ครูพิศมัย บอกว่า หลังจากที่ไส้เดือนดินขึ้นมากินอาหารแล้ว

อาหารและดินบางส่วนจะถูกย่อยสลายภายในลำไส้ของไส้เดือน แล้วถ่ายออกมาเป็นมูล มีลักษณะเป็นเม็ดสีดำปนน้ำตาล จะมีธาตุอาหารสูงและมีจุลินทรีย์จำนวนมาก จึงเรียกว่า “ปุ๋ยมูลไส้เดือนดิน” จึงตักปุ๋ยที่อยู่บริเวณผิวหน้าดินเหล่านี้ออกไปตากแห้ง ร่อนให้แตก และเม็ดเท่าๆ กัน พร้อมที่จะนำไปใช้ได้ ในขณะเดียวกันภายในบ่อซีเมนต์หรือถังที่ใช้เลี้ยงไส้เดือนดินก็จะเกิดน้ำที่ได้จากกระบวนการผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือนดิน ที่เกิดจากการเน่าสลายของเศษขยะอินทรีย์ที่ใช้เป็นอาหารของไส้เดือนดิน เรียกว่าน้ำหมักมูลไส้เดือนดิน มีลักษณะเป็นของเหลวสีน้ำตาลดำ ไม่มีกลิ่นเหม็น และมีส่วนประกอบของธาตุอาหารพืช ฮอร์โมนพืช และจุลินทรีย์หลายชนิด

ครูพิศมัย ให้คำแนะนำว่า การนำปุ๋ยมูลไส้เดือนดินไปใช้ปลูกต้นไม้ ควรใช้ปุ๋ย 1 ส่วน ดินปลูก 3 ส่วน หากใช้บำรุงต้นไม้ ควรโรยรอบๆ โคนต้น ปริมาณมากน้อยขึ้นอยู่กับขนาดของต้นไม้ หรือ 1-2 ช้อนโต๊ะ ในไม้กระถางทุก 15 วัน หากนำไปใช้ในแปลงพืชผักพื้นที่ตารางเมตรละ 1 กิโลกรัม ใส่ในช่วงปรับปรุงดินก่อนปลูก จากนั้นใส่มูลไส้เดือนดินทุก 15 วัน

จนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิต หากนำไปใช้กับไม้กระถาง ไม้ใบ ไม้ดอก ใช้ 2-4 ช้อนโต๊ะ ขึ้นอยู่กับขนาดความกว้างของกระถาง ใส่ทุก 15 วัน อาจนำปุ๋ยมูลไส้เดือนดินไปใช้เป็นวัสดุเพาะกล้า เพาะเมล็ด โดยไม่ต้องผสมดินเลยก็ได้ ขณะนี้ที่บ้านพร้อมเป็นแหล่งเรียนรู้การเลี้ยงไส้เดือนดิน มีผลิตภัณฑ์แสดงและจำหน่าย ได้แก่ พันธุ์ไส้เดือนดินทั้ง 2 สายพันธุ์ ปุ๋ยมูลไส้เดือนดิน น้ำหมักมูลไส้เดือนดิน

กรมหม่อนไหม เตรียมพร้อมสู่การเป็นองค์กรดิจิทัล เปิดตัวแอพพลิเคชั่น QSDS Service หวังให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมตลอดจนประชาชน สามารถเข้าถึงบริการด้านหม่อนไหมได้ง่าย โดยเชื่อมข้อมูลพื้นฐานกับเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหมในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่มีการให้บริการด้านหม่อนไหม ได้เล็งเห็นว่าการอำนวยความสะดวกให้แก่เกษตรกร และประชาชนเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ก็เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารองค์ความรู้อันเป็นประโยชน์ได้โดยง่าย และเพื่อตอบสนองต่อยุคการสื่อสารที่ทันสมัยในปัจจุบัน จึงได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อให้บริการด้านหม่อนไหมขึ้นรองรับการใช้งานกับทุกอุปกรณ์ ทั้งบนเว็บแอพพลิเคชั่น และโมบายแอพพลิเคชั่น

ภายใต้ชื่อว่า QSDS Service โดยเปิดให้ดาวน์โหลดฟรีทั้งระบบ Android และระบบ iOS เพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมตลอดจนประชาชน สามารถเข้าถึงบริการด้านหม่อนไหมได้ง่าย โดยเชื่อมข้อมูลพื้นฐานกับเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวสู่การเป็นหม่อนไหมดิจิทัล (Digital Sericulture) ในอนาคตอันใกล้นี้ รวมถึงขานรับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการพัฒนาประเทศไปสู่ระบบเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล (Digital Economy หรือ DE) ซึ่งหมายถึง

เศรษฐกิจและสังคมที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือเรียกว่าเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อให้ทันยุคสมัย เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปกระบวนการผลิต การดำเนินธุรกิจ การค้า การบริการ การศึกษา การสาธารณสุข การบริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมอื่นๆ ที่มีส่วนในการส่งผลต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคม อันเป็นการสร้างโอกาสทางสังคมอย่างเท่าเทียม ด้วยข้อมูลข่าวสารและบริการต่างๆ ผ่านสื่อดิจิทัล

ด้านนางทิตยาวรรณ์ กิจวรรณีกุล ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง กรมหม่อนไหม กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการให้บริการแอพพลิเคชั่น QSDS Service เริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยในระยะแรกนี้จะเน้นการให้บริการตามภารกิจที่สำคัญของหน่วยงาน ได้แก่ การขอรับพันธุ์หม่อน และไข่ไหม ซึ่งเกษตรกรสามารถแจ้งความจำนงความต้องการผ่านแอพพลิเคชั่น

QSDS Service ด้วยเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก หลังจากนั้นก็เข้าไปทำการลงทะเบียนแล้วระบบจะแจ้งให้ทราบแหล่งที่รับของที่ใกล้บ้านที่สุด ทำให้เกิดความสะดวกรวดเร็วลดขั้นตอนการทำงานลงได้มาก และนอกจากการให้บริการพันธุ์หม่อนและไข่ไหมแล้ว การใช้แอพพลิเคชั่นดังกล่าวยังช่วยในการตรวจสอบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยตรานกยูงพระราชทานอีกด้วย ขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงของการศึกษาทดลอง หากแล้วเสร็จก็จะมีการปรับปรุงระบบเพื่อให้การดำเนินงานการขอรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยตรานกยูงพระราชทานมีระยะเวลาที่รวดเร็วมากขึ้น

ช่วยลดขั้นตอนการดำเนินงานที่เดิมต้องใช้แรงงานบุคลากรของภาครัฐเป็นผู้ดำเนินงาน ในส่วนของประชาชนทั่วไปแอพพลิเคชั่นดังกล่าวนอกจากจะให้ข้อมูลเรื่องพันธุ์หม่อน พันธุ์ไหม แล้วผู้ที่ต้องการตรวจสอบข้อมูลตรารับรองผ้าไหมมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยตรานกยูงพระราชทานในแต่ละระดับก็สามารถเข้าไปสืบค้นข้อมูลได้ที่แอพพลิเคชั่นดังกล่าวได้เช่นกัน สำหรับผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลด แอพพลิเคชั่น QSDS Service ได้ฟรี โดยการพิมพ์คำว่า QSDS Service บน App Store หรือ Google Play

ก.เกษตรฯ เผย 20 เมนูอาชีพ ตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร เผยมีเกษตรกรร่วมโครงการแล้วกว่า 1.8 ล้านคน

หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2561 มีมติเห็นชอบตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอให้การขับเคลื่อนยุทธ์ศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ ไปสู่การปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีกรอบหลักในการดำเนินการเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืน

ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบขับเคลื่อนโครงการ ตามยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร และเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิต รวมทั้งการสนับสนุนรายการอาชีพ หรือเมนูอาชีพ

สำหรับเมนูอาชีพภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกอบด้วย 1. โครงการเพิ่มทักษะอาชีพแก่เกษตรกรผู้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐของกระทรวงเกษตรฯ 2. โครงการจ้างแรงงานชลประทานสร้างรายได้แก่เกษตรกร 3. โครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืน

4. โครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมในการปลูกข้าวเพื่อผลินสินค้าเกษตรอื่นที่เหมาะสม 5. โครงการศูนย์ขยายพันธุ์พืช 6. โครงการผลิตเมล็ดพันธุ์ดี 7. โครงการขยายพันธุ์สัตว์และส่งเสริมการผลิตการผลิตปศุสัตว์ 8. โครงการสร้างทักษะและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร 9. โครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร

10. โครงการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ 11. โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแก่สถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร 12. โครงการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร 13. เพิ่มศักยภาพการรวบรวมและการแปรรูปยางพาราในสถาบันเกษตรกร 14. โครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ 15. สนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยาง

16. โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบการกิจการยาง (ยางแห้ง) 17. โครงการยกระดับโครงสร้างการผลิตในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปครบวงจร 18. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารธุรกิจ SMEs ในอุตสาหกรรมแปรรูป 19. โครงการสร้างฝายชะลอน้ำและจัดหาแหล่งน้ำชุมชน และ 20. โครงการพัฒนาโครงสร้างด้านแหล่งน้ำชลประทาน

ในแต่ละกลุ่มเมนูอาชีพ มีความคืบหน้าการดำเนินงานตามลำดับ อาทิ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำระดับชุมชน มีการสร้างฝายชะลอน้ำแล้ว 824 แห่ง พัฒนาแหล่งน้ำสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และฟื้นฟูแหล่งน้ำชลประทานเพื่อป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวม 193 รายการ

การปรับเปลี่ยนการผลิตเพื่อลดความเสี่ยง เช่น ลดพื้นที่ปลูกยางพารา และพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมใหม่แทนอาชีพสวนยาง มีพื้นที่สวนยางของเกษตรกร 11,559 ราย โค่นต้นยางแล้ว 61,500 ไร่ รวมทั้งฝึกอบรมเพื่อให้ความรู้ในการประกอบอาชีพใหม่ทดแทนอาชีพสวนยางแล้วจำนวน 10,463 ราย เป็นต้น

แผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิตอบรมเพิ่มทักษะอาชีพแก่เกษตรกรผู้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐให้ได้รับความรู้และมีทักษะอาชีพด้านการเกษตรเพิ่มขึ้น มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการแล้ว 183,827 ราย โดยได้รับการอบรมแล้ว 130,821 ราย เกษตรกรและประชาชนมีรายได้จากการพัฒนาระบบชลประทาน 8,930 คน รายได้เฉลี่ย 12,716 บาทต่อคน

ขณะที่ ผลการดำเนินงาน ตามยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร และเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิต ณ เดือนสิงหาคม มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 1,850,000 คน ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน เช่น การฝึกอบรมปรับเปลี่ยนอาชีพ การเสริมสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น สิ่งอำนวยความสะดวกทางการเกษตร ไปจนถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านแหล่งน้ำชลประทาน ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรและพัฒนาภาคเกษตรสู่ความยั่งยืนต่อไป

สหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กปร. กลาง โพนยางคำ จำกัด เตรียมสร้างความเข้มแข็งให้กับตลาดเนื้อโคของไทย ด้วยการยกมาตรฐานการผลิตสู่ระดับสากล พร้อมปลุกกระแสการบริโภคเนื้อคุณภาพระดับพรีเมียมผ่านเชฟชื่อดัง ชูความเป็นสุดยอดเนื้อโคขุนคุณภาพระดับพรีเมียมของไทย หนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อกว่า 6,000 ราย เตรียมพร้อมรับมือกระแสนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศ ที่อาจส่งผลกระทบให้ราคาเนื้อวัวในตลาดตกต่ำเมื่อสิ้นสุดมาตรการปกป้องพิเศษ (SSG) ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย ในปี 2563

นายอุทิศ เคะนะอ่อน ประธานสหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด หรือสหกรณ์ฯ โพนยางคำ เปิดเผยถึงสถานการณ์ตลาดเนื้อโคในปัจจุบันว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อกว่า 6,000 ราย ในเขตจังหวัดสกลนครและพื้นที่ใกล้เคียง กำลังเผชิญกับปัญหาการแข่งขันทางการตลาดอย่างรุนแรงจากกระแสการบริโภคเนื้อนำเข้าจากต่างประเทศ อาทิ ออสเตรเลียและญี่ปุ่น

โดยเฉพาะในอีก 2 ปีข้างหน้า เมื่อมาตรการปกป้องพิเศษ (SSG) ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลียจะสิ้นสุดลงในปี 2563 จะส่งผลทำให้การนำเข้าสินค้าเนื้อโคจากออสเตรเลียไม่ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า และไม่จำกัดปริมาณการนำเข้าทำให้ราคาเนื้อนำเข้าต่างประเทศจะมีราคาถูกลงอย่างมาก และอาจถูกกว่าราคาต้นทุนการผลิตเนื้อโคขุนไทย ซึ่งจะเกิดผลกระทบกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนของประเทศไทย

ปัจจุบันสินค้าเนื้อโคเป็นสินค้าที่ตลาดภายในประเทศมีความต้องการสูงและมีการขยายตัวต่อเนื่องโดยเฉพาะเนื้อโคคุณภาพ โดยในช่วงปี 2556-2560การบริโภคเนื้อโคและผลิตภัณฑ์ของไทยขยายตัวที่ร้อยละ 4.80 ต่อปี

ประกอบกับผลผลิตภายในประเทศมีไม่เพียงพอ ส่งผลให้ต้องมีการนำเข้าเนื้อโคคุณภาพจากต่างประเทศ โดยเฉพาะออสเตรเลีย ซึ่งในปี 2559 ไทยนำเข้าเนื้อโคจากออสเตรเลียปริมาณสูงถึง 3,903 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 41.55 ของการนำเข้าเนื้อโคทั้งหมดของไทย ซึ่งมีปริมาณ 9,392 ตัน

เนื่องจากเนื้อโคเป็นสินค้าที่มีศักยภาพในการผลิตและส่งออกของออสเตรเลีย และหากสิ้นสุดมาตรการ SSG แล้ว คาดว่าจะส่งผลให้มีการนำเข้าเนื้อโคจากออสเตรเลียเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีราคาถูกลง

มูลค่าของตลาดโคเนื้อในประเทศไทยนั้น มีมูลค่าสูงถึง 41,810 ล้านบาทต่อปี จำแนกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มตลาดระดับบน(เนื้อโคขุนที่มีไขมันแทรก) 1% จำนวน 12,000 ตัวต่อปี ซึ่งมีอัตราการเติบโตความต้องการสูงถึงร้อยละ 10 กลุ่มตลาดระดับกลาง (เนื้อแดง) 40% จำนวน 500,000 ตัวต่อปี ซึ่งมีอัตราการเติบโตความต้องการน้อยมากเพียงแค่ร้อยละ 0.1 และกลุ่มตลาดระดับล่าง(เศษเนื้อ ลูกชิ้น) 59%จำนวน 740,000 ตัวต่อปีซึ่งมีอัตราการเติบโตความต้องการน้อยมากเพียงแค่ร้อยละ 0.1

สหกรณ์โคขุนโพนยางคำ ผลิตเนื้อโคขุนในกลุ่มตลาดระดับบน ซึ่งปัจจุบันกินส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50% โดยมียอดชำแหละล่าสุดในปี 2560 ที่ 6,528 ตัวแต่ปัจจุบันเกษตรกรก็กำลังเผชิญกับการแข่งขันทางการตลาดอย่างรุนแรงจากเนื้อนำเข้าจากต่างประเทศ

“เราจึงมาคิดกันว่าจะเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ข้างหน้าอย่างไร เราจึงเร่งพัฒนาการทำงานใน 3 ด้านหลัก คือ การยกระดับมาตรฐานการผลิต พัฒนาการเลี้ยงจากฟาร์มให้มีคุณภาพ และสร้างโรงชำแหละ และตัดแต่งหลังใหม่มูลค่ามากกว่า 10 ล้านบาท เพื่อยกระดับการชำแหละให้ได้มาตรฐานGMP (Good manufacturing practice) และได้พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์โพนยางคำ ผ่านทาง QR-Code บนฉลากผลิตภัณฑ์ เพื่อการันตีในคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ได้ทุกชิ้น” นายอุทิศ กล่าว

ด้านการพัฒนาตลาดเชิงรุก ทางสหกรณ์ได้ดำเนินการทั้งในและต่างประเทศ เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขวางขึ้น ปีที่ผ่านมามีการเปิดตัวสินค้าโพนยางคำใน 3 งาน ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และยังได้ประชาสัมพันธ์เพื่อเปิดตัวแบรนด์เนื้อโคขุนโพนยางคำอย่างเป็นทางการที่ “ศูนย์การค้า K-Village”สุขุมวิท 26 กรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ ยังเตรียมความพร้อมเข้าสู่การตลาด online โดยพัฒนาแอพพลิเคชั่น เพื่อนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ “เนื้อโคขุนโพนยางคำ” ที่มี 4 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ จีน และเวียดนาม โดยเป็นแอพพลิเคชั่นที่จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ และช่องทางการสั่งซื้อได้สะดวกขึ้น

ส่วนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทางสหกรณ์ฯ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์โพนยางคำให้หลากหลายมากขึ้น โดยพยายามมีส่วนแบ่งในตลาดอาหารพร้อมบริโภคมากขึ้น เช่น เช่นเนื้อชาบูสไลด์พร้อมบริโภคแช่แช็ง แฮมเนื้อรมควัน และตลอดจนผลิตภัณฑ์สแน๊ค เนื้ออบกรอบ ซึ่งคาดว่าจะออกสู่ท้องตลาดได้ภายในสิ้นปีนี้

​การปรับตัวครั้งนี้ ประธานสหกรณ์ฯ โพนยางคำคาดหวังว่าเนื้อที่ผลิตจากสหกรณ์ภายใต้แบรนด์“โพนยางคำ” ที่มีประวัติการก่อตั้งมาอย่างยาวนานมากกว่า 40 ปี ณ บ้านโพนยางคำ ที่ผ่านการเลี้ยงดู เอาใจใส่ด้วยภูมิปัญญาที่ตกทอดมากจากรุ่นสู่รุ่น ขุนด้วยอาหารสูตรพิเศษ ระยะเวลานานกว่า 12 เดือน จนได้เนื้อโคขุนที่มีลายไขมันแทรกสวยงาม คุณภาพดีหอมและนุ่ม เป็นที่ชื่นชอบจากผู้บริโภคมากอย่างยาวนานนั้น จะสามารถดำรงอยู่ได้ต่อไปภายใต้สถานการณ์การตลาดที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน

ทั้งนี้จากการส่งเสริมการตลาดในช่วงที่ผ่านมา พบว่าได้รับการตอบรับจากผู้บริโภค และคู่ค้าในวงกว้างอย่างมากมาย ปัจจุบันมีเชฟชื่อดังหลายท่านเลือกใช้เฉพาะเนื้อโคขุนโพนยางคำ และต่างชื่นชอบและให้การยอมรับในเรื่องคุณภาพว่าเนื้อมีกลิ่นหอม นุ่มลิ้น และรสชาติเนื้อพิเศษกว่าเนื้อประเภทอื่นๆ และจัดระดับให้เป็นเนื้อโคขุนชั้นดีระดับโลก

ด้วยลักษณะพิเศษของการคัดเลือกพันธุ์ที่ดี ระยะเวลาการขุนที่เหมาะสม สูตรอาหารพิเศษ ทำให้เนื้อโคขุนโพนยางคำ เป็นเนื้อที่มีความนุ่ม ชุ่มด้วยไขมันแทรก มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว อร่อยด้วยรสชาติที่มีเอกลักษณ์นี้ ล่าสุดทางกรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงทำให้ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication หรือ GI) ในนาม “เนื้อโคขุนโพนยางคำ”

หนูเป็นสาวญวน ถูกกลุ่มทหารผ่านศึกนำเข้ามาอยู่เมืองไทยตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนาม แต่หนูก็เต็มใจ จริงๆ แล้วหนูก็ชอบทหารไทย เพราะดูแล้วเข้มแข็ง ทะมัดทะแมง และรูปหล่อ ตอนนั้นทหารไทยหน่วยแรกที่ปฏิบัติการรบในเวียดนาม ได้สมญานามว่า “หน่วยจงอางศึก” ตั้งแต่ พ.ศ. 2510-2511 หนูยังเคยได้ยินเพลงที่ พี่เพลิน พรหมแดน ขับร้อง “เสียงสั่งจากจงอางศึก” จำได้นิดนึงว่า…พี่จากน้องมารบยังแดนเวียดนาม หน่วยรบอันมีชื่อว่า จงอางศึกไทย…แล้วหนูยังเคยเห็นพี่ทหารรับแจกพระอู่ทองออกศึกปี 10 รุ่นแจกทหารจงอางศึก เห็นไหมละคะว่าหนูอยู่กับพี่ทหารไทยตลอดจริงๆ

ชื่อหนูแปลกดีไหมคะ ตอนแรกๆ คนไทยเรียกหนูว่า ว่านฮ็อก ออกเสียงเป็นภาษาญวน ไม่ทราบว่าจะเกี่ยวข้องกับลิงอย่างไร แต่พอเป็นภาษาไทยกลายเป็นพญาลิง พญาวานร หนูก็รู้สึกเขินๆ เพราะรู้ว่าในวรรณกรรมเมืองไทย มีพญาลิงชื่อหนุมาน เป็นลิงตัวผู้ แต่ก็ดีแล้วเพราะทุกคนยอมรับว่าคุณสมบัติของหนูระดับนางพญา

หนูมาอยู่เมืองไทยใครๆ ก็จ้องจะ “เคี้ยว” หนูสดๆ เพราะใบเขียวๆ ของหนูน่า “เคี้ยว” เป็นไม้ชนิดใบอ่อน ปลายแหลม ส่วนล่างใบหยาบ แต่ด้านบนสีเขียวเข้ม แตกใบมากเป็นพุ่มแน่น บางคนก็เด็ดใบหนูมาบีบคั้น แล้วกรองเป็นน้ำดื่ม แม้แต่แกงจืดยังใส่ใบสดๆ หนูเลย คนที่เคี้ยวใบสด 3-4 ใบ แก้หน้ามืดตาลายได้ภายใน 15 นาที และใบสดของหนูก็ไม่มีกลิ่นฉุน ไม่มีรสขมหรอกค่ะ อ้อ! สำหรับเรื่องเกี่ยวกับลิง ที่บางคนเรียกหนูว่าต้นลิง เพราะว่าพวกลิงในป่า เมื่อเป็นอะไรหรือไม่สบาย มันก็เด็ดใบหนูนี่แหละกินเป็นยา

หนู ต้นไม่สูงเกิน 3 เมตร หรอก พุ่มใบดก แต่เมื่อปลูกกินใบ ก็ควรให้อายุหนูเกิน 3 เดือนนะจ๊ะ อย่าใจร้อน ถ้าหากใบที่แก่จนเหลืองเข้ม ก็นำไปตากแห้งไว้ชงชาดื่มได้ รักษาโรคกระเพาะอาหาร เลือดออกในลำไส้ หรือกระเพาะปัสสาวะ รักษาโรคเกี่ยวกับความดันโลหิต รักษาไข้หวัด โรคทางเดินอาหาร ปัจจุบัน เป็นสมาชิกสมุนไพรไปแล้วจ้า ขอย้ำอีกสักนิดว่า ดีที่สุดที่เคี้ยวหนู ควรเคี้ยวกินก่อนอาหารนะคะ ถ้าอยากจะขยายพันธุ์หนู เพียงหักกิ่งแก่ปักชำดินชุ่มน้ำ 7 วัน หนูก็มีราก แล้วรออีก 3 เดือน ก็บรรลุนิติภาวะ เด็ดใบเคี้ยวหนูได้เลย

สำหรับพี่ที่เลี้ยงไก่ชน หลังจากตีไก่แล้ว ให้สับใบ สับต้น ผสมอาหารให้ไก่กิน รับรองว่าไก่จะฟื้นตัวเร็วมาก แล้วออกเสียงขันเป็นภาษาเวียดนาม ว่า…อัน ก๋อ เขว คง…กั๋ม เอิน โตย เขว…แปลเป็นไทยว่า คุณสบายดีไหม ขอบคุณ ฉันสบายดี

นายกฯ เล็งช่วยเหลือค่าครองชีพชาวสวน ยันไม่รับจำนำยางพาราแน่ เพราะไม่ช่วยให้ราคาดีขึ้น ซื้อเท่าไหร่ก็ไม่เพิ่ม มั่นใจแนวโน้มจะขยับในไม่ช้า
ชาวสวนเตรียมเฮ! – นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ได้เสนอแพ็กเกจช่วยเหลือชาวสวนยางรายย่อย ต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณาแล้ว หลังนายกรัฐมนตรี มีความกังวลถึงสภาพคลามเป็นอยู่ของชาวสวนยาง หลังจากราคายางทรงตัวในระดับ 43-45 บาท/กิโลกรัม(ก.ก.) ตั้งแต่ต้นปีแล้ว ซึ่งแพ็กเกจการช่วยเหลือจะเป็นลักษณ์ช่วยเหลือค่าครองชีพกับชาวสวนยางรายย่อย

“แพ็กเกจ ช่วยเหลือชาวสวนยางรายย่อยนี้ ยืนยันไม่มีเรื่องของการเข้ารับจำนำราคายางพาราแต่อย่างใด เพราะการรับจำนำไม่ใช่วิธีที่จะช่วยให้ราคายางพาราดีขึ้น ซื้อเท่าไหร่ก็ไม่เพิ่มขึ้น เมื่อราคายางพาราไม่สามารถขยับขึ้นได้ตามเป้าหมาย 60 บาท/ก.ก. รัฐบาลก็ต้องเข้ามาช่วยเหลือในลักษณะช่วยเหลือค่าครองชีพ ซึ่งงบประมาณที่จะนำมาช่วยเหลือ จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาก่อนหรือไม่ ต้องแล้วแต่การบริหารงบประมาณของภาครัฐว่าจะดำเนินการอย่างไร”

นายเยี่ยม กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าแนวโน้มราคายางพาราจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในไม่ช้า เนื่องจากตลาดซื้อขายในประเทศไทยอิงอยู่กับราคซื้อขายล่วงหน้าที่เซี่ยงไฮ้ ที่ล่าสุดราคาส่งมอบในเดือนม.ค. 2562 อยู่ที่ราคา 57 บาท/ก.ก. ตลาดโตคอม ของญี่ปุ่น ราคาส่งมอบก.พ. อยู่ที่ประมาณ 49 บาท/ก.ก. ส่วนตลาด สิงคโปร์ราคาอยู่ที่ 47 บาท/ก.ก. ส่วนราคาเอฟโอบีของไทยอยู่ที่ 48 บาท/ก.ก. ซึ่งขณะนี้เป็นเรื่องของราคาต่างประเทศ ที่ทำให้ราคายางไม่สามารถขยับขึ้นได้

พาณิชย์เตรียมจับมือเกษตรฯ เสนอแก้กฎหมายเข้ม เอาผิดคนขายทุเรียนอ่อน ชี้โทษเดิมจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
พาณิชย์เต้น!ฟันล้งขายทุเรียนอ่อน – นายวิชัย โภชนกิจ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีมีการส่งออกทุเรียนอ่อนของไทยไปจีน ว่า เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่าเป็นผู้ส่งออกที่รับซื้อทุเรียนจากล้งใน อ.หลังสวน จ.ชุมพร ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายทุเรียนส่งออกรายใหญ่ของภาคใต้เพื่อทำการส่งต่อไปยังตลาดปลายทางที่เมืองปักกิ่ง ประเทศจีน จำนวน 6 ตู้คอนเทนเนอร์

โดยในจำนวนนี้ตรวจพบทุเรียนที่ไม่ได้คุณภาพ 1 ตู้คอนเทนเนอร์ ล่าสุดเจ้าของล้งทุเรียนในจ.ชุมพร ออกมายอมรับผิดและยินดีที่จะชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น คิดเป็นมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท และให้ทำลายทุเรียนล็อตที่ไม่ได้คุณภาพทิ้งเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของประเทศและผู้ส่งออก เนื่องจากจีนเป็นประเทศส่งออกทุเรียนอันดับ 1 ของไทย

สำหรับการส่งออกทุเรียนไปต่างประเทศจะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพ และมาตรฐานผู้ส่งออกก่อนการส่งออกทุเรียนไปต่างประเทศจากกรมวิชาการเกษตรทุกครั้ง โดยทุเรียนที่พร้อมส่งออกจะต้องมีระดับความสุกที่ 80% แต่ทุเรียนที่ตรวจพบครั้งนี้มีระดับความสุกเพียง 20% เท่านั้น

อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพเป็นปัญหาที่พบบ่อยและต้องเร่งแก้ไข เพราะอาจจะกระทบต่อการส่งออกทุเรียนในระยะต่อไป ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์ จะหารือร่วมกับกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึงความเป็นไปได้ที่จะปรับปรุงกฎหมายให้มีความรัดกุมและเข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อคุมเข้มคุณภาพการส่งออก และดูแลล้งทั่วประเทศ โดยให้คำนึงถึงคุณภาพ เพื่อรักษาตลาดต่างประเทศ เพราะกฎหมายที่บังคับใช้ในปัจจุบันยังไม่มีความรัดกุมเท่าที่ควร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจงใจจำหน่ายทุเรียนอ่อนเข้าข่ายความผิด ตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 271 ผู้ใดขายโดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือปริมาณแห่งของอันเป็นเท็จนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 47 ผู้ใดเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่น อันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โฆษณา หรือใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือข้อความที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เก็บอากร – กรมปศุสัตว์ ได้ประกาศใช้ พ.ร.บ. ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2559 แต่จนถึงวันนี้ยังไม่ออกกฎกระทรวงหรือกฎหมายลูกมาให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทยนำไปปฏิบัติ โดยเฉพาะประเด็นการจัดเก็บอากร และค่าธรรมเนียมการฆ่าสัตว์ ทั้งหมู โค ไก่ เป็ด ห่าน เป็นต้น
มหาดไทย ส่งหนังสือด่วนจี้กรมปศุสัตว์ ทวงถามเหตุผล 3 รอบไม่คลอด “กฎกระทรวง” เก็บอากร-ค่าธรรมเนียมการเชือดไก่-หมู ทั้งที่กฎหมายใหม่ประกาศใช้มาครบ 2 ปีแล้ว ส่งผลกระทบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาลสูญรายได้จำนวนมาก ไม่มีเงินบำรุงท้องถิ่น

แหล่งข่าวจากกระทรวงมหาดไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ได้ทำหนังสือส่งไปยังอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อทวงถามเกี่ยวกับการดำเนินการตามพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2559 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2559 หรือเป็นเวลาประมาณ 2 ปีมาแล้ว ซึ่งตามขั้นตอนปฏิบัติกรมปศุสัตว์และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย จะต้องร่วมกันในการยกร่างกฎกระทรวงหรือกฎหมายลูก 3 ฉบับที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี นับตั้งแต่