ครม.ไฟเขียวปรับโครงสร้างราคา-ภาษีเหล้า-บุหรี่ มีผลบังคับใช้

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2560 พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบกฎกระทรวงการคลังว่าด้วยภาษีสรรพสามิต เพื่อกำหนดอัตราภาษีสุราและยาสูบภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สรรพสามิตฉบับใหม่ ให้สอดคล้องกับกฎหมายสรรพสามิตฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้วันที่

16 ก.ย.2560 โดยหลักการในการจัดเก็บภาษีสุรา คือ ไม่เก็บเฉพาะภาษีตามมูลค่าเท่านั้น แต่เก็บตามดีกรีของแอลกอฮอลล์ จากเดิมเก็บตามอัตราราคาหน้าโรงกลั่น ปัจจุบันเก็บตามอัตราราคาขายปลีก ขณะที่หลักเกณฑ์ในการเก็บภาษีบุหรี่ คือ เก็บตามอัตรามูลค่าและอัตราต่อมวน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกำชับให้กระทรวงการคลังอธิบายหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนทันทีที่มีการประกาศบังคับใช้ในราชกิจจานุเบกษา ทั้งเรื่องสุรา บุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด

ด้านนายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า คาดว่าจะประกาศลงราชกิจจานุเบกษาก่อนวันที่มีผลบังคับใช้ หรือในวันที่ 15 ก.ย.60 หลังจากนั้นกรมสรรพสามิตจะมีการแถลงรายละเอียดเกี่ยวกับอัตราภาษีและพระราชบัญญัติทั้งหมดให้รับทราบอีกครั้ง ส่วนอัตราภาษีประเภทอื่นที่ ครม.เห็นชอบไปก่อนหน้านี้แล้ว จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาอีก 1-2 วันนี้ โดยยืนยันการปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภค ส่วนสถานการณ์การกักตุนสินค้า ได้มีการประสานงานให้ผู้ประกอบการแล้ว ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้เป็นการขยายฐานภาษีให้กว้างขึ้นเท่านั้น

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศ ประจำวันที่ 13 กันยายน 2560 ดังนี้

ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่งในบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ร่องมรสุมได้เลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุม ทะเลอันดามันและประเทศไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง อนึ่ง พายุดีเปรสชั่นบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน และทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน “ทกซูรี(DOKSURI)” แล้วเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกเข้าใกล้เกาะไหหลำ ประเทศจีน และประเทศเวียดนามตอนบนในช่วงวันที่ 15-16 กันยายน ขอให้ประชาชนติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดต่อไป

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้

ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ บริเวณจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และสุโขทัย อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ บริเวณจังหวัดบึงกาฬ นครพนม สกลนคร มุกดาหาร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ นครราชสีมา และชัยภูมิ อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี อุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์ และลพบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดกระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. มีกันเกร่อหนักมาก สำหรับคาเฟ่แมว ในประเทศญี่ปุ่น และยังลามไปในอีกหลายประเทศ รวมทั้งในประเทศไทย ที่ดูเหมือนเป็นไปตามแฟชั่นนิยม แต่ตอนนี้ ที่ญี่ปุ่น ล้ำไปอีกขั้น เพราะไม่ใช่แค่คาเฟ่แมวธรรมดา ที่ญี่ปุ่นตอนนี้มีไปถึงขั้น “รถไฟคาเฟ่แมว” กันแล้ว

แคทคาเฟ่เทรน หรือ รถไฟคาเฟ่แมว แห่งแรกของญี่ปุ่น เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันระหว่างคาเฟ่ช่วยเหลือแมว “แซงชัวรี” ที่มีร้านคาเฟ่แมวอยู่ที่จังหวัดกิฟุ และมิเอะ กับบริษัทเดินรถไฟโยโร เรลเวย์ เปิดให้บริการรถไฟคาเฟ่แมวขึ้น ที่วิ่งระหว่างสถานีโองากิ กับ อิเคโนะ จังหวัดกิฟุ

ที่ภายในตู้รถไฟที่ทำเป็นคาเฟ่นี้ จะเต็มไปด้วยแมวที่ให้ผู้โดยสารได้หยอกเล่นด้วยระหว่างการรับประทานอาหาร ซึ่งแมวเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นแมวจรจัดที่ได้รับการช่วยเหลือมา และจริงๆแล้วจะต้องถูกนำไปฆ่า แต่ตอนนี้พวกมันได้รับความคุ้มครองภายใต้การดูแลของ “แซงชัวรี”

โดยรถไฟคาเฟ่แมวนี้ เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพียงแค่วันเดียว คือเมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งผู้โดยสารที่ขึ้นใช้บริการจะเสียเงิน 3,000 เยน ระหว่างการเดินทางก็จะได้รับกล่องอาหารเบนโตะ 1 กล่อง พร้อมของหวาน นอกจากนี้ก็ยังได้ตั๋วสำหรับการเดินทางกับ โยโร เรลเวย์ 1 วันแบบไม่จำกัดเที่ยวด้วย
ซึ่งเงินส่วนหนึ่งของค่าบริการที่ได้นี้ จะนำไปใช้สำหรับปฏิบัติการช่วยเหลือแมวของแซงชัวรีต่อไป

โดยบนรถไฟก็จะมีแมวอยู่ราว 30 ตัว คอยนั่งอยู่กับผู้โดยสาร ซึ่งเป้าหมายของรถไฟขบวนนี้ก็คือการสร้างความรู้เกี่ยวกับสาเหตุที่จะต้อง “ฆ่า” แมวจรจัดทั้งหลาย และเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจ เลือกแมวเหล่านี้ไปรับเลี้ยง โดยมีระยะเวลาในการเลือกดูกว่า 2 ชั่วโมงในแต่ละเที่ยวของการเดินทาง

โดยจำนวนแมวที่มีอยู่ในญี่ปุ่นและต้องไปอยู่ตามศูนย์พักพิงชั่วคราว ได้ลดลงเหลือ 72,624 ตัว เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา จากที่เมื่อปี 2004 มีอยู่ถึง 237,246 ตัว นั่นทำให้การฆ่าแมวจรจัดก็ลดลงตามไปด้วย ขณะที่ประชากรแมวในญี่ปุ่นปัจจุบันมีอยู่ทั้งสิ้นราว 9.8 ล้านตัว

เสียดายที่โครงการดีๆอย่างรถไฟคาเฟ่แมว มีแค่เพียง 1 วันเท่านั้น ก็เท่ากับว่า ช่วยเหลือแมวจรจัดได้ไม่เท่าไหร่ ก็หวังว่า โครงการดีๆแบบนี้ จะมีการจัดบ่อยขึ้น หรือจัดเป็นการถาวร ไม่ใช่แค่ทำเป็นร้านคาเฟ่แมวให้คนเข้ามากินๆเล่นๆกับแมวเท่านั้น ช่วยเหลือแมวจรจัดให้ได้มีเจ้าของเลี้ยง เพื่อที่จะได้ไม่ถูกนำไปฆ่า น่าจะเป็นเรื่องดีๆ ที่อยากให้เกิดขึ้นในทุกสังคม ฟักทองที่ยาวที่สุดในโลก (Zucchino rapican) ดกมาก ทนทานสูง ปลูกได้ในไทย ปลูกลงดินก็งาม จะขึ้นค้างก็สวย เนื้อเหนียว แกงกินได้ตั้งแต่ระยะผลอ่อนถึงผลแก่

เมื่อวันที่ 13 ก.ย.2560 ที่ห้องประชุมสหกรณ์ประมงแม่กลอง ต.แหลมใหญ่ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยในฐานะนายกสมาคมประมงสมุทรสงคราม นายกสมาคมเรือลากคู่สมุทรสงคราม เป็นประธานประชุมคณะกรรมการสมาคมประมง 2 สมาคม และผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือถึงการแสดงพลังให้ EU เห็นว่าการที่ EU ได้เสนอให้รัฐบาลไทยแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายที่ผ่านมานั้น ได้สร้างเดือดร้อนต่อชาวประมงทั้งประเทศ และยังทำให้บางรายสูญเสียทรัพย์สินและไม่สามารถประกอบอาชีพได้เป็นจำนวนมาก

เนื่องจากกฎหมายที่เข้มงวดมากเกินไป ชาวประมง รวมทั้งแพปลา ตลาดปลา ซึ่งภาคประมง 22 จังหวัดชายทะเลทั่วประเทศ จะมีการสวมกันใส่เสื้อสีดำที่มีคำว่าต่อต้าน EU เพื่อเป็นสัญลักษณ์พร้อมกันทั่วประเทศที่สะพานหรือตลาดปลา โดยจังหวัดสมุทรสงคราม จะรวมกลุ่มกันที่ตลาดปลาแม่กลอง ตำบลแหลมใหญ่ อำเภอเมืองสมุทรสงคราม ในวันที่ 21 กันยายน ซึ่งเป็นวันประมงแห่งชาติตั้งแต่เวลา 02.00 น.เป็นต้นไป

นอกจากนี้ยังได้หารือเรื่องพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558-2560 ซึ่งมีปัญหาเรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติตามประกาศกรมประมงเพื่อบังคับใช้กับชาวประมง โดยที่ประชุมได้หารือถึงกรณีรัฐบาลออกกฎหมาย โดยเฉพาะมาตรา 81 ส่งผลกระทบต่อชาวประมงได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เช่นกรณีการแจ้งเข้าออกเรือประมงผิดเวลา และการยื่นเอกสารต่างๆที่ไม่ถูกต้อง เมื่อชาวประมงกระทำผิดก็จะถูกยึดเรือทันที ซึ่งถือว่าเป็นการลงโทษที่ร้ายแรงเกินไป ซึ่งชาวประมงไม่ค่อยมีความรู้ด้านกฎหมายจึงอาจตกเป็นเหยื่อได้ง่าย เพราะจริงๆแล้วการควบคุมการกระทำที่ผิดกฎหมายนั้นมีเพียง 3 ข้อหลักๆคือ 1.ชาวประมงไปทำการประมงในเขตประเทศเพื่อนบ้านโดยไม่มีใบอนุญาต 2.ทำการประมงในเขตอนุรักษ์ และ3.ทำการประมงในสิ่งหวงห้าม ขณะนี้รัฐบาลได้กำหนดรายละเอียดข้อย่อยมากเกินกว่าที่อียูกำหนดและคิดไปเองว่าอียูสั่ง จนกลายเป็นการสร้างปัญหาให้กับพี่น้องชาวประมงทั้งประเทศ

และยังแจ้งเรื่องการควบรวมใบอนุญาต เนื่องจากได้มีการวัดขนาดเรือใหม่และพบว่ามีเรือที่ผิดขนาดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดกว่า 1,700 ลำ โดยเรือกลุ่มนี้จะต้องมีการควบรวมใบอนุญาตหากไม่ดำเนินการภายในปีนี้ปีต่อไปก็จะไม่ได้สิทธิขอใบอนุญาตทำการประมง ส่วนหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตทำการประมงปี 2561-2562 และการควบรวมใบอนุญาตทำการประมง ประกอบด้วย 1.ใบอนุญาตทำการประมงประเภทไม่ควบคุมวันทำการประมง ได้แก่ เครื่องมืออวนติดตาทุกชนิด เครื่องมือเบ็ดทุกชนิด รวมถึงเครื่องมือคราดทุกชนิด

เครื่องมืออวนครอบหมึก และเครื่องมืออวนรุนเคย 2.ใบอนุญาตทำการประมงประเภทควบคุมวันทำการประมง ได้แก่ เครื่องมืออวนลากทุกชนิด เครื่องมืออวนล้อมจับทุกชนิด เครื่องมืออวนล้อมจับปลากะตัก และเครื่องมืออวนครอบ ช้อน ยกปลากะตัก สำหรับผู้ประกอบการที่มีใบอนุญาตทำการประมงประเภทไม่ควบคุมวันให้ทำการประมงได้ทั้งปี ส่วนประเภทควบคุมวัน เรือประมงที่ไม่มีการลดวันในปี 2561-2562 ให้ทำการประมงได้ทั้งปี และเรือประมงที่มีการลดวันในปี 2560 ให้ได้รับทำการประมงเท่าที่ได้รับอยู่เมื่อลดวันทำการประมง เว้นแต่จะมีการควบรวมใบอนุญาตทำการประมง ตามคำสั่ง คสช. ที่ 22/2560 หากควบรวมใบอนุญาตแล้วให้มีวันทำการประมงได้ทั้งปีโดยปีนี้มีเรือที่ขอใบอนุญาตทำการปะมงทั้งสิ้น 8,697 ลำ ไม่ถูกลดวันทำการประมง จำนวน 7,846 ลำ และถูกลดวันทำการประมงอีก 851 ลำ ซึ่งเรือเหล่านี้อาจจะไม่ได้รับใบอนุญาตหากไม่มีการควบรวมใบอนุญาตให้เรียบร้อย ด้วย

สถาบันอาหารนำเครือข่ายมะพร้าวไทยรุกตลาดจีน ลุยร่วมออกบูทงานแสดงสินค้า FHW CHINA 2017
นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาได้นำคณะผู้ประกอบการสมาชิกเครือข่ายมะพร้าว จำนวน 25 ราย จากหลายจังหวัด อาทิ จังหวัดเลย หนองคาย ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ราชบุรี นครนายก กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และสมุทรปราการ เป็นต้น เดินทางไปประเทศจีน ณ เมืองกว่างโจว เพื่อนำผลิตภัณฑ์เข้าร่วมแสดงในงาน FHW CHINA 2017 (Food Hospitality World) ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ที่ศูนย์แสดงสินค้า China Import & Export Fair Complex โดยงานนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมชมงานมากกว่า 35,000 ราย

“ผลิตภัณฑ์ที่นำไปเข้าร่วมในครั้งนี้มีทั้งที่เป็นมะพร้าวผลสด และผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวแปรรูปชนิดต่างๆ อาทิ น้ำมะพร้าวพร้อมดื่มบรรจุขวด/กระป๋อง, น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น, น้ำส้มสายชูหมักไซเดอร์ผสมน้ำหวานดอกมะพร้าวอินทรีย์, มะพร้าวเคลือบช็อกโกแลต/ชาเขียว, กะทิ 100% ผสมเมล่อน/ทุเรียน/มะม่วง, มะพร้าวแก้ว, มะพร้าวอบน้ำผึ้ง, น้ำตาลสดพร้อมดื่ม, น้ำตาลมะพร้าว, วุ้นมะพร้าวผสมรสชาติต่างๆ นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ใช้มะพร้าวเป็นวัตถุดิบ เช่น โลชั่น, สบู่เหลว, สบู่ก้อน และแชมพู เป็นต้น โดยตลอด 3 วันถือเป็นโอกาสดีที่เครือข่ายมะพร้าวของไทยได้พบปะผู้ซื้อที่มาจากทั่วโลก เพื่อเรียนรู้ความต้องการของตลาดต่างประเทศด้วยตนเอง และมองเห็นช่องทางในการพัฒนา ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับพฤติกรรมผู้บริโภคต่อไป”

นายยงวุฒิ กล่าวต่อว่า นอกจากประเทศจีนแล้ว ยังเตรียมนำเครือข่ายมะพร้าวกลุ่มอื่นๆ เข้าร่วมงานแสดงสินค้าที่ไต้หวัน และเวียดนามในลำดับต่อไป ขณะเดียวกันได้เตรียมจัดทำความร่วมมือกับผู้จัดจำหน่ายในประเทศ โดยการเจรจาจับคู่ธุรกิจกับห้างสรรพสินค้า และร้านค้าปลีก-ส่งสมัยใหม่หลายแห่งเพื่อขยายช่องทางการทำตลาดในประเทศอีกด้วย โดยอยู่ระหว่างการพัฒนาช่องทางการตลาดออนไลน์ที่หลากหลาย ทั้งการทำ e-Market place หลายรูปแบบ และการผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่มคลัสเตอร์ทั้งหมด 25 เครือข่าย

บนช่องทางการจำหน่ายออนไลน์ในรูปแบบเว็บไซต์เพื่อเชื่อมโยงสู่ผู้บริโภคได้โดยตรงทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อไป
อนึ่ง ที่ผ่านมาสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ดำเนินโครงการสนับสนุนเครือข่าย SMEs ปี 2560 ในกลุ่มอุตสาหกรรมมะพร้าว ตามที่ได้รับมอบหมายจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาผู้ประกอบการให้มีความเชี่ยวชาญในการวางแผนทางการตลาด โดยทีมผู้เชี่ยวชาญได้ให้คำแนะนำเชิงลึก

จัดทำแผนปฏิบัติการของแต่ละกลุ่มคลัสเตอร์ เพื่อเพิ่มยอดขายให้กับผู้ผลิตมะพร้าวและผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวในแต่ละพื้นที่ ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยสนับสนุนผู้ประกอบการเครือข่ายที่มีความพร้อม เช่น เป็นผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานการผลิตที่สามารถส่งออกสินค้าได้ มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และมีรูปลักษณ์บรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม ทันสมัย ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคไปเปิดตลาดในต่างประเทศ ด้วยการส่งเสริมให้เข้าร่วมงานอีเวนต์ด้านอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก

ซี.พี.ผนึกคอสโก มั่นใจชนะ “อุทธรณ์” คดีผู้บริโภคสหรัฐฟ้องใช้ปลาป่นผสมอาหารกุ้งผลิตจากแรงงานทาสฉลุย หลังพัฒนานวัตกรรมปรับสูตรอาหาร-นำเข้าวัตถุดิบอาหารกุ้งจากโรงงานที่มีใบรับรอง นานเกือบ 4 ปี เชื่อไม่กระทบส่งออกกุ้งไปสหรัฐ
สืบเนื่องจากกรณีที่มีชาวแคลิฟอร์เนียเป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัทคอสโก (Costco Wholesale Corporations) ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐ และบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ ฟู้ดส์ พีซีแอล ในเครือบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เมื่อหลายปีก่อน ตามหมายเลขคดีดำ Case3 : 15-cv-03783-MEJ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2015 โดยมีการกล่าวหาว่า คอสโกซื้อกุ้งจากเครือซี.พี. ทั้งที่รู้ว่าสินค้านั้นได้มาจากการดำเนินงานของแรงงานทาส มีพฤติกรรมฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจและการประกอบอาชีพของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ตามมาตรา 17200 et seq, 17500 et seq และ 1750 et seq นั้น ล่าสุดคดีดังกล่าวยังไม่จบ

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร (ซีอีโอ) เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากกรณีการฟ้องคอสโก (Costco) ซึ่งเป็นคู่ค้าที่นำเข้ากุ้งจาก ซี.พี. และ ซี.พี.ในฐานะผู้ผลิตกุ้ง เรื่องการใช้อาหารกุ้งที่มีส่วนผสมจากปลาป่นที่ผลิตมาจากการใช้แรงงานประมงที่ผิดกฎหมาย หรือการใช้แรงงานทาสนั้น ที่ผ่านมาเรื่องดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาลชั้นต้นให้ฝ่ายคอสโกและผู้ผลิตชนะเมื่อ 3-4 ปีก่อน แต่ขณะนี้อยู่ในระหว่างกระบวนการอุทธรณ์

“ถ้าเราแพ้กุ้งที่ส่งเข้าสหรัฐอเมริกาจะมีปัญหา zunescene.mobi เราจึงต้องรณรงค์แก้ไขและดำเนินการต่อเนื่องมานานกว่า 3-4 ปีแล้ว ทำให้เราค่อนข้างมั่นใจว่าเรามีหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า เราไม่ได้ใช้ปลาป่นจากแรงงานประมงผิดกฎหมายมาผลิตอาหารกุ้ง”
นายศุภชัย กล่าวว่า ซี.พี.ได้พัฒนาเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) โดยการสร้างนวัตกรรมใหม่ และเริ่มให้มีการปรับสูตรอาหารกุ้งมานานกว่า 3-4 ปีแล้ว เพื่อแก้ข้อกล่าวหาเรื่องการปนเปื้อนปลาป่นที่ใช้แรงงานทาส ปรับมาเป็นให้นำเข้าเศษปลาจากโรงงานที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน (certified) เท่านั้น ทั้งนี้ ในการผลิตอาหารกุ้งมีการใช้ปลาป่นเป็นส่วนผสมในการผลิตประมาณ 5% จากจำนวนส่วนผสมทั้งหมด

“เรื่องนี้เหมือนกับเรื่องที่สหภาพยุโรปมาตรวจสอบไทยเรื่องการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ไม่รายงาน และไร้การควบคุม (IUU) โดยมองว่า หากประเทศไทยมีปัญหา สินค้าจากประเทศไทยก็มีปัญหา”

ต่อคำถามที่ว่า ประเด็นนี้ถือเป็นหนึ่งในการใช้มาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers : NTB) กับสินค้าไทยในอนาคต ซึ่งทางภาคเอกชนควรจะฝากประเด็นให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีกำหนดจะเดินทางไปสหรัฐในเดือนตุลาคม 2560 เพื่อหารือกับประธานาธิบดีทรัมป์หรือไม่ นายศุภชัยกล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยทั้งประเทศจะต้องมีการปรับตัว แต่ตอนนี้ พลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ได้เดินหน้านโยบายและการปฏิบัติอย่างจริงจังในการแก้ปัญหาประมงทั้งระบบ เพื่อแก้ไขปัญหาการจับปลาที่มากเกินไป และแก้ไขปัญหาแรงงานทาส ซึ่งรัฐบาลได้บังคับให้มีการจดทะเบียนแรงงานที่ใช้ในอุตสาหกรรมประมง แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก

รายงานข่าวจากกรมศุลกากร ระบุว่า การส่งออกกุ้งในช่วง 7 เดือนแรก (มกราคม-กรกฎาคม) 2560 มีมูลค่า 586.56 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.87% โดยตลาดสหรัฐยังเป็นตลาดส่งออกเบอร์ 1 สัดส่วน 34% มีมูลค่าการส่งออก 205.23 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 7.28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
อนึ่ง ที่ผ่านมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2557 หลังจากหนังสือพิมพ์ เดอะ การ์เดียน ของอังกฤษ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า ซี.พี.มีการใช้แรงงานทาส และมีข่าวตามมาว่า มีซูเปอร์มาร์เก็ตบางแห่งในสหภาพยุโรประงับการซื้อกุ้งจากเครือ ซี.พี. ซึ่งครั้งนั้นเครือ ซี.พี.ได้ชี้แจงว่า เป็นเพียงผู้รับซื้อวัตถุดิบ และไม่ได้เป็นเจ้าของเรือประมงที่มีปัญหาแรงงาน

พร้อมกับได้ทำหนังสือถึงผู้ผลิตปลาป่นไทย มีเงื่อนไขว่าต่อไปจะรับซื้อปลาป่นต่อเมื่อผู้ผลิตรายนั้น ๆ ต้องแสดงเอกสารที่ได้รับการตรวจสอบจาก “กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน” ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งแรงงานบนเรือประมง และแรงงานในโรงงานปลาป่น โดยผู้ขายปลาป่นต้องได้รับการรับรองมาตรฐานแรงงาน มรท.8001-2553 รวมถึงต้องได้รับการรับรองระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของผู้ผลิตปลาป่น ภายใต้ระเบียบ NON-IUU (NON-Illegal, Unreported and Unregulated) ของกรมประมง

อุตฯ ประมงและแปรรูปขาลง รายได้ภาพรวมลดลงกว่า 30% หลังเจอปัจจัยลบกระหน่ำรอบด้าน วัตถุดิบขาดแคลน ผลพวงนโยบายคุมเข้มการทำประมง IUU-เวียดนามแย่งตลาด เบนเข็มนำเข้าสัตว์ทะเลจากต่างประเทศ ด้าน “เครือกันตังกรุ๊ป” สุดอั้นต้นทุนกระฉูดขึ้นราคาผลิตภัณฑ์ 5-10% ย้ำยังเดินหน้าพัฒนาคุณภาพ ทำตลาดทุกรูปแบบ มั่นใจสิ้นปียังฟันยอดขายไม่ต่ำกว่า 1,400 ล้านบาท

นางอำไพ หาญไกรวิไลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยรอแยล ฟรอเซนฟู๊ด จำกัด จังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า อุตสาหกรรมการประมงและแปรรูปตอนนี้อยู่ในช่วงขาลง รายได้โดยรวมลดลงกว่า 30% ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ปริมาณวัตถุดิบลดลง หรือขาดแคลนในบางประเภทจากผลกระทบการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU)
ส่วนวัตถุดิบที่ขาดแคลนและมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน คือ ปลาหมึก และปลาทะเลบางชนิด ทำให้ผู้ประกอบการต้องหันไปนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศแทน เพื่อที่จะส่งให้ทันออร์เดอร์ในช่วงปลายปี