งานพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรอำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา

ว่าที่ร้อยตรี นริศ ฤกษ์ดี นายอำเภอเกาะยาว กล่าวว่า เกาะยาว เป็นอำเภอเล็กๆ ของจังหวัดพังงา พื้นที่ประมาณ 137.6 ตารางเมตร ประกอบด้วย 2 เกาะหลักๆ คือ เกาะยาวน้อย เกาะยาวใหญ่ และเกาะต่างๆ รายล้อมมากมาย มีชายหาดและทิวทัศน์ที่สวยงามกลางทะเลอันดามัน รายได้หลักของประชาชน มาจากการทำสวนยางพารา ทำนา ไม้ผล พืชผักปลอดภัย ประมงและท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อพัฒนาตลาดสินค้าเกษตร เพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย อำเภอเกาะยาว ได้กำหนดจัดงานพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรขึ้น ในวันที่ 19 กันยายน 2562 ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ เทศบาลเกาะยาว หมู่ที่ 1 ตำบลเกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา

นางอุษณี เจียมรา เกษตรอำเภอเกาะยาว กล่าวให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กิจกรรมในงานดังกล่าว ประกอบด้วยการประกวดผลิตผลและผลิตภัณฑ์การเกษตร ได้แก่ มะพร้าวน้ำหวาน ประกวดแพะเพศผู้ เพศเมีย และปลาฉิ้งฉ้างทรงเครื่อง รางวัลการประกวดเป็นเงินสด รางวัลที่ 1 จำนวน 3,000 บาท รางวัลที่ 2 จำนวน 2,000 บาท และ รางวัลที่ 3 จำนวน 1,000 บาท การจำหน่ายผลิตผลและผลิตภัณฑ์การเกษตร สินค้าโอท็อป การออกบู๊ธอาหารและกิจกรรมของสถานประกอบการโรงแรมในพื้นที่อำเภอเกาะยาว และการประกวดร้องเพลงลูกทุ่งของทุกหมู่บ้าน โดยจะมีพิธีเปิดงาน โดยนายอำเภอเกาะยาว เวลา 09.19 น.

บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด เชิญชวนผู้ประกอบการไทยที่กำลังมองหาตลาดใหม่ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา ร่วมออกบู๊ธเจาะตลาดสร้างโอกาสขยายสินค้าและบริการในงาน Mingalar Smart SME Thai ณ ประเทศเมียนมา ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม – 31 ตุลาคมนี้ ณ ศูนย์การค้า GMP ห้างยักษ์ใหญ่ในกรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้เจรจาธุรกิจบุกตลาดเมียนมาทั้งแบบ B2B และ B2C ในกลุ่มอาหาร-เครื่องดื่ม ความงาม แฟรนไชส์ และบริการ นอกจากนี้ ภายในงานยังมี Business Matching รวมทั้งการคัดสรรผลิตภัณฑ์เพื่อวางจำหน่ายในห้าง GMP MALL โดยตัวแทนจาก GMP MALL พร้อมกิจกรรมสร้างสีสัน และงานสัมมนาให้ความรู้อีกมากมาย บู๊ธมีจำนวนจำกัด ผู้ประกอบการที่สนใจออกบู๊ธเจาะตลาดเมียนมาในงาน จองพื้นที่ โทร. (094) 915-4624, (086) 344-5358

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เปิดแม็คโคร ฟูดเซอร์วิส สาขา Huadu Yingbin, กว่างโจว เมืองเอกของมณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการ โดยได้รับเกียรติจาก Mr. Luo Gan Zheng คณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์เขตฮวาตู, รองผู้อำนวยการเขตฮวาตู, คุณครองขนิษฐ รักษ์เจริญ กงสุลใหญ่ประจำนครกว่างโจว, คุณหลี่เหวินไห่ CP Group Vice President and CP Lotus Executive Chairman และ คุณสุชาดา อิทธิ จารุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจสยามแม็คโคร ร่วมแสดงความยินดีในพิธีเปิด โดย มี คุณชัยพร ตรีเลิศกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท แม็คโคร (กว่างโจว) ฟูด จำกัด (Makro (Guangzhou) Food Co.,Ltd.] ให้การต้อนรับ ทั้งนี้ หลังเปิดตัวมีประชาชนจำนวนมาก เข้าร่วมจับจ่ายสินค้าอย่างคับคั่ง เฉพาะอย่างยิ่ง แผนกผักผลไม้จากเมืองไทย อาทิ ทุเรียน ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

นางสาวอัจฉริยา จันทรวงศ์ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า ขณะนี้จังหวัดภูเก็ต ได้ประสบสภาวะฝนทิ้งช่วง ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ 3 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำบางเหนียวดำ อ่างเก็บน้ำบางวาด และอ่างเก็บน้ำคลองกะทะ ซึ่งอ่างเก็บน้ำทั้ง 3 แห่ง เป็นอ่างเก็บน้ำที่ใช้ในการผลิตน้ำประปา เพื่อการอุปโภค-บริโภคของจังหวัดภูเก็ต มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเหลือน้อย อาจไม่เพียงพอในช่วงฤดูแล้งที่จะมาถึง ทางสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดภูเก็ต จึงได้ประสานขอความอนุเคราะห์ทางกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดทำฝนเทียม เพื่อเป็นการเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำ เอาไว้สำหรับเป็นน้ำต้นทุนในการผลิตน้ำประปา เพื่อการอุปโภค-บริโภค ของจังหวัดภูเก็ต ตลอดช่วงฤดูแล้งที่จะมาถึง

โดยในวันนี้ 21 ก.ย.2562 นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย นางสาวอัจฉริยา จันทรวงศ์ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดภูเก็ต และนายแทนไทร์ พลหาญ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ ร่วมขึ้นเฮลิคอปเตอร์ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร บินสำราจ อ่างเก็บน้ำหลัก ในจังหวัดภูเก็ตทั้ง 3 แห่ง

จากการบินสำรวจในครั้งนี้ พบว่าช่วงตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ได้มีการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ทำให้น้ำในอ่างเก็บน้ำ ทั้ง 3 แห่ง มีปริมาณเพิ่มขึ้น แต่ยังคงมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอ

โดยทางศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ จะดำเนินการปรับรูปแบบการบิน เพื่อให้ฝนตกลงพื้นที่เป้าหมายให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ขอให้พี่น้องชาวภูเก็ต และนักท่องเที่ยว ใช้น้ำกันอย่างประหยัดและรู้คุณค่า ให้มากที่สุด

(20 กันยายน 2562) – ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับเชิญจาก ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีจีน-อาเซียน (China-ASEAN Technology Transfer Center หรือ CATTC) และกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง (Science and Technology Department of Guangxi Zhuang Autonomous Region) เข้าร่วมงาน “The 7th Forum on China-ASEAN Technology Transfer and Collaborative Innovation” ภายใต้งานมหกรรมจีน-อาเซียน ครั้งที่ 16 (The 16th China-ASEAN Expo) ณ นครหนานหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ในฐานะตัวแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ) รวมทั้งผู้ประกอบการจากประเทศไทยมากกว่า 20 ราย

ภายในงานดังกล่าว ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. ได้รับเชิญให้ปาฐกถาพิเศษในช่วง ASEAN Plus Three Young Scientist Innovation Forum หัวข้อ “A Role of NSTDA in People Development and People to People Cooperation on S&T between Thailand and China” ซึ่งมีเนื้อหากล่าวถึง แนวทางพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ สวทช. ภายใต้บริบทและนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งมุ่งหวังในการสร้างนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทยตามนโยบายประเทศไทย 4.0 และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่ง สวทช.

ดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องในการส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตลอดช่วงอายุ เช่น โครงการ KidBright และ FabLab มุ่งส่งเสริมเยาวชนในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้งานง่าย และสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) แก่เยาวชนไทย รวมทั้งยังกล่าวถึงกลไกการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างไทย-จีน ผ่านโครงการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีไทย-จีน ซึ่ง สวทช. เป็นเจ้าภาพ โดยได้รับสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวง ในการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างประเทศไทยและจีนในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนนักวิจัยระหว่างไทยและจีน การจัดฝึกอบรมระยะสั้น และการจัดกิจกรรมเสาะหาเทคโนโลยีและจับคู่ธุรกิจระหว่างไทยและจีน ตามความต้องการของนักวิจัยและผู้ประกอบการทั้งไทยและจีน

พร้อมกันนี้ ดร.ทรงพล มั่นคงสุจริต จากศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี สวทช. ได้รับเชิญเป็นหนึ่งในตัวแทนจากกลุ่มประเทศอาเซียนใน การอภิปราย (Panel Discussion) ภายใต้หัวข้อ China-ASEAN Young Scientist Exchange Program ในฐานะที่เคยเป็นตัวแทนของ สวทช. และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย (ในปี พ.ศ. 2558) ไปปฏิบัติงานที่สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเวลา 6 เดือน ภายใต้โครงการ Talented Young Scientists Program (TYSP)

ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งถือเป็นตัวแทนจากประเทศไทยคนแรกในการไปปฏิบัติงานที่ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีจีน-อาเซียน เพื่อจัดตั้งโปรแกรมความร่วมมือระหว่างไทยและจีนอย่างเป็นรูปธรรม และดำเนินการสนับสนับความร่วมมือต่างๆ ระหว่างไทย-จีนอย่างต่อเนื่องผ่านกลไกต่างๆ เช่น โครงการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีไทย-จีน (ภายใต้กรอบความร่วมมือทวิภาคีระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนและไทย) ซึ่ง สวทช. เป็นผู้ดำเนินการหลักในฝ่ายไทย

ทั้งนี้ งาน China-ASEAN Expo เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นทุกปี ณ นครหนานหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านต่างๆ เช่น การค้า วัฒนธรรม รวมไปถึงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างจีนและกลุ่มประเทศอาเซียน โดย สวทช. ถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญของไทยที่ได้รับเชิญให้เป็นตัวแทนด้าน วทน. ของประเทศไทยเข้าร่วมงานเป็นประจำทุกปี

“กองขยะมากมายที่รอการจัดการ คือความจริงที่ทุกคนต้องร่วมคิดและหาทางออก ไม่ใช่การทำงานของคนเพียงคนเดียว” คำกล่าวของ Ms.Kakuko Nagatani-Yoshida – Regional Coordinator for Chemicals, Waste and Air Quality, Asia and Pacific Office, UN Environment ในเวทีสัมมนา “Partnerships for Circular Economy” ในงาน “SD Symposium 10 Years: Collaboration for Action” ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ โดยเอสซีจี เป็นอีกหนึ่งเสียงที่ย้ำให้เห็นความสำคัญของการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ Circular Economy ให้เกิดขึ้นจริง เพื่อลดภาระให้กับโลกอย่างเร่งด่วน เมื่อมีการขยายตัวของประชากร คู่ขนานไปกับข้อจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ประกอบการที่เป็นต้นทางการผลิตสินค้าสู่ตลาด ด้วยการลดการใช้ทรัพยากรใหม่และเพิ่มการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเดิม

“หลักการของเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นเรื่องที่ดี แต่การจะทำได้ต้องอาศัยกระบวนการหลายอย่าง ที่สำคัญคือต้องมีการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับชุมชน และต้องนึกถึงการทำให้เป็นสายโซ่ (Multiple Loop) และทำให้เกิดการระเบิดต่อๆ กันไป (Atomic Economy)” Mr.Jorge Chediek – UNOSSC Director and Envoy of the Secretary-General on South-South Cooperation กล่าว

จุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในทัศนะของผู้แทนแห่งองค์การสหประชาชาติทั้ง 2 ท่าน มีความเห็นตรงกันในเรื่องของวิกฤตการณ์ทรัพยากรที่มีน้อยลงจนอาจจะขาดแคลนในไม่ช้า ทำให้ทุกคนรวมทั้งภาคธุรกิจไม่อาจปฏิเสธได้ว่าโลกกำลังเผชิญปัญหานี้อยู่

“ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน เพราะเรากำลังนับถอยหลังให้โลกที่กำลังจะขาดแคลนทรัพยากรอย่างหนักในปี ค.ศ. 2050 และถ้าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากเราซึ่งเป็นผู้สร้างไว้ในช่วงแห่งการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจที่ผ่านมา หนทางแก้ก็ต้องมาจากพวกเรา” Dr. Denis Nkala – Regional Coordinator and Representative, The United Nations Office for South-South Cooperation (UNOSSC), Asia and the Pacific Office กล่าว

♦ จากความร่วมมือสู่การลงมือทำอย่างมีเป้าหมายที่ชัดเจนเป้าหมายในการทำงานของมูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ คือ การยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาพของมนุษย์ ผ่านการช่วยเหลือด้านการสาธารณสุข ซึ่งมูลนิธิทำงานเพียงลำพังไม่ได้ จึงเป็นที่มาของโครงการสร้างห้องน้ำเพื่อชุมชนที่มูลนิธิจับมือกับเอสซีจีและสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย เพื่อร่วมพัฒนาระบบและสร้างห้องน้ำสาธารณะที่ถูกสุขลักษณะไปติดตั้งไว้ในชุมชนต่างๆ

“เป้าหมายของเราคือการลดความเสี่ยงด้านการเจ็บป่วย เพราะห้องน้ำที่ไม่ถูกสุขลักษณะเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสาธารณสุข” Dr. Doulaye Kone – Deputy Director, Bill & Melinda Gates Foundation เล่าให้ฟังต่อว่า การมองหาความร่วมมือกับองค์กรอื่นๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหลายบริษัทยังคงตั้งเป้าหมายที่กำไร จากการปฏิวัติวิถีปฏิบัติเดิมๆ สู่เส้นทาง Circular Economy “ที่จริงแล้วเราจะช่วยชีวิตคนได้เยอะมากจากการจัดการด้านสาธารณสุขที่ดี แต่หลายคนยังมองไม่เห็นการทำเป็นรูปแบบธุรกิจ เพราะฉะนั้นเราต้องแลกเปลี่ยนกัน” เขาอธิบาย

สอดคล้องกับ Mr.Jorge Chedeik ที่ระบุว่า องค์กรส่วนใหญ่ยังทำงานกันโดยปราศจากการเชื่อมโยงเพื่อไปสู่เป้าหมายเดียวกัน “เราอาจเริ่มต้นจากการทลายการทำงานแบบไซโลภายในองค์กรก่อน แล้วพาทุกคนก้าวเข้าสู่การทำงานที่มุ่งสู่การพัฒนาและเติบโตอย่างยั่งยืน จากนั้นจึงเริ่มมองหาพันธมิตรว่าเราจะสร้างความร่วมมือกับภายนอกองค์กรได้อย่างไร”

ด้าน Mr. Svein Rasmussen – CEO, Starboard ผู้ผลิตอุปกรณ์กีฬาทางน้ำ ระบุว่า ยอดขายไม่ใช่เป้าหมายที่องค์กรตั้งไว้ หากแต่การสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในธุรกิจเพื่อให้อุตสาหกรรมเติบโตได้อย่างยั่งยืนบนความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและท้องทะเล คือคำตอบของการทำงานในศตวรรษนี้ ทำให้สตาร์บอร์ดเริ่มวิจัยและพัฒนาสินค้าจากการรีไซเคิล โดยเฉพาะแหจับปลาซึ่งเป็นขยะที่สร้างผลกระทบต่อชีวิตของสัตว์ทะเลเป็นลำดับต้นๆ นอกจากนี้ ยังทำงานร่วมกับกลุ่ม Trash Hero จัดกิจกรรมเก็บขยะชายหาดและสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนรวมถึงสถาบันการศึกษา เพื่อให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงปัญหาขยะพลาสติกและขยะในทะเลอย่างจริงจัง

“เราตั้งเป็นเป้าหมายในการทำงานร่วมกันเพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วม โดยสร้างพลังตามศักยภาพและความถนัดของตัวเองเพื่อให้การทำงานเดินไปได้ ส่วนของสตาร์บอร์ดได้เริ่มคิดจากผลิตภัณฑ์ เช่น ถ้าทำให้น้ำหนัก 1.4 กิโลกรัมของบอร์ดที่ผลิตขึ้นมาจากการนำพลาสติกรีไซเคิลมาใช้ จะเห็นว่าจะกำจัดขยะทะเลไปได้มากแค่ไหน หรือจะนำรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากลับไปปลูกป่าชายเลนได้พื้นที่เท่าไร แล้วป่าชายเลนนี้ จะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้โลกได้เท่าไร ช่วยโลกได้อย่างไร” ทั้งหมดนี้จึงทำให้เราเห็นวงจรของเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ชัดเจนขึ้นตามความคิดของ Mr. Svein

♦ เศรษฐกิจหมุนเวียนสู่การปฏิบัติ

การพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือ Sustainable Development เป็นศาสตร์ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา และภายใต้แนวทางดังกล่าว เศรษฐกิจหมุนเวียนถือเป็นเรื่องใหม่ แต่น่ายินดีว่าองค์ความรู้ในด้านนี้ถูกขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วจากทั้งภาครัฐและเอกชนที่เชื่อมั่นว่า การทำให้เศรษฐกิจเกิดการหมุนเวียนจากการผลิต การใช้งาน และหมุนสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งานนั้นกลับไปใช้ใหม่นั้น เป็นทางออกที่ยั่งยืนสำหรับธุรกิจในยุคที่ทรัพยากรมีจำกัดมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น การพัฒนาองค์ความรู้และการปฏิบัติบนพื้นฐานของเศรษฐกิจหมุนเวียนในเวียดนามซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่แต่มีกลไกขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพจนนำไปสู่การทำงานในเชิงนโยบายของประเทศได้

“เมื่อก่อนทุกคนเข้าใจแต่หลัก 3R หรือแค่รีไซเคิลก็ถือว่าเก่งแล้ว แต่วันนี้เราต้องทำต่อจากรีไซเคิล คือการหมุนปลายทางของสินค้าเหล่านั้นกลับไปใช้ใหม่ ที่เวียดนามได้พยายามผลักดันให้เกิดข้อตกลงและกฎหมาย และพยายามเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน” Mr. Pham Hoang Hai – Partnership Development Head, Vietnam Business Council for Sustainable Development (VBCSD), Vietnam Chamber of Commerce and Industry (VCCI) กล่าว

เช่นเดียวกับภาคส่วนอื่นๆ ที่มองว่าความท้าทายของการชักชวนให้ทุกคนร่วมเดินบนถนนแห่งเศรษฐกิจหมุนเวียน คือการประสานประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นร่วมกัน “อันดับแรกเราต้องตั้งเป้าหมายร่วมกันให้ได้ก่อน แล้วเริ่มมาดูจุดแข็งของแต่ละคนว่าใครจะทำอะไรได้บ้าง เพื่อให้ปลายทางคือการพัฒนาให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนให้ประโยชน์แก่ทุกคนได้จริง ซึ่งวันนี้เวียดนามดีใจที่ได้เห็นการทำงานในระดับอาเซียน โดยมีการทำงานร่วมกันเป็น Business Council เพื่อผลักดันให้ Circular Economy ขยายไปในวงกว้างขึ้น”

ขณะที่ Dr. Safri Burhanuddin – Deputy IV of Coordinating, Ministry for Maritime Affairs of Republic Indonesia กล่าวว่า รัฐบาลอินโดนิเซียมีส่วนอย่างมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นได้จริง จากการวางแนวทางนโยบายระดับชาติเพื่อขับเคลื่อนการทำงานในภาพใหญ่ และภาคเอกชนรวมถึงหน่วยงานต่างๆ ก็ต่อยอดและรับเข้าเป็นวาระเร่งด่วน พร้อมมองหาแนวทางการทำงานร่วมกัน

“ตั้งแต่มีการประกาศว่าอินโดนิเซียเป็นผู้ผลิตขยะรายใหญ่ของโลก ชาวอินโดนิเซียก็ตกใจและพยายามทำทุกอย่างเพื่อลดปัญหาขยะที่ปล่อยลงสู่ทะเล รัฐบาลอินโดนิเซียก็รับเป็นวาระสำคัญโดยมี 18 กระทรวงทำงานร่วมกัน จากการศึกษาข้อมูลพบว่าร้อยละ 80 ของขยะที่ถูกทิ้งลงทะเลเกิดจากบนบก เราจึงเริ่มจัดการจากกลางเมืองเพื่อทำให้แม่น้ำในกรุงจาร์กาต้าสะอาด” เขากล่าวพร้อมย้ำว่า งานดังกล่าวจะเกิดผลสัมฤทธิ์ไม่ได้เลย หากขาดการช่วยเหลือกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงกลุ่มองค์กรที่ไม่แสวง หาผลกำไร นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังทำโครงการต่างๆ โดยใช้เศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นแกน เช่น การนำพลาสติกมาใช้ทำถนน เป็นต้น รวมทั้งรัฐบาลอินโดนิเซียยังตั้งเป้าในการรีไซเคิลพลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวอย่างจริงจัง

“เราพบว่าพื้นที่ทิ้งขยะส่วนใหญ่มีแต่ถุงพลาสติก กันยายนปีที่แล้วจึงมีการตั้งคณะกรรมการทำงานร่วมกันเพื่อจัดการเรื่องขยะ โดยมีเป้าหมายคือ ลดปริมาณพลาสติกให้ได้ในปี 2025 และพูดคุยกับรัฐบาลและภาคเอกชนของหลายประเทศ เพราะสิ่งนี้เป็นปัญหาของภูมิภาคที่ต้องจัดการ่วมกัน” Dr.Safri กล่าว

การเริ่มต้นประสานประโยชน์โดยมองไปยังปลายทางเดียวกัน คือก้าวแรกบนถนนสู่การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นได้จริง จึงเป็นเรื่องน่ายินดีที่วันนี้หลายองค์กรทั่วโลกได้เริ่มออกเดินด้วยความหวังว่าทรัพยากรของโลกจะถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการนำทรัพยากรกลับมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อต่อลมหายใจให้โลกของเราได้อีกยาวนาน

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดและเนื้อหาเพิ่มเติมของงาน SD Symposium ได้ที่ http://bit.ly/31X1QGd หรือติดตามข่าวสารอื่นๆ ของเอสซีจีได้ที่ https://scgnewschannel.com / Facebook: scgnewschannel / Twitter: @scgnewschannel หรือ Line@: @scgnewschannel

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สศก. ในฐานะหน่วยงานผู้ดำเนินการจัดทำ Big Data กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการตามหลักการจัดทำ Big Data ของสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.) ซึ่ง Big Data กระทรวงเกษตรฯ เป็นระบบที่รวบรวมข้อมูลภาคเกษตรไทยจากทุกภาคส่วน ทั้งข้อมูลภายในหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานภายนอก อาทิ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจะมีความรวดเร็วและทันสถานการณ์แบบวันต่อวัน และสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์ในรูปแบบรายงานหรือสถิติ ถือเป็นการบูรณาการด้านข้อมูลข่าวสารขนาดใหญ่ร่วมกันของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ปัจจุบัน Big Data ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พร้อมให้บริการแล้วกับเกษตรกรและบุคคลทั่วไป โดยมีข้อมูลด้านการเกษตรที่รวบรวมไว้ทั้งระบบภาคเกษตร ตั้งแต่ ต้นทาง อาทิ จำนวนครัวเรือน เนื้อที่เพาะปลูก ต้นทุน รายได้ ราคา และหนี้สิน กลางทาง อาทิ จำนวนโรงสี ผู้ประกอบการ สถาบันเกษตรกร และปลายทาง อาทิ ข้อมูลการส่งออก และสต๊อกสินค้า เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีพืชเศรษฐกิจที่ให้บริการรวม 13 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา อ้อยโรงงาน ลำไย มังคุด ทุเรียน เงาะ มะพร้าว กาแฟ และ สับปะรดโรงงาน