งานนี้มีวิทยากรจากประเทศจีนมาร่วมสัมมนาและอภิปรายด้วย

หนึ่งในวิทยากรจีนได้พูดถึงการเปิดให้บริการท่าเรือใหม่ในอ่าวปูเป้ย 3 ท่า มีเรือแล่นระหว่างแหลมฉบังไปท่าเรือชินโจว (1 ใน 3 ท่าเรือ) ใช้เวลาแค่ 4 วัน ทำให้ค่าขนส่งผลไม้ไปจีนทางเรือลดลงอย่างมากเหลือแค่ 8,000 หยวนต่อตู้ ด้วยราคาค่าขนส่งที่ถูกและเวลาที่เร็วขึ้น ประกอบกับรัฐบาลจีนสร้างถนนและทางรถไฟมาจนถึงท่าเรือดังกล่าว ทำให้เป็นจุดกระจายสินค้าที่ถูกและรวดเร็ว เหมาะกับการส่งออกสินค้าเน่าเสียง่าย

ทุกวันนี้ ด้วยสถานะและศักยภาพของผลไม้ไทย และด้วยการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ที่จริงจังของภาครัฐ การที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางผลไม้เขตร้อนของโลก จึงไม่ไกลเกินเอื้อม ครับผม!

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า
ธ.ก.ส.ออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพารา จำนวนทั้งสิ้น 2 โครงการ ประกอบไปด้วย 1.โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน ให้แก่สถาบันเกษตรกรรวบรวมยาง โดยมีเป้าหมายการจ่ายเงินกู้วงเงิน 10,000 ล้านบาท ระยะเวลาการดำเนินโครงการ ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2563 อัตราดอกเบี้ย MLR-1 ปัจจุบัน เท่ากับ 4 % รัฐบาลรับภาระดอกเบี้ยแทนสถาบันเกษตรกร 3 % สถาบันเกษตรกรรับภาระดอกเบี้ยเพียง 1% กำหนดชำระคืนภายใน12 เดือน ซึ่งปัจจุบันธ.ก.ส. ได้อนุมัติเงินกู้ไปแล้ว 6,200 ล้านบาท

และ 2. โครงการสนับสนุนสินเชื่อให้สถาบันเกษตรกร กู้เพื่อเป็นค่าลงทุนและเงินทุนหมุนเวียนในการแปรรูปยางพารา เพื่อเพิ่มมูลค่า เป้าหมายการจ่ายเงินกู้ วงเงิน 5,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2567 โดยเงินกู้ค่าลงทุนคิดดอกเบี้ย ในอัตราMLR-1.5 ปัจจุบัน เท่ากับ 3.5% รัฐบาลช่วยรับภาระดอกเบี้ยแทนสถาบันเกษตรกร 3 % โดยกองทุนพัฒนาสหกรณ์และรัฐบาลจะช่วยรับภาระดอกเบี้ยอีก0.49 % สถาบันเกษตรกรจะรับภาระดอกเบี้ยในอัตรา 0.01% เท่านั้น กำหนดชำระคืนเป็นรายงวดภายในเดือนสิงหาคม 2567 ซึ่งปัจจุบันธ.ก.ส. ได้อนุมัติเงินกู้ไปแล้ว 1,800 ล้านบาm

นอกจากนั้น ในส่วนผู้ประกอบกิจการยางพารา รัฐบาลได้อนุมัติโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) วงเงินสินเชื่อ 20,000 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการไปดูดซับยางพาราออกจากระบบ นำมาเก็บในสต็อกของผู้ประกอบการในลักษณะหมุนเวียน โดยรัฐบาลจะรับภาระดอกเบี้ยแทนผู้กู้ในอัตรา3 % ผู้ที่เข้าร่วมโครงการจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในโครงการที่การยางแห่งประเทศไทย (กยท)กำหนด ผู้ประกอบกิจการยางพาราที่สนใจสามารถแจ้งความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการได้ที่การยางแห่งประเทศไทย

“มาตรการดังกล่าว มุ่งเน้น การให้ความช่วยเหลือ ด้านราคาให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพารา รวมทั้งสนับสนุนกระบวนการสหกรณ์ ให้สถาบันเกษตรกร เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนกลไกตลาดให้ทำงานอย่างเต็มที่ รวมทั้ง ช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวในระยะยาว ให้เกิดความยั่งยืน ต่อไปด้วย” นายอภิรมย์กล่าว

เป็นคลิปที่ได้รับการแชร์ในโลกโซเชียลอย่างหนัก เมื่อสมาชิกเฟซบุ๊ก Songsak Tidchai ได้แชร์คลิปซึ่งทำให้หลายคนเกิดความตระหนกตกใจอย่างมาก เพราะเป็นคลิปที่ระบุว่า เป็นการตากกุ้งแห้งผสมสี โดยคลิปดังกล่าวแสดงให้เห็นบรรยากาศคล้ายป่าชายเลน ภูมิประเทศคล้ายประเทศไทย และคนงานกำลังเดินอยู่บนนั่งร้าน กำลังโรยบางอย่างสีแดงสดอยู่เต็มพื้นที่

โดยผู้โพสต์ ระบุว่า “กุ้งแห้งผสมสีแล้ว..สำหรับสัมตำ.ผัดไท.ให้คนไทยได้กินกันอร่อยๆทั่วประเทศ” ซึ่งกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์และแชร์อย่างหนักในขณะนี้

วันที่ 2 ก.พ. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี กระทรวงมหาดไทยโดยกรมการพัฒนาชุมชน จัดประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำรายละเอียดโครงการชุมชนท่องเที่ยว โอทอป นวัตวิถี เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561

โดยนายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน(พช.) กล่าวว่า จากนี้พช.จะเริ่มทำชุมชนท่องเที่ยวโอทอป นวัตวิถี ซึ่งเป็นแนวคิดพัฒนาโอทอปรูปแบบใหม่ โดยให้ขายสินค้าอยู่ภายในชุนชน เป็นการสร้างรายได้เพิ่มให้ชุมชน นำเสน่ห์ ภูมิปัญญา วิถีชีวิต วัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์มาแปลงเป็นรายได้ ทำให้รายได้กระจายอยู่ภายในชุมชน สร้างชุมชนเข้มแข็ง ทุกคนพร้อมเป็นเจ้าบ้าน ทำให้ลูกหลานไม่ต้องออกไปหารายได้จากภายนอกชุมชน ซึ่งแตกต่างจากโอทอปเดิม ที่ต้องนำสินค้าออกไปขายนอกชุมชน และทุกอย่างขึ้นกับหน่วยงานของรัฐ

อธิบดีพช. กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้งบประมาณ 10,000 ล้านบาท กับโครงการชุมชนท่องเที่ยวโอทอปนวัตวิถี โดยจะคัดเลือกจากชุมชนที่มีศักยภาพใน 76 จังหวัด 878 อำเภอๆละ 3-5 แหล่งท่องเที่ยว พร้อมเข้าไปสร้างความเข้าใจกับชุมชน ทั้งช่วยวิเคราะห์ เสน่ห์ วิถีชีวิต ภูมิปัญญา วัฒนธรรม ของชุมชนนั้น กำหนดเส้นทางท่องเที่ยว ต้องมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อการค้าต่อนักท่องเที่ยว

นายอภิชาติ กล่าวว่า หลักเกณฑ์การพิจารณาโครงการคือ พิจารณาศักยภาพของชุมชน ทั้งจำนวนนักท่องเที่ยว ต้นทุนทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านศิลปะและวัฒนธรรมเป็นต้น พิจารณาถึงการเชื่อมโยงของแหล่งท่องเที่ยว เช่น แหล่งท่องเที่ยวหลัก คือ 22 เมืองหลัก แหล่งท่องเที่ยวรอง คือ 55 เมืองรอง ส่วนแหล่งท่องเที่ยวเล็ก คือชุมชนท่องเที่ยวที่มีกิจกรรม สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งที่ส่งเสริมกัน

อธิบดีพช. กล่าวว่า การดำเนินการต้องไม่เริ่มจากศูนย์ โดยต่อยอดจากหมู่บ้านโอทอปเพื่อการท่องเที่ยวได้ เน้นการจำหน่ายผลิตภัณฑ์โอทอป มีจุดขายที่เป็นเสน่ห์ เช่น ลักษณะทางธรรมชาติ ทั้งแม่น้ำ ภูเขา มีประวัติ และตำนาน ต้องมีความเข้มแข็งของชุมชน มีการจัดทำแผนธุรกิจ ปฏิทินท่องเที่ยวของชุมชน ที่ใช้งบประมาณอย่างสมเหตุสมผลอย่างยั่งยืน

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ระหว่างวันที่ 5-6 ก.พ.นี้ ที่ จ.ตราด และ จ.จันทบุรี กระทรวงพาณิชย์เตรียมเสนอยุทธศาสตร์ผลไม้เพื่อยกระดับให้ไทยเป็นผู้นำหรือมหานครแห่งผลไม้ ทั้งการผลิต แปรรูป เชื่อมโยงตลาดเป็นชาติแห่งการค้าผลไม้ และการสร้างไทยแลนด์แบรนด์ให้เป็นที่รู้จักของทั่วโลก โดยจะเน้นในผลไม้ 3 ชนิดคือ ทุเรียน ลำไย และมังคุด ซึ่งจะเป็นการยกระดับผลไม้ไทยให้มีมูลค่าที่สูงขึ้น ตลอดจนทำให้ผลไม้ราคามีเสถียรภาพ ไม่ตกต่ำ รวมทั้งยังช่วยแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดได้ด้วย โดยยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะมีทั้งนโยบาย แผนปฏิบัติการ และด้านการตลาด

“ต่อจากนี้เราจะทำให้ทั่วโลกเห็นว่าหากประเทศใดต้องการซื้อขายผลไม้ หรือหาผลไม้ที่มีคุณภาพดี ต้องมายังประเทศไทยเป็นประเทศแรก ทั้งนี้ เพื่อรองรับผลผลิตผลไม้ที่จะออกในช่วงประมาณเดือนมี.ค. โดยจะนำร่องให้ จ.จันทบุรี เป็นจังหวัดแรกเพื่อให้เป็นต้นแบบการบริการจัดการผลไม้อย่างมีประสิทธิภาพ”

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ขณะนี้หลายประเทศมีความต้องการผลผลิตทุเรียน และมังคุดเป็นจำนวนมาก ประกอบกับไทยได้นำขั้นตอนการแปรรูปผลไม้และการดูแลผลไม้ให้อยู่ได้นานขึ้น จึงไม่น่าจะมีปัญหาผลผลิตล้นตลาดดังนั้นปีนี้น่าจะเป็นปีที่ดีของผลไม้ไทย ส่วนลำไย อาจจะต้องหามาตรการเสริม เนื่องจากแม้ตลาดใหญ่ คือ จีน แต่ในช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. เป็นช่วงหน้าร้อนของจีนจะลดการบริโภคลำไยลง ทำให้ปริมาณลำไยของไทยมีมาก ซึ่งได้มอบหมายให้หน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ไปหารือกับประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่นำเข้าลำไยจากไทยรองจากจีนให้เพิ่มสัดส่วนการนำเข้าลำไยจากไทยเพิ่มมากขึ้น

ขณะเดียวกันอยู่ระหว่าง ทำมาตรการดูแลเสถียรภาพราคาข้าว รวมถึงการรักษาความเป็นผู้นำการส่งออกข้าว ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนก.พ.นี้ เนื่องจากสินค้าเกษตรของไทยหลายรายการราราเป็นขาขึ้น เช่น ข้าวหอมมะลิ ที่ราคาปรับขึ้นไปอยู่ที่ ตันละกว่า 17,000 บาทต่อตัน

ส่วนปาล์มน้ำมันในช่วงปลายปีที่ผ่านมาจะมีปัญหาเรื่องสต๊อกมีจำนวนมากเกิน แต่จากการเร่งแก้ไขปัญหา ทั้งการเพิ่มปริมาณการส่งออก และนำไปใช้ในการผลิตพลังงาน ทำให้ขณะนี้สต๊อกลดลงมาเหบือกว่า 4 แสนตัน และคาดว่าอีก 1-2 เดือนจะลดลงมาอยู่ใน ระดับปกติที่ 3 แสนตัน และขณะนี้ราคาผลปาล์มสดได้เพิ่มขึ้นจาก 3.20 บาทต่อกิโลกรัม มาอยู่ที่ 3.70 บาทต่อกิโลกรัม และคาดว่าภายในเดือนก.พ. จะมีราคาสูงขึ้นมาถึง 4 บาทได้

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ว่า ณ วันที่ 2 ก.พ. 2561 มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกัน 59,153 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 78% ของความจุเก็บกักรวมกัน โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้ 35,232 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็น 68% ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน ปริมาณน้ำมากกว่าปี 2560 จำนวน 8,602 ล้านลบ.ม. โดยเฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 18,530 ล้านลบ.ม. หรือ 75% ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวม 11,834 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็น 65% ของปริมาณน้ำใช้การได้

กรมชลประทาน วางแผนจัดสรรน้ำและเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2560/61 โดยใช้น้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักรวมกันทั้งสิ้น 14,187 ล้านลบ.ม. แบ่งเป็นการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้ง (1 พ.ย. 2560-30 เม.ย. 2560) จำนวน 7,700 ล้านลบ.ม. เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำ สำหรับอุปโภคบริโภค 1,140 ล้านลบ.ม., รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ 1,450 ล้านลบ.ม. และการเกษตร 5,110 ล้านลบ.ม. ส่วนที่เหลืออีก 6,487 ล้านลบ.ม. จะสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนเดือนพ.ค.-ก.ค. 2561

ผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งลุ่มน้ำเจ้าพระยาปี 2560/61 ตั้งแต่ 1 พ.ย. 2560-2 ก.พ. 2561 ได้มีการระบายน้ำ ตามแผนฯ ไปแล้วจำนวน 3,758 ล้านลูกบาศก์เมตรคิดเป็น 49% ของแผนจัดสรรน้ำฯ และเป็นไปตามแผนที่ได้วางไว้ โดยในวันที่ 2 ก.พ. 2561 การระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ยังคงอยู่ในอัตรา 90 ลบ.ม.ต่อวินาที ปี 2560 มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพียง 70 ลบ.ม.ต่อวินาที เพื่อรักษาระบบนิเวศด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงมาจนถึงปากอ่าวไทย และควบคุมค่าความเค็มที่สถานีสูบน้ำสำแลไม่ให้เกินเกณฑ์เฝ้าระวังที่กำหนดไว้ 0.25 กรัมต่อลิตร ปัจจุบัน (2 ก.พ. 2561) วัดค่าความเค็มได้ 0.18 กรัมต่อลิตร ไม่มีผลต่อน้ำดิบที่การประปานครหลวงใช้ในการผลิตประปาได้ตามปกติส่วนการส่งน้ำเพื่อสนับสนุนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในเขตชลประทาน กรมชลประทานยังสามารถสนับสนุนได้อย่างเพียงพอ ไม่เกิดความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูกแต่อย่างใด

สำหรับผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2560/2561 ของทั้งประเทศ ณ วันที่ 31 ม.ค. 2561 มีการเพาะปลูกไปแล้ว 8.03 ล้านไร่ คิดเป็น 89% ของแผน 9.05 ล้านไร่ เฉพาะข้าวนาปรัง มีการเพาะปลูกไปแล้ว 7.55 ล้านไร่ คิดเป็น 90% ของแผน 8.35 ล้านไร่ เฉพาะส่วนในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการเพาะปลูกไปแล้ว 5.51 ล้านไร่ คิดเป็น 105% ของแผน 5.23 ล้านไร่ เฉพาะข้าวนาปรัง มีการเพาะปลูกไปแล้ว 5.45 ล้านไร่ คิดเป็น 105% ของแผน 5.17 ล้านไร่ซึ่งการส่งน้ำเพื่อสนับสนุนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในเขตชลประทานกรมชลประทานยังสามารถสนับสนุนได้อย่างเพียงพอ ไม่เกิดความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูกแต่อย่างใด

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าพื้นที่เพาะปลูกในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการเพาะปลูกเต็มพื้นที่และเกินแผนไปแล้วจึงขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้ร่วมกันเพาะปลูกพืชให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้เพื่อไม่ให้กระทบต่อแผนการจัดสรรน้ำที่ได้กำหนดไว้ที่สำคัญเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำครอบคลุมทุกภาคส่วนอย่างเพียงพอจึงต้องขอความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้มีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ในอนาคตได้อย่างไม่ขาดแคลนด้วย

น.ส.อัจฉริยา จันทรวงศ์ กงสุล (ฝ่ายการเกษตร) ประจำกงสุลใหญ่ ณ นครเซียงไฮ้ เปิดเผยว่า ราคายางพาราในตลาดยางเซียงไฮ้ ประเทศจีน ราคาเริ่มนิ่งและแนวโน้มลดลงเล็กน้อย เนื่องจากเข้าสู่เทศกาลตรุษจีน หลายโรงงานเริ่มหยุด และชะลอการซื้อ-ขาย แต่สถานการณ์ดังกล่าวจะเป็นช่วงสั้นๆ หลังจากผ่านเทศกาลไปแล้วคาดว่าแนวโน้มของราคา ซึ่งเป็นไปได้จะดีดตัวกลับขึ้นอีกครั้ง

ทั้งนี้ จากการติดตามสถานการณ์ยางพาราในจีน พบว่าแนวโน้มการใช้ยางธรรมชาติปรับตัวลดลง เนื่องจากการการนำเข้ายางธรรมชาติมีภาษีสูงกว่า ส่งผลให้โรงงานอุตสาหกรรมบางส่วนเริ่มปรับสูตรการผลิตใหม่หันไปใช้ยางสังเคราะห์มากขึ้น ซึ่งทางกงสุลฯ จะติดตามสถานการณ์ดังกล่าวต่อไป แต่ทั้งนี้ จากภาษีการนำเข้ายางธรรมชาติที่อยู่ในอัตราที่สูงกว่า ดังกล่าว ผู้ประกอบการจีนหลายรายหันมานำเข้ายาง คอมปาวด์ หรือยางที่มีส่วนผสมของสารเคมีต่างๆ ซึ่งเก็บภาษีต่ำกว่า หลังจากนั้นผู้ประกอบการจะสกัดสารเคมีออก ยังมีต้นทุนการนำเข้าที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับการนำเข้ายางธรรมชาติโดยตรง

“กรณีไทยส่งออกยางคอมปาวด์ จะไม่ถูกจัดเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษจากการส่งออกยางหรือเซส ดังนั้นยางคอมปาวด์จึงเป็นที่นิยมของตลาดมากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลต้องพิจารณา นอกจากนี้ จีนซึ่งเป็นประเทศที่สั่งซื้อยางจำนวนมากยังให้การสนับสนุนปลูกยางในประเทศ ซึ่งกลุ่มนี้จะได้รับสิทธิพิเศษจากรัฐบาล แต่กรณีที่มีผู้ประกอบการเข้าไปส่งเสริมปลูกในเมียนมา ลาว และกัมพูชา เพื่อส่งกลับทางจีนตอนใต้ นั้นจะติดตามข้อมูลอีกครั้ง” น.ส.อัจฉริยา กล่าว

นายชลธิศักดิ์ ชาวปากน้ำ อัครราชฑูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการเกษตร) สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงโตเกียว กล่าวว่า ราคายางพาราในตลาดล่วงหน้าโตเกียว หรือโตคอม ปรับตัวลดลง 2-3% เช่นกัน โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการหาสาเหตุ

รายงานจากการยางแห่งประเทศไทย แจ้งว่า ราคายางในระหว่างนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยราคายางแผ่นรมควันปรับตัวสูงขึ้นตามตลาดล่วงหน้าโตคอม และตามความต้องการของผู้ประกอบการภายในประเทศ ราคากลางเปิดตลาด ประจำวันนี้อยู่ที่ 46.99 บาทต่อกิโลกรัม (ก.ก.) โดยปิดตลาดสูงสุด ณ ตลาดกลางนครศรีธรรมราช ราคาอยู่ที่ 47.11 บาทต่อก.ก. ส่วนตลาดกลางสงขลา และตลาดกลางสุราษฎร์ธานี ราคาอยู่ที่ 47.09 บาทต่อก.ก.

ทั้งนี้ ราคายางที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดล่วงหน้าโตเกียว จากการอ่อนค่าของเงินเยน และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น มาตรการ รักษาเสถียรภาพราคายางของภาครัฐ รวมทั้งนักลงทุนคลาย ความกังวลหลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุม พร้อมกับย้ำจุดยืนในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่าง ค่อยเป็นค่อยไป แต่อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคายางปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

คุณสุวมล แก้วมาลัยทิพย์ (คุณโฟร์) ประธานกรรมการบริษัท นครกรุง (บางกอก) กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า “นครกรุงฟรุ๊ต” แบรนด์ผลไม้ไทย มีจุดเริ่มต้นจากที่ตัวเองถูกเลี้ยงดูในครอบครัวที่มีสิ่งแวดล้อมและแนวคิดของการเป็นเจ้าของกิจการ จึงมีความฝันอยากจะเป็นเจ้าของธุรกิจ รวมถึงได้รับแรงบันดาลใจมาจากรายการ “อายุน้อยร้อยล้าน” จึงสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพและเริ่มต้นสร้างธุรกิจ จนได้พบจุดเปลี่ยนที่พลิกให้ชีวิตของเธอให้โกอินเตอร์ ประกอบกับเป็นคนที่ชอบทานผลไม้เป็นทุนเดิม ทำให้เริ่มศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจผลไม้อบแห้งอย่างจริงจัง รวมทั้งรู้จักกับเจ้าของโรงงานที่รับผลิตผลไม้อบแห้ง
จึงตัดสินใจศึกษาข้อมูลต่างๆ โดยเริ่มจากการติดต่อเจ้าของสวนและฟาร์มผลไม้ จากนั้นจึงให้โรงงานช่วยเรื่องการรับรองมาตรฐาน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์สินค้า

เมื่อเล็งเห็นถึงช่องทางและความเป็นไปได้ จึงลงมือสร้างสินค้าของตัวเองขึ้นมา คือ ทุเรียนฟรีซดราย โดยเริ่มจากการคัดเลือกทุเรียนจากสวนที่มีคุณภาพในแต่ละสายพันธุ์ เช่าเครื่องแปรรูปผลไม้
ฟรีซดรายมาทดลองสูตร โดยอาศัยคำแนะนำจากผู้รู้ จนได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ และเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค จึงได้เริ่มดำเนินการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ “นครกรุงฟรุ๊ต” (Nakhonkrung fruit) อย่างเป็นทางการ ก่อนจะเพิ่มสินค้าผลไม้เขตร้อนอีกหลายชนิด อาทิ มะม่วง มังคุด สับปะรด ลำไย ขนุน แก้วมังกร และเงาะฟรีซดราย เป็นต้น รวมถึงนำเทคนิคการแปรรูปในแบบอื่นๆ เข้ามาใช้ อาทิ อบแห้ง ทอดไร้น้ำมัน แช่แข็ง และยังคงพัฒนาต่อไปตามความต้องการของตลาด โดยสิ่งที่ยังคงให้ความสำคัญอันดับหนึ่งเสมอมา คือการคัดเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพ แต่ก้าวสำคัญที่ทำให้บริษัท นครกรุง บางกอก กรุ๊ป เติบโตอย่างก้าวกระโดดคือการที่ได้เข้ามาใช้บริการเว็บไซต์ Thaitrade.com ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้สินค้าของตนสามารถส่งออกไปต่างประเทศ

“เว็บไซต์ไทยเทรดดอทคอม ถือเป็นสื่อกลางที่ช่วยเพิ่มลูกค้ารายใหม่จากต่างประเทศ ซึ่งหากไม่ได้ Thaitrade.com คงจะต้องเหนื่อยมากกว่านี้แน่ๆ รวมไปถึงเรื่องความประทับใจในการให้บริการของเจ้าหน้าที่ Thaitrade.com ที่เข้ามาช่วยติดต่อประสานงานอย่างเต็มใจ เวลามีลูกค้าเข้ามาสอบถามเกี่ยวกับสินค้า รวมถึงยังมีกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของเรา อย่างการจับคู่ธุรกิจ และ
การพัฒนาศักยภาพด้านการค้าออนไลน์ โดยยอดขายหลังใช้บริการเว็บไซต์ Thaitrade.com ในปี 2560

ที่ผ่านมา มีอัตราส่วนของลูกค้าต่างชาติสูงขึ้น โดยคิดเป็นร้อยละ 65 และปัจจุบันยังคงมีลูกค้าต่างชาติ อาทิ จีน ไต้หวัน และสิงคโปร์ ติดต่อเข้ามาขอเยี่ยมชมโรงงานการผลิตและเจรจาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และขอฝากสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างธุรกิจ ทุกอย่างต้องเริ่มจากการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ กล้าคิดและทำ
อย่าปล่อยให้โอกาสวิ่งหาเรา แต่ให้เราต้องเป็นฝ่ายวิ่งเข้าหาโอกาส” คุณสุวมล กล่าวอย่างปลื้มใจ

ตลาดโบราณ 270 ปี ของดีบ้านตะปอนใหญ่ อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี

ตลาดแห่งนี้ ตั้งอยู่ในบริเวณวัดตะปอนใหญ่ เป็นตลาดชุมชนพื้นบ้านแท้ๆ ไม่ใช่ตลาดนัดทั่วๆ ไป เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง บ้าน วัด โรงเรียน โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ตลาดมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดดเด่น เน้นขายเฉพาะพืชผัก ขนม อาหารพื้นบ้าน ให้แม่ค้าพ่อค้าในชุมชนจริงๆ มาขายเอง ใช้ชุดแต่งกายแบบไทยๆ ใช้วัสดุธรรมชาติบรรจุอาหาร ไม่ใช้โฟม มีลานวัฒนธรรมที่ส่งเสริม อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาพื้นบ้าน และเป็นตลาดที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของความสุข ทุกเพศ ทุกวัย เต็มไปด้วยรอยยิ้มและมิตรภาพความเอื้อเฟื้อต่อกัน ตลาดแห่งนี้เพิ่งเปิดเมื่อเดือนสิงหาคมนี้รวมระยะเวลาผ่านไป 4 เดือนเต็ม จัดเป็นตลาดฮิตติดดาวแห่งหนึ่งสำหรับผู้คนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน ล่าสุดปลายเดือนธันวาคมจังหวัดจันทบุรีเลือกให้เป็นตลาดประชารัฐ ตลาดวัฒนธรรม “ชุมชนคุณธรรมวัดตะปอนใหญ่” ตลาดตั้งอยู่ในบริเวณวัดตะปอนใหญ่ อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี

สานพลัง บ้าน วัด โรงเรียน เปิดตลาดพื้นบ้านโบราณ 270 ปี

คุณวีระพล ปุราณะ ประชาสัมพันธ์ และ คุณไว กิจปรีชา รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลตะปอนน้อย กรรมการตลาดโบราณ 270 ปี ของดีบ้านตะปอนใหญ่ เล่าให้ฟังว่า ด้วยชุมชนบ้านตะปอนใหญ่เป็นชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ขับเคลื่อนด้วยพลัง บรว. (บ้าน วัด โรงเรียน) ของจังหวัดจันทบุรี ได้รับจัดสรรงบประมาณ 8,000 บาท ปี 2560 จึงมีการประชุมร่วมกันระหว่าง ท่านพ่อพระครูสาราภินันท์ เจ้าอาวาสวัดตะปอนใหญ่และเจ้าคณะตำบลตะปอน ผู้นำหมู่บ้าน 3 หมู่บ้าน กำนันตำบลตะปอน อบต.ตะปอนใหญ่

โรงเรียนวัดตะปอนใหญ่ (เศวตวิทยาคาร) เห็นว่าชุมชนวัดตะปอนใหญ่มีอายุมากกว่า 270 ปี มีมรดกวัฒนธรรมภูมิปัญญาและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เคยเป็นเส้นทางเดินทัพพระเจ้าตากไปยังเมืองตราด ควรจัดตั้ง ตลาดโบราณ 270 ปี ของดีบ้านตะปอนใหญ่ น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ให้ชาวบ้านนำสินค้า อาหารพื้นเมืองมาจำหน่าย ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ยึดหลักคุณธรรมขายสินค้าคุณภาพ ราคายุติธรรม และมีข้อกำหนดให้แต่งกายย้อนยุคหรือไทยประยุกต์ ใช้วัสดุธรรมชาติแทนใช้โฟมบรรจุอาหารเป็นเอกลักษณ์ของตลาด เปิดขายทุกวันเสาร์ตั้งแต่เวลา 14.00-18.00 น. และกำหนดให้ร้านค้าขายของซ้ำกันไม่เกิน 2 ร้าน และไม่หยุดติดต่อกันเกิน 2 ครั้ง ไม่เช่นนั้นจะถูกตัดสิทธิ์ ทั้งนี้ ทางวัดจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น การสร้างร้านค้าทำป้ายชื่อ อปพร.ช่วยจัดระบบจราจร ค่าไฟฟ้า เครื่องเสียงประชาสัมพันธ์ เพียงแต่ทุกร้านช่วยกันกำจัดขยะและดูแลความสะอาด

“เปิดตลาด วันที่ 19 สิงหาคม ถึงธันวาคม 2560 ระยะเวลา 4 เดือนเต็ม ร้านค้าเริ่มต้นจาก 38 ร้าน เพิ่มขึ้น 50-80 ร้าน ปัจจุบัน 128 ร้านค้า พื้นที่สองฟากถนนที่จัดไว้เต็มต้องขยายออกไปด้านกำแพงวัด จำนวนผู้ซื้อสินค้าเริ่มจาก 200 คน เพิ่มขึ้นเฉลี่ยวันละ 400-500 คน เวลาเปิดตลาดบ่าย 2 โมง แต่ผู้คนเริ่มทะยอยมาจับจ่ายซื้อของกันตั้งแต่เที่ยงกว่าๆ ด้วยความเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนตลาดนัดทั่วๆ ไปทำให้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ระยะหลังเป็นนักท่องเที่ยวด้วย เป็นความสำเร็จเกินคาด เดิมคิดว่าจะมีคนมาขายน้อยเพราะส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่ทำสวนผลไม้ ไม่ค่อยมีเวลา แต่ช่วงเปิดตลาดเป็นช่วงที่ว่างจากการเก็บเกี่ยวผลไม้ บางร้านมากันเป็นครอบครัว ทำของขายหลายอย่าง ทำให้เห็นช่องทางมีรายได้เพิ่มขึ้นวันละ 300-700 บาท” คุณไว กล่าวเพิ่มเติม