งานวิจัยเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการมีความเป็นอิสระมีระเบียบ

มีวงการตรวจสอบ หวังให้เกิดความรู้ใหม่ วิธีการใหม่ งานวิจัยเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ มักผูกกับกลไกตลาด สอดคล้องกับการปฏิบัติ ได้ผลทันเวลา ไม่เปิดเผย หวังให้เกิดกระบวนการและผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
3. งานวิจัยเพื่อเสริมสร้างพลังสังคมและชุมชน มักมีอุดมการณ์กำกับ หวังให้การจัดการตัวเอง การอยู่ร่วมกับผู้อื่น การเป็นพลเมืองที่ดี
4. งานวิจัยเพื่อนโยบาย มักเป็นไปตามข้อมูลที่มีอยู่ หวังให้กติกาและมาตรการที่เอื้อต่อประชาชนในเขตพื้นที่

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยไทยส่วนใหญ่อยู่ในภาครัฐและมหาวิทยาลัย จึงทำงานไปตามระเบียบแบบแผนเดิม ไม่มีสิ่งใหม่เกิดขึ้น วช.ในฐานะหน่วยงานนโยบายในการพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยของประเทศ จึงผลักดันให้นักวิจัยทำงานมากขึ้น โดยการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมของนักวิจัย ทั้งเรื่องตำแหน่งทางวิชาการ ภาระงาน และการจัดสรรทุนวิจัย ทั้งนี้ วช.ได้จัดสรรงบประมาณสร้างกิจกรรมแม่ไก่ฝึกลูกไก่ เพื่อให้มีวิทยากรนักวิจัยที่มีความรู้ ความสามารถ ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการวิจัยและสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ ให้เป็นนักวิจัยมืออาชีพมากขึ้น

ในลักษณะเครือข่ายเป็นทีมแม่ไก่ฝึกลูกไก่ จึงอยากให้นักวิจัยแข็งแรงและเติบโตหลังจากที่ผ่านการฝึกอบรบแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือหาทุนสนับสนุนนักวิจัยเหล่านี้ พร้อมกับการพัฒนากำลังคนในบริบทของไทยแลนด์ 4.0 ดังนั้นนักวิจัยต้องติดตามความก้าวหน้าเสมอ และใช้ความรู้นั้นแก้ไขปัญหา ดังคำที่ว่า “เมื่อโลกเปลี่ยน เราต้องเปลี่ยน เมื่อเราเปลี่ยน ไทยก็จะเปลี่ยน”
ด้านนางเพลินจิตต์ นกสกุล ผู้อำนวยการกลุ่มทรัพยากรบุคคล วช. กล่าวว่า การให้ทุนกับนักวิจัยลูกไก่ที่มีแม่ไก่เป็นที่ปรึกษาในการอบรม จะพิจารณาจากข้อเสนอโครงการวิจัยว่าตรงตามกรอบวิจัยที่ยึดตามยุทธศาสตร์ 7 ด้านหรือไม่ ซึ่งมีทั้งหมด 27 ทุน โดยให้เครือข่ายภูมิภาคเสนอมายัง วช. และจะประกาศผลภายในเดือนกันยายน 2560

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศ ประจำวันที่ 13 มิถุนายน 2560 ดังนี้

ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีปริมาณฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวเบงกอลตอนบนได้เคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศอินเดียด้านตะวันออกแล้ว ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันตอนบนและประเทศไทยมีกำลังอ่อนลง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้ ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังปานกลาง

อนึ่ง พายุโซนร้อน “เมอร์บก” (Merbok) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน ได้เคลื่อนเข้าประเทศจีนตอนใต้ใกล้เกาะฮ่องกงแล้ว คาดว่าจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชั่นและหย่อมความกดอากาสต่ำในระยะต่อไป สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณดังกล่าวควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง โดยพายุนี้ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้. ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่

บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ และตาก

อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส

ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่

บริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ชัยภูมิ และขอนแก่น

อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส

ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่

ส่วนมากบริเวณจังหวัดสระบุรี ลพบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี และนครปฐม

อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส

ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่

ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครนายก ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส

ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่

บริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และและสงขลา

อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส

ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม/ชม.

ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่

บริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต

อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส

ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม.

ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่

อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส

ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2560 นายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานสำนักชลประทานที่ 12 ชัยนาท เปิดเผยว่า ตรวจสอบปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่เขื่อนเจ้าพระยาผ่านจุดวัดน้ำค่ายจิรประวัติ อ.เมืองนครสวรรค์ เมื่อเวลา 08.00 น. มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยวัดได้ 1,151 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาพื้นที่ อ.มโนรมย์ อ.วัดสิงห์ และ อ.เมืองชัยนาท มีระดับน้ำเพิ่มขึ้น

ขณะที่ระดับน้ำที่จุดวัดน้ำเขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท เช้าวันนี้ เหนือเขื่อนยังทรงตัวอยู่ที่ 16.50 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยเขื่อนเจ้าพระยาคงอัตราการระบายน้ำไว้ที่ 699 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่อเนื่องเป็นวันที่ 11 ส่วนระดับน้ำท้ายเขื่อนทรงตัวต่อเนื่องเช่นกัน โดยวัดได้ 10.42 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งจะทำให้พื้นที่ท้ายเขื่อนตั้งแต่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ลงไปถึง จ.สิงห์บุรี จ.อ่างทอง และ จ.พระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำจะทรงตัวและลดลงได้ได้ 5-10 เซนติเมตร

ทั้งนี้เขื่อนเจ้าพระยายังจำเป็นต้องคงการระบายน้ำไว้ในเกณฑ์ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีต่อไป เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 17-18 มิถุนายน จากอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมบริเวณอ่าวตังเกี๋ย ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมประเทศไทย ตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา

คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ จัดโครงการสัตวแพทย์อาสาอาเซียน ปีที่ 5 เพื่อเสริมทักษะแก่นักศึกษาสัตวแพทย์ในอาเซียน ก่อเกิดความรู้ความเข้าใจ และมีประสบการณ์ที่สามารถต่อยอดสู่อาชีพในอนาคต โดยซีพีเอฟมอบทุนจัดโครงการต่อเนื่อง พร้อมเปิดครัวโลกเป็นห้องเรียนให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติจริง

ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า คณะสัตวแพทยศาสตร์ เริ่มจัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการนานาชาติ “โครงการสัตวแพทย์อาสาอาเซียน” มาตั้งแต่ปี 2556 โดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนอย่างดีมาตลอดจากภาคเอกชนอย่างซีพีเอฟ ในฐานะผู้นำด้านเกษตรกรอุตสาหกรรมและอาหาร ที่มีอุดมการณ์เดียวกันคือ การมุ่งยกระดับการเป็นผู้นำและเสริมศักยภาพสาขาวิชาชีพสัตวแพทย์ ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรและนิสิต เพื่อให้คณะสัตวแพทยศาสตร์มีส่วนช่วยขับเคลื่อนอุดมศึกษาไทยสู่อาเซียน และยังเป็นการสร้างโอกาสให้บุคลากรและนิสิตได้มีส่วนในการพัฒนาประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนให้มีความเข้มแข็งไปพร้อม ๆ กัน

“ขอขอบคุณซีพีเอฟที่ร่วมสนับสนุนโครงการฯให้ประสบความสำเร็จตลอดมา ทำให้คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ ม.เกษตรฯ กลายเป็นศูนย์กลาง หรือ HUB ของสัตวแพทย์อาเซียนตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ทุกปีมีนักศึกษาสัตวแพทย์ในอาเซียนรอคอยที่จะร่วมโครงการนี้ และโครงการยังได้รับการตอบรับที่ดีจากทุกภาคส่วนมาตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ประชุมคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์สถาบันการศึกษาในกลุ่มประเทศอาเซียน ต่างให้ความสนใจและเสนอตัวเข้าร่วมเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรม และผลักดันให้เป็นโครงการต่อเนื่องทุกปี

ด้าน ศ.น.สพ.ดร.อภินันท์ สุประเสริฐ คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ ม.เกษตร กล่าวว่า โครงการสัตวแพทย์อาสาอาเซียน เป็นการเปิดโอกาสให้กับนักศึกษาคณะสัตวแพทยศาสตร์ของ มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศในเขตอาเซียนจำนวน 30 คน ได้เข้ามาฝึกปฏิบัติงานจริง ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมถึงศูนย์เรียนรู้และฟาร์มเลี้ยงสัตว์ของซีพีเอฟ สำหรับโครงการในปีที่ 5 นี้จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 17 มิถุนายน – 9 กรกฎาคม ศกนี้ นอกจากจะมีซีพีเอฟสนับสนุนสถานที่ฝึกงานเช่นเคยแล้ว ยังได้รับความอนุเคราะห์จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ University of Veterinary Science สาธารณรัฐเมียนมาร์ ให้ใช้สถานที่นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติงานจริง

“โครงการนี้มีส่วนสำคัญในการตอบสนองกลยุทธ์และแผนพัฒนาของคณะสัตวแพทยศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้านการเป็นผู้นำในการให้บริการทางวิชาการสัตวแพทย์ระดับชาติและนานาชาติ และเป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดองค์ความรู้ระดับนานาชาติ ด้วยการใช้ศักยภาพที่มีอยู่ในการเป็นผู้นำพัฒนาด้านการศึกษาในสาขาสัตวแพทย์ และเป็นการสร้างเครือข่ายเพื่อนสัตวแพทย์ในอาเซียนที่เข้มแข็ง” ศ.น.สพ.ดร.อภินันท์ กล่าว

ส่วน นายเอนก บุญหนุน รองประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการสนับสนุนด้านการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการสัตวแพทย์อาสาอาเซียนที่มุ่งส่งเสริมความเข้าใจที่ดีให้กับบุคลากรและนิสิตในระบบการศึกษา และวิชาชีพสัตวแพทย์ในกลุ่มอาเซียน ทั้งยังเป็นการเสริมสร้างเครือข่ายพันธมิตร และเผยแพร่ศักยภาพความเป็นผู้นำในสาขาวิชาสัตวแพทย์ ซีพีเอฟจึงให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในทุกๆปี สำหรับปีนี้บริษัทมอบเงินจำนวน 1,500,000 บาท เพื่อใช้ในการจัดกิจกรรม

“ปัจจุบันซีพีเอฟ ได้ขยายการลงทุนในอาเซียนจนครบเกือบทุกประเทศ ยกเว้นบรูไน ขณะเดียวกันก็ขยายการลงทุนในประเทศนอกอาเซียนควบคู่กันไปด้วย เมื่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีโครงการที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาในภูมิภาคอาเซียนได้พัฒนาทักษะความสามารถเช่นนี้ ซีพีเอฟจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะร่วมสนับสนุน และร่วมมือกัน โดยเฉพาะการเปิดครัวโลกของบริษัทให้เป็นแหล่งศึกษาและพัฒนาแก่นักศึกษาในโครงการ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอุดมศึกษาไทยสู่อาเซียนร่วมกับม.เกษตรฯ ทั้งยังเป็นการสร้างโอกาสให้บุคลากรและนิสิตได้มีส่วนในการพัฒนาประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนให้มีความเข้มแข็งไปพร้อมๆ กัน” นายเอนก กล่าว

“โครงการสัตวแพทย์อาสาอาเซียน” ถือเป็นรากฐานการพัฒนาที่สำคัญ เกี่ยวกับสุขภาพหนึ่งเดียว หรือ One Health ให้กับเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน โดยคัดเลือกนิสิตสัตวแพทย์ชั้นปีที่ 4-6 ของกลุ่มประเทศอาเซียน ร่วมกิจกรรมฝึกอบรม (Internship Program) ระยะเวลา 1 เดือน ด้วยกิจกรรมเรียนรู้ทั้งในภาคทฤษฎี ได้แก่ ด้านสุขภาพสัตว์ การดูแล การป้องกัน เน้น One Health Program ด้านอาหารให้กับมนุษย์ และด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนภาคปฏิบัตินักศึกษาจะได้เข้าฝึกงาน ณ โรงพยาบาลสัตว์ ม.เกษตรฯ และเข้าศึกษาดูงานด้านอาหารปลอดภัยของซีพีเอฟ พร้อมออกปฏิบัติงานอาสาพัฒนาชนบท ณ สาธารณรัฐเมียนมาร์

จากสถานการณ์ราคายางพาราผันผวน กระทบความรู้สึกสร้างความเดือดร้อนแก่ชาวสวนยางพาราในวงกว้าง เมื่อราคาแผ่นดิบยางพาราเคยสูงถึงกิโลกรัมละ 100 บาท ช่วงปลายเดือนมกราคม-ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2560 และทรงตัวที่ 70 บาท แต่เพียงสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน ราคากลับลดลงเกือบ 20 บาท เหลือขายกิโลกรัมละ 50 บาท ช็อกความรู้สึกของชาวสวนอย่างรุนแรง ทั้งๆ ที่ปี 2560 ควรเป็นปีทองของชาวสวนยาง เนื่องจากปัจจัยจากสภาพแล้งจัดในปี 2559 ตามด้วยปัญหาน้ำท่วม 2 รอบ ในช่วงปลายปีเดียวกันและน้ำท่วมใหญ่ช่วงต้นปี 2560 ผนวกกับมาตรการลดพื้นที่ปลูกยาง ทำให้ผลผลิตยางพาราลดลงจากปีละ 4 ล้านตัน เหลือ 2 ล้านตัน ราคาจึงควรเสถียรกว่าเดิม ไม่ใช่บิดเบี้ยวไม่เป็นไปตามกลไกตลาด

จากการตรวจสอบพบสัญญาณบ่งชี้ก่อนราคายางพาราตก คือการปล่อยข่าวว่าเกษตรกรใช้กรดซัลฟิวริกในน้ำยาง ทำให้ยางแผ่นดิบเปอร์เซ็นต์ต่ำ มีความยืดหยุ่นน้อย ประกอบกับนโยบายกระจายยางแผ่นดิบให้กระทรวงต่างๆ นำไปใช้ไม่ขยับ ยังไม่รวมเทคนิคการเล่นตลาดของกลุ่มพ่อค้าที่ทุบราคารับซื้อและเล่นตัวไม่ค่อยซื้อ ปล่อยให้ตลาดยางถูกแช่แข็ง

บุญส่ง นับทอง นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ราคายางตกต่ำน่าเป็นห่วงมาก ต้องเร่งหาทางแก้ไขไม่ให้กลับไปอยู่ที่ราคา 3 กิโลกรัม 100 บาท เพราะราคาในท้องถิ่นเหลือ 47-48 บาท ขณะที่ตลาดกลางอยู่ที่ 50-51 บาท เป็นราคาที่น่าใจหาย การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ควรเร่งออกมาตรการช่วยเหลือขอให้รัฐบาลใช้มาตรา 44 นำยางแผ่นดิบในสต๊อก 1 แสนตัน ออกมาทำถนนให้หมดจะทำให้ราคายางดีขึ้น พ่อค้าจะไม่ฉวยข้ออ้างว่ามียางในสต๊อก

ด้าน ทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางและปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ราคาตกต่ำเกิดจากกลไกตลาดบิดเบือน พ่อค้าพยายามกดราคายางเพราะ กยท.มีแนวคิดนำยางในสต๊อก 1 แสนตัน ออกขายทั้งที่มติคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) วันที่ 21 เมษายน 2560 ให้หยุดขายและนำยางมาใช้ภายในประเทศแต่ กยท.กลับจะขายตามกลไกตลาด เพื่อช่วยนำยางจากพ่อค้าออกมาขายแทนและนำเงินมาแทรกแซงราคา

ขณะที่ มนัส บุญพัฒน์ นายกสมาคมชาวสวนยางและคนกรีดยางรายย่อย (ส.ค.ย.) โพสต์ข้อความคำถามว่าจะเป็นตลาดกลางเพื่อชาวสวนยางหรือไม่เพราะไม่เห็น กยท.ทำอะไร หลังสถานการณ์ปัญหา ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ กยท.เรียกผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่ 5 บริษัท หรือ 5 เสือ มาหารือเพื่อออกมาตรการดันราคายางให้สูงขึ้นและจะเชิญมาเลเซีย และอินโดนีเซีย หารือมาตรการงดการส่งออกพร้อมกันทั้ง 3 ประเทศ เพียงข้ามคืนราคายางเพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ 1.14 บาท ขณะที่ ไชยยศ สินเจริญกุล นายกสมาคมยางพาราไทย ระบุว่า ผู้ประกอบการยางพาราไทยทั้ง 5 ราย เห็นตรงกันว่าราคายางที่ลดลงอย่างรวดเร็วเป็นเรื่องผิดปกติ มีความเป็นได้ว่าราคายางร่วงเกิดจากการเก็งกำไรในตลาดซื้อขายยางพาราล่วงหน้าพร้อมกัน 3 ตลาด คือ ตลาดเซี่ยงไฮ้ ตลาดสิงคโปร์ และตลาดโตเกียว ซึ่งมาตรการที่อาจทำได้คือเอาชนะราคาในตลาดซื้อขายล่วงหน้าเพื่อดันราคาให้สูงขึ้นได้

ขณะที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า จะเสนอ 4 มาตรการตามมติของ กนย.ช่วยเหลือชาวสวนยางพาราเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) คือ ขยายเวลาโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวมยางพาราภายใต้แนวทางยางพาราทั้งระบบ วงเงินสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและดูดซับผลผลิตที่จะออกมาสู่ตลาด โดยรัฐบาลชดเชยรับภาระดอกเบี้ยไม่เกิน 3% คิดเป็นงบประมาณที่รัฐต้องชดเชยทั้งสิ้น 300 ล้านบาท คาดว่าสามารถดูดซับผลผลิตออกจากระบบได้ประมาณ 2 แสนตันในปีนี้, ขยายระยะเวลาโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง วงเงินสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท ออกไปอีก 1 ปี จากที่หมดอายุแล้วเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2560

“ขยายระยะเวลาโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง (เพิ่มเติม) ออกไปอีก 90 วัน เพื่อรอรับเกษตรกรตกค้างประมาณ 1.1 หมื่นครัวเรือน และขยายระยะเวลาโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายางเพื่อเพิ่มสภาพคล่องออกไปจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2563”

แต่ 9 องค์กรเกษตรกรชาวสวนยางกลับเห็นว่ามาตรการข้างต้นยังแก้ไม่ถูกจุด จึงจัดตั้งสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สคยท.) มีสมาชิกในทุกจังหวัดที่มียางพารา ครอบคลุมเกษตรกรชาวสวนยางที่มีเอกสารสิทธิ เกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิและคนกรีด มี นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ เป็นประธาน และ นายสุนทร รักษ์รงค์ เป็นเลขาธิการ พร้อมมีมติเรียกร้องให้คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย และผู้ว่าการ กยท.แก้ปัญหาราคายางภายใน 10 วัน, เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการนโยบายเพิ่มการใช้ยางในประเทศอย่างเร่งด่วนและจริงจัง และวันที่ 20 มิถุนายนนี้ สมาชิกสภาเครือข่ายจากทั่วประเทศจะเดินทางติดตามการดำเนินงานของ กยท.และยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอแนวทางการปฏิรูปการยางแห่งประเทศไทย โดยไม่มีการชุมนุมสุนทร รักษ์รงค์ กล่าวว่า หลังการประกาศใช้ พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย 2558 มาเกือบ 2 ปี ไม่ทำให้เกิดเสถียรภาพด้านราคา กยท.ไม่ทำตามเจตนารมณ์การจัดตั้งองค์กรและดำเนินการตาม พ.ร.บ.การยาง ขอยืนยันจะให้รัฐบาลปฏิรูปการทำงานของ กยท.ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์การออก พ.ร.บ.การยาง

“ตาม พ.ร.บ.การยาง มีเงินกองทุนพัฒนาการยาง (เงินเซส) ซึ่งเป็นเงินของเกษตรกรที่ถูกหักจากพ่อค้ารับซื้อยาง แต่เกษตรกรเจ้าของกองทุนไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร สคยท.จะเสนอให้รัฐบาลนำเงินกองทุน ตามมาตรา 49 (3) ร้อยละ 35 มาจัดตั้งบริษัทเพื่อแปรรูปยางพาราแทนการนำเงินไปไล่ซื้อแข่งกับพ่อค้า”

คงต้องติดตามกันต่อไปว่าหลังการเคลื่อนไหวของเครือข่ายชาวสวนยางจะสร้างแรงผลักดันให้รัฐบาล กยท.แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้เป็นรูปธรรมหรือจะปล่อยให้ชาวสวนตกอยู่ใต้ชะตากรรมของนายทุนต่อไป

นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) กล่าวว่า ได้ร่วมมือกับโมเดิร์นเทรด ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต สมาคมโฮมช็อปปิ้ง และผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดผลิตภัณฑ์ต่างๆ กว่า 30 ราย ร่วมเป็นกรรมการคัดสรรสินค้า โอท็อปคุณภาพ 3-5 ดาว จากทั่วประเทศกว่า 2,000 รายการ เพื่อยกระดับให้เป็น Best OTOP 77 experience

เน้นสินค้าโอท็อปที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นแต่ละจังหวัด walkoffbalk.com ผลักดันเข้าสู่กระบวนการเจรจาทางธุรกิจ และเซ็นสัญญาซื้อ-ขายร่วมกับผู้ผลิต เพื่อกระจายสินค้าเข้าสู่ช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ ขยายตลาดให้เติบโตต่อเนื่อง เป้าหมายคือร่วมมือในการผลักดันสินค้า OTOP เพิ่มมูลค่าให้แก่ตลาดสินค้า OTOP ไทยได้ถึงระดับ 100,000 ล้านบาทภายในปีนี้

ปัจจุบัน การลงทะเบียนกรมการพัฒนาชุมชน พบว่า ปี 2557-มี.ค. 2560 ผู้ประกอบการโอท็อปลงทะเบียนแล้วกว่า 49,585 ราย แบ่งเป็นกลุ่มตกแต่ง 30.9% รองลงมาของที่ระลึก 30.5% กลุ่มอาหารหลัก-เสื้อผ้า 22% กลุ่มสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร 12.46% และกลุ่ม เครื่องดื่มมีอยู่ 4.12%

มหาสารคาม – นางอิงอร ปัญญากิจ ผอ.กองส่งเสริมมาตรฐาน มกอช. เปิดเผยตอนหนึ่งขณะเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ให้แก่เกษตรกร ที่ปรึกษาเกษตรกร และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ที่ อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม ว่า มกอช.กำหนดและประกาศใช้มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตข้าวอินทรีย์ การส่งเสริมให้ผลิตโดยปฏิบัติตามมาตรฐานและสอดรับกับยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564

โดยตั้งวิสัยทัศน์ให้ไทยเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคด้านการผลิต การบริโภค การค้าสินค้า และการบริการเกษตรอินทรีย์ที่ยั่งยืนและยอมรับในระดับสากล มีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ให้เป็น 600,000 ไร่ ในปี 2564 และมีเกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 30,000 ราย รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนตลาดในประเทศ-ตลาดส่งออกเป็น 40:60 และยกระดับกลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีพื้นบ้านเพิ่มขึ้น

รศ. กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) กล่าวตอนหนึ่งในพิธีเปิดโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนาศักยภาพนักศึกษาและการเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้สู่ University 4.0 ระหว่าง มข. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) และมหาวิทยาลัย เชียงใหม่ (มช.) ว่า มข. และ ม.อ.ได้จัดโครงการสานสัมพันธ์เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันมาหลายปี กระทั่ง ปี’58 มช.ได้เข้าร่วมและเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรม “3 พลังเพื่อแผ่นดิน” ขึ้น โดยทั้ง 3 มหาวิทยาลัยมีเป้าหมายในการผลิตบัณฑิตคล้ายๆ กัน คือมุ่งพัฒนาเพื่อออกไปรับใช้และตอบสนองความต้องการของภูมิภาค ประเทศชาติ และสังคมโลก ซึ่งการพัฒนานักศึกษาขึ้นอยู่กับสภาพสังคมในแต่ละยุคสมัย ผนวกกับวัฒนธรรมและประเพณีของแต่ละพื้นที่ การพัฒนานักศึกษามีพัฒนาการเรื่อยมา ในอดีตนักศึกษาไปช่วยเหลือสังคมในรูปแบบ อาสาพัฒนาชนบท ปัจจุบันเน้นการไปช่วยเหลือสังคมในรูปแบบของสิทธิมนุษยชนและจิตอาสา สิ่งสำคัญที่สุดของการพัฒนานักศึกษาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันไปจนถึงในอนาคต คือการพัฒนานักศึกษาผ่านการลงมือปฏิบัติเพื่อให้เกิดทักษะจริง

ด้าน นางสุวิมล ลครชัย รักษาการ ผอ.กองกิจการนักศึกษา มข. กล่าวว่า กิจกรรมในครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อให้ผู้บริหาร บุคลากร และผู้นำนักศึกษา มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์แนวปฏิบัติที่ดีระหว่างกันผ่านกิจกรรมการสัมมนา การระดมความคิดเห็น และการทำกิจกรรมจิตอาสาร่วมกัน มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจากทั้ง 3 มหาวิทยาลัยทั้งสิ้น 140 คน โดยไฮไลต์กิจกรรมในครั้งนี้คือการเสวนาในหัวข้อ “พลังนักศึกษาในการขับเคลื่อนสู่ University 4.0” โดยรองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาของทั้ง 3 มหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอกรณีศึกษากิจกรรมสู่ Thailand 4.0 การพัฒนาผู้ประกอบการในยุค 4.0 การบรรยายพิเศษเรื่องยุทธศาสตร์การพัฒนานักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา การระดมสมองเพื่อร่วมวางแนวทางร่วมกันในการพัฒนานักศึกษาของผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่และนักศึกษา และการจัดกิจกรรมจิตอาสา