีคุณภาพแร่ธาตุสารอาหารตามธรรมชาติมากมาย เมื่อตกตะกอนจะเป็นปุ๋ยชั้นดีของต้นข้าว ทำให้ชาวนาประหยัดปุ๋ยในการทำนาได้อีกทาง” นายประกอบ กล่าว

ด้านนายสรนันท์ รองประธานสหกรณ์ผู้ใช้น้ำหนองเตียนจำกัด กล่าวว่า ในช่วงกลางเดือนสิงหาคมเป็นฤดูกาลเพาะปลูกข้าวของสมาชิกสหกรณ์ผู้ใช้น้ำหนองเตียน อำเภอท่ายาง แต่เนื่องจากขณะนี้เขื่อนแก่งกระจาน มีมวลน้ำจำนวนมากจนเต็มความจุจึงต้องปล่อยระบายอย่างรวดเร็ว และมีปริมาณมากเกินกว่าที่คลองระบายน้ำจะปล่อยได้ เกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์จึงตกลงใจพร้อมกันเลื่อนการเพาะปลูกข้าว และใช้พื้นที่นาเป็นแก้มลิงโดยการสูบน้ำขึ้นมากักเก็บไว้ในนาในพื้นที่เหนือเขื่อนเพชร เพื่อช่วยแบ่งเบามวลน้ำให้การระบายน้ำเหนือเขื่อนเพชรส่วนหนึ่ง ทั้งนี้ชาวนาจะชะลอการเพาะปลูกไปถึงประมาณต้นเดือนหน้า จึงจะเริ่มฤดูกาลเพาะปลูกอีกครั้ง แม้จะแบ่งเบาปริมาณน้ำได้ไม่มากแต่ก็ภูมิใจ และยินดีที่ชาวสหกรณ์ผู้ใช้น้ำได้มีโอกาสช่วยชาวเพชรบุรีส่วนรวม

“วันแม่แห่งชาติ ปี 2561” ว่า มีกลุ่มสาววัยรุ่นทยอยมาหาซื้อพวงมาลัยดอกมะลิที่ร้านขายดอกไม้ที่มีอยู่บนถ.กลางเมือง ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น ประมาณ 20 ร้าน นอกจากนี้พ่อค้าแม่ค้าจำนวนหนึ่งได้มาตั้งขายอยู่บนฟุตบาธหน้าโรงเรียนกัลยาณวัฒน์ขอนแก่น เพื่อจำหน่ายดอกมะลิสด และพวงมาลัยดอกมะลิ กันอย่างคึกคัก ส่งผลให้ราคาพวงมาลัยดอกมะลิในช่วงวันแม่ปีนี้เพิ่มสูงขึ้น โดยพวงมาลัยดอกมะลิพวงเล็กปกติพวงละ 10-15 บาท เพิ่มเป็นพวงละ 35-40 บาท พวงมาลัยมะลิพวงใหญ่ ปกติพวงละ 90-100 บาท เพิ่มเป็นพวงละ 250-300 บาท และดอกมะลิประดิษฐ์วันแม่พวงมาลัยรูป ราคา 260 – 280 บาท

โดยกลุ่มผู้ร้อยมาลัยบ้านศิลา ต.ศิลา อ.เมืองขอนแก่น บอกว่า ช่วงวันแม่ปีนี้ มีพ่อค้าแม่ค้าจากในเมืองขอนแก่นมาสั่งมาลัยดอกมะลิและดอกพุด เพื่อไปจำหน่ายในช่วงนี้เพิ่มขึ้น โดยสั่งจำนวนกว่า 1,000 พวงต่อวัน แต่ทางกลุ่มสามารถทำส่งได้วันละเพียง 500 พวงเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาได้มีฝนตกติดต่อกันหลายวันทำให้ดอกมะลิและดอกพุดออกดอกน้อยและเน่าเสียหาย จึงมีดอกไม้ไม่เพียงพอสำหรับร้อยมาลัยส่งขาย อย่างไรก็ตามในช่วงเทศกาลวันแม่จึงต้องนำเอาดอกพุดมาร้อยเป็นมาลัยแทนดอกมะลิ เนื่องจากดอกมะลิมีราคาแพง กก.ละ 1,000-1,200 บาท อีกทั้งยังขาดตลาด จึงได้นำเอาดอกพุดมาแทนดอกมะลิเพราะรูปทรงเหมือนกันทุกอย่าง ขาดแต่กลิ่นหอม แถมยังหาง่ายกว่าดอกมะลิ และมีราคาถูกกว่า ซึ่งราคาดอกพุดตกอยู่ที่ราคา 60-100 บาทต่อ กก.

ส่วนร้านขายเสื้อผ้าที่ศูนย์ค้าส่งประตูน้ำขอนแก่น ถ.มิตรภาพ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น พบว่าตลอดทั้งวันมีประชาชนพากันมาเลือกซื้อเสื้อสีฟ้าไปเพื่อสวมใส เพื่อเทิดพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 กันเป็นจำนวนมากทั้งการเลือกซื้อเพื่อสวมใส่กันแบบครอบครัว คู่รัก หรือ การเลือกซื้อเพื่อมอบให้เป็นของขวัญ เนื่องในวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม ปี 2561 ปีนี้เสื้อสีฟ้าสำหรับเด็กสวมใส่จะขายดีเป็นพิเศษ โดยทางร้านได้นำมาจำหน่ายในราคา 100 บาท ทุกตัวและทุกขนาด