คุณไพรัตน์ยังได้บอกว่าแอนแทรกโนสนับเป็นโรค

ที่สำคัญสำหรับการปลูกทับทิม และได้แนะนำให้มีการฉีดพ่นสารฆ่าเชื้อราในกลุ่มคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ แต่จะต้องฉีดในช่วงที่ต้นทับทิมยังไม่ออกดอก แต่ถ้าช่วงระยะทับทิมออกดอกและติดผลอ่อนแนะนำให้ใช้สารโวเฟ่น แต่การป้องกันโรคแอนแทรกโนสแบบยั่งยืนคือ เรื่อง “การจัดการแสงและทิศทางลม” เป็นที่สังเกตว่าเกษตรกรที่ปลูกทับทิมในระบบชิดจะเกิดปัญหาโรคแอนแทรกโนสระบาดง่ายและค่อนข้างรุนแรง

“ผลทับทิมโดนแดดเผา” หรือที่ภาษาทางวิชาการเรียกซันเบิร์น ผลทับทิมที่โดนแดดมากๆ จะทำให้ผิวเปลือกทับทิมด้าน ไม่สามารถขยายผลได้ เมื่อได้รับน้ำหรือมีฝนตกลงมาหรือมีการใส่ปุ๋ยจะทำให้ผลแตกได้

แต่สำหรับทับทิมพันธุ์ศรีปัญญามีข้อดีตรงที่ขนาดของผลใหญ่ ทำให้ผลมักจะห้อยตกอยู่ภายในทรงพุ่ม จึงไม่ได้สัมผัสแดดโดยตรง แต่ถ้าเป็นทับทิมสายพันธุ์อื่นๆ จะแก้ปัญหาด้วยการห่อผล โดยห่อในระยะผลมีอายุได้ประมาณ 40-45 วัน หลังจากติดผลอ่อนและจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หลังจากห่อผลไป ประมาณ 1 เดือนครึ่ง หรือสังเกตง่ายๆ คือ ห่อในระยะที่ขนาดผลทับทิมใหญ่ใกล้เคียงกับผลส้มเขียวหวาน จะช่วยลดปัญหาเรื่องแดดเผาได้

น้ำทับทิมสด อนาคตไกล
ตลาดต้องการมาก
ปัจจุบัน รูปแบบการผลิตทับทิมของสวนเทพพิทักษ์เปลี่ยนไป แต่เดิมจะมุ่งเน้นผลิตเพื่อจำหน่ายผลสด จะต้องมีการจัดการในเรื่องการควบคุมคุณภาพของผลผลิต โดยเฉพาะในเรื่องของผิวและขนาดของผล นอกจากจะใช้แรงงานเป็นจำนวนมากในการห่อผล จะต้องมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างประณีต เพื่อไม่ให้ผลทับทิมร่วงหล่นตกพื้น ถ้าผลทับทิมตกลงมาจะทำให้เกิดรอยแผลและผลทับทิมจะเน่าบริเวณที่ตกกระแทก ถึงแม้จะมีข้อดีตรงที่ว่าผลทับทิมจะไม่เน่าทั้งผลก็ตาม แต่นำไปขายเป็นผลสดไม่ได้ แต่สามารถนำมาคั้นเป็นน้ำทับทิมสดได้

คุณไพรัตน์ ได้เล่าถึงขั้นตอนในการคั้นน้ำทับทิมพันธุ์ศรีปัญญาว่า เมื่อเก็บเกี่ยวผลทับทิมที่แก่จัดมาแล้ว จะนำผลทับทิมมาผ่าออกเป็น 4 ส่วน ล้างน้ำในอ่างขนาดใหญ่ที่ใส่น้ำสะอาดและผสมเกลือแกงลงไป ในอัตรา 500 กรัม (ครึ่งกิโลกรัม) ต่อน้ำ 500 ลิตร

ในการล้างผลทับทิมแต่ละครั้งจะต้องล้างให้สะอาดที่สุด สังเกตจนน้ำใสและไม่มีสีชาเลย หลังจากนั้น ให้นำผลทับทิมมาพักเพื่อให้สะเด็ดน้ำ นำมาบีบคั้นด้วยเครื่องบีบคั้นน้ำ ที่สวนเทพพิทักษ์ซื้อมาในราคาเครื่องละ 60,000 บาท เครื่องคั้นเครื่องนี้มีประสิทธิภาพในการคั้นผลทับทิมได้ถึง 4-5 ตัน ต่อวัน (4,000-5,000 กิโลกรัม)

ในการบีบคั้นยังมีเทคนิคตรงที่จะต้องนำผลทับทิมที่ล้างสะอาดและสะเด็ดน้ำแล้วมาใส่ในถุงแรงดันที่มีคุณสมบัติเหนียวและยืดหยุ่นได้ดี ในการบีบคั้นน้ำทับทิมศรีปัญญาถ้าจำหน่ายภายในประเทศ คุณไพรัตน์จะบีบซ้ำเพียง 2 ครั้ง แต่ถ้าจะส่งขายตลาดต่างประเทศจะบีบซ้ำถึง 3 ครั้ง เพื่อเพิ่มความฝาดของเปลือกทับทิม (ในการบีบคั้นจะบีบทั้งเปลือก และส่วนของเปลือกจะมีปริมาณสารแทนนินมาก สารแทนนินมีส่วนช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร) ผลทับทิมสด จำนวน 100 กิโลกรัม จะบีบคั้นเป็นน้ำทับทิมได้ประมาณ 45 ลิตร

“ชาดอกทับทิม”
เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ของสวนเทพพิทักษ์
เนื่องจากในช่วงที่ต้นทับทิมออกดอกนั้นจะมีปริมาณมาก ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะร่วงหล่นหรือปล่อยให้ติดผลอ่อน มีบางส่วนจะร่วงหล่นเอง เนื่องจากอาหารไม่เพียงพอ คุณไพรัตน์ จึงคิดว่าจะทำอย่างไร เพื่อไม่ให้ดอกทับทิมเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ในช่วงที่ทับทิมศรีปัญญาออกดอกมากๆ จะใช้แรงงานเข้าไปเพื่อคัดเฉพาะดอกที่มีความสมบูรณ์ไว้

ส่วนดอกที่มีท่อน้ำเลี้ยงเล็กหรือก้านขั้วดอกเล็ก ให้ตัดเอามาผลิตเป็น “ชาดอกทับทิม” โดยนำมาหั่นเป็นฝอย โดยเครื่องสไลซ์ที่คุณไพรัตน์ได้คิดประดิษฐ์ขึ้นมาเอง หลังจากนั้นนำมาตากแดดให้แห้งกรอบ นำไปชงหรือบรรจุซอง จึงเป็นชาดอกทับทิมพร้อมดื่ม

ในทางสมุนไพรพบว่า “ชาดอกทับทิม” จะมีส่วนช่วยลดอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย ป้องกันการอักเสบในลำไส้ใหญ่ ล้างไต ลดไขมัน และลดน้ำตาลในเลือดได้ ราคาขายชาดอกทับทิมของสวนเทพพิทักษ์จะขายในราคาขีดละ 50 บาท (จำนวน 100 กรัม) เมื่อนำไปชงผสมน้ำได้มากถึง 35 ลิตร หลังจากนั้น นำไปสเตอริไลซ์กรอกขวดขายจะได้ผลิตภัณฑ์น้ำชาดอกทับทิมที่มีสีแดงสวยน่าดื่มและมีประโยชน์ต่อร่างกาย

“ศรีสยาม” ทับทิมสายพันธุ์ใหม่
ของสวนเทพพิทักษ์
คุณไพรัตน์ ได้ประสบความสำเร็จในการนำพันธุ์ทับทิมศรีปัญญามาผสมพันธุ์กับทับทิมสเปน คัดเลือกพันธุ์จนได้ต้นที่ดีที่มีคุณสมบัติดี คือ “มีเมล็ดนิ่ม เนื้อมีสีแดง ขนาดผลใหญ่ (แต่ขนาดผลเล็กกว่าพันธุ์ศรีปัญญา) ต้นมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมในบ้านเราได้ดี”

ปัญหาของการปลูกทับทิมเชิงพาณิชย์ในประเทศไทยไม่ประสบความสำเร็จนั้น นอกจากจะพบปัญหาเรื่องเมล็ดในผลทับทิมไม่นิ่มเหมือนกับทับทิมสเปน ทับทิมอินเดีย ฯลฯ แล้ว ต้นพันธุ์จะต้องมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมและไม่อ่อนแอ โดยคุณไพรัตน์ได้ขยายความต้นทับทิมที่ไม่อ่อนแอจะต้องเป็นสายพันธุ์ที่ใบไม่ร่วงง่าย และทนทานต่อโรคแอนแทรกโนสได้ดี

ลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งของทับทิมพันธุ์ศรีสยามคือ รสชาติของน้ำจะหวานมาก หวานมากกว่าน้ำทับทิมศรีปัญญา ปัจจุบันในการผลิตน้ำทับทิมของสวนเทพพิทักษ์ได้ปรับปรุงคุณภาพของน้ำทับทิมด้วยการผสมน้ำทับทิมพันธุ์ศรีสยามกับพันธุ์ศรีปัญญาใน อัตรา 1 : 5 (น้ำทับทิมศรีสยาม 1 แกลลอน ผสมกับน้ำทับทิมศรีปัญญา 5 แกลลอน) ผลปรากฏว่าตลาดยอมรับมากยิ่งขึ้น

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สินค้าเกษตรสำคัญที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด (Top 4) ของจังหวัดอ่างทอง ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ไข่ไก่ และมะม่วงน้ำดอกไม้ โดยเกษตรกร ได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) จากการผลิตข้าวนาปี ในพื้นที่มีความเหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง (S1/S2) เฉลี่ย 1,050 บาท/ไร่

ส่วนพื้นที่มีความเหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 604 บาท/ไร่ ข้าวนาปรัง พื้นที่ S1/S2 เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 1,252 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่ S3/N เฉลี่ย 934 บาท/ไร่ มะม่วงน้ำดอกไม้ ซึ่งไม่มีการจำแนกพื้นที่เหมาะสมและไม่เหมาะสม เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 6,508 บาท/ไร่ และ ไข่ไก่ ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 0.07 บาท/ฟอง

หากพิจารณาเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวของจังหวัดอ่างทอง พบว่า พื้นที่ S1/S2 สำหรับปลูกข้าวมีจำนวน 366,388 ไร่ และพื้นที่ S3/N มีเพียงจำนวน 13,859 ไร่ โดยพื้นที่ไม่เหมาะสมบางส่วนเกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนการผลิตและพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพเพื่อเพิ่มมูลค่าอย่างหลากหลาย ได้แก่ การปลูกผักต่างๆ เช่น ตะไคร้ มีต้นทุนการผลิต 22,089 บาท/ไร่ ระยะเวลาปลูกถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 5-6 เดือน ซึ่งใน 1 ปีสามารถปลูกได้ถึง 2 รอบ เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 20,086 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคารับซื้อในจังหวัดอยู่ที่กิโลกรัมละ 13-15 บาท โดยตะไคร้สามารถทำสมุนไพรแปรรูป เช่น ชาตะไคร้ ส่งขายได้ทั้งตลาดภายในจังหวัดและภายนอกจังหวัด อาทิ ศูนย์ทำสมุนไพรแปรรูปจังหวัดอ่างทอง ตลาดไท และตลาดสี่มุมเมือง

ชะอม ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 19,734 บาท/ไร่ ระยะเวลาปลูกประมาณ 2 เดือนขึ้นไป ยอดจะแตกออกมาให้เก็บผลผลิต และยิ่งมีการดูแลที่ถูกวิธีและให้น้ำอย่างสม่ำเสมอสามารถเก็บยอดได้วันเว้นวัน สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้เกือบทุกวัน ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 22,266 บาท/ไร่/ปี ราคารับซื้อในจังหวัดอยู่ที่กิโลกรัมละ 10-15 บาท ส่งขายตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง และผู้บริโภคโดยตรง นอกจากจะตัดยอดขายแล้วยังสามารถชำกิ่งพันธุ์ขายได้อีกด้วย

ข่าแดง (ข่าอ่อน) มีต้นทุนการผลิต 68,998 บาท/ไร่ ระยะเวลาในการปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตได้รุ่นละประมาณ 7-8 เดือน และเมื่อถึงอายุเก็บเกี่ยว ยังสามารถปล่อยทิ้งไว้ได้อีกประมาณ 7-8 เดือน เพราะข่าจะแตกหน่อใหม่อย่างต่อเนื่อง ให้ผลตอบแทน สุทธิเฉลี่ย 27,003 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคารับซื้อในจังหวัดอยู่ที่กิโลกรัมละ 15-20 บาท และยังสามารถนำมาแปรรูปเป็นส่วนผสมของพริกแกงได้อีกด้วย ส่งขายได้ทั้งตลาดสดภายในจังหวัดและภายนอกจังหวัด เช่น ตลาดไท ส่วนข่าแก่ส่งขายให้กับศูนย์ทำสมุนไพรแปรรูปจังหวัดอ่างทอง

มะเขือเทศราชินี มีต้นทุนการผลิต 34,252 บาท/ไร่ สามารถเริ่มเก็บเกี่ยวเมื่อต้นมีอายุประมาณ 70-90 วัน ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 46,891 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคารับซื้อในจังหวัดอยู่ที่กิโลกรัมละ 40-60 บาท ส่งขายพ่อค้าทั่วไปและผู้บริโภคโดยตรง หากเกษตรกรส่งขายให้กับบริษัท ไมเนอร์ ฟู๊ด กรุ๊ป จำกัด (ร้านซิซซ์เล่อร์สลัดบาร์) บริษัทจะประกันราคารับซื้อที่กิโลกรัมละ 45 บาท นอกจากการปลูกผักต่างๆ แล้ว เกษตรกรยังสามารถปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาได้ โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีต้นทุนการผลิต 4,161 บาท/ไร่ ระยะเก็บเกี่ยว 120 วัน เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 3,172 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคารับซื้อ ในจังหวัดอยู่ที่กิโลกรัมละ 6-8 บาท ส่งขายแหล่งรับซื้อที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี

ด้าน นายชีวิต เม่งเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จังหวัดชัยนาท (สศท.7) กล่าวเสริมว่า นอกจากนี้ การปลูกไม้ยืนต้น (ไม้ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ) เพื่อแซมในพื้นที่ว่างเปล่าของเกษตรกรยังเป็นอีกทางเลือกเสริมรายได้ อาทิ ต้นสัก ต้นพะยูง ต้นมะค่า ต้นประดู่ ต้นสะเดา ต้นเต็ง และต้นรัง เนื่องจากเป็นไม้ที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตได้ดี และช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในอนาคตได้อีกด้วย

รวมทั้งการทำเกษตรผสมผสานจะสามารถสร้างรายได้และให้ผลตอบแทนมากกว่าการทำเกษตรแบบเชิงเดี่ยว ทั้งนี้ ท่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมข้อมูลพืชทางเลือกในพื้นที่ภาคกลาง สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 โทร. (056) 405-005 – 8 หรืออีเมล zone7@oae.go.th

สมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันฯ บุกกระทรวงพาณิชย์ ได้ประกันราคา หวั่นแบนพาราควอตทำต้นทุนพุ่ง ไม่คุ้มทุน

สมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย และสมาคมเกษตรปลอดภัย เข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร้องช่วยเหลืออย่างยั่งยืน อย่าเอาภาษีประชาชนมาใช้ พร้อมแจงเหตุต้นทุนการผลิตเพิ่ม และยืนยันต้องการใช้สารพาราควอตในภาคเกษตรกรรมของชาวสวนปาล์ม ขอให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำงานร่วมกัน

นายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “วันที่ 1 ตุลาคมนี้ กระทรวงพาณิชย์ จ่ายเงินชดเชยประกันรายได้ราคาปาล์มน้ำมัน กิโลกรัมละ 4 บาท โดยรับเงินส่วนต่างจากราคาประกันและราคาตลาด ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ไร่ โดยส่วนตัวแล้ว ไม่อยากให้รัฐนำภาษีประชาชนมาใช้ อยากให้วางแผนช่วยเหลืออย่างยั่งยืน เบื้องต้นมีหลายมาตรการออกมาสนับสนุน เพื่อลดการใช้ภาษีประชาชน คาดว่าจะเห็นเป็นรูปธรรมในต้นปีหน้า แต่มาตรการดังกล่าว อาจไม่สำเร็จได้ เนื่องจาก ต้นทุนการผลิตกำลังจะเพิ่มขึ้นจากปัญหาการแบนสารเคมี จึงอยากให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บูรณาการความร่วมมือกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรและประเทศสูงสุด”

ปัจจุบัน มีองค์กรออกมาเสนอให้ใช้สารทดแทนโดยไม่เคยลงมือทำ เกษตรกรไม่ใช่หนูทดลองที่ภาครัฐ NGO หรือผู้ขายจะเข้ามาสั่งให้ซ้ายหันขวาหันแล้วเกษตรกรต้องทำตาม เกษตรกรขอเป็นคนเลือกเองว่าจะใช้อะไร สารตัวไหน มีอะไรมาทดแทนได้จริงหรือไม่ ปลอดภัยจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เกษตรกรกลุ่มปาล์มน้ำมัน ขอให้กำลังใจท่านนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการวัตถุอันตราย และข้าราชการทุกคน ในการยืนยันมติจำกัดการใช้ 3 สารเคมี พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส รวมทั้งสนับสนุนให้เกษตรเพาะปลูกตามมาตรฐาน GAP ใช้สารเคมีได้อย่างถูกต้องตามข้อปฏิบัติกรมวิชาการเกษตร ซึ่งถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุด

นอกจากนี้ เกษตรชาวสวนปาล์มในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีหลายร้อยครอบครัว คิดเป็น 100% ได้เข้าร่วมอบรมและสอบเพื่อรับใบอนุญาตใช้สารเคมี ตามมาตรการจำกัดการใช้ที่ได้กำหนดแล้ว นายสุชล สินผดุง เกษตรกรสวนปาล์มน้ำมัน จังหวัดปทุมธานี กล่าวเสริมว่า “เกษตรกรทุกคนต้องการใช้ พาราควอต จึงได้ตอบรับเข้าร่วมอบรมกันทุกคน โดยการสอบและการอบรมไม่ได้เป็นเรื่องยากเลย เป็นสิ่งที่เกษตรกรรู้และปฏิบัติเป็นประจำอยู่แล้ว ที่สำคัญ ชาวสวนปาล์มใช้สารพาราควอตเพียงปีละ 2 ครั้ง เพื่อฉีดพ่นในช่วงหญ้าเติบโตมาก ป้องกันเป็นที่อยู่อาศัยของงู หรือสัตวเลื้อยคลานที่มีพิษอื่นๆ โดยสวนของตนเองมีขนาดพื้นที่กว่า 40 ไร่ ไม่สามารถหาแรงงานคนมาจัดการได้”

“วีรศักดิ์”ลงพื้นที่พบปะผู้ประกอบการค้าส่ง-ค้าปลีก จ.นครสวรรค์ ดูความพร้อมร้านค้าเพื่อพัฒนาเป็น “สมาร์ท โชวห่วย” เตรียมจัดทำแผนพัฒนาโชวห่วยแบบครบวงจรตั้งแต่ขนาดเล็ก-ใหญ่ มั่นใจ!! โชวห่วยเข้มแข็งอยู่คู่สังคมไทยยาวยาว ภาครัฐต้องคลุกวงใน เข้าถึง-เข้าใจทุกรายละเอียดธุรกิจ พร้อมเปิดใจ-จับเข่าคุยรับฟังปัญหา-อุปสรรค-ข้อเสนอแนะ และนำมาปรับปรุงประยุกต์ใช้ให้ตรงความต้องการของแต่ละพื้นที่

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการพบปะผู้ประกอบการค้าส่ง-ค้าปลีก และลงพื้นที่ดูความพร้อมร้านค้าเพื่อพัฒนาเป็น “สมาร์ท โชวห่วย” ใน จ.นครสวรรค์ ว่า “ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่ได้ลงพื้นที่เพื่อพบปะผู้ประกอบการค้าส่ง-ค้าปลีก ต่อเนื่องจากการลงพื้นที่ จ.นครราชสีมา เมื่อเดือนสิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกไทยให้มีความเข้มแข็ง เนื่องจากธุรกิจโชวห่วยเป็นธุรกิจพื้นฐานที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เกิดการหมุนเวียน

เกิดการจ้างงานในชุมชน ดังนั้น การพบปะเพื่อรับฟังปัญหา-อุปสรรค-ข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการในพื้นที่จริงๆ จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาและผลักดันให้โชวห่วยไทยเติบโตไปในทิศทางที่ถูกต้อง ส่วนตัวมั่นใจว่า การที่ภาครัฐให้ความสำคัญและสนใจผู้ประกอบการรายธุรกิจลึกลงไปถึงรายละเอียดปลีกย่อย-รับฟังความคิดเห็น จะทำให้เข้าใจ-เข้าถึงความต้องการของภาคธุรกิจที่แท้จริง นำมาซึ่งแนวทางการแก้ไขและต่อยอดพัฒนาธุรกิจให้ตรงตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ สามารถหามาตรการสนับสนุนได้อย่างถูกต้อง ส่งผลดีทั้งต่อผู้ประกอบการ ประชาชน ภาครัฐ และเศรษฐกิจของประเทศ”

“อย่างไรก็ตาม นอกจากการพบปะพูดคุยเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะต่างๆ แล้ว การเตรียมความพร้อมเพื่อพัฒนาสู่การเป็นโชวห่วยคุณภาพตอบสนองความต้องการของลูกค้าและคนในชุมชนก็เป็นสิ่งจำเป็น นโยบายสำคัญที่ภาครัฐกำลังดำเนินการอยู่ คือ การพัฒนาร้านค้าโชวห่วยให้เป็น “สมาร์ท โชวห่วย” โดยนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยบริหารจัดการธุรกิจ การสั่งซื้อสินค้า การจัดทำบัญชี สต๊อกสินค้า การจัดรายการส่งเสริมทางการขาย การปรับภาพลักษณ์ร้านค้า พร้อมกระตุ้นให้เกิดการสร้างเครือข่ายในกลุ่มผู้ประกอบการร้านค้าปลีก/ธุรกิจค้าปลีกทั้งในและนอกพื้นที่ เป็นการสร้างฐานธุรกิจให้มีความมั่นคง ไม่ว่าเศรษฐกิจหรือการค้าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปทิศทางใด ผู้ประกอบการก็พร้อมที่จะรับมือและปรับเปลี่ยนตาม อันจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ธุรกิจระยะยาว โดยมีภาครัฐเป็นผู้ให้การสนับสนุนและดูแลอย่างใกล้ชิด”

รมช.พณ.กล่าวต่อว่า “ร้านค้าส่ง-ค้าปลีกร้านแรกที่ได้ตรวจเยี่ยม คือ ร้าน ส.ล.โฮลเซลล์ ต.ปากน้ำโพ อ.เมือง เป็นร้านค้าขายส่งสินค้าอุปโภค-บริโภคขนาดใหญ่ เป็นกิจการของคนไทย 100% และเป็นร้านค้าส่งที่ได้รับการพัฒนาจากกระทรวงพาณิชย์ มีเครือข่ายที่เป็นร้านค้าปลีกและร้านโชวห่วย ประมาณ 300 ร้านค้า ครอบคลุมจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ และชัยนาท จากการพูดคุยพบว่า ปัจจุบันทางร้านได้มีการนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการร้านค้า รวมถึง มีการวางแผนกลยุทธ์ที่เน้นลูกค้าและตลาดเป็นสำคัญ ทำให้ลูกค้าที่เป็นร้านโชวห่วยและประชาชนทั่วไปมีความพึงพอใจและกลับมาซื้อสินค้าซ้ำ นอกจากนี้ ยังเป็นพี่เลี้ยงให้แก่ร้านโชวห่วยที่เป็นเครือข่าย ทำให้มีลูกค้าที่เป็นร้านค้าปลีกเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ก็เป็นร้านค้าปลีกจำหน่ายสินค้าให้แก่คนในท้องถิ่นด้วย ทำให้เข้าใจร้านค้าปลีกและร้านโชวห่วยในพื้นที่ต่างๆ ที่ต้องเผชิญกับการแข่งขันทางการค้าที่รุนแรงมากขึ้น”

“ร้านที่สอง ได้เดินทางไปที่ร้านชัยสมบูรณ์โอสถ ต.โกรกพระ อ.โกรกพระ ซึ่งเป็นร้านโชวห่วยต้นแบบในพื้นที่ที่ได้รับการพัฒนาจากกระทรวงพาณิชย์เช่นเดียวกัน เป็นร้านค้าปลีกขนาดเล็กที่จำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค จากการพูดคุยพบว่า เป็นร้านโชวห่วยในพื้นที่ที่เปิดมานานกว่า 50 ปี มีทัศนคติที่ดีต่อลูกค้า ทำให้มีลูกค้าประจำที่เป็นคนในท้องถิ่นมาอุดหนุนซื้อสินค้าในร้านตลอด ส่งผลให้กิจการสามารถยืนหยัดมาได้จนถึงทุกวันนี้ แสดงถึงความผูกพันระหว่างร้านโชวห่วยกับคนในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี โดยขณะนี้ กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการนำเทคโนโลยีไปช่วยบริหารสต็อคสินค้าและการขายเพื่อผลักดันให้เป็น “สมาร์ท โชวห่วย” ซี่งจะส่งผลทำให้ยอดขายต่อเดือนเพิ่มมากขึ้น”

“หลังจากนั้น ได้เดินทางไป ต.พยุหะ อ.โกรกพระ เพื่อพบปะ/แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ประกอบการโชวห่วยที่ต้องการพัฒนาร้านค้าของตนเองให้เป็น “สมาร์ท โชวห่วย” จำนวน 70 ราย โดยผู้ประกอบการได้เข้ารับการอบรมการเป็น “สมาร์ท โชวห่วย” เบื้องต้น ฟังคำชี้แจงรายละเอียด และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่จะได้รับ ซึ่งได้รับผลการตอบรับเป็นอย่างดี โดยในปี 2563 นี้ กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าจะพัฒนาร้านโชวห่วยให้เป็น “สมาร์ท โชวห่วย” จำนวน 30,000 ร้านค้า”

“โดยหลังจากที่ได้รับฟังและพูดคุยถึงรายละเอียด ปัญหา-อุปสรรคของผู้ประกอบการร้านค้าส่งค้าปลีกแล้ว ได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เร่งสรุปปัญหา-อุปสรรค พร้อมจัดทำแผนพัฒนาโชวห่วยในแต่ละพื้นที่อย่างครบวงจร ตั้งแต่ขนาดเล็ก-ขนาดใหญ่ โดยเน้นความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อช่วยกันผลักดันให้ร้านโชวห่วยเป็น “สมาร์ท โชวห่วย” โดยเร็ว และเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน เปรียบเสมือน “การติดปีกให้โชวห่วยไทย” ซึ่งผลจากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ยิ่งมีความเชื่อมั่นว่า “โชวห่วย” ยังไงก็ต้องอยู่คู่สังคมไทยไปอีกนาน เป็นธุรกิจที่จะอยู่คู่กับวัฒนธรรมท้องถิ่นของไทยตลอดไป” รมช.พณ.กล่าวทิ้งท้าย

นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ อธิบดีกรมหม่อนไหม มอบแนวทางการปฏิบัติราชการให้แก่ผู้บริหารและข้าราชการกรมหม่อนไหม ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมหม่อนไหม คนที่ 8 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562 โดยได้วางแนวทางการปฏิบัติราชการในปีงบประมาณ 2563 เน้นการทำงานที่มุ่งเป้าไปที่การเพิ่มผลผลิต เร่งระดมข้อมูลกำลังการผลิตสินค้าหม่อนไหมและความต้องการใช้ของแต่ละจังหวัด ได้แก่ รังไหมอุตสาหกรรม เส้นไหมหัตถกรรม หม่อนผลสด ชาหม่อน และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ

อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวต่อไปว่า กรมหม่อนไหมยังทำงานเชื่อมโยงกับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการส่งเสริมโครงการหรือกิจกรรมที่มีศักยภาพ มีผลผลิต และมีความคุ้มค่า ขณะเดียวกันก็ดำรงไว้ซึ่งงานมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทั้งในพื้นที่อนุรักษ์และในพื้นที่ที่สร้างงานขึ้นมาใหม่ โดยวางแนวทางขับเคลื่อนนโยบายในระดับพื้นที่เป็นสำคัญ

นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงกับนโยบายตลาดนำการผลิต โดยส่งเสริมการตลาดในประเทศ รณรงค์ให้คนไทยสวมใส่ผ้าไหมมากขึ้น อย่างน้อยในงานเทศกาลและงานวันสำคัญต่างๆ รวมทั้งส่งเสริมการตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่เป็นคู่ค้าสำคัญของสินค้าหม่อนไหม

“การเพิ่มปริมาณการผลิต จะช่วยตอบโจทย์การส่งเสริมและพัฒนางานหม่อนไหมของประเทศได้เป็นอย่างดี เราจึงต้องเพิ่มจำนวนเกษตรกรไหมอุตสาหกรรม ไหมหัตถกรรม และการแปรรูป รวมถึงผู้ประกอบการหม่อนไหม เพิ่มปริมาณการผลิตสินค้าหม่อนไหม ผ้าไหม และผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมทั้งต้องส่งเสริมการตลาดสินค้าหม่อนไหมทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วย” อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว

สอดรับมาตรฐาน SRP-The Sustainable Rice Platform ภายในงานประชุมและนิทรรศการข้าวเพื่อความยั่งยืน ครั้งที่ 2 ข้าว ซี.พี.-ข้าวตราฉัตร ร่วมกับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UN Environment-UNEP) และสถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (IRRI) ดึงจุดแข็งระบบการปลูกข้าวยั่งยืนของบริษัทฯ ภายใต้โครงการส่งเสริมการปลูกข้าว ที่ทำร่วมกับภาครัฐ ภาคเกษตรกร และภาคประชาชน มากว่า 10 ปี ทั่วประเทศ ทำให้ตอนนี้ มีพื้นที่เข้าร่วมในโครงการฯ กว่า 301,325 ไร่ และมีเกษตรกรสมาชิก

รวมทั้งสิ้น 12,178 ราย ข้าวตราฉัตรจึงได้จับมือร่วมกับ 2 ภาคีเครือข่ายใหญ่ ร่วมกันผลักดันข้าวคุณภาพระดับโลก เพื่อสอดรับมาตรฐาน SRP-The Sustainable Rice Platform คือการขับเคลื่อนการเกษตรยั่งยืน (Driving To Sustainable Rice System) ด้วยการบริหารจัดการระบบการผลิตข้าว โดยคำนึงถึงระบบนิเวศ ทรัพยากร สิ่งแวดล้อมในไร่นา ผสมผสานการตลาด จนพัฒนานำไปสู่การพึ่งพาตนเองได้ของเกษตรกรสมาชิก ซึ่งข้าวตราฉัตรถือเป็นแบรนด์ข้าวคนไทยแบรนด์เดียว ที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกในโครงการ SRP-The Sustainable Rice Platform

นายสุรชัย ชัยชนะสิทธิการ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด (ข้าวตราฉัตร) กล่าวว่า ข้าวตราฉัตร มุ่งมั่น ให้ความสำคัญเรื่องพัฒนาคุณภาพข้าวไทย ไปพร้อมๆ กับการเพิ่มขีดความสามารถให้กับเกษตรกรไทยมาโดยตลอด เพื่อทำให้เกษตรกรไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถบริหารจัดการระบบการผลิตข้าวไทยที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ได้วัตถุดิบข้าวที่มีคุณภาพ ตรงตามมาตรฐาน

ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นตามมา และบริษัทฯ จะเป็นแหล่งตลาดให้กับเกษตรกรสมาชิก รับซื้อข้าวเปลือกคืนจากเกษตรกรสมาชิก ทำให้มั่นใจได้ว่าข้าวที่ปลูกมา จะมีตลาดรองรับที่แน่นอน ผ่านในรูปแบบของโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวของบริษัทฯ ซึ่งดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร อาทิ ภาครัฐ ภาคเกษตรกรสมาชิก และภาคประชาชน ร่วมกันสร้างมูลค่าเพิ่มของผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐาน GAP มาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี กับความสำเร็จของโครงการฯ รวมพื้นที่กว่า 301,325 ไร่ ทั่วประเทศ และมีเกษตรกรสมาชิกเข้าร่วมโครงการฯ รวมทั้งสิ้น 12,178 ราย

รูปแบบระบบการเกษตรแบบยั่งยืน (Sustainable Agriculture) คือการทำการเกษตรที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค และเป็นมิตรกับสภาพแวดล้อม ความสมดุลของสภาพธรรมชาติ ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ อาทิ

หนึ่ง เกษตรผสมผสาน (Integrated Farming) เป็นการผลิตที่มากกว่าสองกิจกรรมขึ้นไป ในเวลาเดียวกัน กิจกรรมทั้งสองนี้จะเกื้อกูลซึ่งกันและกัน สร้างมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้น จากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรที่ดินที่มีจำกัดในไร่นาให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สอง เกษตรอินทรีย์ (Organic Farming) เป็นการผลิตที่ไม่ใช้สารอนินทรีย์เคมี หรือเคมีสังเคราะห์ แต่สามารถใช้อินทรีย์เคมีได้ เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์แก่ทรัพยากรดิน สร้างความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety) ให้แก่ผู้บริโภค

สาม เกษตรธรรมชาติ (Natural Farming) เป็นการทำเกษตรที่ไม่รบกวนธรรมชาติ หรือรบกวนให้น้อยที่สุด ไม่ไถพรวน ไม่ใช้สารเคมี ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี และไม่กำจัดวัชพืช แต่สามารถคลุมดิน และใช้ปุ๋ยพืชสดได้ จะช่วยฟื้นฟูความสมดุลของระบบนิเวศ (Rehabiltation Of Ecological Balance) และลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก