ความต้องการใช้แอลพีจี (ก๊าซหุงต้ม) ในประเทศอยู่ที่ 500,000 ตัน

แบ่งเป็นครัวเรือน 170,000 ตัน ต่อเดือน อุตสาหกรรม 50,000 ตัน ต่อเดือน ขนส่ง 110,000 ตัน ต่อเดือน และปิโตรเคมี 160,000 ตัน ต่อเดือน ขณะที่ปริมาณการจัดหาในประเทศ 470,000 ตัน ต่อเดือน และนำเข้าจากต่างประเทศ 43,000 ตัน ต่อเดือน คิดเป็น 10% ของปริมาณการใช้ หากการผลิตก๊าซในประเทศมีปริมาณลดลง คาดว่าปี 2564-66 จะต้องนำเข้าแอลพีจีเพิ่มอีก 50,000 ตัน หรือ 20% และปี 2570 คาดว่าการนำเข้าจะเพิ่มเป็น 30% ขณะที่แอลเอ็นจีปัจจุบันนำเข้า 600 ล้านลูกบาศก์ฟุต ต่อวัน หรือ 5 ล้านตัน คิดเป็น 10% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด ปี 2564-66 คาดว่าการนำเข้าแอลเอ็นจีจะเพิ่มเป็น 2,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต ต่อวัน คิดเป็นสัดส่วนถึง 40% และปี 2570 คาดว่าสัดส่วนนำเข้าจะเพิ่มเป็น 50-60%

“จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ไทยต้องเร่งวางแผนการนำเข้าแอลเอ็นจี และแอลพีจีพร้อมปรับโครงสร้างให้เป็นเสรี เพื่อสนับสนุนให้เอกชนเป็นผู้นำเข้าและมีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยปัจจุบันดำเนินการในส่วนของก๊าซแอลพีจีสมบูรณ์แล้ว แต่กระทรวงพลังงานจะคงดูแลราคาขายปลีกแอลพีจี ใช้กลไกกองทุนน้ำมันบัญชีแอลพีจีเข้าดูแล ขณะที่แอลเอ็นจีปัจจุบัน ปตท.เป็นผู้นำเข้าหลักเช่นกัน และอยู่ในขั้นตอนเสรีเช่นกัน โดยผู้เล่นรายที่ 2 ที่เข้ามาธุรกิจแอลเอ็นจีคือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

ส่วนผู้เล่นที่เป็นเอกชนน่าจะเข้ามาในธุรกิจช่วงปี 2563-64” นายอารีพงศ์ กล่าวและว่า ผู้นำเข้าจะต้องสร้างคลังแอลพีจีของตนเอง พร้อมกับมีปริมาณการสำรองแอลพีจีเป็น 2% จากปัจจุบัน 1% หรือสามารถใช้ได้อีก 9 วันหากขาดแคลน ขณะนี้ กฟผ.อยู่ระหว่างเดินหน้าโครงการบริเวณอ่าวไทยจำนวน 5 ล้านตัน ต่อปี และอยู่ระหว่างการศึกษาก่อสร้างคลังที่ภาคใต้เพื่อรองรับแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าจะนะ 3 ด้วย ขณะที่ ปตท.จะลงทุนในเมืองกันบ็อก ประเทศพม่า อยู่ในขั้นศึกษาซึ่งในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนในเดือนกันยายนนี้ กระทรวงจะเสนอให้มีความตกลงในการลงทุนดังกล่าว

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ด้วยกรมศิลปากรได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เป็นผู้ดำเนินการออกแบบและจัดทำพระเมรุมาศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยได้ขอความอนุเคราะห์กรมการข้าวในการจัดทำแปลงนาข้าวในงานภูมิสถาปัตยกรรมรอบพระเมรุมาศ บนพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ จำนวน 5 แปลง ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพระราชดำริที่จะนำมาแสดงบริเวณพื้นที่ด้านนอกรั้วราชวัตรทางทิศเหนือ ซึ่งเป็นทางเข้าออกหลักของพระเมรุมาศ โดยได้ออกแบบจัดแสดงแปลงมีขอบคันนา ซึ่งเป็นแบบเชิงสัญลักษณ์ให้เห็นเป็นเลขเก้าไทยสีดินทอง เป็นเชิงสัญลักษณ์สื่อว่าพระเมรุมาศที่สร้างขึ้นถวายให้กับในหลวง รัชกาลที่ 9 เพื่อแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อปวงชนชาวไทยให้มีความอยู่ดีกินดี

“กรมการข้าว จึงได้มีการเตรียมการที่จะปลูกข้าว เพราะถือว่าเป็นโครงการตามพระราชดำริ ซึ่งข้าวกับชาวนา ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงโปรดเกล้าในเรื่องข้าวมาโดยตลอด พระองค์ท่านทรงเป็นพระบิดานักวิจัยและการพัฒนาข้าว ซึ่งตรงนี้ทางกรมการข้าวก็จะไปทำการจัดภูมิสถาปัตย์รอบพระเมรุให้สมพระเกียรติ ซึ่งทางกรมศิลปากรต้องการให้ภายในแปลงข้าวมีข้าวหลากหลายระยะ ตั้งแต่ระยะต้นกล้า ระยะข้าวแตกกอ และระยะที่ข้าวออกรวง ซึ่งทางกรมการข้าวจึงได้มาวางแผนว่า จะใช้พันธุ์อะไรในการที่จะจัดภูมิสถาปัตย์ ให้มีข้าวที่มีกลิ่นหอม มีทรงต้นที่สวยงาม เพื่อให้รับกับภูมิสถาปัตย์ โดยเลือกข้าว 3 สายพันธุ์ คือ ข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 ข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และข้าวพันธุ์ กข 31 หรือปทุมธานี 80 ให้อยู่ภายในรูปแบบแปลงข้าว โดยมีระยะที่แตกต่างกันไป” นายอนันต์ กล่าว

ดังนั้น กรมการข้าว ได้ระดมทีมนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านข้าวเพื่อวางแผนการเตรียมต้นข้าวใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ให้มีความสมบูรณ์ ตลอดจนดูแลรักษาให้คงสภาพความสวยงาม เพื่อเปิดให้ประชาชนเข้าถวายความอาลัยภายหลังพระราชพิธี รวมระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่ วันที่ 26 กันยายน-พฤศจิกายน 2560 จึงได้จัดให้มีพิธีบวงสรวงเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยพิธีพราหมณ์ ในเวลา 14.09 น. ในวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา และมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปเพาะปลูกสำหรับพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล สร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งกรมการข้าวได้คัดเลือกพันธุ์ข้าวที่มีกลิ่นหอม และแสดงถึงการเจริญเติบโตของข้าวในระยะต่างๆ จำนวน 3 พันธุ์ ดังนี้

ระยะต้นกล้า อายุข้าว 15 วัน เริ่มเพาะกล้า วันที่ 25 สิงหาคม 2560 คือ พันธุ์ปทุมธานี 1 มีลักษณะของกอตั้ง ใบสีเขียวขจี มีขนคล้ายกำมะหยี่ เป็นตัวแทนของข้าวภาคกลาง ซึ่งนิยมปลูกกันมาก โดยศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานีเป็นผู้รับผิดชอบการเพาะปลูก
ระยะแตกกอ อายุข้าว 45 วัน เริ่มเพาะกล้า วันที่ 11 สิงหาคม 2560 คือ พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เป็นข้าวที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกมาจากลำต้น เป็นตัวแทนของข้าวในภาคอีสานและเหนือที่นิยมปลูกกันมาก โดยศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยาเป็นผู้รับผิดชอบการเพาะปลูก
ระยะออกรวง อายุข้าว 80 วัน เริ่มเพาะกล้า วันที่ 10 กรกฎาคม 2560 คือ ข้าว กข 31 หรือพันธุ์ปทุมธานี 80 รับรองพันธุ์เมื่อ วันที่ 6 มีนาคม 2560 เป็นพันธุ์ข้าวที่ตั้งชื่อเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในโอกาส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา มีคุณสมบัติพิเศษคือ เมื่ออยู่ในระยะออกรวงจะชูรวงสวยงาม ไม่โน้มรวงลงกับพื้นเหมือนพันธุ์อื่นๆ โดยในการจัดแสดงครั้งนี้จะนำข้าวที่อยู่ในระยะพลับพลึงเกือบสีเหลืองทองมาจัดแสดงในแปลงนา โดยศูนย์วิจัยข้าวคลองหลวงเป็นผู้รับผิดชอบการเพาะปลูก

ทั้งนี้ กรมการข้าว ได้ใช้กระถางที่สั่งผลิตเป็นกรณีพิเศษ เพื่อสะดวกต่อการขนย้ายจัดเรียง สับเปลี่ยนในแปลงและวางแผนสำรองการเพาะปลูก 2 เท่าของปริมาณที่ใช้ได้จริง สำหรับการคัดเลือกลักษณะต้นที่มีความสมบูรณ์ และรองรับกรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินไม่คาดคิด เนื่องจากเป็นการจำลองการปลูกในสภาพนาที่จัดขึ้นใหม่

จึงได้มีการจัดพิธีบวงสรวงก่อนเริ่มการเพาะปลูก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบวงสรวงเทวดา บูชาสิ่งศักดิ์ หรือบรรพบุรุษให้มาเป็นสักขีพยาน และมาร่วมเพื่อความเป็นสิริมงคล ช่วยคุ้มครองป้องกันภยันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินปราศจากภัยธรรมชาติและจะไม่มีแมลงศัตรูพืชต่างๆ เข้ามาทำลายต้นข้าว ให้มีความสวัสดิมงคล มีความอุดมสมบูรณ์สืบไป

ดร. มนัส โนนุช ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ ในพระองค์ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นประธานเปิดกิจกรรม เกษตรหนึ่งใจสัญจร ณ วัดคุณพุ่ม อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร

โดย “ศูนย์เกษตรหนึ่งใจ” กองงาน “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ ร่วมกับ พันเอก กฤตพันธุ์ รักใคร่ หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 34 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย
ศูนย์พืชผักโลก และ
คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
จัดกิจกรรมการอบรม หัวข้อ

การผลิตเห็ดนางฟ้า และเห็ดฟาง
การทำผักสวนครัว 7 สี และ
การผลิตสบู่ แชมพูสมุนไพร โดยวิทยากรจาก นพค. 34 ในการอบรมดังกล่าวได้มีประชาชนจากพื้นที่โดยรอบวัดคุณพุ่มและต่างอำเภอเข้าร่วมกิจกรรม ประมาณ 100 คน
ดร. มนัส โนนุช กล่าวว่า กิจกรรมเกษตรหนึ่งใจสัญจร ณ วัดคุณพุ่มนี้ นำทีมโดย พันตำรวจเอก ชยเดช บรรจงรักษ์ ผู้อำนวยการ กองงานฯ เป็นการจัดกิจกรรมครั้งแรกของโครงการนี้ มีวัตถุประสงค์ให้ประชาชนในพื้นที่บริเวณวัดคุณพุ่ม และบริเวณใกล้เคียงของจังหวัดพิจิตรได้มีความรู้เกี่ยวกับการผลิตอาหารปลอดภัยและมีคุณค่าอาหารสูงไว้รับประทานเอง ได้แก่ เห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง ผักชนิดต่างๆ 7 สี นอกจากนี้ ประชาชนจะได้เรียนรู้การผลิตสบู่ แชมพูจากสมุนไพรในท้องถิ่น เพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน และเป็นแนวทางการสร้างรายได้ในอนาคต

พันเอก กฤตพันธุ์ รักใคร่ ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 34 (นพค. 34) ในฐานะหน่วยงานหลักผู้จัดกิจกรรมในครั้งนี้ กล่าวว่า หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 34 มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สร้างสรรค์กิจกรรมที่มีประโยชน์เช่นนี้ให้แก่ประชาชนในจังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งในความรับผิดชอบ กิจกรรมครั้งนี้เป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการทำเกษตรกรรมและการดำรงชีวิตตามแนวพระราชดำริหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เสริมสร้างการทำเกษตรแบบเกิดผลดีต่อสุขภาพของเกษตรกรและครอบครัว เกิดการลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ในครัวเรือน ซึ่งจะเป็นแหล่งศึกษาดูงานสำหรับประชาชนที่อาศัยในบริเวณนี้ และประชาชนที่มาเยี่ยมชมวัดคุณพุ่ม

ภายในหน่วย นพค. 34 ยังมีองค์ความรู้นอกจากนี้อีกมากมาย ที่พร้อมถ่ายทอดแก่ประชาชน ผ่านศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างตรงกับวัตถุประสงค์ตามยุทธศาสตร์ของ นทพ. และเป้าหมายของกองงานฯ ได้แก่ การเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาสให้แก่ชุมชน วัด โรงเรียน ในจังหวัดพื้นที่ความรับผิดชอบของ นพค. 34 ได้แก่ พิษณุโลก นครสวรรค์ พิจิตร และอุตรดิตถ์ รวมทั้งประชาชน นิสิต นักศึกษา ทั่วประเทศ ที่ได้เข้ารับองค์ความรู้จาก นพค. 34 และนำไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน สถานีต่างๆ เหล่านี้ได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนแขนงต่างๆ อย่างต่อเนื่องตลอดมา ทำให้ประชาชนโดยทั่วไปมีโอกาสเข้าถึงองค์ความรู้และนวัตกรรมต่างๆ อย่างแท้จริง

กองงาน “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ ในพระองค์ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นโครงการตามพระดำริของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี มีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือเกษตรกร ให้เกิดเป็นรูปธรรมมากที่สุด และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร ทั้งด้านการเกษตรกรรม การประกอบอาชีพที่เกี่ยวกับเกษตรกรรม การสร้างอาชีพเสริมรายได้ การรักษาสิ่งแวดล้อม และการดำรงชีวิตอย่างมีความสุขตามแนวพระราชดำริหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กอปรกับกองงานฯ ได้จัดตั้ง “ศูนย์เกษตรหนึ่งใจ” ที่ชุมชน โรงเรียน หรือวัด ที่มีความเหมาะสมทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดความช่วยเหลือเกษตรกรให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เกิดการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส ซึ่งจะส่งผลดีต่อด้านเกษตรกรรม ด้านพัฒนาสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ผู้สนใจร่วมเป็นเครือข่ายศูนย์เกษตรหนึ่งใจ หรือประสงค์ให้มีการจัดกิจกรรมเกษตรหนึ่งใจสัญจรไปยังชุมชนของท่าน ติดต่อประสานงาน ได้ที่ รศ.ดร. จุรีย์รัตน์ ลีสมิทธิ์ (อาจารย์แมว) รองผู้อำนวยการ และรักษาการแทนผู้อำนวยการ กองงาน “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน จังหวัดนครปฐม 73140 ไลน์ไอดี microku

กยท. เดินหน้าผลักดันโครงการจัดสวนยางอย่างยั่งยืน ตามมาตรฐานสากล FSC หนุนสองบริษัทภาคเอกชน จับมือเซ็นสัญญาบริการวิชาการ ร่วมขยายมาตรฐาน FSC เข้าสู่พื้นที่ปลูกยางทางเขตภาคใต้ตอนบน ตั้งเป้า 50,000 ไร่

นายพูลสุข อุเทนพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย กยท. เปิดเผยว่า กยท. มีนโยบายในการสนับสนุนผลักดันให้เกษตรกรชาวสวนยางเห็นถึงความสำคัญและโอกาสของการพัฒนาสวนยางไปสู่มาตรฐานระดับสากล FSC (Forest Stewardship Council) เพื่อเพิ่มมูลค่าไม้ยาง รักษามาตรฐานคุณภาพ และขยายฐานตลาดส่งออก ซึ่งจะเน้นการอบรมให้เกษตรกรชาวสวนยางได้รับความรู้เกี่ยวกับการจัดการสวนยางอย่าง ยั่งยืนตามมาตรฐาน FSC มีการสำรวจตรวจแปลง และเตรียมเรื่องการตรวจรับรอง ที่ผ่านมา กยท. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ บริษัท สยามฟอร์เรสแมเนจเม้นท์ จำกัด เพื่อจัดการสวนยางในพื้นที่จังหวัดระนอง รวม 1,300 ไร่ ขณะนี้ได้รับการตรวจอนุมัติ FSC-FM จากบริษัท SCG (Auditor FSC) เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 28 ก.ค. ที่ผ่านมา

สำหรับการเซ็นสัญญาบริการวิชาการระหว่างภาคเอกชนทั้ง 2 บริษัท ได้แก่บริษัท สยามฟอร์เรสแมเนจเม้นท์ จำกัด และ บริษัท ฟอร์เรสโซลูชั่น จำกัด เพื่อเริ่มดำเนินโครงการจัดการสวนยางอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน FSC-FM โครงการที่ 2 ในพื้นที่สวนยางภาคใต้ตอนบน จำนวน 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุราษฏร์ธานี ชุมพร ระนอง และประจวบคีรีขันธ์ ตั้งเป้าจำนวน 50,000 ไร่ โดย กยท. พร้อมให้ความร่วมมือ และสนับสนุนผลักดันให้สวนยางพาราในประเทศเข้าสู่ระบบการจัดการสวน FSC เพื่อให้ผลผลิตจากสวนยางพาราของไทยได้มาตรฐานในระดับสากล นายพูลสุข กล่าวทิ้งท้าย

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ที่กรมราชทัณฑ์ นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงกรณีกระทรวงพาณิชย์ ได้ประสานงานขอความร่วมมือกรมราชทัณฑ์ให้ช่วยรับซื้อผลผลิตลำไย ว่าในวันนี้ทางกรมราชทัณฑ์ได้เสนอเรื่องไปยังกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้ทางสำนักนายกรัฐมนตี เสนอคณะรัฐมนตรีให้มีมติยกเว้น ระเบียบพัสดุในการแบ่งจ่ายเงิน เพราะกรมราชทัณฑ์ติดปัญหาในเรื่องข้อระเบียบในการจัดซื้อและการแบ่งจ่ายเงินส่วนนี้ โดยทางกรมราชทัณฑ์ มีเงินค่าขนมนักโทษในเรือนจำ ประมาณ 1.50 สต. จึงนำเงินส่วนนี้มาซื้อลำไย ให้นักโทษได้กินแทนขนมหวาน โดยกระทรวงพาณิชย์จะเป็นหน่วยงานคอยรวบรวมลำไยจากเกษตรมาขายให้เรือนจำ จากนั้นก็นำเงินไปจ่ายให้เกษตรกร เพราะกรมราชทัณฑ์รับซื้อตรงไม่ได้ ผิดระเบียบขั้นตอนของกรมบัญชีกลาง คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า หาก ครม.มีมติก็สามารถจัดซื้อลำไยได้ทันที

“ตอนนี้คิดเฉลี่ยคร่าวๆ ซื้อลำไยในกิโลละ 6 บาท ซึ่งเป็นลำไยล่วงที่ไม่ได้ส่งออก นักโทษจะได้กินลำไยเฉลี่ยคนละ 2 ขีดครึ่ง ดังนั้นดูแล้วก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไร คงไม่ทำให้เป็นอะไร แต่ถ้ายังคงมีปริมาณลำไยในตลาดเยอะ กรมราชทัณฑ์ก็สามารถสั่งซื้อได้ ส่งไปให้เรือนจำทั่วประเทศ นักโทษมีประมาณ 3 แสนคน กรมราชทัณฑ์เคยเข้าไปช่วยสินค้าเกษตรหลายอย่างในลักษณะนี้ทั้งเงาะ มังคุด” นายกอบเกียรติกล่าว

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ด้วยกรมศิลปากรได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เป็นผู้ดำเนินการออกแบบและจัดทำพระเมรุมาศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยได้ขอความอนุเคราะห์กรมการข้าวในการจัดทำแปลงนาข้าวในงานภูมิสถาปัตยกรรมรอบพระเมรุมาศ บนพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ จำนวน 5 แปลง ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพระราชดำริที่จะนำมาแสดงบริเวณพื้นที่ด้านนอกรั้วราชวัตรทางทิศเหนือ ซึ่งเป็นทางเข้าออกหลักของพระเมรุมาศ โดยได้ออกแบบจัดแสดงแปลงมีขอบคันนา ซึ่งเป็นแบบเชิงสัญลักษณ์ให้เห็นเป็นเลขเก้าไทยสีดินทอง เป็นเชิงสัญลักษณ์สื่อว่าพระเมรุมาศที่สร้างขึ้นถวายให้กับในหลวง รัชกาลที่ 9 เพื่อแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อปวงชนชาวไทยให้มีความอยู่ดีกินดี

“กรมการข้าว จึงได้มีการเตรียมการที่จะปลูกข้าว เพราะถือว่าเป็นโครงการตามพระราชดำริ ซึ่งข้าวกับชาวนา ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงโปรดเกล้าในเรื่องข้าวมาโดยตลอด พระองค์ท่านทรงเป็นพระบิดานักวิจัยและการพัฒนาข้าว ซึ่งตรงนี้ทางกรมการข้าวก็จะไปทำการจัดภูมิสถาปัตย์รอบพระเมรุให้สมพระเกียรติ ซึ่งทางกรมศิลปากรต้องการให้ภายในแปลงข้าวมีข้าวหลากหลายระยะ ตั้งแต่ระยะต้นกล้า ระยะข้าวแตกกอ และระยะที่ข้าวออกรวง ซึ่งทางกรมการข้าวจึงได้มาวางแผนว่า จะใช้พันธุ์อะไรในการที่จะจัดภูมิสถาปัตย์ ให้มีข้าวที่มีกลิ่นหอม มีทรงต้นที่สวยงาม เพื่อให้รับกับภูมิสถาปัตย์ โดยเลือกข้าว 3 สายพันธุ์ คือ ข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 ข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และข้าวพันธุ์ กข 31 หรือปทุมธานี 80 ให้อยู่ภายในรูปแบบแปลงข้าว โดยมีระยะที่แตกต่างกันไป” นายอนันต์ กล่าว

ดังนั้น กรมการข้าว ได้ระดมทีมนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านข้าวเพื่อวางแผนการเตรียมต้นข้าวใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ให้มีความสมบูรณ์ ตลอดจนดูแลรักษาให้คงสภาพความสวยงาม เพื่อเปิดให้ประชาชนเข้าถวายความอาลัยภายหลังพระราชพิธี รวมระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่ วันที่ 26 กันยายน-พฤศจิกายน 2560 จึงได้จัดให้มีพิธีบวงสรวงเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยพิธีพราหมณ์ ในเวลา 14.09 น. ในวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา และมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปเพาะปลูกสำหรับพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล สร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งกรมการข้าวได้คัดเลือกพันธุ์ข้าวที่มีกลิ่นหอม และแสดงถึงการเจริญเติบโตของข้าวในระยะต่างๆ จำนวน 3 พันธุ์ ดังนี้

1. ระยะต้นกล้า อายุข้าว 15 วัน เริ่มเพาะกล้า วันที่ 25 สิงหาคม 2560 คือ พันธุ์ปทุมธานี 1 มีลักษณะของกอตั้ง ใบสีเขียวขจี มีขนคล้ายกำมะหยี่ เป็นตัวแทนของข้าวภาคกลาง ซึ่งนิยมปลูกกันมาก โดยศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานีเป็นผู้รับผิดชอบการเพาะปลูก
2. ระยะแตกกอ อายุข้าว 45 วัน เริ่มเพาะกล้า วันที่ 11 สิงหาคม 2560 คือ พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เป็นข้าวที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกมาจากลำต้น เป็นตัวแทนของข้าวในภาคอีสานและเหนือที่นิยมปลูกกันมาก โดยศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยาเป็นผู้รับผิดชอบการเพาะปลูก
3. ระยะออกรวง อายุข้าว 80 วัน เริ่มเพาะกล้า วันที่ 10 กรกฎาคม 2560 คือ ข้าว กข 31 หรือพันธุ์ปทุมธานี 80 รับรองพันธุ์เมื่อ วันที่ 6 มีนาคม 2560 เป็นพันธุ์ข้าวที่ตั้งชื่อเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในโอกาส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา มีคุณสมบัติพิเศษคือ เมื่ออยู่ในระยะออกรวงจะชูรวงสวยงาม ไม่โน้มรวงลงกับพื้นเหมือนพันธุ์อื่นๆ โดยในการจัดแสดงครั้งนี้จะนำข้าวที่อยู่ในระยะพลับพลึงเกือบสีเหลืองทองมาจัดแสดงในแปลงนา โดยศูนย์วิจัยข้าวคลองหลวงเป็นผู้รับผิดชอบการเพาะปลูก

ทั้งนี้ กรมการข้าว ได้ใช้กระถางที่สั่งผลิตเป็นกรณีพิเศษ virtualracersedge.com เพื่อสะดวกต่อการขนย้ายจัดเรียง สับเปลี่ยนในแปลงและวางแผนสำรองการเพาะปลูก 2 เท่าของปริมาณที่ใช้ได้จริง สำหรับการคัดเลือกลักษณะต้นที่มีความสมบูรณ์ และรองรับกรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินไม่คาดคิด เนื่องจากเป็นการจำลองการปลูกในสภาพนาที่จัดขึ้นใหม่

จึงได้มีการจัดพิธีบวงสรวงก่อนเริ่มการเพาะปลูก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบวงสรวงเทวดา บูชาสิ่งศักดิ์ หรือบรรพบุรุษให้มาเป็นสักขีพยาน และมาร่วมเพื่อความเป็นสิริมงคล ช่วยคุ้มครองป้องกันภยันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินปราศจากภัยธรรมชาติและจะไม่มีแมลงศัตรูพืชต่างๆ เข้ามาทำลายต้นข้าว ให้มีความสวัสดิมงคล มีความอุดมสมบูรณ์สืบไป

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันแม่แห่งชาติ ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยัง บ้านเลขที่ 71 ม.2 ต.นาหมื่นศรี อ.นาโยง จ.ตรัง หลังจากที่ทราบว่า มีนักท่องเที่ยวชาวเยรมัน ชื่อนายลารส์ พัทสเคอ อายุ 42 ปี หลงใหลในวิถีทำการเกษตร ด้วยการพลิกหน้าดินบริเวณบ้าน กว่า 1 ไร่ หันมาปลูกดอกดาวเรือง โดยที่ นายลารส์ สาละวนอยู่กับการแต่งตัดกิ่งใบของดอกดาวเรือง เป็นสวนบรรยากาศเหลืองอร่ามสวยงาม

นายลารส์ เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ตนพบรักกับภรรยาคือ นางอรัญญา พัทสเคอ อายุ 42 ปี ชาว ต.นาหมื่นศรี เมื่อ 8 ปี ก่อนตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน ด้วยการทำการเกษตร จนถึงปี 2559 จึงหันมาสร้างกระท่อมกลางทุ่งนา ได้ชักชวนกันปลูกดอกดาวเรืองกว่า 2,000 ต้น เพื่อเป็นรายได้เสริมในครอบครัว โดยเริ่มปลูกตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

ซึ่งตอนนี้สามารถทยอยตัดดอกดาวเรืองส่งขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ และจังหวัดใกล้เคียงได้แล้ว ในราคาดอกละ 50 สตางค์ ถึง 1 บาท 80 สตางค์ สร้างรายได้ 500 – 600 บาทต่อวัน อีกทั้งยังปลูกในพื้นที่โล่งแจ้งกลางทุ่งนา ด้านข้างติดภูเขาถ้ำช้างหาย อ.นาโยง ทำให้มีนักท่องเที่ยวและนักปั่นจักรยานที่ใช้เส้นทางดังกล่าว เข้ามาขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งดอกดาวเรืองที่ปลูกได้สั่งซื้อเมล็ดพันธุ์มาจากกรุงเทพฯ มีดอกใหญ่ สีเหลืองสวยงามและทนทาน

“ดอกดาวเรือง สีเหลืองคือสีประจำวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงชื่นชอบดอกไม้สีเหลืองเป็นพิเศษ จนกระทั่งปรึกษากับครอบครัวว่าจะปลูกดอกไม้สีเหลือง และเลือกปลูกดอกดาวเรือง ซึ่งนอกจากจะสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวแล้ว ยังสร้างสีสันให้กับท้องทุ่งนาด้วย โดยตั้งใจจะขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มหลังได้รับความสนใจจากตลาดและนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

นายลารส์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนและภรรยา ช่วยกันทำนาข้าวบนเนื้อที่จำนวน 3 ไร่ เพื่อปลูกข้าวบริโภคในครัวเรือน ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้โดยไม่ใช้สารเคมีใด ๆในอนาคตมีแผนจะสร้างโฮมสเตย์หลังคามุงจากไว้สำหรับบริการนักท่องเที่ยว พร้อมปลูกสร้างสิ่งอย่างเป็นแบบไทย ๆ โดยเฉพาะสวนดอกไม้ที่เน้นสีเหลือง เช่น ดอกดาวเรืองและดอกทานตะวัน ซึ่ง ดูแลแบบธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมี โดยซื้อเมล็ดดาวเรืองมาในราคาเม็ดละ 1 บาทเท่านั้น