งานวิจัยทั้ง 3 อย่าง เป็นตัวอย่างงานวิจัยจากงานครบรอบ 25 ปี

สร้างคน สร้างความรู้ สร้างอนาคต จัดขึ้นเพื่อสื่อสาร กระบวนการคิด วิธีทำงานเเละผลวิจัย ความร่วมมือกับภาคีวิจัยเเละภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนงานวิจัย

…เรียกได้ว่า ความสำคัญของงานวิจัยด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจ คาดหวังว่าในอนาคตวิจัยไทยจะออกมาสู่ท้องตลาดมากขึ้น ไม่ถูกจัดเก็บวางไว้บนหิ้ง เเละเป็นเเรงสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

ผลผลิต “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ปี 2560” กิจกรรมการผลิตพันธุ์พืชชุมชน ได้นำผลผลิตต้นดอกดาวเรือง กว่า 100,000 ต้น ประดับพื้นที่ทั่วทั้งอำเภอน้ำปาด ในช่วงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

นายอดุลย์ศักดิ์ ไชยราช เกษตรอำเภอน้ำปาด เปิดเผยว่า ปี 2560 อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นอำเภอหนึ่งที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ให้ชุมชนเกษตรกร ดำเนินการ “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ปี 2560” มีกิจกรรมการเกษตรด้านต่างๆ ทั้งด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การเลี้ยงไก่ไข่ การแปรรูปผลผลิตการเกษตร และด้านการผลิตและขยายพันธุ์พืช ซึ่งในด้านการผลิตพันธุ์พืช ได้ดำเนินการผลิตพืชต่างๆ อาทิ มะม่วงหิมพานต์ มะม่วงเพาะเมล็ดพันธุ์โชคอนันต์ มะขามเปรี้ยว ไผ่ ต้นดอกดาวเรือง และพืชอื่นๆ รวมกว่า 2,200,000 ต้น/ถุง ในจำนวนนี้ ได้ผลิตต้นดาวเรืองพันธุ์ดอกโต จำนวน 164,000 ต้น บรรจุถุงสำหรับพร้อมนำไปวางประดับสถานที่ หรือลงแปลงปลูกได้

ในช่วงเดือนตุลาคม 2560 นี้ ชุมชนเกษตรต่างๆ ได้จัดเตรียมต้นดาวเรือง ไว้กว่า 100,000 ต้น เพื่อให้ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล นำไปปลูกประดับทั่วบริเวณ ให้เหลืองสะพรั่งทั่วทั้งอำเภอน้ำปาด โดยเฉพาะในช่วงระหว่างวันที่ 23-28 ตุลาคม 2560 ซึ่งเป็นช่วงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 อำเภอน้ำปาดได้พร้อมใจกันจัดงานพิธีวางดอกไม้จันทน์ ที่วัดชุมพล ตำบลแสนตอ อำเภอน้ำปาด มีการประดับต้นดอกดาวเรืองทั่วบริเวณพิธี และอาคารบ้านเรือน

ถนนเส้นทางทุกสายที่มุ่งสู่บริเวณพิธี ประมาณว่า จะใช้ต้นดาวเรืองเฉพาะบริเวณพิธี 50,000 ต้น บริเวณอื่นๆ 50,000 ต้น โดยชุมชนเกษตร โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ได้จัดเตรียมไว้ ได้รับความร่วมมือในการนำไปจัด โดยมี “นายปรีชา สุทนต์” นายอำเภอน้ำปาด เป็นผู้นำ พร้อมด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือ เทศบาลตำบลน้ำปาด องค์การบริหารส่วนตำบล ทั้ง 7 แห่ง ผู้นำท้องที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทั้ง 58 หมู่บ้าน หน่วยงานราชการ องค์กรเอกชน บริษัท ห้างร้าน กลุ่มมวลชน กลุ่มเกษตรกร และประชาชนชาวอำเภอน้ำปาด กว่า 36,000 คน ซึ่งพร้อมใจกันจัดงาน และจัดประดับตกแต่งบริเวณ ด้วยต้นดาวเรือง ผลผลิตจากชุมชนเกษตร “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ปี 2560”

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมาเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่กฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยทรายสว่าง เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ.2560 ที่ลงนามโดยพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่าอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 (1) แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช 2485

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2518 และมาตรา 42แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช 2485 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

ให้ทางน้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยทรายสว่าง ในท้องที่ตำบลสว่างแดนดิน อำเภอสว่างแดนดินจังหวัดสกลนคร ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายกฎกระทรวงนี้ เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บ ค่าชลประทาน

อย่างไรก็ตามในท้ายประกาศระบุว่าเหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรกำหนดให้ทางน้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยทรายสว่าง เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน เพื่อให้เกิดประโยชน์จากการใช้น้ำอย่างเต็มที่

และเนื่องจากมาตรา 8 (1) แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช2485 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2518บัญญัติให้ทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทานต้องกำหนดโดยกฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า สถาบันฯ ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประเมินแนวโน้มอุตสาหกรรมอาหารไทยปี 2561 คาดจะขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอัตรา 8.7% มูลค่าส่งออก 1.12 ล้านล้านบาท มีตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ อาเซียน สัดส่วนส่งออกประมาณ 30% ญี่ปุ่น 14% สหรัฐ 10% จีนและแอฟริกามีสัดส่วนเท่ากันที่ 9% เป็นต้น

ทั้งนี้ เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากภาวะเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น ล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ประเมินอัตราขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2561 ว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 3.7% จาก 3.6% ในปี 2560 ประกอบกับผลผลิตสินค้าเกษตรไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ได้แก่ ข้าว อ้อยโรงงาน สับปะรดโรงงาน กุ้ง ไก่ ส่วนผลผลิตมันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีแนวโน้มลดลง

นอกจากนี้ ต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มลดลงตามราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำ จะส่งผลดีต่อต้นทุนการผลิตในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของไทย โดยเฉพาะราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์สำคัญ 3 รายการ ได้แก่ ข้าวโพด กากถั่วเหลือง และปลาป่น ประกอบกับราคาสินค้าส่งออกหลักของไทยอยู่ในกลุ่มสินค้าที่คาดว่าจะมีราคาเพิ่มสูงขึ้นในตลาดโลกหลายรายการ รวมถึง ข้าว ไก่ และกุ้ง รวมถึงราคาพลังงานอยู่ในระดับต่ำไม่กระทบต้นทุนสินค้า ในภาคการผลิตอุตสาหกรรมอาหารตลอดจนภาคการขนส่งมากนัก

นายยงวุฒิ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ธุรกิจเกษตรและอาหารของไทยในปี 2560 มีอัตราการขยายตัวของภาคการผลิตอุตสาหกรรมอาหารไทยในช่วง 9 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-ก.ย.) เติบโต 2.9% การส่งออกสินค้าอาหารไทยเติบโต 8.3% มีปริมาณ 25.26 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 768,797 ล้านบาท เติบโต 9.4% โดยภาพรวมการส่งออกอาหารไทยปี 2560 ทั้งปีคาดจะมีมูลค่าการส่งออก 1.03 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.4% ซึ่งประเมินว่าอุตสาหกรรมอาหารไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จะได้รับปัจจัยสนับสนุนต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เนื่องจากมีความต้องการสินค้าในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น หลังจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญเริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะสหรัฐ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น รวมถึงจีน ขณะที่เศรษฐกิจและการค้าในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกาก็เริ่มปรับตัวดีขึ้น กลุ่มสินค้าหลักที่การส่งออกเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและมูลค่า ได้แก่ ข้าว ไก่ กุ้ง เครื่องปรุงรส ผลิตภัณฑ์มะพร้าว และอาหารพร้อมรับประทาน

ขณะเดียวกัน แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตรในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งการส่งออกไก่ยังได้รับอานิสงส์จากกรณีการระบาดของโรคไข้หวัดนกในภูมิภาคเอเชียตะวันออก และปัญหาความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยเนื้อสัตว์ของบราซิล ประกอบกับความต้องการสินค้าอาหารที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับเทศกาลเฉลิมฉลองในช่วงปลายปี จะมีส่วนกระตุ้นให้การส่งออกอาหารไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีขยายตัวต่อเนื่อง

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 17 ต.ค. ผู้สื่อข่าวพร้อม นายปิยพันธ์ มณเฑียรทอง หัวหน้าหน่วยกู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู จุดรับแจ้งเหตุ สภ.ท่าแซะ ลงตรวจสอบพื้นที่หมู่ 6 ต.ท่าแซะ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร หลังรับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบหมีออกอาละวาดกัดสัตว์เลี้ยง และใช้ฝ่าเท้าตะกายพืชผลทางการเกษตรเสียหาย จนชาวบ้านหวาดผวาไม่กล้าออกไปทำสวน ตรวจสอบจุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากด้านหลัง สภ.ท่าแซะ ประมาณ 700 เมตร พบในสวนชาวบ้านที่โคนต้นมะพร้าว ทุเรียน กระถินเทพา และต้นกล้วย มีร่องรอยถูกกรงเล็บของสัตว์ใหญ่ตะปบตะกายจนเปลือกฉีกขาด และมีรอยเล็บข่วนจนเสียหายหลายต้น มีรอยเท้าสัตว์ใหญ่ลักษณะคล้ายรอยหมีเดินเหยียบย่ำไปมาหลายจุด

นายปิยพันธ์ เล่าว่า หลังรับแจ้งขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านในช่วง 2 วันที่ผ่านมาว่ามีหมีออกมากัดแมวที่เลี้ยงไว้จนสลบ มีแผลฉกรรจ์เหวะหวะทั่วตัว จึงลงพื้นที่ตรวจสอบพบรอยเท้าสัตว์ป่าขนาดใหญ่คาดว่าน่าจะเป็นรอยเท้าหมี และมีร่องรอยตะปบตะกายต้นไม้ในสวนของชาวบ้านเสียหายหลายราย จึงแจ้งไปยังปศุสัตว์อำเภอ และได้ให้ตนไปสอบถามชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงว่ามีใครเคยเลี้ยงหมีบ้างหรือไม่ ซึ่งอาจจะหลุดหรือถูกปล่อยออกมา แต่จากการสอบถามไม่มีใครเคยเลี้ยงหมีมาก่อน

นายปิยพันธ์ เล่าต่อว่า หลังจากนั้นเกือบทุกวันว่าในช่วงเช้ามืดว่ามีเสียงสุนัขเห่าหอนเหมือนเจอสัตว์ใหญ่มาวนเวียนอยู่ในสวนหลังบ้าน เมื่อไปตรวจสอบพบเพียงรอยเท้า และรอยกรงเล็บตะปบตะกราวโคนต้นไม้และรอยเหยียบย่ำใหม่ๆจำนวนมาก คาดว่าเป็นหมีที่ออกมาหากินช่วงกลางคืนและตอนเช้ามืด ส่วนกลางวันมันอาจจะนอนอยู่ตามต้นไม้หรือในโพรงในละแวกใกล้เคียง

ด้าน น.ส.อัญชีสา ทองมาก อายุ 15 ปี กล่าวว่า ช่วงเช้ามืดวันเกิดเหตุตนได้ยินเสียงสุนัขเห่าอยู่บริเวณสวนหลังบ้าน จึงชวนเพื่อนออกไปดูพบหมีตัวขนาดใหญ่สีดำกำลังเดินวนเวียนอยู่รอบๆโคนต้นไม้และใช้กรงเล็บตะปบแมวชื่อ “สีทอง” เพศเมียที่ตนเลี้ยงไว้ ด้วยความกลัวจึงพากันวิ่งออกมาจากจุดเกิดเหตุแล้วไปบอกผู้ปกครอง หลังจากนั้นเข้าไปดูอีกทีพบว่าแมวนอนแน่นิ่งสลบอยู่มีบาดแผลกรงเล็บตะปบเป็นแผลเหวะหวะตามท้องและลำตัวหลายแห่ง เมื่อพาแมวไปให้สัตว์แพทย์รักษาแพทย์บอกว่าเป็นรอยถูกหมีตะปบ

ขณะที่ นางพรทิพย์ พงษ์สุชาติ อายุ 62 ปี กล่าวว่า ตอนนี้ชาวบ้านหวาดผวาไม่กล้าออกจากบ้าน โดยเฉพาะเด็กๆน่าเป็นห่วงมาก จึงอยากให้หน่วยงานเกี่ยวข้องลงมาตรวจสอบและจับหมีตัวไปไว้ในที่ปลอดภัย

วันที่ 17 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ชายหาดหัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เกิดปรากฎการณ์น้ำเบียด หลังเมื่อวันที่ 16 ต.ค. เกิดฝนตกลงมาอย่างหนักหลายชั่วโมง ทำให้น้ำจืดจำนวนมากไหลลงสู่ทะเลอย่างรวดเร็ว ส่งผลห้ปลาน็อกน้ำพากันลอยหัว หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ปรากฎการณ์น้ำเบียด ซึ่งถือเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ในรอบปีแล้ว

ทั้งนี้เริ่มพบมีกุ้งหอยปูปลาลอยหัวกันตั้งแต่ช่วงค่ำวานนี้ ทำให้ชาวบ้านบางส่วนมาจับปลาที่ยังไม่ตายกลับไปปรุงเป็นอาหาร แต่ปรากฎว่าช่วงเช้าวันนี้ พบปลาขนาดเล็กหลายแสนตัว ส่วนใหญ่เป็นปลาแป้น ลอยตายเกยชายหาดหัวหิน ตลอดแนวชายหาดตั้งแต่แนวด้านหน้าวังไกลกังวล ไปจนถึงหาดเขาตะเกียบ ระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร โดยส่วนใหญ่เป็นปลาแป้น ขนาดเล็กที่ยังโตไม่เต็มที่ นอกจากนี้ยังมีปลา กุ้งและปู ชนิดอื่นๆ ที่ลอยอยู่ในน้ำด้วย ทำให้ชาวบ้านต่างลงทะเลมาจับปลาที่ยังสดกลับไปรับประทาน

ส่วนปลาแป้นนั้นพบว่ามีพ่อค้ามาขอรับซื้อนำกลับไปแปรรูปทำเป็นอาหารสัตว์ ส่วนปลาที่ตายเกยหาย และเริ่มส่งกลิ่นเหม็นเพราะสภาพอากาศที่ร้อนจัด เทศบาลเมืองหัวหิน พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ทหารจากศูนย์การทหารราบค่ายธนะรัชต์ และกองร้อยรักษาการณ์วังไกลกังวล รวมกว่า 100 นาย เร่งเคลียร์พื้นที่แนวชายหาดหัวหิน ให้กลับมาสะอาดสวยงามโดยเร็วที่สุด

นายสุบิน ชูชื่น ชาวบ้านป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี กล่าวว่า พาครอบครัวลงมาจับปลาที่น็อกน้ำจากปรากฎการณ์น้ำเบียด โดยติดตามสถานการณ์มาตั้งแต่ปัญหาน้ำเบียดที่ชายหาดชะอำ จ.เพชรบุรี แล้ว ซึ่งตนและครอบครัวได้ปลาจำนวนมาก และพอรู้ว่ามีน้ำเบียดที่ชายหาดหัวหิน ก็รีบลงมาทันทีโดยลงทุนซื้อแหปากใหม่ แต่พบว่า ที่หาดหัวหิน ส่วนใหญ่เป็นปลาแป้นที่มีราคาถูกเกยเต็มหาด ตนไม่อยากได้จึงเดินลุยน้ำลงไปในทะเลแล้วทอดแหเอา พบว่า ทอดได้ปลาทรายจำนวนมากซึ่ง ปลาดังกล่าวมีราคาสูง กิโลกรัมละร้อยกว่าบาท และสามารถนำไปปรุงอาหารได้รสชาติดี อย่าง ปลาทรายทอดกรอบ หรือ แกงป่าปลาทราย ฯลฯ

นายจีรวัฒน์ พราพมณี ปลัดเทศบาลเมืองหัวหิน กล่าวว่า ปลาที่ขึ้นมาตายเกยชายหาดมีจำนวนมากหลาย 10 ตัน ทางเทศบาลได้ขอกำลังเสริมจากหน่วยงานทหารในพื้นที่มาช่วยเพื่อเร่งมือในการจัดเก็บ เพราะยิ่งปล่อยไว้นานจะยิ่งเน่าเหม็นมากขึ้น หากวันนี้ไม่สามารถจัดเก็บได้หมด จะดำเนินการต่อเนื่องไปถึงวันพรุ่งนี้ สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ ซึ่งในรอบปีนี้พบว่ามีปลาจำนวนมากต้องตายก่อนที่จะโตเต็มวัย อันเนื่องมาจากปรากฎการณ์น้ำเบียด

วันนี้ 17 ตุลาคม นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา เปิดเผยว่า ตามที่บริษัทตะกั่วคอนเซ็นเตรทส์ประเทศไทย จำกัด ที่ทำกิจการโรงแต่งแร่ตะกั่ว ปล่อยของเสียจากการแต่งแร่ลงสู่ลำห้วยคลิตี้ เป็นเหตุให้ชาวกะเหรี่ยงบ้านคลิตี้ล่าง อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เจ็บป่วยล้มตาย จนกรมควบคุมมลพิษซึ่งได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้าน ลงพื้นที่ตรวจสอบตั้งแต่เดือนเมษายน 2541 และมีแผนในการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้ปราศจากมลพิษ แต่ต่อมากลับไม่ดำเนินการต่อโดยอ้างว่าจะปล่อยให้ธรรมชาติฟื้นฟู เป็นเหตุให้ชาวบ้านคลิตี้ล่างโดยความช่วยเหลือของสภาทนายความ ยื่นฟ้องกรมควบคุมมลพิษต่อศาลปกครอง

วันที่ 10 มกราคม 2556 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้กรมควบคุมมลพิษกำหนดแผนงาน วิธีการ และดำเนินการฟื้นฟู ตรวจและวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำ ดิน พืชผัก และสัตว์น้ำในลำห้วยคลิตี้ ให้ครอบคลุมทุกฤดูกาล อย่างน้อยฤดูกาลละ 1 ครั้ง จนกว่าจะพบค่าสารตะกั่วในน้ำ ดิน พืชผัก และสัตว์น้ำในลำห้วยคลิตี้ ไม่เกินค่ามาตรฐานเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี และให้ชดใช้ค่าเสียหายให้ชาวบ้านผู้ฟ้องคดีทั้ง 22 ราย เป็นเงินรายละ 177,199.55 บาท โดยกำหนดให้ดำเนินการภายใน 90 วัน

ต่อมาวันที่ 20 กันยายน 2560 กรมควบคุมมลพิษได้เริ่มการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนสารตะกั่ว โดยจ้างบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) ในการดำเนินการฟื้นฟูโดยใช้งบประมาณกว่า 460 ล้านบาท ซึ่งได้ลงนามสัญญาจ้างไปเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 โดยมีระยะเวลาการดำเนินการ 1,000 วัน มีกิจกรรมการดำเนินการประกอบด้วย การขุดลอกลำห้วยคลิตี้ การฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนรอบโรงแต่งแร่เดิม การก่อสร้างหลุมฝังกลบ และการก่อสร้างฝายดักตะกอนเพิ่มเติม

แม้ศาลปกครองสูงสุดจะสั่งให้กรมควบคุมมลพิษเร่งดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยภายใน 90 วัน แต่กว่ากรมควบคุมมลพิษกลับใช้เวลากว่า 4 ปี จึงเริ่มการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ ซึ่งแผนในการดำเนินการฟื้นฟูก็ไม่อาจกำจัดมลพิษออกจากลำห้วยคลิตี้จนให้ชาวบ้านกลับมาใช้น้ำในลำห้วยโดยปราศจากมลพิษดังเดิม เนื่องจาก 1.ไม่มีการขุดลอกลำห้วยตลอดลำห้วย คงขุดลอกเพียงไม่กี่จุด ทำให้มลพิษอีกจำนวนมากยังตกค้างอยู่ในลำห้วย 2.ไม่มีการกำจัดมลพิษ แต่เป็นการเพียงย้ายมลพิษไปฝังกลบเท่านั้น ซึ่งยังมีสภาพเป็นมลพิษอยู่ แต่เดิมกรมควบคุมมลพิษเคยดำเนินการกำจัดมลพิษเหล่านี้จำนวน 8 กองแบบมลพิษอุตสาหกรรม โดยการขุดนำไปกำจัดมลพิษโดยโรงงานภายนอกพื้นที่ เมื่อไม่เป็นมลพิษแล้วจึงให้บริษัทรับกำจัดของเสียฝังกลบในพื้นที่ของบริษัท 3.การฝังกลบแทนที่จะขนออกไปกำจัดภายนอกและฝังกลบเมื่อกำจัดมลพิษแล้วในพื้นที่ของบริษัทรับกำจัด กลับนำมาฝังกลบมลพิษซึ่งยังเป็นมลพิษอยู่เนื่องจากไม่มีการกำจัดมลพิษ ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์เหนือลำห้วยคลิตี้และหมู่บ้านคลิตี้ล่าง ซึ่งหากมีการรั่วไหลก็จะลงสู่ลำห้วยคลิตี้และมาหมู่บ้านคลิตี้ล่างอีกครั้ง และ 4.ไม่มีการกำหนดชัดเจนว่าลำห้วยคลิตี้จะมีค่าสารตะกั่วในน้ำ ดิน พืชผัก และสัตว์น้ำในลำห้วยคลิตี้ ไม่เกินค่ามาตรฐานตามคำพิพากษาของศาลเมื่อใด

การทำไม่ครบถ้วน การไม่กำจัดมลพิษและการฝังกลบในพื้นที่ป่า จะทำให้ลำห้วยคลิตี้ไม่ปราศจากมลพิษ ความล่าช้าที่ผ่านมาจะไม่ใช่เฉพาะชาวบ้านคลิตี้ล่าง หรือชาวจังหวัดกาญจนบุรี เท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบจากพิษสารตะกั่ว น้ำในลำห้วยคลิตี้ที่ปนเปื้อนสารตะกั่วได้ไหลลงสู่แม่น้ำแม่กลอง ซึ่งน้ำจากแม่น้ำแม่กลองที่อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ได้ผันลงสู่คลองมหาสวัสดิ์ เพื่อเป็นน้ำดิบที่นำไปผลิตน้ำประปาให้คนกรุงเทพฯและคนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาใช้ ซึ่งคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล อาจจะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน และแม่น้ำแม่กลองก็จะไหลลงสู่อ่าวไทย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญที่สุดของประเทศ

ในส่วนคดีแพ่งที่ชาวบ้านคลิตี้ล่างจำนวน 151 ราย 2snaps.tv ยื่นฟ้องบริษัทตะกั่วคอนเซ็นเตรทส์ประเทศไทย จำกัด และกรรมการบริษัท รวม 7 ราย ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2560 ให้จำเลยทั้งเจ็ดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องทั้ง 151 ราย เป็นเงิน 36,050,000 บาท และให้ฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้ปราศจากมลพิษ จนปัจจุบันจำเลยทั้งเจ็ดยังไม่ติดต่อเพื่อชดใช้ค่าเสียหายและฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้แต่อย่างใด

ถึงเวลา “เอสเอ็มอี” พลิกธุรกิจเข้าสู่ยุค 4.0 เปิดตลาดก่อนใคร ล้ำหน้าด้วยนวัตกรรมดิจิทัล “ประชาชาติธุรกิจออนไลน์” พาลงภาคใต้ ส่องผู้ประกอบการแนวคิดไกลแห่งเมืองเศรษฐกิจใหญ่อย่าง “ภูเก็ต”

ภูเก็ตเป็นจังหวัดท่องเที่ยวที่ดึงดูดผู้มาเยือนกว่าปีละ 13 ล้านคนต่อปี สิ่งที่มาพร้อมกันนี้นอกจากจะเป็นความเจริญด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนแล้ว อีกด้านที่มากับการท่องเที่ยวและคนจำนวนมากนั่นคือ “ขยะ”

เริ่มต้นกันด้วย ธุรกิจจัดการขยะยุคใหม่ ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับกระแสดิจิทัลได้อย่างดีเยี่ยม เจ้าแรกของประเทศไทยที่นำเทคโนโลยี มาใช้กับ “ธุรกิจบริการเก็ยขยะ” อย่างมีประสิทธิภาพ โดยวางแผนระบบการจัดการภายใต้ “โครงการแยกขยะ” ในพื้นที่หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดประเทศอย่าง “หาดป่าตอง”

เฉลิมรัตน์ ดิลกแพทย์ กรรมการบริษัท “ดี-คิดส์” จำกัด ผู้ประกอบการธุรกิจบริการเก็ยขยะในหาดป่าตอง ที่เริ่มต้นดำเนินกิจการมาแล้วเป็นเวลา 4 ปี และถือเป็นเอกชนเจ้าแรกที่ได้รับสัมปทานในการเก็บขยะ เล่าให้ฟังว่าก่อนหน้านี้รัฐเป็นฝ่ายบริหารด้านขยะ แต่เนื่องด้วยปัญหาขยะที่มากขึ้นทุกปี อีกทั้งรัฐมีการบริหารจัดการในช่วง “เวลางาน” ที่จำกัด จึงมีการขยายมาให้เอกชนเป็นผู้บริหาร โดยจะมีรายได้หลักมาจากงบประมาณของเทศบาลที่ได้มาจากการประมูลปีละ 42 ล้านบาท ซึ่งจะมีการจัดเก็บขยะได้ตลอด 24 ชั่วโมง มีพนักงานปัจจุบันอยู่ราว 80 คน

บริษัท “ดี-คิดส์” นั้น แต่เดิมทำงานด้านการศึกษาคอมพิวเตอร์ การก้าวเข้าสู่วงการธุรกิจขยะนั้น ถือเป็นครั้งแรกที่สร้างความท้าทายอย่างมาก

เธอบอกว่า “ทุกอย่างต้องเรียนรู้เองทั้งหมด และค่อยๆ ปรับปรุงแก้ไข จัดระบบให้เข้ากับพื้นที่ ดูพฤติกรรมคนและเวลา เช่นถนนเส้นที่มีสถานบันเทิง ควรไปเก็บช่วงหลังตีสอง หรือแถวชายหาดควรเก็บแต่เช้าตรู่ ทำให้ต้องจัดการระบบเวรและเส้นทางของรถขยะได้แม่นยำและเหมาะสมกับแต่ละสถานที่”

และเพื่อให้การจัดเก็บขยะ…ไม่ธรรมดาอีกต่อไป “ดี-คิดส์” จึงผุดแนวคิดนำระบบการเก็บขยะแบบอัจฉริยะขึ้นมา และต้องการปลุกจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมของผู้คน โดยมีแอปพลิเคชั่นแจ้ง “จุดขยะล้น” ให้ทุกคนสามารถส่งภาพและจุดที่ต้องการให้เก็บขยะแบบเร่งด่วนมาได้ทันที

โดยระบบจัดเก็บขยะนี้ ประกอบด้วย 1 ) ถังขยะอัจฉริยะติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ เพื่อตรวจสอบการวัดปริมาณขยะและสิ่งแวดล้อม ทั้งอุณหภูมิและความชื้น 2) แอปพลิเคชั่นมือถือ “Patong Report” ช่องทางการร้องเรียนใหม่ที่เปิดโอกาสให้ “ประชาชน” ทุกคนสามารถแจ้งจุดขยะและให้เจ้าหน้าที่ให้มาเก็บขยะได้ทันที 3)รถเก็บขยะอัจฉริยะติดตั้ง GNSS หรือ GPS ความละเอียดสูง สามารถเช็กตรวจสอบตำแหน่งพฤติกรรมการขับขี่ การทำงานและการบริหารเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และ 4 ) ระบบบริหารจัดการขยะ (Dashboard) ซึ่งเป็น Web Application เพิ่มความสามารถในการบริหารจัดการขยะ บริหารเส้นทางการจัดเก็บขยะ ตั้งแต่การรวบรวม นำเสนอข้อมูลปริมาณขยะทั้งจากเซนเซอร์ และ PRMA การบริการขยะ รวมไปถึงในอนาคตกำลังจะปรับปรุงด้านการค้นหาเส้นทางการจัดเก็บที่มีประสิทธิภาพ ลด เฉลิมรัตน์ กล่าวว่า Waste connection for smart cities ระบบเก็บขยะในเมืองอัจฉริยะ ใช้ดิจิทัลแอปพลิเคชั่นในการควบคุมขยะ เป็นความร่วมมือกับภาครัฐท้องถิ่น และพัฒนาระบบโดย กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT ถือเป็นการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้กับธุรกิจแบบเก่า สอดคล้องนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และสมาร์ทซิตี้ของจังหวัดภูเก็ต ซึ่งหากผู้ประกอบการรายใดสนใจ สามารถนำไปปรับใช้เป็นต้นเเบบได้ โดยทางบริษัทพร้อมจะเผยเเพร่ระบบจัดการขยะยุคใหม่ให้กระจายทั่วประเทศไทย ไม่มีการสงวนลิขสิทธิ์

“จากการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่าส่งผลให้มีขยะลดลงถึง 30 % จากปริมาณเฉลี่ย 150 ตันต่อวัน ปัจจุบันทางบริษัทมีรถขนส่งขยะอยู่ 8 คัน พร้อมจะขยายเพิ่มเป็น 15 คันและเครื่องจักรที่จำเป็น มาเปลี่ยนภาพลักษณ์รถขยะ ซึ่งตอนนี้กำลังดำเนินการขอกู้กับทาง SME Development Bank ประมาณ 10 ล้าน ขณะที่ช่วงเริ่มต้นของกิจการเราได้เงินทุนมาก้อนแรก 5 ล้านบาท” กรรมการบริษัทดี-คิดส์กล่าว

สำหรับการขอกู้กับ SME Development Bank นั้นเธอเล่าว่า ด้วยค่าดอกเบี้ยถูกและไม่ใช้หลักทรัพย์มาก แต่จะเน้นไปที่ทิศทางการดำเนินงานที่ชัดเจน และเข้ากับนโยบาย 4.0 คือมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ร่วมกับธุรกิจ ซึ่ง ทาง SME Development Bank ให้ความสำคัญกับจุดนี้ ประกอบกับต้นทุนที่ดีของบริษัท ทำให้การอนุมัติกู้ได้ไม่ยากมากนัก

” 4 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงของการทดลอง ธุรกิจไม่ใช่ว่าทำเเล้วจะได้ผลกำไรทันที ต้องอดทนเเละรอบคอบ ขณะที่บางเรื่องต้องลองผิดลองถูก คิดพัฒนาไปเรื่อยๆ ต้องใช้เครื่องมือเครื่องจักรเข้ามาช่วย ลดใช้เเรงงานคน พร้อมบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพ เรามองกำไรในระยะยาว”