ครูเอกชัย ตองอบ ผู้ปลูกสร้างสวนไม้ผลเล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า

การเก็บเกี่ยวจะใช้วิธีนับวันคือ เมื่อดอกบานถึงวันที่ผลทุเรียนแก่สุกพอดี ให้เก็บเกี่ยวได้ จะมีอายุ 100-130 วัน วิธีการเก็บ ได้จ้างผู้ที่มีความชำนาญมาตัดเก็บ จ่ายค่าจ้างด้วยการคิดตามน้ำหนักของผลผลิตที่ตัดเก็บลงมาคือ ตันละ 1,000 บาท และใช้วิธีทยอยตัดเก็บ

การตัดเก็บผลทุเรียนที่แก่สุกพอดี จะได้เนื้อทุเรียนแน่น นุ่ม มีกลิ่นหอม หวานกลมกล่อม อร่อย จึงเป็นที่พึงพอใจตลาดผู้บริโภค ผลทุเรียนดีมีคุณภาพส่วนหนึ่งได้วางแผนทำข้อตกลงขายให้กับห้างแมคโคร อีกส่วนจะมีพ่อค้าท้องถิ่นเข้ามารับไปขายต่อ หรือไปเปิดท้ายรถยนต์ขายเองที่ตลาดในอำเภอ ราคาซื้อ-ขายขึ้นอยู่กับฤดูกาล

เนื่องจากเป็นการปลูกสร้างไม้ผลแบบสวนผสม จึงได้จัดการปลูกเงาะ ลองกอง มังคุด สะตอ และปาล์มตามสัดส่วนพื้นที่ มีการทยอยปลูกแบบต่อเนื่อง และมีผลผลิตให้ทยอยเก็บได้บ้างแล้ว ทำให้มีรายได้นำมาเป็นทุนหมุนเวียนในการจัดการสวน ทั้งค่าจ้างแรงงาน จัดซื้อปัจจัยการผลิต หรือค่าซ่อมบำรุงเครื่องมือการเกษตร และได้จัดการให้สวนไม้ผลแห่งนี้เป็นศูนย์การเรียนรู้แบบเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับท่านที่เกษียณอายุหรือทุกท่านที่สนใจ

การที่ได้เตรียมและสร้างสวนไม้ผลมาถึงเวลานี้ทำให้มั่นใจว่า วิถีการดำรงชีพหลังเกษียณด้วยอาชีพทางเลือกใหม่จะช่วยทำให้ครอบครัวมีวิถีที่มั่นคงยั่งยืน

แล้วท่านที่จะเกษียณมีอาชีพใหม่พร้อมให้เลือกทำหรือยัง?

คุณทวี มาสขาว เกษตรจังหวัดศรีสะเกษ เล่าให้ฟังว่า ประชากรที่นี่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีพื้นที่การเกษตรราว 4 ล้านกว่าไร่ ใช้เป็นพื้นที่เพื่อการทำนา ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ หรือทำประมง สำหรับพื้นที่ปลูกและผลิตไม้ผลเชิงธุรกิจมีประมาณ 7,128 ไร่ และมีเกษตรกรปลูกไม้ผลประมาณ 1,309 ครัวเรือน

การปลูกไม้ผลทำได้ 2 วิธีคือ วิธีที่หนึ่งปลูกแบบหัวไร่ปลายนาหรือสวนหลังบ้านเพื่อบริโภคในครัวเรือนหรือแบ่งปัน และวิธีที่สองเป็นการปลูกในเชิงธุรกิจ ขายผลผลิตเป็นรายได้หลักเพื่อให้ครอบครัวมีความมั่นคง

ไม้ผล เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่มีการปลูกและผลิตได้ดีมีคุณภาพ มีแหล่งปลูกมากอยู่ในพื้นที่ 4 อำเภอ คือ กันทรลักษ์ ศรีรัตนะ ขุนหาญ และอำเภอภูสิงห์ ไม้ผลที่ปลูก ได้แก่ เงาะ ทุเรียน ลำไย ลองกอง และมังคุด นอกจากนี้ยังมีการปลูกลิ้นจี่ สะตอ สะละ หรือฝรั่ง และพืชผัก เป็นพืชเสริมแบบผสมผสานในพื้นที่เดียวกันด้วย

ทุเรียน มีพื้นที่ปลูก 2,485 ไร่ เกษตรกร 496 ครัวเรือน ได้ผลผลิตเฉลี่ย 803.9 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตรวม 1,613.56 ตัน ราคาเฉลี่ย 56.67 บาท ต่อกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าผลผลิตรวม 91.44 ล้านบาท

เงาะ มีพื้นที่ปลูก 1,878 ไร่ เกษตรกร 340 ครัวเรือน ได้ผลผลิตเฉลี่ย 1,927 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตรวม

31,815 ตัน ราคาเฉลี่ย 18 บาท ต่อกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าผลผลิตรวม 31.03 ล้านบาท

ลำไย มีพื้นที่ปลูก 1,730 ไร่ เกษตรกร 212 ครัวเรือน ได้ผลผลิตเฉลี่ย 919 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตรวม 11,076 ตัน ราคาเฉลี่ย 22 บาท ต่อกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าผลผลิตรวม 49.30 ล้านบาท

ลองกอง มีพื้นที่ปลูก 524 ไร่ เกษตรกร 134 ครัวเรือน ได้ผลผลิตเฉลี่ย 800 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตรวม 419.2 ตัน ราคาเฉลี่ย 45 บาท ต่อกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าผลผลิตรวม 18.86 ล้านบาท

มังคุด มีพื้นที่ปลูก 511 ไร่ เกษตรกร 127 ครัวเรือน ได้ผลผลิตเฉลี่ย 750 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตรวม 383.25 ตัน ราคาเฉลี่ย 18 บาท ต่อกิโลกรัม ราคาเฉลี่ย 35 บาท ต่อกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าผลผลิตรวม 13.41 ล้านบาท

การส่งเสริมการผลิต ได้ส่งเสริมให้ปลูกสร้างสวนไม้ผลแบบผสมผสานที่ก่อให้เกิดการเกื้อกูลกันในการใช้ปัจจัยการผลิตเพื่อลดต้นทุน มีการใส่ปุ๋ยและรอน้ำอย่างเพียงพอ ส่งเสริมให้ปลูกพืชอายุสั้นหลังการปลูกสร้างสวนไม้ผลเพื่อให้มีรายได้ระหว่างรอให้ไม้ผลเจริญเติบโต และส่งเสริมการผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสมหรือ GAP =Good Agricultural Practice เพื่อให้ได้ผลไม้ดีมีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับของตลาดผู้บริโภค

คุณทวี มาสขาว เกษตรจังหวัดศรีสะเกษ เล่าให้ฟังว่า ท่านที่เกษียณจากการทำงานทั้งภาครัฐและเอกชน มีข้อแนะนำว่า วิถีการดำรงชีพหลังเกษียณ เมื่อสุขภาพแข็งแรง ไม่ควรใช้ชีวิตอยู่เฉยๆ ปล่อยให้เวลาผ่านไป

ท่านที่มีความรู้ความสามารถ ไม่ว่าจะสาขาใดก็ตาม เมื่อมีความพร้อมควรใช้โอกาสเข้าไปช่วยเหลือพัฒนาชุมชนหรือสังคม ด้วยการเป็นที่ปรึกษา หรือวิทยากรถ่ายทอดความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน หรือทำงานง่ายๆ ได้ด้วยการทำการเกษตรแบบพอเพียง หรือแบบครัวเรือน เช่น ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ หรือขยายพันธุ์พืชด้วยการตอนกิ่ง ปักชำ เสียบยอด เพื่อใช้เป็นพันธุ์ปลูก แบ่งปัน ขายเป็นรายได้เสริม หรือทำการแปรรูปผลผลิตการเกษตร หรือผลิตภัณฑ์อื่นก็ได้เช่นกัน

หรือถ้ามีความพร้อมก็ทำในเชิงการค้าได้ก็จะเป็นหนึ่งวิถีการใช้ชีวิตที่มีคุณค่า เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดำรงชีพอยู่ได้แบบพอเพียงและมั่นคงยั่งยืน

และนี่คือเรื่องของครูเอกชัย…กับสวนไม้ผล งานใหม่หลังเกษียณเพื่อวิถีมั่นคง ผู้สร้างสวนไม้ผลเตรียมไว้ให้พร้อม เมื่อเกษียณจะได้มีงานทำ

นายสุรศักดิ์ ยิ้มย่อง อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 88/4 หมู่ที่ 8 ต.หาดสำราญ อ.หาดสำราญ จ.ตรัง ซึ่งประกอบอาชีพช่างตัดผม แต่หารายได้เสริมด้วยการเพาะเลี้ยงปลากัดสวยงามกว่า 30 บ่อ หรือกว่า 10,000 ตัว จนปัจจุบันกลายเป็นรายหลักที่เลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย ทั้งที่เพิ่งจะเพาะปลากัดขายได้ประมาณ 1 ปี ที่ผ่านมา เนื่องจากหลงใหลในสีสันความสวยงาม ทำให้ลงทุนเพาะขยายพันธุ์ด้วยตัวเองและเรียนรู้วิธีการเลี้ยง การให้อาหาร การดูแลรักษาผ่านทางยูทูบ โดยได้ทดลองผสมพันธุ์ปลากัดแบบธรรมชาติ จนได้สีสันที่สวยงาม แปลกตา ซึ่งสามารถขายได้เดือนละประมาณ 30-50 ตัว ราคาตั้งแต่ตัวละ 200-10,000 บาท เลยทีเดียว

โดยหลัง ครม. มีมติเห็นชอบให้ปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ก็ยิ่งทำให้กระแสตอบรับดีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีลูกค้าสนใจสั่งจองผ่านเฟซบุ๊กของตนจำนวนหลายสิบราย ส่วนใหญ่ชอบโทนสีขาว สีธงชาติไทย ในตระกูลนีโม่และสีเหลืองส้ม ซึ่งมีสีสันที่สวยงาม นิยมนำไปเลี้ยงในตู้ปลาเพื่อความสวยงาม ทั้งยังเพาะขยายพันธุ์ได้ง่าย ทนทานต่อโรค และให้ความเพลิดเพลินหลังเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน ซึ่งตนได้สร้างตู้ไฟขึ้นมาเพื่อใช้ส่องดูสีของปลากัดโดยเฉพาะ ก่อนจะถ่ายรูปลงเฟซเพื่อให้ลูกค้าเห็นลวดลายและสีสันอย่างชัดเจน

ด้าน นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนมากตนเน้นขายทางเฟซบุ๊ก ซึ่งลูกค้านิยมสีสันที่สดใส เช่น สีส้ม สีเหลืองและสีขาว ซึ่งวันนี้มีออเดอร์เข้ามามากกว่าปกติถึง 2 เท่า แต่ราคายังคงเดิม

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สศก. ได้ร่วมกับสมาคมมันสำปะหลัง 4 สมาคม ประกอบด้วย สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย เพื่อติดตามสถานการณ์มันสำปะหลัง ณ ประเทศกัมพูชา และเวียดนาม เมื่อวันที่ 13-18 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งทั้ง 2 ประเทศ นับเป็นแหล่งผลิตมันสำปะหลังที่สำคัญ โดยไทยมีการนำเข้ามันสำปะหลังสดและมันเส้นจากกัมพูชาเพื่อรวบรวม/ปรับปรุงคุณภาพ/แปรรูป เพื่อส่งออกเป็นจำนวนมาก ในขณะที่เวียดนามถือเป็นประเทศคู่แข่งที่สำคัญของไทย

จากการติดตามสถานการณ์การผลิตมันสำปะหลัง ณ ประเทศกัมพูชา ใน 5 จังหวัด (เสียมราฐ, อุดรมีชัย, พระวิหาร, รัตนคีรี และ ตโบงฆมุม) และประเทศเวียดนาม 2 จังหวัด (ญาลาย และกว่างหงาย) คาดว่า ผลผลิตมันสำปะหลัง ปี 2561/62 ในพื้นที่ดังกล่าว จะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคามันสำปะหลัง ปี 2560/61 ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูก รวมถึงเกษตรกรดูแลเอาใจใส่ต้นมันสำปะหลังดีขึ้น อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่ พบต้นมันสำปะหลังที่แสดงอาการคล้ายใบด่างมันสำปะหลังในทุกจังหวัด แต่การแพร่ระบาดมีเพียงบางพื้นที่ จึงคาดว่าไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของผลผลิตมันสำปะหลังในพื้นที่ให้ลดลง

สำหรับสถานการณ์การผลิตมันสำปะหลังของไทย ปี 2561/62 (ตุลาคม 2561 ถึงกันยายน 2562) ข้อมูล ณ ธันวาคม 2561 คาดว่า มีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 8.40 ล้านไร่ เมื่อเทียบกับปี 2560/61 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.73 ผลผลิต 29.97 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.53 และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 3,566 ตัน/ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.65 เนื่องจากในปี 2561 ราคาหัวมันสำปะหลังที่เกษตรกรขายได้ปรับตัวสูงขึ้นมาก เฉลี่ย 2.25 บาท/กิโลกรัม โดยสูงกว่าปี 2560 ซึ่งเฉลี่ยที่ราคา 1.52 บาท/กิโลกรัม จึงจูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูก โดยปลูกแทนในพื้นที่อ้อยโรงงานที่ครบอายุ บางพื้นที่ปลูกแทนในพื้นที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และพื้นที่ที่ปล่อยทิ้งว่าง รวมทั้งพื้นที่ยางพาราที่โค่นทิ้ง ซึ่งผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ปริมาณน้ำฝนเหมาะแก่การเจริญเติบโตของต้นมันสำปะหลัง ประกอบกับราคามันสำปะหลังจูงใจทำให้เกษตรกรดูแลเอาใจใส่บำรุงรักษา จึงส่งผลให้ผลผลิตรวมเพิ่มขึ้น

ด้านราคามันสำปะหลังที่เกษตรกรขายได้ ณ ไร่นา เดือนมกราคม 2562 เฉลี่ยกิโลกรัมละ 2.27 บาท ลดลงจากเดือนธันวาคม 2561 ที่ราคากิโลกรัมละ 2.30 บาท หรือลดลงร้อยละ 1.30 เนื่องจากราคาส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง (มันเส้น และแป้งมันสำปะหลัง) มีแนวโน้มลดลง ทั้งนี้ ในช่วงเดือนมกราคม ถึงมีนาคม 2562 เป็นช่วงที่ผลผลิตมันสำปะหลังออกสู่ตลาดมาก อาจทำให้ราคามันสำปะหลังปรับตัวลดลงได้

ทั้งนี้ ขอให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตมันสำปะหลังเมื่อครบอายุ เพื่อให้ได้มันสำปะหลังที่มีคุณภาพ เป็นการเพิ่มปริมาณผลผลิต รวมทั้งในการปลูกรุ่นต่อไปควรเลือกท่อนพันธุ์ที่มีความสมบูรณ์และไม่มีโรค ซึ่งในส่วนของภาครัฐได้เตรียมแนวทางบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหามันสำปะหลังทั้งระบบ โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการมันสำปะหลัง ปี 2561/62 รวม 7 โครงการ เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2562 ประกอบด้วย 1. โครงการสนับสนุนเครื่องสับมันสำปะหลังขนาดเล็กเพื่อเพิ่มศักยภาพการแปรรูปมันสำปะหลัง

2. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกมันสำปะหลังในระบบน้ำหยด 3. โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลังและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร 4. โครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง 5. โครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด (มันเส้นสะอาด) 6. โครงการขยายโอกาสทางการค้าและพัฒนาศักยภาพผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และ 7. โครงการกำกับดูแลการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดย คณะเกษตรศาสตร์ เตรียมพร้อมจัดงานใหญ่แห่งปี เกษตรอีสานใต้ ครั้งที่ 12 ภายใต้หัวข้อ “เกษตรอัจฉริยะ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” สืบสานพระราชปณิธานการเกษตรตามแนวพระราชดำริ พบกับนิทรรศการเกษตรมีชีวิต แปลงสาธิตทางการเกษตร การผลิตพืชและสัตว์ การเสวนาวิชาการ การแสดงนวัตกรรมทางการเกษตร จำหน่ายเครื่องมือ อุปกรณ์และจักรกลทางการเกษตร สินค้าชุมชน ประกวดแข่งขันทักษะทางการเกษตร การแสดงศิลปวัฒนธรรม กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 15-23 กุมภาพันธ์ 2562

ดร. นรินทร บุญพราหณ์ คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า การจัดงานเกษตรอีสานใต้ ครั้งที่ 12 นับเป็นที่สุดของนิทรรศการเกษตรมีชีวิตแห่งอีสานใต้ โดยความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากทุกหุ้นส่วนผู้จัดงาน ทั้งจากภาคเอกชนและส่วนราชการในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและ ใกล้เคียง ได้แก่ หน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข

สถาบันการศึกษาชั้นนำ ตลอดจนคณะต่างๆ ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ร่วมกันจัดแสดงนิทรรศการที่มุ่งเน้นการจัดการเนื้อหาอย่างเหมาะสม ร้อยเรียงผูกพันกันจากต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ อาทิ การจัดนิทรรศการป่าต้นน้ำ การจัดการดินและแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร การจัดแปลงสาธิต การจัดการผลผลิตทางการเกษตร การแปรรูปสินค้า การจัดตลาดจำหน่ายสินค้าและผลผลิต เครื่องมือ อุปกรณ์ จักรกลทางการเกษตร นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสม การเสวนาวิชาการ เพื่อเป็นการแบ่งปันองค์ความรู้

และประสบการณ์จากนักวิชาการ เกษตรกร และผู้ปฏิบัติตัวจริงในสาขาที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันจัดงาน โดยหวังว่า การจัดงานในครั้งนี้จะมีส่วนสำคัญในการเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจที่ดีแก่เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา ประชาชน และผู้สนใจให้นำไปปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวันด้วยความตระหนักและรอบรู้ตนเอง คู่ค้า คู่แข่ง รอบรู้สถานการณ์ และปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการประกอบอาชีพทางการเกษตร รอบรู้ความต้องการผู้บริโภค ก้าวทันการตลาดสมัยใหม่ เข้าใจระบบมาตรฐานที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ

นอกจากนี้ ในงานยังได้สัมผัสกับความงดงามของสวนทานตะวัน ทุ่งดอกไม้หลากสี ตระการตา ตื่นใจกับผลผลิตในรูปแบบการผลิตในโรงเรือน การจัดการน้ำเพื่อการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ การให้ปุ๋ยและอาหารพืชแบบประณีต วัสดุอุปกรณ์เกี่ยวกับการให้น้ำด้วยระบบท่อและหัวจ่ายน้ำ สูตรวัสดุปลูกพืชสำหรับโต๊ะเพาะปลูกพืชที่เหมาะสมทั้งในระดับครัวเรือนและชุมชน ตลาดนัดสัตว์เลี้ยง/สัตว์เศรษฐกิจ สัตว์เลี้ยงสวยงาม ไก่พื้นเมือง ไก่ชน แพะ แกะ ฯลฯ ตลาดนัดผลผลิตทางการเกษตร ไม้สวยงาม ไม้ดอก ไม้ประดับขนาดเล็ก/ใหญ่นานาชนิด วัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ให้ผู้เข้าเยี่ยมชมงานได้เลือกซื้อเลือกหาได้อย่างหลากหลาย การแสดงและจัดจำหน่ายเครื่องมือ อุปกรณ์และจักรกลทางการเกษตร ทั้งขนาดเล็กและใหญ่ สินค้าชุมชน/สินค้า OTOP มากมายเต็มพื้นที่ กว่า 300 บู๊ธ ทั้งเจ้าประจำและผู้ประกอบการรายใหม่

ในด้านการส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมเยาวชนและเกษตรกร ได้แก่ กิจกรรมการส่งเสริมตลาดสินค้าเกษตร จากชุมชน การประกวดผลผลิตทางการเกษตร เช่น การประกวดไก่พื้นเมือง การประกวดปลากัดสวยงาม การจัดตู้ปลา การวาดภาพระบายสี การจัดสวนถาด การพูดส่งเสริมการเกษตร การสืบสานศิลปวัฒนธรรม ได้แก่ การแสดงบนเวทีกลาง การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง/สากล การประกวดวงดนตรี AG MUSIC AWARD การส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น ศิลปินบ้านๆ หมอลำ ตลอดจนศิลปินรับเชิญ เพื่อมาถ่ายทอดสาระความบันเทิง และร่วมสืบสานสิ่งดีงามไว้ให้ลูกหลานต่อไป

“สาหร่ายไก” สาหร่ายน้ำจืดเลิศรส โอท็อป 9 วัน ทำยอดขาย 79,000 บาท การันตีงานวิจัยสาหร่ายชนเผ่าไทลื้อ จากลำน้ำน่าน

เดือนธันวาคม เป็นเดือนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ผู้เขียนไม่พลาดโอกาสที่จะไปเดินชมผลิตภัณฑ์งานแสดงสินค้าโอท็อป บนพื้นที่กว้างใหญ่อลังการ คืองาน Otop city 2018 ที่เมืองทองธานี

ได้ไปจ๊ะเอ๋กับหนึ่งผลิตภัณฑ์โอท็อป ท่องเที่ยวนวัตวิถี อย่าง “สาหร่ายไก” ชื่อนี้ได้ยินแล้วแปลกๆ คันๆ หู ดูน่าสนใจยิ่งนัก

คำว่า สาหร่าย หลายๆ ท่านคงจะคุ้นชินได้ยินกันว่าสาหร่ายส่วนใหญ่น่าจะมาจากใต้ท้องทะเลน้ำลึก หรือนำเข้าจากต่างประเทศ โน่น…นี่…นั่น…ประโยชน์สรรพคุณมีมากล้นมากมาย แตกต่างกันไป…

แต่กับ “สาหร่ายไก” ที่ว่านี้เป็น สาหร่ายน้ำจืดเมืองไทย ผู้เขียนเองก็ไม่คุ้นชินหูเช่นเดียวกัน จึงนำเรื่องราวมาบอกเล่า ผ่าน คุณป้าศิริพร คำหว่าง ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปสาหร่ายน้ำจืดบ้านหนองบัว ตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน

คุณป้าศิริพร อธิบายว่า “สาหร่ายไก” เป็นสาหร่ายน้ำจืดมีขึ้นอยู่มากมายในสายน้ำน่าน หรือต้นแม่น้ำน่าน มีพบเห็นตามโขดหิน เจริญเติบโตอยู่ใต้ท้องน้ำใสๆ ที่กระแสน้ำไหลเอื่อยๆ กับความลึก 30-50 เซนติเมตร ก็จะได้เห็นเส้นสีเขียวๆ สายยาวๆ นี่แหละคือ “สาหร่ายไก” แห่งเดียวในลำน้ำน่าน จังหวัดน่าน

ถึงกระนั้นผู้เขียนก็ยังฉงน งงๆ อยู่กับคำว่า “ไก”

อันที่จริงคำว่า “สาหร่าย” กับ “ไก” เป็นคำๆ เดียวกัน…จากการบอกเล่าของคุณป้าศิริพร“ไก” เป็นภาษาไทลื้อหมายถึง “สาหร่าย” ส่วนคำว่า “สาหร่าย” เป็นคำภาษากลาง แต่ถ้าไปอยู่ในชนเผ่าไทลื้อ เขาเรียกกันว่า “ไก”

เอาเป็นว่าการสร้างแบรนด์ หรือผลิตสินค้าตัวใดตัวหนึ่งแล้วบรรจุลงซองออกจำหน่ายสู่ตลาดโลก การตั้งชื่อแบรนด์สินค้าจะต้องมีเวิร์ดดิ้ง (Wording) คือการใช้คำที่โดดเด่นและโดนใจ “สาหร่ายไก” จึงเป็นเครื่องหมายคำตอบ ให้ได้ขบคิด อ่านแล้วสะดุดตาสะดุดใจ และได้ทั้งภาษากลาง และภาษาท้องถิ่น

คุณป้าศิริพร คนไทลื้อ ประธานกลุ่ม เจ้าของแบรนด์ อธิบายให้ผู้เขียนได้เข้าใจอย่างถ่องแท้และเข้าถึงว่า บ้านหนองบัว ล้วนเป็นชาวไทลื้อ มีถิ่นอาศัยอยู่ติดริมแม่น้ำน่าน และเมื่อครั้งอดีตกาล 200 ปีก่อน บรรพบุรุษคนหนองบัวก็คือชนเผ่าจากสิบสองปันนา ที่อพยพมาจากจีน เดินผ่านลัดเลาะแม่น้ำมาเรื่อยๆ แล้วก็มาปักหลักสร้างถิ่นฐานอยู่ริมแม่น้ำน่าน ณ หมู่บ้านหนองบัวแห่งนี้จวบจนปัจจุบัน

และพืชอาหารครัวเรือนที่หาได้ง่ายของชาวบ้านก็คือ สาหร่ายไก ที่อยู่ในแม่น้ำน่าน มีมากล้น ทั้งพ่ออุ้ย แม่อุ้ย ต่างก็นำมาปรุงแต่งเป็นอาหารได้หลากรสหลายเมนูสืบทอดภูมิปัญญาการแปรรูปสาหร่ายไก จนพัฒนามาสู่ตลาดบรรจุถุงขายในหมู่บ้าน ถุงละ 5 บาท 10 บาท เป็นทั้งกับข้าว และอาหารรับประทานเล่น รสชาติอร่อยเลิศต้องบอกต่อกันเลยทีเดียว

คุณป้าศิริพร ในวัย 58 ปี เห็นความแปลกใหม่ของ “ไก” หรือ “สาหร่าย” พืชที่อยู่ใต้น้ำมีรสชาติอร่อยจึงไปขอความรู้ขอสูตรจากผู้เฒ่าผู้แก่ แล้วชักชวนมารวมกลุ่มแม่บ้านแปรรูปสาหร่ายไก

แรกๆ เริ่ม ก็ทำกันอย่างตามมีตามเกิดเพื่อสร้างเป็นอาชีพเสริม ในยามว่างเว้นช่วงเวลากลางค่ำกลางคืน ส่วนกลางวันสมาชิกแต่ละคนก็เข้าไร่เข้าสวนทำนาของตัวเอง

พอทำมาเรื่อยๆ เริ่มมีตลาด เริ่มมีคนรู้จักมากขึ้น ปากต่อปากบอกต่อกันไป อย่างรายคุณหมอก็แนะนำให้เอาไปขายในตลาดโรงพยาบาลน่าน ทุกๆ วันศุกร์ จนได้ลูกค้าประจำซื้อรับประทานกันมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆ กับการพัฒนาแปรรูปสาหร่ายไก ได้หลากหลายเมนู อาทิ แกงคั่วไก หรือ (คั่วสาหร่าย), ห่อหมกไก หรือ (ห่อหมกสาหร่าย) และไกยี หรือ (สาหร่ายยีเลิศรส) เมนูนี้ได้รับการคัดสรรเป็นสินค้าโอท็อป ระดับ 5 ดาว เมื่อปี 2559 ภายใต้ชื่อ “สาหร่ายเลิศรส” กลุ่มแปรรูปอาหารจากสาหร่ายน้ำจืด

ส่วน การยีไก หรือ ยีสาหร่าย แต่เดิมชาวบ้านจะยีๆ กับอุ้งมือ มาถึงปัจจุบันเราใช้เครื่องปั่นแทนมือ เพื่อให้ทันใจว่องไวกับออเดอร์จากลูกค้าที่สั่งเข้ามาไม่เว้นแต่ละวัน แต่ถึงกระนั้นการผลิตสาหร่ายไกก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของลูกค้าที่สั่งเข้ามาอยู่ดี เนื่องจากกำลังการผลิตมีขีดจำกัด อีกทั้งกระบวนการผลิตแต่ละขั้นตอนล้วนใช้มือแทบทั้งสิ้น เริ่มตั้งแต่การเก็บวัตถุดิบ ไปจนถึงการบรรจุห่อลงถุง

เริ่มจากการนำสาหร่ายไกมาจากใต้น้ำ “น้องหน่อย” สมาชิกกลุ่มสะใภ้บ้านหนองบัว ต้องนำเรือใส่รถกระบะไปยังจุดที่มีสาหร่ายไก แล้วจึงพายเรือออกไปกลางลำน้ำน่านที่ความลึก 50 เซนติเมตร หรือราวๆ เพียงหน้าอก ต้องดำมุดดำว่ายเอื้อมมือไปเก็บสาหร่ายที่ใต้ท้องน้ำ ของทุกๆ ช่วงต้นฤดูหนาว สาหร่ายไกจะเจริญเติบโตได้ดีในที่น้ำเย็น

เมื่อได้สาหร่ายไกขึ้นจากน้ำ สมาชิกก็จะเอามาขายให้กลุ่ม แต่ต้องล้างให้สะอาด 5-10 น้ำ แล้วนำไปตาก ก่อนนำเข้าตู้อบที่ความร้อนเป็นเวลา 3-5 ชั่วโมง ก็จะได้สาหร่ายไกอบแห้ง การทำสาหร่ายแผ่นก็เช่นเดียวกัน เมื่อผ่านการทำความสะอาดล้างน้ำแล้ว ก็เอามาสับให้เป็นชิ้นๆ จากนั้นก็เอามาเข้าเครื่องปั่นให้ละเอียดผสมสูตรปรุงรสตามที่กำหนด แล้วนำมาคั่วเคี่ยวกวนในเตากระทะเป็นเวลา 30 นาที แล้วเอามาแผ่คลึงลงถาด ส่งเข้าตู้อบทิ้งไว้ 8-9 ชั่วโมง การทำสาหร่ายไกแผ่นอบแห้ง ต้องแห้งจริงๆ

จากสาหร่ายไกเปียกสด 40-50 กิโลกรัม เมื่อแห้งออกมาแล้วจะเหลือเพียง 2-3 กิโลกรัม ต่อกำลังการผลิตแต่ละวัน ฉะนั้น สาหร่ายไกเปียกสด 12 กิโลกรัม เมื่ออบแห้งออกมาแล้วจะได้เพียง 1 กิโลกรัม จึงเป็นเรื่องยากที่จะผลิตให้ทันต่อความต้องการของผู้บริโภค

ส่วนค่าตอบแทน สำหรับสมาชิกที่เข้ามาทำงานทางกลุ่มจะจ่ายค่าแรงเป็นรายวัน วันละ 300 บาท โดยเริ่มทำงานกันตั้งแต่ตี 5 นำสาหร่ายไกไปเคี่ยวในเตากระทะ แล้วเอามาคลึงลงถาดให้เป็นแผ่นเข้าตู้อบ จนถึง 7 โมงเช้า แล้วกลับไปรับประทานข้าว พักผ่อน ราวๆ 9 โมง ถึงจะกลับเข้ามาโรงงานอีกทีหนึ่ง เพื่อล้างสาหร่ายเตรียมที่จะทำต่อในวันถัดไป