คุณวินัย หวันชัยศรี เกิดเมื่อ วันที่ 29 เมษายน 2487 ปัจจุบัน

อายุได้ 74 ปี บ้านเลขที่ 115 หมู่ที่ 4 บ้านหนองสะลิง ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ได้รับการพิจารณาคัดเลือกเป็นเกษตรกรดีเด่นสาขาอาชีพทำสวนระดับเขต ประจำปี 2553 ของสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กรมส่งเสริมการเกษตร

เกษตรกรที่สนใจการผลิตลำไยนอกฤดูสามารถเข้าไปศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนความรู้ได้ที่ สวนคุ้มไร่ไผ่บง หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (081) 671-5559, (083) 478-7499, (087) 301-7407

มีคำถามจากหลายคนว่า นโยบายที่รัฐบาลกำลังผลักดันเรื่องการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการปลูก ข้าวนาปรังในฤดูแล้งดีหรือไม่? แล้วใครกันแน่ที่จะได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้? เกษตรกรควรหันไปปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือไม่? บทความนี้ได้ทำการศึกษาและวิเคราะห์นโยบายดังกล่าว ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

ที่มาของโครงการเป็นอย่างไรอย่างที่ทราบกันดีว่า การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยส่วนใหญ่ปลูกกันในพื้นที่นอกเขตชลประทาน หรือคิดเป็นประมาณ ร้อยละ 96-97 ของพื้นที่ปลูกข้าวโพดทั้งหมด นอกจากนั้น ยังปลูกกันในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม และเหมาะสมต่ำ (S3 และ N) ถึงร้อยละ 33 ของพื้นที่เพาะปลูก (ภาพที่ 2) ประกอบกับปัญหาอุปทานล้นตลาดของข้าว และปัญหาผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ไม่เพียงพอกับความต้องการ จึงทำให้รัฐบาลริเริ่มนโยบายบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมของประเทศ หรือที่เรียกกันว่า “โซนนิ่ง” (Zoning) เพื่อใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุด ไปพร้อมๆ กับการสร้างสมดุลด้านอุปสงค์และอุปทานในตลาดข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยปัจจุบันรัฐบาลได้พยายามส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนข้าวนาปรัง

ที่ผ่านมาได้เห็นการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลตอบแทนสุทธิของพืชแต่ละชนิดของรัฐบาล ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการปลูกข้าวนาปรัง ขณะเดียวกันก็มีความเห็นต่างเรื่อง ข้อมูลที่รัฐบาลนำมาใช้วิเคราะห์ แม้ว่าการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลตอบแทนสุทธิที่ได้จากข้าวนาปรังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์โดยตรงจะช่วยในการตัดสินใจได้ในระดับหนึ่ง แต่อาจจะเกิดการผิดพลาดได้ เนื่องจากไม่ได้ คำนึงถึงดุลยภาพตลาดที่จะเปลี่ยนแปลงไปหลังจากมีนโยบาย

บทความนี้ได้เพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์โดยคำนึงถึงดุลยภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม หลังจากมีนโยบายโดยใช้แบบจำลองภาคเกษตรของประเทศไทย (THAI Agricultural Sector Model) ซึ่งเป็น แบบจำลองคณิตศาสตร์เชิงพื้นที่ที่คำนวณราคาและการจัดสรรทรัพยากร (Price Endogenous Spaitial Equilibrium Optimization Model) โดยใช้อุปสงค์และอุปทานของสินค้าเกษตร 5 ชนิด ครอบคลุม 77 จังหวัด โดยมีสมการเป้าหมายคือ การแสวงหาสวัสดิการสังคมโดยรวมสูงที่สุด (Welfare Maximization)

ข้อมูลในแบบจำลองได้ถูกรวบรวมจากหลายแหล่ง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ 1) แผนที่ความเหมาะสมของพื้นที่เพาะปลูกจากกรมพัฒนาที่ดิน; 2) ผลผลิตต่อไร่ พื้นที่เพาะปลูก และปริมาณผลผลิต จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และสำมะโนเกษตร; 3) ต้นทุนการผลิตรายจังหวัดประมาณจากแบบสำรวจภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนและแรงงานเกษตร ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร; 4) ปริมาณความต้องการใช้น้ำของพืชแต่ละชนิด จากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร; 5) พื้นที่เขตชลประทาน จากกรมชลประทาน

ผลการศึกษา พบว่า ควรมีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนข้าวนาปรัง 1,845,710 ไร่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ผลตอบแทนต่อกิโลกรัมที่สูงกว่าข้าวนาปรัง (ภาพที่ 1) หากทำได้จริงนโยบายนี้คาดว่าจะทำให้สวัสดิการโดยรวมของสังคมเพิ่มขึ้น +17,624 ล้านบาทต่อปี เมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณที่ภาครัฐ อุดหนุนผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ประกันภัยพืชผลและอื่นๆ นับว่ามีความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์สูง หากรัฐบาลต้องการเพิ่มพื้นที่ปลูกข้าวโพดหลังนาจากปัจจุบันที่มีเพียงประมาณเกือบ 1 ล้านไร่ ก็ยังสามารถทำได้โดยเพิ่มแรงจูงใจเพื่อดึงดูดให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากขึ้น

ผลผลิตต่อไร่ของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่รัฐบาลใช้เป็นไปได้หรือไม่

อีกหนึ่งคำถามที่หลายคนสงสัยคือ ตัวเลขผลผลิตต่อไร่ของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่รัฐบาลใช้ (1,003 กิโลกรัม/ไร่) เป็นไปได้หรือไม่ เพราะถ้าดูจากข้อมูลในอดีตจะพบว่าตัวเลขค่อนข้างสูงจากที่มีการรายงานโดย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เมื่อรวบรวมข้อมูลระดับครัวเรือนจากแบบสำรวจภาวะเศรษฐกิจสังคม ครัวเรือนและแรงงานเกษตร พบว่า ตัวเลขที่รัฐบาลใช้มีความเป็นไปได้สูงเมื่อลองคำนวณการกระจายตัวของผลผลิตต่อไร่รายครัวเรือนทั่วประเทศประกอบกับการคำนวณหาผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ในเดือนที่เกษตรกรรายงาน

ว่ามีปริมาณขายสูงสุด โดยผลผลิตต่อไร่เฉลี่ยในเดือนมีนาคมมีค่าสูงที่สุด ขณะที่เดือนอื่นๆ ในช่วงฤดูแล้งก็มีผลผลิตต่อไร่เฉลี่ยสูงกว่า 950 กิโลกรัม ต่อไร่ โดยระหว่างช่วงเดือนกุมภาพันธ์- พฤษภาคม ผลผลิตต่อไร่ เฉลี่ยจะมีค่าเท่ากับ 1,014 กิโลกรัม ต่อไร่ นอกจากนั้น การลงพื้นที่ภาคสนามในจังหวัดเพชรบูรณ์เมื่อต้นปีนี้ พบว่าเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดหลังนาส่วนใหญ่สามารถได้ผลผลิตต่อไร่สูงถึง 1,000 กิโลกรัม/ไร่ บางหลายสามารถทำได้สูงถึง 1,700 กิโลกรัม/ไร่ ที่ความชื้น 14.5%

แล้วเกษตรกรจะได้ประโยชน์จริงหรือไม่ หากหันไปปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แทนข้าวนาปรัง

คำตอบคือ มีความเป็นไปได้สูงที่เกษตรกรจะได้ผลตอบแทนสุทธิจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แทนการปลูกข้าวนาปรัง โดยสามารถยกตัวอย่างให้เห็นในสถานการณ์ต่างๆ เช่น กรณีที่ทำได้ตามนโยบายการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ย่อมให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการปลูกข้าวนาปรังมาก กรณีถัดไปหากสมมติให้ราคาข้าวโพดลดลงเหลือ 7.50 บาท ต่อกิโลกรัม ขณะที่ผลผลิตและราคาข้าวนาปรังสูงขึ้นเป็น 783 กิโลกรัมต่อไร่ (คำนวณจากสำมะโนเกษตร ปี 2556) และ 8 บาท ต่อกิโลกรัม ตามลำดับ ซึ่งเป็นไปได้สูงเช่นกันเพราะปลูกในพื้นที่ชลประทานที่มีความเหมาะสม และกรณีเลวร้ายคือ ผลผลิตต่อไร่และราคาข้าวโพดลดลงเหลือ 800 กิโลกรัม ต่อไร่ และ 7.50 บาท ต่อกิโลกรัม ตามลำดับ ขณะที่ผลผลิตต่อไร่และราคาข้าวนาปรังสูงขึ้นเป็น 783 กิโลกรัม ต่อไร่ และ 8 บาท ต่อกิโลกรัม ตามลำดับ ซึ่งทุกกรณีพบว่าการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการปลูกข้าวนาปรัง

จะมีน้ำเพียงพอในการปลูกและราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะลดลงหรือไม่?

เรื่องขาดแคลนน้ำคงไม่น่าเป็นห่วงมากสำหรับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนข้าวนาปรัง เพราะการปลูกข้าวใช้น้ำเยอะกว่าการปลูกข้าวโพดมาก ซึ่งนโยบายดังกล่าวน่าจะช่วยทำให้ประหยัดน้ำได้ สำหรับราคาตลาดก็น่าจะอยู่ในทิศทางขาขึ้นและมีทิศทางขาลงที่จำกัด เนื่องจากประเทศผู้ผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในแถบอเมริกาใต้และล่าสุดคือ ออสเตรเลียฝั่งตะวันออกประสบกับภัยแล้งทำให้ผลผลิตข้าวโพดลดลง ซึ่งเป็นผลดีต่อราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในตลาดโลก

แล้วอะไรคือสิ่งที่น่ากังวลมากที่สุด ที่รัฐบาลควรเข้าไปช่วยจัดการ?

สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ ราคาจริงที่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้รับ มีแนวโน้มต่ำกว่าราคารับซื้อหน้าโรงงานมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ต้นปี 2560 จนถึงปัจจุบัน และสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงเกือบ 7 ปี ที่ผ่านมาติดต่อกันเกือบ 2 ปี ซึ่งนับว่าไม่ปกติ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะมาจาก 2 ปัจจัยหลัก ปัจจัยแรกอาจมาจากคุณภาพของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เกษตรกรผลิตได้ต่ำลงเรื่อยๆ ซึ่งน่าจะเป็นไปได้น้อย และปัจจัยที่สอง อำนาจตลาดที่สูงขึ้นของผู้รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกรซึ่งมี 2 กลุ่ม คือ พ่อค้าพืชไร่และผู้ผลิตอาหารสัตว์ ทำให้สามารถกดราคารับซื้อให้อยู่ในระดับต่ำได้ ซึ่งน่าจะเป็นไปได้มาก

เมื่อพิจารณาทั้ง 2 ปัจจัย ควบคู่กันและผลักดันให้เกษตรกรมีสถานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและได้รับราคาขายที่ยุติธรรม คงมี 2 สิ่งที่รัฐบาลคงต้องทำควบคู่กัน ได้แก่

1) รัฐบาลคงต้องช่วยเพิ่มความรู้ให้กับเกษตรกรในการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะเกษตรกรมือใหม่ที่เดิมปลูกข้าวนาปรังและไม่เคยปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เลย ซึ่งอาจประสานกับสถาบันการศึกษาที่เชี่ยวชาญด้านเกษตรทั่วประเทศและภาคเอกชนในการเป็นพี่เลี้ยงให้กับเกษตรกร อย่างไรก็ตาม การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงฤดูแล้งทดแทนการปลูกข้าวนาปรังน่าจะทำให้คุณภาพดีขึ้นจากค่าความชื้นที่ลดลง และการปลูกแบบแปลงใหญ่ที่มีการนำเครื่องจักรกลสมัยใหญ่มาใช้และ

2) รัฐบาลคงต้องเพิ่มการดูแลการรับซื้อในราคาที่ยุติธรรมของทั้งพ่อค้าพืชไร่และผู้ผลิตอาหารสัตว์ การปลูกในรูปแบบแปลงใหญ่น่าจะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดจากพ่อค้าพืชไร่ได้ แต่สำหรับเกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีการรวมกลุ่มคงต้องช่วยหาทางแก้ปัญหาให้ เพราะไม่สามารถนำไปขายให้กับโรงงานได้โดยตรง ในส่วนของผู้ผลิตอาหารสัตว์ที่รัฐบาลได้ขอความร่วมมือไว้คงต้องประสานเรื่องการคัดคุณภาพและกำหนดราคาที่เป็นธรรมกับเกษตรกรหรืออาจจะมีหน่วยงานกลางที่ช่วยตรวจสอบมาตรฐานข้าวโพด หากรัฐบาลสามารถช่วยแก้ปัญหาทั้งสองได้ งานนี้เกษตรกรคงมีรายได้เพิ่มและหนี้สินลดลงอย่างแน่นอน

กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นัดหารือร่วมบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน วางแผนใช้ Big Data พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวอย่างแท้จริง

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กรมส่งเสริมการเกษตรและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จัดการประชุมหารือเพื่อบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานในด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตรรับผิดชอบดูแลข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ทั้งแหล่งที่ตั้ง การให้บริการท่องเที่ยวของวิสาหกิจชุมชน กิจกรรมการท่องเที่ยว ช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการท่องเที่ยว และสินค้าของวิสาหกิจชุมชนที่อยู่บริเวณใกล้เคียง ซึ่งข้อมูลดังกล่าวกรมส่งเสริมการเกษตรจะนำไปเพิ่มในฐานข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

เพื่อเชื่อมโยงกับข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ส่วนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะนำข้อมูลด้านสถิติการท่องเที่ยวและความต้องการของนักท่องเที่ยวที่ดูแลมาให้กับกรมส่งเสริมการเกษตรเพื่อใช้ในการปรับปรุง พัฒนา และส่งเสริมสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้มีความน่าสนใจและตอบโจทย์ความต้องการด้านการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเตรียมลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยงาน (MOU) ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 นี้

ผู้เลี้ยงปลากระชังริมแม่น้ำโขงในจังหวัดหนองคาย เตรียมความพร้อมรับมือกับอากาศหนาวเย็นที่จะส่งผลกระทบต่อปลากระชัง โดยการให้วิตามินเสริม เกลือ ให้ปลาแข็งแรงและไม่เครียด หลังพบว่าปลามีอัตราการตายและป่วยมากขึ้น

จากการที่ในช่วงนี้จังหวัดหนองคายอุณหภูมิเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้เลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำโขง ที่จังหวัดหนองคาย โดยเฉพาะที่บ้านพร้าวใต้-บ้านเจริญสุข ต.หินโงม อ.เมือง จ.หนองคาย ที่มีผู้เลี้ยงปลากระชังกว่า 100 ราย กระชังปลากว่า 2,000 กระชัง ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับอากาศหนาวเย็น ที่เริ่มจะส่งผลกระทบต่อปลากระชังที่เลี้ยง หลังพบว่าปลามีอัตราการตายและป่วยมากขึ้น

โดยผู้เลี้ยงได้มีการให้วิตามินเสริม ที่เป็นการป้องกันและแก้ปัญหาในแบบปัจจุบัน เพื่อให้ปลาแข็งแรง ลดอาการเครียดจากอากาศที่หนาวเย็น สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาที่จะเกิดจากผลกระทบจากอากาศที่หนาวเย็นอย่างต่อเนื่องได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีการลดการให้อาหารจากวันละ 3 ครั้ง เหลือเพียงวันละ 2 ครั้ง เท่านั้น เนื่องจากช่วงที่อากาศหนาวเย็นปลาจะกินอาหารน้อย หากให้อาหารมากปลากินไม่หมด ก็จะทำให้เกิดการเน่าเหม็น กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค ทำให้ปลาป่วยและตาย นอกจากนี้ ยังเป็นการสิ้นเปลืองอีกด้วย ถ้าอุณหภูมิลดลงอย่างช้าๆ ปลาจะปรับตัวได้ แต่ถ้าลดลงอย่างรวดเร็ววันเดียวลดลงมากกว่า 2 องศาเซลเซียส ก็จะมีผลกระทบกับปลาที่เลี้ยงทันที ซึ่งการเลี้ยงปลากระชังในช่วงฤดูหนาวระยะเวลาในการเลี้ยงปลาในกระชังนั้นนานขึ้นกว่าปกติ อุณหภูมิต่ำสุดที่ริมโขงวันนี้อยู่ที่ 16 องศาเซลเซียส

นายชาติชาย จิตมาน เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังที่บ้านพร้าวใต้ กล่าวว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่เกษตรกรจะนำลูกปลาลงเลี้ยงในกระชัง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ที่เป็นช่วงหน้าฝนหลังจากจับปลาหมดก็จะยกกระชังไว้ ซึ่งปลาที่ลงเลี้ยงใหม่จะมีขนาดเล็ก ประกอบกับอากาศเริ่มหนาวเย็นปลาจะไม่ค่อยกินอาหาร จึงต้องลดการให้อาหารลง หากให้มากปลากินไม่หมดก็จะป่วยตาย จากเคยที่ให้ 2 กระสอบ ก็จะลดลงเหลือกระสอบเดียว ซึ่งปกติจะมีการให้อาหารปลาวันละ 3 ครั้ง คือเช้า กลางวัน และตอนเย็น ช่วงอากาศหนาวเย็นก็จะให้เพียง 2 ครั้ง คือช่วงเช้าและช่วงเย็นเท่านั้น นอกจากนี้ยังต้องมีการให้วิตามิน หรือแร่ธาตุ เพื่อให้ปลาแข็งแรง เกล็ดปลาก็จะแข็งแรงด้วย

กองทัพน้อยที่ 1 ร่วมกับ ซีพีเอฟ ปรับปรุงร้านค้าสวัสดิการทหารยกระดับมาตรฐานการขายสินค้าชวนช็อปใน “คาราวานสินค้า CPF ราคาพิเศษ” ลดค่าครองชีพกำลังพลและประชาชน

กองทัพน้อยที่ 1 ร่วมกับ ซีพีเอฟ จัดโครงการปรับปรุงร้านค้าสวัสดิการทหาร กองทัพน้อยที่ 1 บางเขน ให้ทันสมัยและมีมาตรฐานการจำหน่ายสินค้า เพื่อเป็นสวัสดิการแก่ทหารและชุมชน พร้อมชวนเลือกซื้อสินค้าใน “คาราวานสินค้า CPF ราคาพิเศษ” 2-3 พฤศจิกายนนี้

นายอดิศร์ กฤษณวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า กองทัพน้อยที่ 1 ร่วมกับ ซีพีเอฟ โดยซีพีเฟรชมาร์ท และสำนักประสานและขับเคลื่อนกลยุทธ์ซีพีเอฟ ดำเนินการปรับปรุงร้านค้าสวัสดิการทหาร ของกองทัพน้อยที่ 1 จากร้านเดิมที่ บริษัท สยามแม็คโคร ได้ดำเนินการปรับปรุงเมื่อปี 2558 พบว่า สามารถพัฒนาและช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับทางร้าน ช่วยสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างน่าพอใจ และเพื่อยกระดับร้านค้าให้ดียิ่งขึ้นทุกฝ่ายจึงร่วมกันทำการปรับปรุงร้านอีกครั้ง ซึ่งจะช่วยให้ร้านมีการจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคและผลิตภัณฑ์อาหารที่สด สะอาด ตามมาตรฐานอาหารปลอดภัย ช่วยลดค่าครองชีพแก่ครอบครัวทหาร รวมทั้งส่งเสริมการเข้าถึงอาหารปลอดภัยสำหรับทหารและผู้บริโภคในชุมชนรอบข้างมากยิ่งขึ้น และถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาล

“ซีพีเอฟได้จัดงาน “คาราวานสินค้า CPF ราคาพิเศษ เพื่อเป็นร้านค้าสวัสดิการทหาร” ในโอกาสเปิดร้านค้าสวัสดิการทหารอย่างเป็นทางการหลังจากการปรับปรุงร้านใหม่ในครั้งนี้ โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-3 พฤศจิกายนนี้ ขอเชิญชวนกำลังพลและชาวชุมชนมาร่วมกันจับจ่ายสินค้าคุณภาพในร้านค้ามาตรฐาน ซึ่งกำไรของร้านค้ายังนำไปสมทบให้กับกองทุนสวัสดิการทหารทำให้สมาชิกได้รับประโยชน์อีกทางหนึ่งด้วย” นายอดิศร์ กล่าว

ทั้งนี้ ในวันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายนนี้ เวลา 16.00 น. พลโทธรรมนูญ วิถี แม่ทัพน้อยที่ 1 และ นายพงษ์ วิเศษไพฑูรย์ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ซีพีเอฟ จะร่วมเป็นประธานเปิดร้านค้าสวัสดิการกองทัพน้อยที่ 1 เพื่อเป็นสวัสดิการแก่กำลังพลและลูกค้าทั่วไป

พรุ่งนี้เป็นต้นไป กรุงเทพฯ อุณหภูมิสูงขึ้น กรมอุตุฯ เผย 3-7 พ.ย.นี้ ฝนถล่มภาคใต้อ่วม เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก คลื่นสูง 2 เมตร ส่วนภาคเหนือ ยังเย็นต่อเนื่อง เตือนผู้สัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอก

กรมอุตุฯ / เมื่อวันที่ 2 พ.ย. กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบน ยังคงมีอากาศเย็นโดยทั่วไป โดยภาคเหนืออุณหภูมิจะลดลงอีก 2-4 องศาเซลเซียส ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวดูแลสุขภาพ เนื่องจากอากาศที่หนาวเย็นลงในระยะนี้ สำหรับบริเวณอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยเดินเรือด้วยความระมัดระวังไว้ด้วย อนึ่ง พายุโซนร้อน “ยวี่ถู่” บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน คาดว่าจะอ่อนกำลังลง และสลายตัวในวันนี้ (2 พ.ย. 61)

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงยังคงปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิจะลดลง สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังค่อนข้างแรง ทำให้คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง

สำหรับการคาดหมาย ในช่วง วันที่ 1-2 พ.ย. ประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศเย็นถึงหนาวกับมีลมแรง โดยอุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส ส่วนบริเวณยอดดอยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด สำหรับภาคใต้ยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ส่วนในข่วง วันที่ 3-7 พ.ย. บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงมีอากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า สำหรับภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ข้อควรระวัง ในช่วง วันที่ 1-2 พ.ย. ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพ เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นลงไว้ด้วย

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวันนี้ ถึงเวลา 06.00 น. ของวันที่ 3 พ.ย.นี้ ภาคเหนือ อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลงอีก 2-4 องศาเซลเซียส โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง สำหรับบริเวณยอดดอยมีอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 8-14 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 17-21 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทางตอนบนของภาคอากาศหนาว ส่วนตอนล่างอากาศเย็นกับมีลมแรง สำหรับบริเวณยอดภูมีอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 11-14 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 15-20 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศเย็นในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 20-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก อากาศเย็นในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศเย็นในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 22-23 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 3-7 พ.ย. อุณหภูมิจะสูงขึ้นกับมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ในช่วงนี้เป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยว ทำให้ชาวนาหลายรายเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตและนำมาตากเพื่อไล่ความชื้นก่อนนำไปจำหน่าย ราคาข้าวที่ขายโดยยังไม่ได้วัดค่าความชื้นจะอยู่ที่ราคา ตันละ 13,700-14,000 บาท ส่วนข้าวที่ได้วัดค่าความชื้นแล้ว อยู่ในระดับมาตรฐานที่โรงสีข้าวรับซื้อ ราคาอยู่ที่ตันละ 16,000-17,000 บาท ซึ่งราคาข้าวจะมีการปรับราคารับซื้อแทบทุกวัน ทำให้ชาวนาต้องรีบเก็บเกี่ยวเพื่อนำมาจำหน่ายในช่วงนี้ ในการเก็บเกี่ยวข้าวเพื่อมาไล่ความชื้นนั้น ต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่เพื่อตากข้าวไว้อย่างน้อย 2-3 วัน ทำให้มีหัวขโมยที่ต้องการขโมยข้าวเปลือกขณะตาก ซึ่งเคยเกิดเหตุมาแล้วหลายครั้งในหลายพื้นที่ ชาวบ้านจึงต้องช่วยกันจัดเวรยามดูแลอย่างสม่ำเสมอ

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบริมถนน สายพิมาย-โนนแดง พบกับกองข้าวเปลือกที่ชาวบ้านนำมาตากไว้เต็มบริเวณไหล่ทาง เป็นระยะทางหลายกิโลเมตร ทำให้เมื่อถึงช่วงเวลากลางคืนชาวบ้านหลายรายต้องทิ้งบ้านเรือนมานอนริมถนนเพื่อเฝ้าระวังป้องกันหัวขโมย ถึงแม้ในพื้นที่จะยังไม่มีเหตุเกิดขึ้น แต่ก็เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน จากการสอบถาม นายอุทัย กองหนัก เกษตรกรชาวนาบ้านตะเภาหนุน ตำบลโนนแดง อำเภอโนนแดง จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เนื่องจากช่วงนี้ข้าวมีราคาที่สูงขึ้นมาก ถึงแม้ตัวเองจะมีบ้านพักอยู่ไม่ไกลจากสถานที่สำหรับตากข้าวมากนัก แต่เพื่อความไม่ประมาท จึงได้ชวนภรรยามานอนเฝ้าข้าวที่ตากไว้เพื่อเฝ้าระวังเหตุ ซึ่งคืนนี้เป็นคืนที่ 3 แล้ว

พรุ่งนี้ก็สามารถนำข้าวไปขายได้ โดยตนเองมีข้าวที่ตากไว้ทั้งหมด 8 ตัน ถ้าขายคิดเป็นเงินราคาข้าวในปัจจุบันก็จะได้ประมาณ 120,000 บาท โดยเฉพาะบริเวณนี้ที่มีชาวนามาตากข้าวเป็นจำนวนหลายราย แต่ยังไม่มีเจ้าหน้าที่มาช่วยดูแลความปลอดภัยเท่าที่ควร จึงอยากให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจัดชุดสายตรวจช่วยมาสอดส่องดูแลเพิ่มความปลอดภัยให้กับชาวบ้านด้วย ถ้าเกิดมีเหตุลักทรัพย์เกิดขึ้นมา ตนเองก็เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาคงไม่มีอาวุธสู้กับโจรขโมยได้ อย่างเมื่อคืนก่อนก็มีบุคคลแปลกหน้าเดินตะโกนเข้ามาโวยวายกลางดึก มุดตามเต็นท์ปีนตามรถอีแต๋นที่ชาวนามาจอดเฝ้าข้าว เมื่อไม่พบใครก็เดินหนีไป โชคดีที่ไม่มีใครได้รับอันตราย จึงอยากวอนให้เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ช่วยออกมาดูแลความปลอดภัยให้กับชาวบ้านด้วยในจุดนี้

ผมไปเที่ยวจังหวัดลำพูนเที่ยวนี้ พรรคพวกพาไปกินอาหารกลางวันที่บ้านของ ลุงบัณฑิต บุญมาลัย

เป็นบ้านที่ตั้งอยู่ที่ 95 หมู่ที่ 5 ตำบลแม่แรง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ที่พรรคพวกพาไปกินกลางวันที่นี่ก็เพราะ นอกจากได้กินอาหารพื้นเมืองรสชาติดีแล้ว ยังได้กินผักสดๆ ที่เพิ่งเก็บ ที่สำคัญ ปลอดสารพิษอีกต่างหาก

ร้านอาหารที่ว่านี้จะว่าเป็นร้านก็ไม่น่าจะถูกต้องนัก เพราะไม่ได้เปิดเป็นร้าน แต่ได้จัดให้ลูกค้ากินอาหารกันที่บ้าน ซึ่งเป็นเรือนไม้ 2 ชั้น

มองไปโดยรอบในบริเวณบ้าน สิ่งที่ได้เห็นก็คือ พืชผักสวนครัวเต็มไปหมด ตอนไปกิน กำลังหิวไม่ได้เดินดู แต่หลังจากกินอาหารเสร็จแล้ว เราถือโอกาสเดินดูพืชผักสวนครัวที่มีอยู่ทั่วบริเวณบ้าน

แม้ริมรั้วก็ยังมีชะอม ตำลึง และกระถิน เป็นสวนครัวที่ลุงบัณฑิตปลูกลงกระถางบ้าง ยกร่องปลูกลงบนดินก็มีไม่น้อย

พืชผักสวนครัวที่มองเห็นแล้วรู้จักชื่อทันทีโดยไม่ต้องให้เจ้าของบ้านบอกก็มี พริก ทั้งดอกเล็กดอกใหญ่ มะเขือ ทั้งเป็นพวงและมะเขือเปราะ

มะเขือเทศ ก็มีหลายสิบต้น เป็นทั้งมะเขือเทศลูกเล็กๆ สีแดงจัดและลูกโต

ตะไคร้ก็มีหลายกอ สะระแหน่ปลูกใส่โฟมหลายลัง ผักโขม ผักคะน้า กะหล่ำปลี ลุงก็ปลูกไว้ ดูเหมือนจะมีผักบุ้งด้วย

ริมรั้วด้านหลังถัดไปมีมะละกอหลายต้น กล้วยหลายกอ

นอกนั้นเป็นผักเป็นพืชหลายชนิดที่ผมไม่รู้จักชื่อ ลุงบัณฑิตพยายามบอกชื่อ แต่ผมไม่ได้จดไว้ จึงลืม เมื่อลืมก็ไม่ควรเอามาเขียน อ้อ! ยังมีอีกชนิดที่เห็นปั๊บก็รู้จัก ต้นที่ว่าก็คือ ต้นมะกรูด และผักหวานบ้าน ปลูกไว้เป็นแถวยาว

เห็นแล้ว น่ากินไปแทบทุกอย่าง เพราะทุกต้นงาม ใบสวย ไม้ชนิดที่เป็นดอกก็ดอกใหญ่

ลุงบัณฑิต บอกว่า เหตุที่ต้นไม้ทุกต้นงดงามก็เพราะได้ดูแลเป็นอย่างดี

เริ่มจากหาพันธุ์พืชผักที่ดีมาปลูก สิ่งสำคัญที่ทำให้ต้นไม้เจริญงอกงามได้ก็คือ ดิน

จะต้องเป็นดินดีและมีปุ๋ยผสมอยู่

ลุงบัณฑิต ใช้วิธีทำปุ๋ยเอง โดยเอาเศษพืชทุกชนิดมาทำให้เน่า ที่เรียกว่าปุ๋ยคอกนั้นแหละ

เท่านี้ยังไม่พอ ยังตระเวนหาขี้วัว ขี้ควาย มาผสมด้วย

เมื่อปลูกพืชชนิดใดลงแล้วจะต้องดูแลอย่างดีด้วยการรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ และต้องรู้ด้วยว่าพืชชนิดใดชอบน้ำมากน้ำน้อย

พืชบางชนิดไม่ชอบน้ำมาก ถ้ารดน้ำบ่อยรากก็จะเน่า

ต้นไม้ที่ปลูกอยู่ในกระถางนานๆ จนดินแข็ง ลุงบัณฑิตจะเทดินออกมาผสมปุ๋ยปรับปรุงดิน แล้วปลูกต้นใหม่ลงไป

ลุงบัณฑิต ยืนยันว่า นอกจากไม่ใช้ยาฆ่าแมลงแล้ว ยังไม่ใช้ปุ๋ยเคมีด้วย จึงรับรองว่ากินอาหารที่นี่ปลอดภัย หรือซื้อพืชผักสวนครัวจากที่นี่ไปกินก็จะปลอดภัยเช่นเดียวกัน

ถึงวันนี้ ลุงบัณฑิตสามารถขายพืชผักสวนครัวบนที่ดินประมาณ 300 ตารางวา มีรายได้สามารถนำมาใช้จ่ายส่วนตัวได้ไม่เดือดร้อน ส่วนลูกๆ ได้ออกจากบ้านไปทำงานที่อื่นกันหมดแล้ว เหลือเฝ้าบ้าน 2 คนตายาย

ลุงบัณฑิต เล่าความเป็นมาให้เราฟังว่า

เดิมทีมีอาชีพทำนาเหมือนกับคนอื่นในหมู่บ้านนี้

อาชีพทำนามีเวลาว่างหลายเดือนต่อปี ลุงจึงใช้เวลาว่างปลูกพืชผักสวนครัวที่บ้าน โดยตั้งความหวังครั้งแรกว่า ปลูกไว้กิน เพื่อจะได้ไม่ต้องไปซื้อให้เสียเงิน แล้วยังจะได้ของดีของสดที่เด็ดมากินกับมือด้วยความสบายใจ เพราะรู้ว่าปลอดภัยแน่ๆ