ความร่วมมือดังกล่าวทำให้เกิดความมั่นใจได้ว่า ต่อไปนี้สหกรณ์

การเกษตรเล็กๆ จะสามารถรวบรวมน้ำยางดิบน้ำยางสดจากเกษตรกรชาวสวนยางแล้วผ่านกระบวนการแปรรูปเป็นหมอนยางที่มีคุณภาพได้ ส่วนก้าวต่อไปนั้น ทางการยางแห่งประเทศไทยจะต้องทำการศึกษาวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์หมอนยางพาราให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของผู้ใช้ทั้งในประเทศจีนและประเทศอื่น ส่วนภาครัฐต้องส่งเสริมดูแลให้สหกรณ์รายย่อยได้รวมตัวกันผลิตสินค้าสร้างมูลค่าเพิ่มต่อไปในอนาคต โดยความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่จะขยายไปยังความร่วมมือกับประเทศอื่นๆ ซึ่งต้องสร้างความมั่นใจให้ทั่วโลกเห็นว่า

หากซื้อหมอนยางพาราจากประเทศไทยจะต้องได้หมอนยางพาราแท้ 100% ขณะเดียวกันทางการยางแห่งประเทศไทยจะต้องสนับสนุนให้สหกรณ์เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น พร้อมทั้งส่งเสริมลดต้นทุนการผลิต หากระบบสหกรณ์มีความต้องการเงินทุนที่จะขยายการผลิต ไม่ว่าจะเป็นด้านเครื่องจักร หรืออาคารโรงเรือนสถาบันการเงินของรัฐก็ต้องเข้าไปสนับสนุนให้เกษตรกรมีเงินลงทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำมาขยายการผลิตเพิ่มขึ้นด้วย”นายสุพัฒน์ กล่าว

กรุงเทพฯ 25 ธันวาคม 2560 – 11 สมาคมผู้ใช้อาหารสัตว์ ร้องรัฐบาลทบทวนมาตรการควบคุมนำเข้าข้าวสาลีในสัดส่วน 3:1 ด่วน พร้อมแจงมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงทำให้สังคมเข้าใจผิด หวังฉวยโอกาสเก็งกำไรจากราคาข้าวโพดของไทยสูง

จากสถานการณ์ราคาข้าวโพดในประเทศในขณะนี้ปรับตัวสูงขึ้น สวนทางกับราคาเนื้อสัตว์ทั้งในประเทศและตลาดโลกตกต่ำ และกระทรวงพาณิชย์ประกาศมาตรการควบคุมการนำเข้าสาลีในอัตรา 3:1 (ซื้อข้าวโพด ในประเทศ 3ส่วน เพื่อนำเข้าข้าวสาลี 1ส่วน) เป็นมาตรการชั่วคราว เพื่อปกป้องเกษตรกรในประเทศ ส่งผลให้ห่วงโซ่ภาคปศุสัตว์ ตั้งแต่การผลิตอาหารสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ ต่อไปยังอุตสาหกรรมส่งออกเนื้อสัตว์ ได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์สูงขึ้นอย่างมาก การส่งออกไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดโลกได้ ขณะที่ต้องแบกภาระขาดทุนสะสมต่อเนื่องจากปัญหาราคาเนื้อสัตว์ตกต่ำ รัฐบาลจึงควรมีการทบทวนมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี เพื่อแก้วิกฤติราคาอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงกับการส่งออกของประเทศ

สำหรับ 11 สมาคมปศุสัตว์และ สมาคมสัตวน้ำ ที่เป็นสมาชิกสมาพันธ์ฯ ประกอบด้วย สมาคมปศุสัตว์ไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่อการส่งออก สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย สมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ สมาคมส่งเสริมผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ สมาคมผู้เลี้ยงเป็ดเพื่อการค้าและการส่งออก สมาคมกุ้งไทย และสมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาไทย

นายคึกฤทธิ์ อารีย์ปกรณ์ผู้จัดการสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย กล่าวว่า ขณะนี้ผู้เนื้อสัตว์ทั้งเนื้อหมูและเนื้อประสบปัญหาขาดทุน จากราคาปรับตัวลดลงทั้งในประเทศและราคาในตลาดโลก ตามอุปสงค์-อุปทาน ซึ่งราคาต้นทุนไก่ในประเทศขณะนี้ 34บาทต่อกิโลกรัม แต่ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 30-31บาทต่อกิโลกรัม อยู่ในภาวะขาดทุน

“การที่วัตถุดิบอาหารสัตว์ราคาสูงขึ้น เป็นการซ้ำเติมภาคปศุสัตว์และการส่งออก เนื่องจากปัจจุบันไทยมีคู่แข่งมากมาย และปีหน้าแนวโน้มการแข่งขันจะสูงขึ้น ทั้งในอเมริกาและยุโรป ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวโพดและข้าวสาลีที่สำคัญของโลก” นายคึกฤทธิ์ กล่าว

นายคึกฤทธิ์ ย้ำว่า ภาวะราคาเนื้อสัตว์ต่ำ ภาคปศุสัตว์ต้องดูแลรับผิดชอบตัวเองโดยไม่ได้รับการปกป้องจากภาคส่วนใด ซึ่งจำเป็นต้องดูทั้งห่วงโซ่การผลิตอาหารและให้การคุ้มครองอย่างเหมาะสม ไม่ควรมีข้อจำกัดที่เคร่งครัดมากจนไม่สามารถแข่งขันทั้งในอาเซียนและตลาดโลก การจำกัดการนำเข้าส่งออกจึงไม่ใช่ทางออกเดียว

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุลเลขาธิการสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์ กล่าวว่า รัฐบาลอนุมัติให้มีการนำเข้าข้าวสาลีเพื่อแก้ปัญหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ขาดแคลนในประเทศ ซึ่งข้อเท็จจริงการนำเข้าข้าวสาลี 4 ล้านตัน จะต้องแบ่งออกตัวเลขการนำเข้าออกเป็นการนำเข้ามาเพื่อผลิตอาหารสัตว์ และผลิตอาหารมนุษย์ ซึ่งปกติเกรดอาหารมนุษย์จะมีการ นำเข้าปีละประมาณ 1 ล้านตันทุกปี ซึ่งการนำเข้าตามมาตรการ 3 : 1 มีการนำเข้าเกรดอาหารสัตว์ 10 เดือนอยู่ที่ 1.27 ล้านตัน เท่านั้น (ไม่ใช่ 2.1ล้านตัน)

นอกจากนี้ กรณีการปนเปื้อนของสารกัมมันตภาพรังสีจากประเทศยูเครนและ 14 ประเทศใกล้เคียง กรมปศุสัตว์ได้มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดและยังไม่พบการปนเปื้อน โดยกำหนดมาตรฐานการปนเปื้อนตามประกาศกระทรวงสาธารณะสุข

ในปี 2560 ประเทศไทยผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ 4.6 ล้านตัน เมื่อรวมกับการนำเข้าข้าวสาลีตั้งแต่ต้นปีจำนวน 1.27 ล้านตัน รวมแล้วมีวัตถุดิบเพื่อผลิตอาหารสัตว์เพียง 6 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ 8.1 ล้านตัน

“ขณะนี้ ผลผลิตข้าวโพดในประเทศอยู่ในมือพ่อค้าหมดแล้ว และมาตรการคุมการนำเข้าข้าวสาลีทำให้เกษตรกรขาดแคลนวัตถุดิบ เป็นการฉวยโอกาสเก็งกำไรจากราคาที่สูงขึ้น 1.50 บาท ถ้าคิดจากส่วนที่เราขาดแคลนอยู่ 2ล้านตัน พ่อค้าจะได้กำไร 3พันล้านบาท” นายพรศิลป์ กล่าว

ทางด้านรายงานจากสมาคมผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่อการส่งออก กล่าวว่า อาหารสัตว์เป็นต้นทุน 60%ของการเลี้ยง ตอนนี้ราคาข้าวโพดสูงขึ้น 20% จากราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 8 บาท เป็นสูงกว่า 9.50 บาท ในขณะนี้ ทำให้ต้นทุนการสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะที่หมูเป็นทั้งตัวราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 42-45บาท เท่านั้นและสามารถขายเนื้อได้ 50% ส่วนที่เหลือเป็นการขายซาก

ผู้เลี้ยงสุกรต้องแบกภาระขาดทุนมาต่อเนื่อง 3-4เดือนแล้ว ยังถูกบังคับให้ซื้อข้าวโพดในประเทศเพื่อนำเข้าข้าวสาลีตามมาตรการรัฐในสัดส่วน3:1ทำเราไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยเฉพาะในยุโรปซึ่งมีข้าวสาลีจำนวนมาก

สถานการณ์วัตถุดิบอาหารสัตว์เป็นห่วงโซ่การผลิตหลายชนิดตั้งแต่ ถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง และข้าวโพด ประเทศไทยมีการนำเอาสินค้าเหล่านี้ไปเชื่อมโยงกับเกษตกรรายย่อย โดยมีภาคปศุสัตว์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น อาหารสัตว์และอาหาร ต้องรับภาระจากราคาที่สูงขึ้น

สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาราคาวัตถุดิบในประเทศขาดแคลนและมีราคาสูง รัฐบาลจะต้องรอบคอบ หาทางออกให้ดี ให้ทุกภาคส่วนได้ประโยชน์ร่วมกัน เพราะสถานการณ์ขณะนี้พ่อค้าได้กำไรสูง ซึ่งเกษตรกรทราบดี ขณะที่ผู้ใช้อาหารสัตว์ต้องยอมซื้อราคาสูงเพราะไม่สามารถนำเข้าได้

ผศ.ดร.คริษฐสพล หนูพรหม อาจารย์โปรแกรมวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) เปิดเผยว่า มรภ.สงขลาทำโครงการบริการวิชาการปลูกกล้าผักสวนครัว แจกจ่ายให้กับเกษตรกรในพื้นที่อำเภอที่ประสบภัยจากน้ำท่วม นำร่อง ต.รำแดง อ.สิงหนคร จ.สงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยลงไปให้บริการวิชาการเกี่ยวกับการเพาะเห็ด จึงมีเครือข่ายความร่วมมือกับชุมชน ประกอบกับในพื้นที่ดังกล่าวมักประสบปัญหาน้ำท่วม ทำให้ผักสวนครัวที่ชาวบ้านปลูกไว้ได้รับความเสียหาย จึงช่วยแก้ปัญหาเกษตรกรในชุมชนด้วยการเพาะกล้าผักไว้สำหรับมอบให้ชาวบ้านนำไปปลูกในครัวเรือน จำนวน 800 ต้น ได้แก่ ต้นมะเขือมัน มะเขือเทศ ต้นพริก โดยก่อนหน้านี้ได้มอบต้นกล้ามะละกอมารอบหนึ่งแล้ว และได้พูดคุยกับชาวบ้านชาวบ้านเรื่องการทำสวนผัก ซึ่งเป็นผักที่ดูแลไม่ยากและปลูกแบบไร้สารเคมี

ดร.ดาลัด ศิริวัน นักวิจัยชำนาญการ รองผู้อำนวยการฝ่ายวางแผน สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (คนแรกแถวนั่งด้านซ้าย) ได้รับประทานรางวัลทุนวิจัย BRAND’S Health Research Awards 2017 จาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชา ทินัดดามาตุ และได้รับเงินสนับสนุนทุนวิจัยเป็นเงินจำนวน 135,000 บาท จากผลงานวิจัยเรื่อง “การศึกษาสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ และสมบัติต้านโรคอัลไซเมอร์จากสารสกัดผลไม้ไทย จำนวน 10 ชนิด

โดยใช้วิธีทางเอนไซม์การเพาะเลี้ยงเซลล์ และแมลงหวี่ดัดแปลงพันธุกรรม” จัดโดยมูลนิธิเซเรบอสเพื่อการวิจัยสุขภาพของคนไทย และ บริษัท แบรนด์ ซันโทรี่ ประเทศไทย จำกัด เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยทางโภชนศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และสาขาที่เกี่ยวข้องแก่แพทย์ เภสัชกร นักโภชนาการ พยาบาล นักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการทั่วไป ซึ่งทุนดังกล่าวจะไม่มีข้อผูกพันใดๆทั้งสิ้น เมื่อวันที่16 พฤศจิกายน 2560 ในงานประชุมวิชาการด้านโภชนาการ แบรนด์ เฮลธ์ คอนเฟอร์เรนซ์ 2017 “อาหาร โภชนาการ และการส่งเสริมสุขภาพสำหรับสังคมผู้สูงอายุยุค 4.0” ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย

โรคอัลไซเมอร์เป็นโรคสมองเสื่อมชนิดที่พบมากที่สุด ราว 60 – 80 เปอร์เซ็นต์ของโรคสมองเสื่อมชนิดอื่น คาดว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยกว่า 50 ล้านคน สำหรับในประเทศไทย พบผู้ป่วยประมาณ 600,000 คนต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายสำคัญของระบบสาธารณสุขในไทย

ซึ่งต้องเตรียมพร้อมรองรับผู้ป่วยโรคนี้ ด้วยเหตุนี้นักวิทยาศาสตร์จึงมีความสนใจในการศึกษาฤทธิ์ต้านโรคอัลไซเมอร์จากสารสกัดใหม่ๆ ซึ่งพบมากในพืช ผัก และผลไม้ ซึ่งงานวิจัยที่เกี่ยวกับประโยชน์เชิงสุขภาพของผลไม้ไทยนั้นมีจำนวนมาก ส่วนมากจะเป็นการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ฤทธิ์ต้านมะเร็ง และฤทธิ์ต้านโรคอ้วน อย่างไรก็ตามงานศึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติต้านโรคสมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์ของผลไม้ไทยยังมีน้อยมาก

ดังนั้นโครงการวิจัยนี้จึงเน้นไปที่การศึกษา สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ต้านโรคอัลไซเมอร์ โดยศึกษากลไกการยับยั้งโปรตีนเบต้าอะไมลอยด์และเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการทำลายสารสื่อประสาท ตัวอย่างที่ใช้ในการทดสอบจะเลือกมาจากผลไม้ไทย 10 ชนิด ที่เคยทำการวิจัยแล้วและเป็นผลไม้ที่คนไทยนิยมบริโภค ได้แก่ มะม่วงแก้ว มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ ฝรั่งพันธุ์กิมจู ฝรั่งพันธุ์ขี้นก สับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย สับประรดพันธุ์ภูแล ทุเรียนพันธุ์ชะนี ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง มะละกอพันธุ์แขกดำ และ มะละกอพันธุ์แขกนวล ซึ่งสมมุติฐานของผู้วิจัยคือ เมื่อผลไม้ไทยมีฤทธิ์ป้องกันมะเร็งได้ ก็น่าจะมีฤทธิ์ต้านอัลไซเมอร์ได้ เพราะจากการศึกษางานวิจัยในต่างประเทศพบว่า สารที่มีฤทธิ์ป้องกันอัลไซเมอร์ได้ก็อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับที่ป้องกันมะเร็งได้ ผลการศึกษาจากโครงการนี้จะเป็นแนวทางในการศึกษาวิจัยต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชั่นสำหรับผู้สูงอายุ หรือผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพชนิดอื่นๆ และนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบทางการเกษตรภายในประเทศ

การจะมีสุขภาพดีในยุคประเทศไทย 4.0 ที่ทุกอย่างดูรีบเร่งตลอดเวลานั้น ไม่เพียงแต่ต้องใส่ใจในการเลือกวัตถุดิบต่างๆ ยังจะต้องฉลากเลือกอาหารการกินให้กับตนเองและสมาชิกในครอบครัวด้วย เพราะจากผลสำรวจของกระทรวงสาธารณสุขพบว่าอัตราการป่วยจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือเอ็นซีดี เช่นโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะไตวายเรื้อรัง เพิ่มมากขึ้นทุกปี โดย 70% ของคนไทยเสียชีวิตเนื่องจากกลุ่มโรคเหล่านี้ เพื่อให้ดีจึงต้องสังเกตมาตรฐานโภชนาการจากผู้ผลิตก่อนซื้อสินค้า เนสเล่จึงได้เชิญเหล่าเซเลบริตี้และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาให้ข้อมูล

ดร.ทิพย์วรรณ ปริญญาศิริ ผู้อำนวยการสำนักอาหารและยา เผยว่า การลดอัตราการเจ็บป่วยโรคไม่เรื้อรัง ต้องเริ่มจากเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ รู้จักใช้ชีวิตกระฉับกระเฉงไปพร้อมกับทานอาหารให้มีประโยชน์ ซึ่งเด็กไทยมีภาวะอ้วนเป็นลำดับต้นๆ ในเอเชีย รวมถึงป่วยเป็นเบาหวานและความดันเพิ่มขึ้นรวดเร็ว จึงต้องรณรงค์ให้คนไทยลดหวาน มัน เค็ม ซึ่ง อย.ได้ร่วมกับสถาบันโภชาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ออกแบบสัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพ เป็นตัวช่วยให้เข้าใจมากขึ้น

สำหรับวิธีการดูฉลากนั้นสามารถดูได้ง่ายๆ โดยหากมีสัญลักษณ์โภชนาการ “ทางเลือกสุขภาพ” ก็จะแสดงว่ามีปริมาณน้ำตาล ไขมัน และเกลือ (โซเดียม) ที่เหมาะสม นอกจากนั้นจะวางคู่กันกับฉลากโภชนาการ หวาน มัน เค็ม ที่แสดง 4 ข้อมูลสำคัญอันส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง ได้แก่ พลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียม ที่ด้านหน้าของฉลากผลิตภัณฑ์ เป็นตัวช่วยให้ผู้บริโภคสามารถอ่านหรือเปรียบเทียบโภชนาการในผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น

กรมส่งเสริมการเกษตรวางเป้าหมายการดำเนินงานในการพัฒนาเกษตรกรเข้าสู่มาตรฐาน
ตามระบบการจัดการคุณภาพการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี สำหรับพืช (GAP พืช) ปี 2561 ร่วมกับ
กรมวิชาการเกษตร พร้อมชูโรง ระบบฐานข้อมูล GAP Online และ Organic Online เพื่อพัฒนาระบบ
การทำงานให้เกิดความรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การดำเนินงานการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยความร่วมมือ ระหว่าง กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมวิชาการเกษตร ในการรับรองแหล่งผลิตพืชตามระบบการจัดการคุณภาพการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี สำหรับพืช (GAP พืช) ในปี 2561 กรมส่งเสริมการเกษตรมีเป้าหมายส่งเสริมเกษตรกรให้เข้าสู่มาตรฐาน GAP จำนวน 15,000 ราย ใน 67 จังหวัด บนพื้นที่แปลงใหญ่ทั้งหมด 428 แปลง ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้พัฒนาระบบ GAP Online เพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนการปฏิบัติงานที่สะดวกและรวดเร็วขึ้น โดยเกษตรกรที่ต้องการขอรับการรับรองมาตรฐาน GAP เข้ามายื่นคำขอ ณ สำนักงานเกษตรทั่วประเทศ แล้วกรมส่งเสริมการเกษตรจะทำการเพิ่มข้อมูลเกษตรกรเป้าหมายลงในระบบ แล้วจึงดำเนินการจัดอบรมถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร เพื่อเตรียมการเข้ารับการประเมินแปลงเบื้องต้น เมื่อกรมวิชาการเกษตรได้รับข้อมูลดังกล่าวผ่านระบบ จะสำรวจพื้นที่

เพื่อทำการตรวจแปลง เมื่อมีการประเมินผลตามเงื่อนไขแล้วเสร็จ จึงแจ้งผลการประเมินในระบบ
และกรมส่งเสริมการเกษตรสามารถนำข้อมูลผลการประเมินดังกล่าว แจ้งต่อเกษตรกรว่าได้รับการรับรอง GAP หรือไม่ หากไม่ได้รับการรับรองเนื่องจากดำเนินการไม่ถูกหลักในข้อปฏิบัติใด จะได้ทำการแก้ไข
ในปีต่อไป ทั้งนี้ ทั้ง 2 หน่วยงาน สามารถเชื่อมโยงข้อมูลในระบบได้ทันที ลดปัญหาการทำงานซ้ำซ้อน และความล่าช้าของเอกสาร นอกจากการพัฒนาระบบ GAP online แล้ว กรมส่งเสริมการเกษตรยังได้พัฒนา ระบบ Organic Online เพื่อรองรับการทำงานในอนาคตต่อไป

สำหรับการรับรองแหล่งผลิตตามระบบ GAP ในปี 2560 กรมส่งเสริมการเกษตรได้พัฒนาเกษตรกรเข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP จำนวน 34,090 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 77 จังหวัด เป็นแปลงเกษตรกรเป้าหมาย MOU (ไม้ผล มันฝรั่ง พืชผัก สับปะรด กล้วยไม้ สมุนไร ชา กาแฟ) จำนวน 12,886 ราย ผ่านการตรวจรับรองแล้ว 12,701 ราย รวมทั่วประเทศแล้ว เกษตรกรเข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP จำนวน 34,090 ราย คิดเป็น 95.94 % โดยปัญหาส่วนใหญ่ที่เกษตรกรไม่ผ่านการตรวจรับรอง เนื่องมาจาก การถือครองเอกสารสิทธิ์ที่ดินไม่ตรง พืชอายุสั้น ไม่ทันต่อการตรวจรับรอง เป็นเกษตรกรรายเดิมที่มีชื่ออยู่ในระบบแล้ว และตัวเกษตรกรเอง
ขอยกเลิกการตรวจรับรอง GAP

“การทำให้เกษตรกรได้รับมาตรฐาน GAP จะเป็นแนวทางการทำการเกษตรที่จะส่งผลให้ผลผลิตของเกษตรกรมีคุณภาพ ตรงตามมาตรฐาน ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรกร และผู้บริโภค และการทำระบบ GAP Online มาเป็นเครื่องมือ จะทำให้การทำงานเกิดความสะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดมากขึ้น” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติม

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คลังจะเสนอมาตรการช่วยเหลือผู้ลงทะเบียนรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจน ระยะที่ 2 (เฟส 2) เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 3 ม.ค. 2561 นี้ เพื่อใช้เป็นของขวัญปีใหม่ ให้กับผู้มีรายได้น้อย โดยแนวทางของมาตรการเฟส 2 กระทรวงการคลังต้องการให้ผู้มีรายได้น้อย ที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี ทั้งหมด 5.3 ล้านคน จากจำนวนผู้ลงทะเบียนบัตรคนจน 11.4 ล้านคน มีรายได้สูงกว่าเกณฑ์และหลุดพ้นจากความยากจนภายให้ได้ในปี 2561

ทั้งนี้ มาตรการบัตรคนจนเฟส 2 จะเป็นการร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ของหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงแรงงาน เมาร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการ เพื่อให้คนจนทั้งหมด 5.3 ล้านคน สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน มีรายได้ มีการศึกษา องค์ความรู้ในการเลี้ยงชีพ โดยมาตรการจะมีทั้งในส่วนที่เป็นการสนับสนุนผู้ที่สนใจประกอบอาชีพ มีธุรกิจเป็นของตัวเอง การส่งเสริมให้เป็นลูกจ้าง สนับสนุนให้ไปทำงานในต่างประเทศ และช่วยเหลือให้มีที่อยู่อาศัย

“ที่ผ่านมาคลังได้หารือกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง icid2018.org ซึ่งปลัดทุกกระทรวงเห็นด้วยและพร้อมที่จะร่วมมือ จึงมั่นใจได้ว่าการร่วมงานกันในครั้งนี้ จะมีประสิทธิภาพ เป็นไปด้วยความราบรื่น และที่สำคัญ จะต้องมีตัวชี้วัดผลของมาตรการที่จับต้องได้ เพื่อไม่ให้เป็นการช่วยแบบเหวี่ยงแห เพราะมาตรการเฟส 2 เป็นการลงพื้นที่ ทำข้อมูลเชิงลึกเป็นรายบุคคลทั้ง 5.3 ล้านคน ช่วยในการทำแผนที่ชีวิตแต่ละคนชัดเจน เป้าหมายคือจะต้องช่วยให้มีรายได้สูงกว่า 30,000 บาทต่อปีทั้งหมด 100%”

นายสมชัย กล่าวว่า ความคืบหน้าการผลักดันมาตรการให้สังคมไทยเป็นสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ดูในภาพรวมขณะนี้ เป็นที่น่าพอใจ ทั้งในส่วนของการผลักดันให้ใช้ระบบการชำระเงินผ่านคิวอาร์โค๊ด ซึ่งประชาชนและสถาบันการเงินมีความตื่นตัวมากขึ้น รวมทั้งการใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิต ซึ่งขณะนี้ ผู้ที่ใช้บัตรคนจนสามารถร่วมชิงโชคกับทางภาครัฐได้ทุกเดือน ก็มีความคึกคัก ทำให้คาดว่าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมไร้เงินสดเต็มรูปแบบได้ภายใน 3-4 ปีนี้ ส่วนประเด็นที่เป็นห่วงว่านโยบายบัตรคนจนจะเป็นการหาเสียงให้กับรัฐบาลชุดนี้หรือไม่นั้น เชื่อว่าเป็นนโยบายที่ดีที่ไม่ว่ารัฐบาลไหนเข้ามาก็ต้องทำ

นายสมชัย กล่าวว่า สำหรับการแจกโชคบัตรเดบิตประจำเดือน ธ.ค.2560 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ขยายผู้ร่วมรับสิทธิไปถึงผู้ที่ถือบัตรคนจนและร้านธงฟ้าประชารัฐ ปรากฏว่าผู้ใช้สิทธิบัตรคนจน คือ น.ส.เหน็ง คำจำรัส จาก จ.กาฬสินธุ์ และ นายสมคิด แก่นนอก ผู้ประกอบการร้านค้าปลีกในโครงการร้านธงฟ้าประชารัฐ ซึ่งเป็นลูกค้าของธนาคารกรุงไทย เป็นผู้ที่ได้รับรางวัลที่ 1 มูลค่ารางวัลละ 1 ล้านบาท ซึ่งตรงตามวัตถุประสงค์ของกระทรวงการคลัง ในการขยายสิทธิในการช่วยเหลือและกระตุ้นให้ผู้ใช้บัตรในการชำระแทนเงินสดมากขึ้น โดยเงินรางวัลได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 84 ล้านบาท ทั้งนี้ ในส่วนของบัตรคนจนหากได้รับรางวัลเงิน 1 ล้านบาทไปแล้ว ก็จะไม่ถูกตัดสิทธิใช้บัตรคนจนต่อไปด้วย

เป็นประจำทุกปีที่ธนาคารกรุงเทพสำนักงานใหญ่ สีลม จะจัดงาน “วันเกษตรก้าวหน้า”

ในปีนี้ คุณศิริเดช เอื้องอุดมสิน รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เป็นประธานจัดงาน “วันเกษตรก้าวหน้าประจำปี 2560” กล่าวเปิดงานไปเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ถือเป็นงานแฟร์ประจำปีที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2549 ด้วยความคิดริเริ่มจาก ทั่นโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ อดีตประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ ที่มีวัตถุประสงค์หลักสนับสนุนและโชว์ความก้าวหน้าด้านการเกษตรของลูกค้าธนาคาร

แต่ปีนี้พิเศษกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา ลูกค้าไม่ต้องพกเงินหรือบัตร แค่มีสมาร์ทโฟนก็เลือกซื้อสินค้าคุณภาพดีราคาพิเศษด้วยการชำระผ่าน QR Code

คุณศิริเดชบอกว่า สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่เตรียมตัวประเทศไทยสู่ “สังคมไร้เงินสด”

นอกจากรับสนองนโยบายรัฐแล้ว ยังยึดหลักนโยบายของธนาคารที่ว่า “เพื่อนคู่คิด” ผลักดันเกษตรกรก้าวหน้า ทันยุคสมัย 4.0 ด้วยใช่มั้ยคร้าาา (อิอิ)

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้แทนภาคเอกชน ผู้บริหารท้องถิ่น และผู้แทนเกษตรกรในภาคเหนือ ณ จังหวัดพิษณุโลก ว่า เอกชน ภาคเหนือเสนอของบประมาณดำเนิน 124 โครงการ วงเงิน 9,600 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการน้ำขนาดเล็กเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ จะปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้นรวม 12.66 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 12,250 ไร่ มีครัวเรือนได้รับ ประโยชน์ 52,780 ครัวเรือน ลุ่มน้ำ ก่อสร้างฝาย ประตูระบายน้ำ ปรับปรุงเพิ่ม ประสิทธิภาพการระบายน้ำ ปรับปรุงระบบส่งน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในลุ่มน้ำยม ที่ประสบปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำทุกปี ปัจจุบันในลุ่มน้ำยมสามารถเก็บกักน้ำในลุ่มน้ำได้เพียง 10% ของปริมาณน้ำที่ไหลทิ้งลงแม่น้ำน่านในแต่ละปี

กระทรวงเกษตรฯ เห็นว่า โครงการที่เสนอมาเป็นโครงการเดิมที่กรมชลประทานศึกษาไว้แล้ว และมีความพร้อมที่จะดำเนินการ มีทั้งหมด 4 โครงการ วงเงิน 1,900 ล้านบาท ประกอบด้วย การก่อสร้างประตูระบายน้ำในลำน้ำยม ได้แก่ ประตูระบาย น้ำท่านางงาม จังหวัดพิษณุโลก ประตูระบายน้ำท่าแห และประตูระบายน้ำโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร ทั้งนี้ เพื่อให้ทันสำหรับรองรับการบริหารจัดการน้ำหลาก ในปี 2561 ทั้ง 3 โครงการ วงเงินรวม 1,400 ล้านบาท และ โครงการขุดคลองแก้มลิงทุงหลวง ที่จังหวัดสุโขทัย วงเงิน 500 ล้านบาท