คุณยาย เฮียงไน้ เล่าให้ฟังว่า ขนมปังปิ้งของตนเองไม่ได้มีความพิเศษ

หรือโดดเด่นแตกต่างจากร้านอื่นๆ แต่ที่การันตีได้ก็คือความเก่าแก่ และเป็นขวัญใจของลูกค้าวัยเก๋า ที่ได้ซื้อกินกันตั้งแต่เด็ก เนื่อจากขายขนมปังปิ้งมาตั้งแต่อายุ 30 ปี ด้วยการเข็นรถขายไปตามงานวัด ตามหน้าโรงเรียน โดยเฉพาะเวลาหลังเลิกเรียนเด็กๆ กำลังเดินทางกลับบ้านก็จะแวะเวียนมาอุดหนุนกันทุกวัน จนเป็นที่รู้จักของเด็กๆ และผู้ปกครองจนมาถึงทุกวันนี้ สมัยแรกขายขนมปังปิ้ง ราคาแผ่นละ 50 สตางค์ ขายอยู่ประมาณ 3 ปี จนมาขึ้นราคาเป็นแผ่นละ 1 บาท ขายครบ 3 ปี ปรับเป็น 2 แผ่น 5 บาท และมาปรับราคาอีกครั้ง เป็นแผ่นละ 5 บาท ก่อนขึ้นเป็น 3 แผ่น 20 บาท จนถึงปัจจุบัน สาเหตุที่ปรับเนื่องจากราคาวัตถุดิบเพิ่มขึ้น ถึงแม้วันนี้ตนจะมีอายุเข้า 80 ปีแล้ว แต่ก็มีความสุขกับอาชีพนี้

เดิมทียายจะออกขายคู่กับสามี โดยจะออกเข็นรถขายขนมปังปิ้ง ส่วนสามีตั้งร้านขายก๋วยเตี๋ยวชามละ 10 บาท ที่ต้นโพธิ์ข้างข้างสภ.เมืองราชบุรี ยายเฮียงไฮ้เผยถึงความรู้สึกช่วงนั้นด้วยรอยยิ้มว่า ตนมีความสุขมาก อยู่กับสามีซึ่งเป็นคู่ชีวิตที่ดีมาก รักกันดูแลซึ่งกันและกัน แม้ครอบครัวจะมีฐานะที่ไม่ร่ำรวยหาเช้ากินค่ำ ตรากตรำทำงานมาด้วยกัน จนมีบุตรด้วยกัน 4 คน แต่ละคนก็มีหน้าที่การงานที่ดีแตกต่างกันไปแต่ละคน จน 4 ปีก่อน สามีคู่ชีวิตต้องจากไปไม่มีวันกลับ ซึ่งตนก็บอกกับสามีว่า “จะดูแลตัวให้มีความสุข จะอยู่กับลูกๆ ไม่ต้องห่วง” โดยที่ยายเฮี้ยงไน้ก็ทำเรื่อยมาด้วยการออกขายขนมปังปิ้ง แม้ลูกๆหลานๆ จะขอให้หยุด แต่ตนก็ขอที่จะออกมาขาย ทำในสิ่งที่รัก ถ้าไม่ทำก็ต้องนอนป่วยอยู่กับบ้าน ออกมาได้พบปะผู้คน พบลูกค้าหน้าเก่าๆ ทำให้มีความสุขและไม่เจ็บป่วย

ยายเฮียงไฮ้เล่าต่อว่า ทุกวันนี้จะออกมาตั้งร้านช่วงบ่ายๆ จะได้ลูกๆหลานๆ มาช่วยกัน เพราะเป็นห่วง เนื่องจากอายุมากแล้ว โดยร้านไม่ต้องเตรียมมอะไรมาก ตั้งเตาถ่าน เตรียมขนมปังเป็นปอนด์จะใช้วันละ 5 – 10 ปอนด์ และจะมีแยมทาหน้าขนมปัง อาทิ น้ำพริกเผา แยมสตอเบอรี่ แยมสับปะรด เนย นม น้ำตาล และหมูหยอง จะเริ่มตั้งร้านเวลา 15.30 น. ขายเรื่อยไปจนถึงเวลา 20.30 น.ของทุกวัน วันไหนฝนตกก็จะหยุดขาย ส่วนวิธีการปิ้งขนมปังของยายนั้น จะเริ่มตั้งแต่การติดเตาถ่านให้ได้อุณหภูมิความร้อนที่พอเหมาะ ไม่แรงเกินไปเพราะจะทำให้ขนมปังไหม้ได้ ต้องใช้แต่ความร้อนของถ่านเท่านั้น ปิ้งขนมปังแผ่นละประมาณ 1 นาที ก่อนจะนำมาโรยแยม ทาเนย หรือแล้วแต่ลูกค้าจะสั่งกันแบบตามใจชอบ อาทิ เนยนม นมน้ำตาล หมูหยอง หรือจะเป็นน้ำพริกเผา น้ำพริกเผาหมูหยอง พอปิ้งได้ที่ก็จะนำมาหั่นด้วยมีดคมๆ และแพ็กใส่ถุงกระดาษแบบพับเอง และก็ใช้ใส่ขนมมากว่า 50 ปีเช่นกัน ก่อนจะส่งถึงมือลูกค้า ราคาก็จะอยู่ที่การสั่ง 20 – 40 บาท จะตกอยู่ที่ 3 แผ่น 20 บาท คิดเป็นแผ่นๆละ 7 บาท วันหนึ่งขายได้ประมาณ 800 – 1,000 บาท ก็มีความสุขแล้ว

ยายเฮียงไน้ ยังบอกอีกว่าขนมปังปิ้งเนยนม เนยน้ำตาล จะขายดีสุด เพราะลูกค้ากินกันตั้งแต่เด็กๆ บางคนกลับมาจากกรุงเทพฯ ก็จะแวะมาซื้อกันครั้งระ 100 – 200 บาท ทำให้บางวันขายหมดก่อนเวลา สาเหตุที่ขายดี เพราะน่าจะเกิดจากความหอมของเนยนมทำให้ลูกค้าติด และความเป็นกันเองของยายกับลูกค้า จนทำให้ลูกค้าชื่นชอบมาอุดหนุนกันแบบไม่ต้องต่อราคา ซื้อเท่าไหร่ก็ขายเท่านั้น หมดแล้วหมดเลย

ทุกวันนี้ลูกค้าที่จะมาอุดหนุนหรือลูกค้าเก่าๆ ก็ต้องมาซื้อที่ตรงริมถนนสายแม้นรำลึกฝั่งตรงข้ามกับซอยแม้นรำลึก 6 เขตเทศบาลเมืองราชบุรี เพราะตนเองอายุมากแล้วต้องหยุดเข็นขายเมื่อตอนอายุ 75 ปี ด้วยความชราจะเดินเข็นไปไกลๆเหมือนก่อนก็ไม่ได้ ยอมรับว่าเบื่อเพราะต้องนั่งอยู่กับที่ ราว 5 ปีเศษ ไม่เหมือนก่อนเข็นมาเกือบ 45 ปี มันเป็นเรื่องปกติของคนทำงาน แม้ขายขนมปังไม่ยุ่งยากลงทุนน้อยแต่ได้กำไร แต่ที่กำไรมากๆ ก็คือได้ทำในสิ่งที่รัก ทำในสิ่งที่ถนัด ไม่ต้องนอนอยู่กลับบ้านเดี๋ยวก็ป่วย ทำอะไรไม่ไหว พอได้ออกมาขายนานๆจะป่วยซักครั้ง พอเป็นก็หลายวันเลย

ยายยังภูมิใจนะ ที่มีลูกหลานดีเขาก็เป็นห่วงกัน วัยย่างเข้ามาได้ 80 ปีแล้ว แม้คู่ชีวิตจะล่วงลับไปก่อน แต่ก็ต้องขอบคุณเขาที่อยู่ดูแลกันมายาวนาน มีลูกที่ดีมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ สำหรับลูกค้าที่จะมาอุดหนุนขนมปังปิ้งโบราณเจ้าเก่า ของยายเฮียงไนซ์ ก็มาซื้อทุกวันตั้งแต่เวลา 15.30 – 20.30 น. ของทุกวัน หรือจะโทรมาสอบถามเส้นทางก็โทรได้ที่หมายเลข 064-5526897

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีนายศิริ? จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน เป็นประธาน ยังคงรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือนขนาดถัง 15 กิโลกรัม (ก.ก.) อยู่ที่ 363 บาทตลอดไปจนถึงสิ้นปีนี้

โดยกบง. ได้รับทราบความเคลื่อนไหวของราคาแอลพีจีตลาดโลกยังมีความผันผวนทั้งปรับขึ้นและลงสองทิศทาง ซึ่งล่าสุดเดือนส.ค. ราคาแอลพีจีตลาดโลกเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 25 เหรียญสหรัฐต่อตัน อยู่ที่ 587.50 เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่ราคาแอลพีจีคาร์โก้ที่ใช้อ้างอิงราคาในประเทศอยู่ที่ 562.50 เหรียญสหรัฐต่อตัน ทำให้ราคาแอลพีจีโดยรวมยังทรงตัว

สำหรับความก้าวหน้าการส่งเสริมใช้น้ำมันดีเซเกรดพิเศษ หรือบี 20 ในช่วง 5 สัปดาห์ที่ผ่านมา (ตั้งแต่วันที่ 2 ก.ค.-6 ส.ค. 2561) เพื่อลดค่าครองชีพของประชาชนจากค่าบริหารขนส่งและค่าโดยสารรถสาธารณะ เพื่อแก้ปัญหาน้ำมันปาล์มดิบล้นตลาด พบว่ามียอดการใช้รวม 1.3 ล้านลิตร หรือประมาณ 1 ล้านลิตรต่อเดือน เทียบกับเป้าหมายที่กำหนดการใช้บี 20 ที่ตั้งไว้ 5.4 ล้านลิตรต่อเดือน ถือว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยใช้เงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 4.14 ล้านบาท

ปัจจุบันบัญชีกองทุนฯ ณ วันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา มีสถานะสุทธิ 28,521 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินในบัญชีน้ำมัน 29,468 ล้านบาท และบัญชีแอลพีจีติดลบ 947 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาบัญชีแอลพีจีมีเงินไหลออกจากประมาณ 700 ล้านบาท โดยมั่นใจว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้มีเงินเหลือกว่า 2,000 ล้านบาทจะเพียงพอสำหรับรักษาเสถียรภาพราคาแอลพีจีได้ตลอดทั้งปีนี้

นายทวารัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า กบง. ยังได้รับรายงานสถานการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศ (พีก) รวมทั้ง 3 การไฟฟ้า และจากผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองของปี 2561 อยู่ที่ 34,317 เมกะวัตต์ สูงกว่าพีกของปีก่อน 0.6% ขณะที่ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของระบบ 3 การไฟฟ้า อยู่ที่ 29,968 เมกะวัตต์ ต่ำกว่าลดลง 1.1% สะท้อนว่าประชาชนเริ่มผลิตไฟฟ้าใช้เองมากขึ้น

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีการหารือถึงประเด็นแนวทางรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (เอสพีพี) ระบบโคเจนเนอเรชั่นที่จะหมดสัญญาในช่วงปี 2560 โดยจะสรุปแนวทางเพื่อเสนอในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)

กระแสโซเชียลแห่ชื่นชมตำรวจหนุ่มไทย โพสต์แสดงความรู้สึกในเฟสบุ๊ค ระหว่างร่วมกิจกรรมวันแม่กับลูกๆ ทั้งสองคน ซึ่งอยู่ต่างโรงเรียนกัน เป็นภาพความน่ารักระหว่างพ่อและลูก ที่อุ้ม จับมือกัน กับลูกทั้งสองคน โดยมีข้อความว่า พ่อไม่รู้หรอกว่าในใจลูกจะคิดน้อยใจเสียใจไหมที่ไม่มีแม่มางานวันแม่เหมือนคนอื่นเค้า แต่พ่อจะเป็นทั้งพ่อและแม่ให้แก่ลูก ชีวิตอาจไม่ได้ราบรื่น แต่พ่อก็จะพยายามทำทุกอย่างให้ลูกได้สบายและมีความสุขไม่ว่าจะวันอะไรพ่อก็รักลูกที่สุด หลังจากได้โพสต์รูปและข้อความลงไปเพียงไม่นาน ก็มีคนแห่ชื่นชมส่งข้อความเป็นกำลังใจกันอย่างมาก

จากการตรวจสอบพบผู้โพสต์คือ ส.ต.ท.วรนัญ วรวงษ์ รับราชการตำแหน่ง ผบ.หมู่ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 31 จ.พิษณุโลก โดยวันนี้มีกิจกรรมวันแม่แห่งชาติ ซึ่งทางโรงเรียนได้จัดขึ้น จึงได้ลางานมาทำหน้าที่แม่ ให้กับลูกทั้งสองคน เนื่องจากได้แยกทางกับแม่ของลูกแล้ว โดยในช่วงเช้าไปร่วมงานกิจกรรมวันแม่กับ น้องกราฟฟิก ลูกคนเล็ก อายุ 3 ขวบ ที่โรงเรียนทรัพย์สถิตย์วิทยาคาร ต.หนองปลิง อ.เมือง จ.กำแพงเพชร หลังจากร่วมกิจกรรมกับลูกชายคนเล็กแล้ว ต้องรีบเดินทางต่อให้ทันร่วมกิจกรรมวันแม่ของลูกชายคนโต น้องการ อายุ 9 ขวบ ที่โรงเรียนวัดคูยาง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.กำแพงเพชร แต่สุดท้ายก็มาไม่ทันช่วงพิธี แต่ลูกคนโตเป็นคนว่านอนสอนง่าย เข้าใจว่าตนมีเหตุจำเป็น ที่ไม่สามารถเดินทางมาร่วมกิจกรรมทันเวลา

ส.ต.ท.วรนัญ เปิดเผยว่า มีความรู้สึกภูมิใจ กับสิ่งที่ได้ทำให้กับลูกชายทั้งสอง แต่ก็กลัวว่าลูกจะมีความรู้สึกเสียใจไม่มีแม่มาด้วย ซึ่งตนจะมาเป็นประจำทุกปี หลังจากที่ได้โพสต์รูปลงไปในเฟสบุ๊ค มีคนเข้ามาคอมเม้นให้กำลังใจ จากที่เคยท้อกลับมามีแรงใจยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีเวลาให้กลับลูกทั้งสอง เฉพาะวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เท่านั้น ส่วนวันอื่นแม่ของตนจะเป็นผู้ดูแลแทน เนื่องจากตนต้องรับราชการอยู่ต่างจังหวัด

ผักกูด จัดอยู่ในตระกูลเฟิร์น และปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวได้ตลอด แถมยังปลอดสารพิษ จึงเป็นที่ต้องการของตลาด และสร้างรายได้งามตลอดทั้งปี เนื่องจากนำมาปรุงเป็นอาหารได้หลายเมนู เหมือนอย่างเช่น นายชง นาคิน อายุ 68 ปี อยู่บ้านเลขที่ 71/1 หมู่ที่ 8 ตำบลนาชุมเห็ด อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง ซึ่งเป็นคนชื่นชอบในการปลูกผักพื้นบ้านไว้กินเอง ส่วนที่เหลือก็จะแจกและขาย โดยเฉพาะการปลูกผัดกูด ในสวนยางพารา และปาล์มน้ำมัน ที่นำมานานกว่า 20 ปีแล้ว ในเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ ซึ่งเป็นพืชผักที่ดูแลไม่ยาก ประกอบกับจังหวัดตรังมีฝนตกตลอดทั้งปี จึงแทบไม่ต้องให้น้ำ โดยให้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ เดือนละ 2 ครั้ง ก็เพียงพอแล้ว

ทั้งนี้ หลังจากดูแลผักกูดรุ่นแรกไปแค่ 6 เดือน ก็สามารถเก็บยอดขายได้แล้ว และยังสามารถเก็บเกี่ยวไปได้ตลอด เนื่องจากผักกูดจะมีการขยายพันธุ์ด้วยสปอร์ ทำให้ยิ่งนานวันผักกูดก็ยิ่งเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ โดยคุณลุงจะเก็บเกี่ยวยอด 1 วัน เว้น 2 วัน ได้ผลผลิตครั้งละไม่ต่ำกว่า 20-30 กิโลกรัม เพื่อนำไปขายในราคากิโลกรัมละ 20-25 บาท ซึ่งมีพ่อค้าคนกลางมารับถึงบ้าน หรือแบ่งขายเป็นมัดละ 10 บาท ที่ตลาดประชารัฐต้นน้ำลำขนุน นอกจากนี้ยังสามารถขายต้นกล้าได้ด้วย ในราคาต้นละ 3 บาท โดยมีลูกค้าจะสั่งเข้ามาครั้งละ 1-5 พันต้น จนสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรรายนี้ได้ให้อย่างงดงาม

ซึ่งหากเปรียบเทียบกับอาชีพทำสวนยางพาราในภาคใต้ จะพบว่า ผักกูดสามารถสร้างรายได้ให้มากกว่าถึง 3 เท่า แถมยังเป็นที่นิยมของผู้บริโภค เนื่องจากยอดอ่อนของผักกูด จะมีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิตสูง บำรุงสายตา บำรุงโลหิต ช่วยแก้ไข้ตัวร้อน แก้โลหิตจาง ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ลดคอเลสเตอรอลในเม็ดเลือด มีสารบีตา-แคโรทีน และธาตุเหล็กสูง อีกทั้งนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู อาทิ ยำ แกงกะทิกับปลาย่าง ผัดน้ำมันหอย ลวกกะทิ ลวกจิ้มน้ำพริก นอกจากนั้น ผักกูดยังเป็นตัวชี้วัดสภาพแวดล้อมว่า ถ้าบริเวณดังกล่าวอากาศไม่ดี ดินไม่บริสุทธิ์ หรือมีสารเคมีเจือปนอยู่ จะไม่สามารถปลูกได้ หรือจะไม่ขึ้น หรือแตกต้นอย่างเด็ดขาด

นายประภัสสร์ มาลากาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธานการแถลงข่าว การขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ณ ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร สวนลุงบุญลอย ทรัพย์มา หมู่ที่ 5 ต.บ้านแพ้ว อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร โดยมีนางสาวมารศรี ติปยานนท์ พาณิชย์จังหวัดสมุทรสาคร นายชาญศักดิ์ ขจรบุญ เกษตรอำเภอบ้านแพ้ว นายบุญลอย ทรัพย์มา ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะปลูกมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว และนายบุญประเสริฐ ทรัพย์มา เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม ร่วมแถลงข่าวต่อส่วนราชการ เกษตรกรผู้เพาะปลูกมะพร้าวน้ำหอมจาก 3 อำเภอ และสื่อมวลชน ที่เข้าร่วมรับฟังการแถลงข่าวเป็นจำนวนมาก

นายประภัสสร์ กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้ให้นโยบายและให้ความสำคัญในการสร้างฐานการผลิต จากผลิตภัณฑ์ชุมชนให้เข้มแข็ง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ให้การส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชนด้วยสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ให้ครบทั้ง 77 จังหวัด และส่งเสริมการขึ้นทะเบียน GI ไทยในต่างประเทศ เพื่อขยายตลาดสินค้า GI ไทยที่มีศักยภาพ ซึ่งจังหวัดสมุทรสาครได้ดำเนินการจัดทำคำขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สินค้ามะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว

กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2561 กระทั่งต่อมากรมทรัพย์สินทางปัญญาได้นำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทุกขั้นทุกตอน จนประกาศขึ้นทะเบียน มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว เป็นสินค้า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ของจังหวัดสมุทรสาคร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงนับเป็นความสำเร็จอีกขึ้นหนึ่งของผลผลิตทางการเกษตรจังหวัดสมุทรสาคร ที่จะก้าวไปสู่การเพิ่มมูลค่าสินค้าและคุณภาพมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับของผู้รับประทานมะพร้าวน้ำหอมทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเมื่อมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้วได้รับ GI

ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนี้ก็จะเดินหน้าผลักดันให้ ลำไยพวงทอง ได้ขึ้นทะเบียน GI เป็นผลผลิตทางการเกษตรลำดับที่ 2 ของจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งผลไม้ของจังหวัดสมุทรสาครนั้นนับว่ามีความโดดเด่นกว่าจังหวัดอื่นๆ เนื่องจากเป็นเมือง 3 น้ำ คือ น้ำเค็ม น้ำกร่อย และน้ำจืด ทำให้ผลิตผลทางการเกษตรที่ออกมามีทั้งคุณภาพและรสชาติดี หอมหวาน อร่อยเป็นพิเศษ

นายบุญลอย ทรัพย์มา ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะปลูกมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว กล่าวอีกว่า สำหรับมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาครนี้ มีลักษณะเด่น ก็คือ เป็นมะพร้าวน้ำหอมต้นเตี้ย ผลกลมรี ก้นมีจีบเป็นพู 3 พูชัดเจน เปลือกมีสีเขียว เนื้อมะพร้าวเหนียวนุ่ม น้ำมะพร้าวมีรสหวานและมีกลิ่นหอมคล้ายใบเตย ซึ่งปลูกครอบคลุมในพื้นที่ 3 อำเภอของจังหวัดสมุทรสาคร ได้แก่ อำเภอเมืองสมุทรสาคร อำเภอกระทุ่มแบน และอำเภอบ้านแพ้ว

นางสาวมารศรี ติปยานนท์ พาณิชย์จังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า ในส่วนของเกษตรกรจังหวัดสมุทรสาคร ที่จะได้รับคัดสรรให้ใช้สัญลักษณ์ GI บนมะพร้าวน้ำหอมหรือผลิตภัณฑ์อันเนื่องมาจากมะพร้าวน้ำหอมนั้น จะต้องผ่านการตรวจสอบทุกขั้นตอนอย่างละเอียดจากทางสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสมุทรสาครและคณะกรรมการตรวจสอบ เพื่อเป็นการยืนยันถึงคุณภาพของมะพร้าวน้ำหอมทุกลูก หรือผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวน้ำหอมทุกรูปแบบว่า อร่อย มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และตรงตามหลักเกณฑ์ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญากำหนดไว้ ซึ่งก็จะเป็นการันตีให้ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ มั่นใจได้ว่าเป็นมะพร้าวน้ำหอมที่ผ่านการคัดสรรมาแล้วอย่างดีเยี่ยม

จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวยายมณี หมวกผา หญิงชราวัย 75 ปี อยู่บ้านเลขที่ 27/2 หมู่ 10 ต.เสมาใหญ่ อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา คุณแม่ผู้อาภัพ ถูกลูกชายคนเดียวหนีเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ทอดทิ้งไม่เหลียวแลกว่า 5 ปี ต้องอาศัยอยู่ในบ้านมุงสังกะสีสภาพเก่าผุพัง ปลูกในที่ดินของคนอื่น กับหลานชายตัวน้อยที่ลูกทิ้งไว้ให้เลี้ยง ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น

ล่าสุด วันนี้ 11 สิงหาคม มีธารน้ำใจจากประชาชนที่ติดตามข่าวจากทั่วสารทิศ เดินทางมาเยี่ยมและให้กำลังใจยายมณีกันเป็นจำนวนมาก มีการบริจาคข้าวสาร อาหารแห้ง และของอุปโภคบริโภค เพื่อให้ยายสามารถกินใช้ได้อีกนาน มีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานราชการและเอกชนเข้าไปเยี่ยมเยือน และติดตามการช่วยเหลือ เบื้องต้นสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครราชสีมา ได้เข้ามาช่วยเหลือในรายของ ด.ช.พีรภัทร หมวกผา หลานชายวัย 9 ขวบ เป็นเงินเดือนละ 2,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายในการเรียนทุกเดือนจนกว่าจะอายุครบ 18 ปี บ้านพักเด็กและครอบครัวนครราชสีมา มอบให้ครั้งละ 1,000 บาท ทางอำเภอบัวใหญ่มอบเงินค่าใช้จ่าย 2,000 บาท พร้อมสิ่งของอุปโภคบริโภค พร้อมมอบจักรยานจากผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ให้ 1 คันด้วย

ยายมณี ยังได้กล่าวขอบคุณทุกกำลังใจจากประชาชนชาวไทยที่ได้มอบให้กับคุณยาย ทำให้เหมือนยายได้เกิดใหม่อีกครั้ง สำหรับวันแม่ที่จะมาถึงนี้ คุณยายไม่เหงาอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากมีคนเดินทางมาเยี่ยมแทบทุกวัน ไม่ต้องกินข้าวกับน้ำตาเหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา ส่วนลูกชายของคุณยายหลังจากได้ประกาศตามหาตามสื่อไปแล้ว ก็ยังไม่ได้ติดต่อกลับมา ซึ่งคุณยายก็ไม่รู้ว่าลูกชายจะเป็นตายร้ายดีเช่นไร เนื่องจากไม่มีใครสามารถติดต่อกับลูกชายของยายได้เลย แต่เมื่อได้รับการช่วยเหลือจากทุกคนเช่นนี้ คุณยายก็เบาใจและจะเลี้ยงหลานคนนี้ให้ดีที่สุด แต่ลึกๆ แล้วคุณยายมณีก็อยากให้ลูกชายคนเดียวกลับมาทุกวัน โดยหวังว่าวันแม่ปีนี้การรอคอยของคุณยายจะสมหวัง

เมื่อถึงฤดูฝนเราคงอดกังวลไม่ได้ที่หอยทากที่จะบุกมาถึงสวนของเรา ฤดูฝนเป็นช่วงเวลาของการเจริญเติบโตที่เหมาะสมของหอยทาก เนื่องจากสภาพอากาศที่มีความชื้นสูง ตามธรรมชาติหอยทากจะวางไข่ตามซากใบไม้ ขอนไม้ผุพัง รวมถึงบริเวณใต้ดินร่วนซุย

การกำจัดหอยทากจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปหากเรามีวิธีกำจัดที่ถูกต้อง และสามารถทำได้ง่ายๆ ในทุกครัวเรือนด้วยวิธีออร์แกนิก เก็บไปโยนทิ้ง เป็นวิธีเบสิกที่ทำได้ง่ายแต่ต้องอาศัยแรงขยันคือการเก็บหอยทากทิ้งให้ไกลจากสวน โดยเลือกเก็บช่วงเวลากลางคืน ซึ่งเป็นจะเป็นเวลาที่หอยทากจะออกหากินและปรากฏตัวให้เห็นได้ชัด หลังจากเก็บทิ้งแล้วควรเก็บซากใบไม้ เพื่อป้องกันการวางไข่ซ้ำ
2. ใช้เปลือกไข่ ตากแห้ง แล้วบดให้เป็นชิ้นละเอียดโรยรอบๆ แปลงปลูกต้นไม้ ผิวของเปลือกไข่จะทำให้หอยทากรู้สึกระคายเคืองเนื่องจากผิวของหอยทากมีความบางมาก

3. เกลือ นอกจากผิวหอยทากจะบางแล้ว ยังไม่ชอบความความเค็มอีกด้วย เกลือจึงเป็นหนึ่งในสิ่งที่สามรถกำจัดหอยทากที่ได้ผลเสมอ โรยเกลือรอบๆ ต้นไม้ ระวังอย่าให้โดนรากไม่เช่นนั้นต้นไม้อาจจะตายได้
4. กระเทียม กลิ่นของกระเทียมที่มีธาตุกำมะถัน สามารถไล่สัตว์และแมลงได้หลายชนิด รวมถึงหอยทากด้วย โดยการตำกระเทียมทั้งเปลือก 2-3 กำมือให้ละเอียด แช่น้ำประมาณ 4 ลิตร ทิ้งไว้ 1 คืน กรองเอาแต่น้ำมาใช้ฉีดพ่นพืชผัก กระถางต้นไม้ที่หอยทากเดินผ่าน

และยังมีอีกหลายอย่าง เช่น กากกาแฟ ผงถ่าน และปูนขาว ที่สามารถนำมาใช้กำจัดศัตรูพืชตัวร้ายนี้ได้เหมือนกัน ลองดูกันนะคะ แล้วหอยทากจะไม่ใช่เรื่องที่ทำให้คุณต้องกังวลอีกต่อไป

โล่งใจได้ระดับหนึ่ง เขื่อนแก่งกระจาน น้ำเริ่มลด หลังผ่านจุดสูงสุดแล้ว คุมเข้มไม่ให้เข้าเมืองเพชร
วันที่ 10 ส.ค. ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อม ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเพชรบุรี โดยมี นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน นายเกิดชัย ธัญวัฒนกุล ผู้อำนวยการชลประทานที่ 14 นายสันต์ จรเจริญ ชลประทานจังหวัดเพชรบุรี พร้อมส่วนราชการในสังกัด ให้การต้อนรับ ณ เขื่อนแก่งกระจาน

ดร.ทองเปลว เปิดเผยว่า ปัจจุบัน เขื่อนแก่งกระจานมีปริมาณน้ำในอ่าง 734 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 103 ของความจุอ่าง มีการระบายน้ำรวม 196 ลบ.ม.วินาที ปริมาณน้ำที่ระบายผ่านเขื่อนแก่งกระจาน ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในเกณฑ์ 210 ลบ.ม./วินาที เมื่อวันที่ 9 ส.ค.61 ซึ่งเป็นไปตามที่กรมชลประทานคาดการณ์ไว้ แนวโน้มปริมาณน้ำเริ่มลดลง

สำหรับระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนแก่งกระจานที่สถานี B.3 A บ้านสองพี่น้อง อ.แก่งกระจาน ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 0.83 เมตร ปริมาณน้ำไหลผ่าน 175.15 ลบ.ม./วินาที สถานี B.9 บ้านสารเห็ด อ.แก่งกระจาน ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 1.89 เมตร ปริมาณน้ำไหลผ่าน 187.10 ลบ.ม./วินาที

สถานี B.10 อ.ท่ายาง ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 3.79 เมตร ปริมาณน้ำไหลผ่าน 130.50 ลบ.ม./ต่อวินาที สถานี B.16 อ.บ้านลาด ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 1.05 เมตร ปริมาณน้ำไหลผ่าน 118.75 ลบ.ม./วินาที และสถานี B.15 อำเภอเมืองเพชรบุรี ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 0.67 เมตร ปริมาณน้ำไหลผ่าน 100.48 ลบ.ม./วินาที

ส่วนสถานการณ์น้ำที่เขื่อนเพชร ปัจจุบันบริเวณหน้าเขื่อนเพชรมีน้ำไหลผ่านประมาณ 184 ลบ.ม./วินาที กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำโดยตัดยอดน้ำบริเวณหน้าเขื่อนเพชรเข้าระบบชลประทานฝั่งซ้าย – ฝั่งขวาและ คลองระบายน้ำ D.9 รวมทั้งสิ้น 70 ลบ.ม./วินาที