จดลิขสิทธิ์ตะกร้ามังคุดในจีน 50 ล้งป่วนขาดบรรจุภัณฑ์ชะลอ

ซื้อทำราคาดิ่ง50 ล้งมังคุดภาคตะวันออกป่วนหนัก หลัง “ล้งใหญ่ KAF” ดอด “จดลิขสิทธิ์ตะกร้าบรรจุมังคุด” ส่งออกที่เมืองจีน ส่งผลขาดแคลนตะกร้าใส่มังคุดส่งออก ต้องชะลอซื้อ ฉุดราคามังคุดวูบจาก 80-85 บาท/กก. เหลือ 50-60 บาท/กก. สวนทางผลผลิตน้อย ด้านสมาคมผู้ประกอบการส่งออกฯจี้ภาครัฐ “ปลดล็อก” หวั่นผลกระทบลามมังคุดใต้

นายมณฑล ปริวัฒน์ รองนายกสมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน มังคุด และเจ้าของล้งมังคุด “อรษา” อ.เมือง จ.จันทบุรี เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเป็นช่วงที่มังคุดออกสู่ตลาดจำนวนมากตามฤดูกาลผลิต แต่ราคากลับตกต่ำเร็วมาก ทั้งที่ปีนี้มีปริมาณมังคุดน้อย เนื่องจากล้งมังคุดที่ทำตะกร้าแพ็กกิ้งส่งออกชะลอการซื้อ เพราะขาดแคลนตะกร้าบรรจุ

เนื่องจากตลาดจีนให้ความนิยมรูปแบบตะกร้าที่ขนย้ายด้วยรถโฟร์กลิฟต์ได้สะดวกและต้องการให้เป็นรูปแบบเดียวกัน แต่บริษัทเคเอเอฟ อิมปอร์ตแอนด์เอ็กปอร์ต จำกัด (KAF) ซึ่งเป็นล้งรับซื้อรายใหญ่ที่ อ.ขลุง จ.จันทบุรี ได้จดลิขสิทธิ์ตะกร้ารูปแบบดังกล่าวในประเทศจีนไปแล้ว ทำให้ตะกร้าในสต๊อกของล้งที่คล้ายคลึงกันใช้ไม่ได้ ทำให้ต้องซื้อตะกร้าจากโรงงานของบริษัทเคเอเอฟ ซึ่งช่วงที่มังคุดออกมาก บริษัทเคเอเอฟผลิตตะกร้าให้ไม่ทัน เพราะทำแพ็กกิ้งมังคุดส่งออกเช่นกัน ล้งจึงจำเป็นต้องชะลอการซื้อเพื่อออกแบบและสั่งโรงงานทำตะกร้าแบบใหม่ หรือรอจากโรงงานบริษัทเคเอเอฟ เป็นเหตุให้ราคามังคุดรูดต่ำลงมาจากโดยเฉลี่ยกิโลกรัมละ 80-85 บาท เหลือกิโลกรัมละ 50-60 บาท อยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์

แม้ว่าขณะนี้ปัญหาจะเริ่มคลี่คลายลงแล้ว เนื่องจากปริมาณมังคุดลดลงเหลือเพียง 20% และจะหมดฤดูกาลอีกระยะเวลา 10-15 วัน ปัญหาเรื่องการจดลิขสิทธิ์ตะกร้าบรรจุมังคุดนี้ ภาครัฐต้องแก้ไขเพื่อป้องกันผลกระทบกับมังคุดทางภาคใต้ ที่ผลผลิตจะออกมาต่อจากนี้ ซึ่งปริมาณมังคุดมากที่สุดในรอบ 10 ปี

ในปี 2561 ตลาดจีนนิยมรูปแบบตะกร้าบรรจุมังคุดเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมมีฝาปิด ไม่มีสายรัด บรรจุได้ 8-9 กิโลกรัม เนื่องจากขนส่ง ขนย้ายด้วยรถโฟร์กลิฟต์สะดวก บริษัทเคเอเอฟเป็นล้งใหญ่ทำตะกร้าแพ็กกิ้งมังคุดส่งออกอยู่แล้ว และมีโรงงานผลิตตะกร้าเอง ได้นำรูปแบบตะกร้าไปจดทะเบียนลิขสิทธิ์ในจีน ส่งผลให้ล้งที่มีตะกร้าที่ใช้บรรจุที่เตรียมสต๊อกไว้เกรงว่าจะถูกฟ้องร้องจึงไม่กล้าส่งออกตามปกติ แต่มีบางล้งเสี่ยงใช้ตะกร้าในสต๊อกส่งออกไป และเกรงการจับกุมและการลงโทษทางกฎหมายลิขสิทธิ์ในตลาดที่จีนจัดจำหน่าย ล้งเกือบทั้งหมดที่ทำมังคุดส่งออกอย่างเดียวประมาณ 50 รายในจันทบุรี ตราด

ไม่คาดคิดมาก่อนว่าการจดลิขสิทธิ์ตะกร้าบรรจุมังคุดในจีนจะกระทำได้ เพราะไม่ใช่นวัตกรรมและยิ่งมีการจดลิขสิทธิ์ในปีนี้ ไม่ได้เตรียมออกแบบและสั่งการผลิตไว้ก่อน ตะกร้าที่ตลาดจีนให้ความนิยมนี้ไม่เหมาะกับการใช้งานขนส่งและสิ้นเปลือง เนื่องจากขนาดรูปทรงของตะกร้าต้องใช้พื้นที่การขนส่งมากกว่า โดยปกติขนส่งได้ 10,000 ตะกร้าต่อเที่ยว แต่กลับขนส่งได้เพียง 3,000 ตะกร้า เพราะมีความบอบบางไม่แข็งแรง และเปลืองพื้นที่จัดเก็บไม่สามารถวางซ้อนกันได้ แต่มีข้อดีที่สะดวกวางบนพาลเลตและใช้รถโฟร์กลิฟต์ขนใส่ตู้คอนเทนเนอร์หรือขนย้ายได้สะดวกรวดเร็วไม่ต้องใช้แรงงานคน เมื่อบริษัทเคเอเอฟจดลิขสิทธิ์ ล้งต่าง ๆ ต้องไปซื้อตะกร้าจากโรงงานเคเอเอฟ หรือไม่ต้องไปหาโรงงานอื่นต้องออกแบบใหม่ ซึ่งมีข้อกำหนดกฎหมายลิขสิทธิ์ของจีนจะเข้มงวด แม้แต่ช่องตารางความห่างซี่ตะกร้า โดยสรุปต้องมีความต่างจากตะกร้าของเคเอเอฟไม่น้อยกว่า 30%

“ปัญหาการจดลิขสิทธิ์ตะกร้ามังคุด สมาคมได้ยื่นหนังสือไปยัง สนช. เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐหาทางช่วยเหลือเจรจาปลดล็อกกับทางรัฐบาลจีน เพราะเสมือนการผูกขาดตลาด ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรเป็นลูกโซ่ ทำให้ผลไม้ขาดตลาด ถูกกดราคา แม้ว่าจะมีผลไม้ให้ แต่ซื้อไม่ได้ไม่มีตะกร้าแพ็กกิ้ง จริง ๆ แล้วล้งส่งออกต้องการทำคุณภาพและราคาอยู่แล้ว และสามารถซื้อได้ในราคานำตลาด แต่เมื่อประสบปัญหาลิขสิทธิ์ตะกร้าแบบไม่ได้ตั้งตัวมีผลให้ราคามังคุดรูดลง เกษตรกรที่ไม่เข้าใจจะคิดง่าย ๆ ว่าล้งไม่ยอมซื้อ ฮั้วกันเพื่อกดราคา ปัญหานี้ได้เสนอภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคเอกชนร่วมกันหาทางออก แม้ว่าขณะนี้ภาคตะวันออกปัญหาเริ่มคลี่คลายเพราะมังคุดเหลือน้อยลง ราคามังคุดเริ่มสูงขึ้น และเหลือระยะเวลาอีกประมาณ 15 วัน มังคุดจะหมด แต่ต้องตั้งรับมังคุดภาคใต้ที่จะทยอยออกมาและมีปริมาณผลผลิตมากในรอบ 10 ปี” นายมณฑลกล่าวทิ้งท้าย

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า เนื่องจากสภาวะอากาศเอื้ออำนวย ทำให้ผลผลิตปาล์มน้ำมันในปี 2560-2561 มีมากขึ้นและออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 4 (ต.ค.-ธ.ค.) ของปี 2560 ในขณะที่ความต้องการใช้ยังคงทรงตัว ส่งผลให้สต็อกน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นเดือนมี.ค.61 มีสต็อกน้ำมันปาล์มดิบคงเหลือสูงกว่าระดับสต็อกที่เหมาะสมซึ่งส่งผลให้ราคาผลปาล์มน้ำมันที่เกษตรกรขายได้มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องไปถึงไตรมาสที่ 2 (เม.ย.-มิ.ย.)

จากสถานการณ์ดังกล่าวคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ในคราวประชุมวันที่ 11 พ.ค.61 มีมติเห็นชอบมาตรการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศ โดยเร่งผลักดันการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบจำนวน 300,000 ตัน ภายในระยะเวลา 5 เดือน (จนถึง 31 ต.ค.61) เพื่อลดสต็อกน้ำมันปาล์มให้เข้าสู่ระดับปกติ และช่วยรักษาเสถียรภาพราคาปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม ตามที่คณะอนุกรรมการเพื่อบริหารจัดการปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มด้านการตลาดเสนอ ซึ่งจะได้เสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาอนุมัติใช้งบประมาณจากงบกลางรายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นวงเงิน 525 ล้านบาท

นอกจากนี้ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานเร่งรัดดำเนินการตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่เห็นชอบในหลักการแนวทางการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ในรถบรรทุกขนาดใหญ่และมอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ หารือร่วมกับกรมศุลกากร พิจารณากำหนดแนวทางการบริหารจัดการการถ่ายลำผ่านแดนน้ำมันปาล์มเพื่อสามารถกำกับดูแลความถูกต้องของสินค้าที่ถ่ายลำและผ่านแดน และไม่ให้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยคำนึงถึงกฎเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศและกฎระเบียบของไทย รวมถึงให้ความเข้มงวดในเรื่องของมาตรการการป้องกันการลักลอบนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบ ซึ่ง กนป. ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.60 แต่งตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาการนำเข้าน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์ม โดยมีอำนาจหน้าที่กำหนดแผนมาตรการแนวทางในการบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาการนำเข้าน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มทั้งระบบ

ทั้งนี้ ยังได้เน้นการดำเนินการเพื่อให้โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งรัดออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องกำหนดวัตถุดิบและคุณภาพผลิตภัณฑ์ของโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มโดยเร็ว และอาจพิจารณาจัดทำแผนงานในการปรับข้อกำหนดคุณภาพการสกัดน้ำมันปาล์มของโรงงานฯ ให้มีเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูงขึ้นเป็นลำดับตามระยะเวลาที่กำหนด

นับเป็นหนึ่งในมหกรรมอาหารเพื่อการท่องเที่ยวยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองไทย “Amazing Thai Taste Festival” ภายใต้แนวคิด “Eat Thai Food, Feeling Good” ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้รวม 134 ร้านเด็ดทั่วเมืองไทยไว้ในงานเดียว
โดยชูไฮไลต์ 5 ร้านสตรีทฟู้ดที่มิชลินแนะนำ อิ่มไม่อั้นกับบุฟเฟต์ผลไม้ และครั้งแรกของโลกกับ “ข้าวต้มมัดไส้ทุเรียนกะทิลาวา” พร้อมทดลองชิม “ข้าวหอมอุบล” ข้าวไทยราคาตันละ 3 แสนบาท หวังเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวและวัฒนธรรมด้านอาหารที่หลากหลายของเมืองไทย ยกระดับเทศกาลอาหารสู่ระดับสากล

“สุจิตรา จงชาณสิทโธ” รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บอกว่า ททท.จับมือกับพันธมิตรเครือข่ายประชารัฐกว่า 37 หน่วยงาน และสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานมหกรรมอาหาร Amazing Thai Taste Festival ภายใต้แนวคิด “Eat Thai Food, Feeling Good” ระหว่างวันที่ 8-10 มิถุนายน 2561 ที่สยามสแควร์

“ปัจจุบันการท่องเที่ยวเชิงศิลปะอาหารนับเป็นกลยุทธ์การตลาดที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของ ททท. โดยพบว่า 1 ใน 3 ของค่าใช้จ่ายการเดินทางท่องเที่ยวใช้จ่ายด้านอาหารเป็นหลัก และนักท่องเที่ยวปัจจุบันยังมองหา อาหารท้องถิ่น ที่มีความแปลกใหม่ในการเดินทางโดยถือว่าอาหารเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ในการเดินทางท่องเที่ยว”

สำหรับงานมหกรรมอาหาร Amazing Thai Taste Festival ภายในงานพบกับอาหารร้านดังหาทานยากจาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศไทย ร้านอาหารสตรีทฟู้ดจากทุกซอกทุกมุมของกรุงเทพฯ พร้อมร้านค้า ผู้ประกอบการเครือข่ายประชารัฐ รวมกว่า 134 ร้านมารวมไว้ภายในงานเดียว โดยแบ่งออกเป็น 8 โซนหลักประกอบด้วย

โซน 1 Good Reputation พบกับนิทรรศการข้าวไทย 16 สายพันธุ์ เรียนรู้การทำอาหารจากสถาบันอาหาร ชื่อดัง พร้อมปรุงเมนูอาหารไทยที่มีชื่อเสียงในระดับโลก อาทิ ต้มยำกุ้ง มัสมั่น ผัดไทย แกงเขียวหวาน และต้มข่าไก่ ที่จะเสิร์ฟพร้อม “ข้าวหอมอุบล” ข้าวไทยราคาสูงถึงตันละ 3 แสนบาทให้ทดลองชิม

โซน 2 Good Local พบเอกลักษณ์ของอาหารทั้ง 5 ภูมิภาค และชิมอาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่นโดยฝีมือ เชฟท้องถิ่นรุ่นใหม่ ร้านเด่นร้านดังมาไว้ในงานโดยไม่ต้องเดินทางไป ไกล อาทิ ภาคเหนือ : ร้านไส้อั่วเผาเตาหลวงลำปาง, ร้านแหนม สุณี, ร้านแม่สมควร ภาคใต้ : ขนมลาป้าพิณ, น้ำพริกกุ้งเสียบ, ครัวบ้านแม่, หมูย่างบ้านบัวบก ภาคอีสาน : ร้านหน่อยตำซั่ว, ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือนายเกรียง มทส.ประตู 4, ร้านลูกกระเทียม ภาคตะวันออก : ไอยรา ซีฟู้ด, แกงหมูใบชะมวงลุงดำ, ขนมไทยป้าหนอม, ตำนานป่า ภาคกลาง : ร้านข้าวแช่ช้อนทองเสวย, ครัวม่อนไข่, ผัดหมี่ไทยญวณ ป้าแวม, บังหมัด โรตีสายไหม, ทรงนิมิต ขนมเกสรลำเจียก ฯลฯ

โซน 3 Good Organic พบกับกิจกรรมสินค้าสุขภาพและเกษตรอินทรีย์ 100% จากไร่สู่จานพร้อมเสิร์ฟ เลือกซื้อสินค้าจากเกษตรกรตัวจริง พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปมากมายสำหรับผู้รักสุขภาพ

โซน 4 Good Fruit ครั้งแรกกับเมนู “ข้าวต้มมัดไส้ทุเรียนกะทิลาวา และไส้มะม่วงกะทิลาวา” เลือกซื้อผลไม้สดจากสวนน้ำ ผลไม้ปั่นสดและอาหารเมนูทุเรียน

พร้อมด้วยไฮไลต์สุดพิเศษกับบุฟเฟต์ผลไม้สด ๆ จากสวนสู่กลางสยามสแควร์โซน 5 Good Taste อิ่มอร่อยกับร้านอาหารและสตรีทฟู้ดจากทุกซอกทุกมุมของกรุงเทพฯ พร้อมพบกับร้านอาหารคุณภาพที่มิชลินแนะนำ อาทิ บ้านใหญ่ผัดไทย, ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่สวนมะลิ, เจ๊โอว, บ้านใน และร้านโซล ฟู้ด มหานคร เป็นต้น

โซน 6 Good Idea พบกับการรวมตัวของอาร์ตตัวจริงเสียงจริงกับร้านอาหารดีไซน์เก๋ ๆ ร้านจำหน่ายสินค้าทำมือ ชิ้นเดียวในโลก ไม่ว่าจะเป็นของแต่งบ้าน เสื้อผ้า งานศิลปะ และกิจกรรมเวิร์กช็อปสุดชิค อาทิ ย้อมผ้า จัดดอกไม้ ปั้นจิ๋ว เป็นต้น

โซน 7 Good Power พบกับร้านค้าเครือข่ายประชารัฐ รวบรวมพันธมิตรกว่า 30 ร้านค้า ที่มีทั้ง อาหาร ของฝาก และธุรกิจบริการ อาทิ สมาคมภัตตาคารไทย ร้านเสวย ตลาด อ.ต.ก. เป็นต้น

และโซน 8 Good Enjoy สนุกสนานกับการแสดงดนตรี โดยศิลปินที่มีชื่อเสียงมากมายตลอดการจัดงาน อาทิ แก้ม วิชญาณี ว่าน-ธนกฤต พานิชวิทย์, เดอะ พากินสัน พร้อมพบกับกิจกรรมสาธิตและเวิร์กช็อปทำอาหารจากเชฟรุ่นใหม่ชื่อดังของเมืองไทย อาทิ เชฟนิค ณัฏฐพล ภวไพบูลย์, เชฟอิ๊ก บรรณ บริบูรณ์, พล ตัณฑเสถียร เป็นต้น

ทั้งนี้ เพื่อเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวและสร้างการรับรู้วัฒนธรรมด้านอาหารที่หลากหลายของเมืองไทย (Gastronomy tourism) ส่งเสริมภาพลักษณ์ของอาหารไทยให้เป็นที่รู้จัก

แพร่หลายในกลุ่มนักท่องเที่ยว พร้อมยกระดับงานเทศกาลอาหารสู่ระดับสากล ทั้งนี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาร่วมงานไม่ต่ำกว่า 8 หมื่นคน มีเงินหมุนเวียนกว่า 40 ล้านบาท

คุณวรพจน์ สุรัตวิศิษฏ์ รองกรรมการผู้จัดการ บีเคพี กล่าวว่า บริษัทยังร่วมมือกับภาครัฐและเกษตรกร เดินหน้าพัฒนาศักยภาพเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น ภายใต้ “โครงการเกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” พร้อมทั้งสนับสนุนเกษตรแปลงใหญ่ “บัลลังก์โมเดล” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ช่วยเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดมีรายได้เพิ่มขึ้น ขยายผลสำเร็จจากการดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี 2557 สามารถช่วยส่งเสริมเกษตรกร 7,700 ราย มีความรู้ในการปลูกถูกต้องตามมาตรฐานสินค้าเกษตร มีผลผลิตสูงขึ้น ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าวโพดที่มีเอกสารสิทธิถูกต้อง 195,000 ไร่ ใน 23 จังหวัด ในปีนี้จัดอบรมเกษตรกรเพิ่มอีก 700 คน ในพื้นที่ 9 จังหวัด รวมพื้นที่ปลูก 22,000 ไร่ เตรียมความพร้อมในฤดูกาลเพาะปลูกในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

“เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการและนำความรู้ไปปรับใช้ สามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่โดยเฉลี่ยสูงขึ้นร้อยละ 47 และต้นทุนการปลูกลดลงถึงร้อยละ 23 ซึ่งการขยายผลสู่เกษตรกรมากขึ้นจะช่วยสร้างความยั่งยืนให้แก่ผู้ปลูกและสิ่งแวดล้อมต่อไป” คุณวรพจน์ กล่าว

ในปีที่ 3 บีเคพีร่วมกับหน่วยงานราชการในท้องถิ่น คู่ค้าธุรกิจ และเกษตรกรเครือข่าย จัดอบรมเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการใน 9 จังหวัด ได้แก่ พะเยา ลำปาง อุตรดิตถ์ เลย พิษณุโลก ชัยภูมิ นครราชสีมา ให้มีความรู้ในการเพาะปลูกอย่างถูกวิธี ตามมาตรฐานสินค้าเกษตร (Thai Agriculture Standard) และ Good Agriculture Practices for Maize (GAP) บนพื้นฐานตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงพื้นที่ปลูกยืนยันว่าไม่ได้มาจากการบุกรุกป่าได้ 100% รองรับตามแนวทางการจัดหาอย่างยั่งยืนของบริษัท

จากการอบรม เกษตรกรสามารถวิเคราะห์คุณสมบัติและแร่ธาตุในดินด้วยอุปกรณ์ตรวจสอบอย่างง่าย เพื่อนำปรับสูตรปุ๋ยให้เหมาะสมตามความต้องการของพืชและดิน ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจากการใช้ปุ๋ยอย่างสิ้นเปลือง รวมทั้งเรียนรู้การเตรียมแปลงปลูกที่ถูกต้อง ช่วยให้ดินเก็บกักน้ำได้ดี ทำให้รากของพืชกระจายตัวในดิน และดูดซึมอาหารและทนแล้งมากขึ้น สามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนการผลิต และคุณภาพข้าวโพดตรงตามความต้องการตลาด ช่วยให้จำหน่ายได้ในราคาที่ดี

บีเคพี ยังร่วมกับเทศบาลตำบลบัลลังก์ อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา ดำเนินโครงการในรูปแบบ “บัลลังก์โมเดล” สนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มเพื่อมุ่งสู่เกษตรแปลงใหญ่ นำไปสู่ต้นแบบการรวมกลุ่มเกษตรกรผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เข้มแข็งและยั่งยืน โดยในปีที่ผ่านมา เกษตรกร 450 คนได้รับการส่งเสริมการบริหารตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การบริหารการปลูกและการเก็บเกี่ยวอย่างเป็นระบบ ตลอดจนสนับสนุนให้เกษตรกรที่เข้าร่วมจำหน่ายผลผลิตเข้าโรงงานอาหารสัตว์โดยตรง ซึ่งช่วยให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นจากเฉลี่ย 745 กิโลกรัม ต่อไร่ เป็น 1,096 กิโลกรัม ต่อไร่ มีต้นทุนต่อไร่ลดลงประมาณ 4.50 บาท เกษตรกรได้กำไรจากการขายในฤดูกาลปลูกที่ผ่านมาเฉลี่ย 3,600 บาท ต่อไร่

ขณะเดียวกัน บีเคพี ยังได้ทำแปลงสาธิตแก่เกษตรกร โดยนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้ เทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ เช่น รถไถระเบิดดินดาน การปรับระดับหน้าดิน การใช้เครื่องปลูกแม่นยำสูง มีผลผลิตได้มาตรฐานสามารถแข่งขันได้ เพื่อนำแนวทางการปลูกจากแปลงสาธิตไปส่งเสริมแก่เกษตรกรที่สนใจต่อไป

ประเทศไทย มีการศึกษาด้านการเกษตรมาช้านาน นับร้อยปี เพื่อผลิตบุคลากรออกมาประกอบอาชีพเกษตร สมกับเป็นประเทศเกษตรกรรม

คนรุ่นเก่าที่เคยเรียนมาจากโรงเรียนเกษตรกรรมที่บางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ผู้มาสมัครเรียนหรือถูกเกณฑ์มาเรียนล้วนเป็นชายฉกรรจ์ ล้วนไร้สุภาพสตรี เพราะความเชื่อว่า ชายนั้นมีความแข็งแรงอดทนกว่าผู้หญิงมากนัก การอยู่อย่างลำบากต้องทนทุกข์ทรมาน กว่าจะเรียนสำเร็จมาประกอบอาชีพส่วนตัวเป็นส่วนใหญ่

จวบจนกรมอาชีวศึกษาสายเกษตรกรรม สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ อยากให้มีการรับนักศึกษาหญิงเข้าเรียนเป็นครั้งแรกบ้าง เพื่อส่งเสริมสตรีให้ทัดเทียมชาย ว่ากันอย่างงั้น

แม้แต่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ยังมีนิสิตหญิงเรียนปนกับนิสิตชาย ไม่เห็นมีปัญหาเลย กลับทำให้ความเป็นอยู่ในสถาบันสงบสุข เปลี่ยนนิสัยชายได้อ่อนนุ่ม ไม่มีการทะเลาะวิวาท หรือประพฤติไม่ดีตามภาษาชาย ล้วนผิดกับที่เกิดขึ้นในกรมอาชีวะเกษตรหลายแห่งที่ผ่านมาในอดีต และเป็นการยุติความสงบลงของอารมณ์ชายฉกรรจ์ที่แข็งกร้าวลงได้อย่างชะงัดเลยทีเดียว

จึงมีความเห็นว่าในวงการศึกษาปี 2505 ควรจะส่งเสริมให้มีการรับนักศึกษาหญิงรุ่นแรกที่มีสถาบันการเกษตรที่มีฐานะทัดเทียมกันทั้งหมด 5 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ เชียงใหม่ วิทยาลัยเกษตรกรรมบางพระ ชลบุรี วิทยาลัยเกษตรกรรมไสใหญ่ นครศรีธรรมราช วิทยาลัยเกษตรกรรมสุรินทร์ และวิทยาลัยเกษตรกรรม พระนครศรีอยุธยา ล้วนเคยรับนักศึกษาชายมาแล้วทั้งสิ้น

เมื่อหลักสูตรในปี 2505 เป็นหลักสูตรใหม่ เป็นระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 ถึง 6 รวม 3 ปี นักศึกษาหญิงเรียนจบ ม.ศ. 5 ผ่านวิชาสามัญได้ก็สามารถสอบเข้าต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้ เปิดโอกาสให้ชายหญิงได้เรียนต่อ ถ้าสอบเทียบ ม.ศ. 5 ไม่ได้ ก็ผ่านมาเรียนระดับชั้น ม.ศ. 6 ต่อ จบแล้วได้วุฒิการศึกษาระดับ ปวช. (ประโยคอาชีวศึกษาแผนกเกษตรกรรม) เพื่อไปสมัครหางานทำได้ทันที!!

โดยปกติแล้ว วิทยาลัยเกษตรกรรม หรือโรงเรียนเกษตรกรรมที่มีฐานะการศึกษาแตกต่างกัน สังกัดกรมอาชีวศึกษา รับนักศึกษาชายมาเรียนเท่านั้น เพราะมองว่านักศึกษาที่มาเรียน สะดวกทั้งที่พัก อาหาร การปฏิบัติงาน ความอดทน แข็งแกร่งเหนือกว่านักศึกษาหญิงที่จะเข้ามาเรียน

แต่ทว่า ในปี 2505 กรมอาชีวศึกษาประกาศรับสมัครนักศึกษาหญิงเข้ามาเรียนรุ่นแรก สร้างความเซอร์ไพรส์ในวงการเกษตรอาชีวะ!!

ผู้สันทัดกรณีด้านการศึกษาเกษตร กล่าวว่า “การเรียนวิชาการเกษตรสมัยก่อนเป็นงานหนัก ใช้ความอดทน และความแข็งแกร่งเท่านั้น ถึงจะผ่านวิชาการปฏิบัติ ถ้าหากเป็นนักศึกษาหญิง เกรงว่าจะเรียนไม่จบ เพราะอดทนสู้ชายไม่ได้”

แต่ทว่ามีผู้ให้ความคิดเห็นอีกคนหนึ่ง

“สมัยนี้มีเครื่องจักรเครื่องมือมาทดแทนแรงงานคนมากแล้ว และการมีนักศึกษาหญิงเข้ามาเรียน ทำให้เป็นสหการศึกษาที่ทำให้นักศึกษาชายเรียบร้อยดีขึ้น การสอนก็จะง่ายขึ้น เพราะมีหญิงปนมาเรียนหลายคน” ซึ่งสร้างความทัดเทียมชาย-หญิงให้เท่ากัน หญิงก็มีความสามารถไม่แพ้ชาย

หลังจากได้มีการรับสมัครสอบทั่วทุกรายภาคในเดือนมีนาคม-เมษายน 2505 ปรากฏว่า วิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ได้รับความสนใจจากนักศึกษาหญิงชายมากที่สุด มาสมัครสอบกันคับคั่งมากกว่าสถาบันอื่น

ถึงเวลาวันสอบวิชาข้อเขียนเข้าสอบในสถาบันแม่โจ้ มีนักศึกษาชายหญิงมาสมัครสอบหลายร้อยคน หลังสอบข้อเขียนเสร็จแล้วทางสถาบันจะได้ประกาศสอบวิชาภาคปฏิบัติในวันต่อมา

ประเพณีการสอบวิชาภาคปฏิบัติ ที่แม่โจ้ยึดถือเป็นนโยบายหลักมาช้านานแล้ว ก็คือ

นักศึกษาชายที่ต้องสอบภาคปฏิบัตินั้น จะต้องเดินหรือวิ่งจากระยะทางจากในเวียง หรือเมืองเชียงใหม่ถึงสถาบันแม่โจ้ ในถนนทางเก่า มีระยะทางประมาณ 17 กิโลเมตร จะวิ่งหรือเดินก็ได้ ต้องอยู่ในกำหนดเวลาที่คณะกรรมการสอบแข่งขันเป็นผู้กำหนด และควบคุมเวลา

แต่สำหรับนักศึกษาหญิงนั้น ให้วิ่งหรือเดินจากระยะเวลาที่กำหนดไว้ คือจากอำเภอสันทราย เดินมาตามถนนถึงแม่โจ้ 7 กิโลเมตร ตามที่กำหนดไว้ ใครเข้าถึงช้ากว่ากำหนดถือว่าสอบไม่ผ่าน

มาถึงตอนนี้ ผู้เขียนได้พบ คุณจิระอาภา หาญสมุทร สาวแม่โจ้ 27 จากสันป่าตอง ที่มีวัยเกิน 70 ปีแล้ว อดีตพนักงาน ธ.ก.ส. (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) ได้กล่าวถึงเรื่องราวในอดีตให้ฟังว่า

“สมัยนั้นมาสมัครสอบ ได้ยินชื่อเสียงแม่โจ้มานาน เพราะเป็นคนท้องถิ่น จึงมาสมัครสอบเข้าแม่โจ้เป็นรุ่นแรกของผู้หญิง ช่วงสอบข้อเขียนก็ผ่านไปด้วยดี พอมาสอบภาคปฏิบัติต้องเดินไกล จากอำเภอสันทรายถึงแม่โจ้ ระยะ 7-8 กิโลเมตร เวลากำหนดด้วย ฉันเดินจบเป็นคนสุดท้าย มันเหนื่อย ระหว่างเดินรองเท้ากัดเท้าฉันจนเลือดซิบออกมา พรรคพวกเชียร์ให้สู้ๆ ตะโกนให้ถอดรองเท้าเดิน ฉันน้ำตาไหล สงสารทรมานร่างกาย อดทนเพื่ออนาคต แม้สุขภาพไม่แข็งแกร่ง แต่แม่โจ้ได้เป็นเบ้าหลอมจิตใจฉันจนกล้าแกร่ง” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตาเมื่อนึกถึงอดีตที่ผ่านมา เสริมต่อไปว่า

“เมื่อเข้าไปเรียนแล้วไม่ใช่ว่าจะผ่านสบายได้นะ ฉันและเพื่อนต้องทดลองงานอีก 15 วัน จะต้องใช้จอบเป็นอุปกรณ์ถางหญ้า ขุดดิน ถอนหญ้าในนาข้าว ตากแดดและฝนก็ไม่ได้หยุดพัก ร่างกายฉันอ่อนเพลีย ล้า จนจะไปไม่ไหว วันหนึ่งฉันทำงานตามคำสั่งของอาจารย์ในแปลงหญ้าต้องลงน้ำไปดึงและถอนหญ้าจนเป็นลม เพื่อนๆ หามไปส่งห้องพยาบาล เพื่อปฐมเบื้องต้น มีเสียงอาจารย์พูดมาว่า ถ้าไม่ไหวก็ลาออกไปอยู่บ้านเสียดีกว่า ร่างกายไม่แข็งแรงจะเรียนลำบาก ลูกแม่โจ้ต้องอดทน และแข็งแกร่งจึงจะผ่านได้”

“ตั้งแต่วันนั้น ฉันจำเสียงพูดของอาจารย์ตลอด ทำให้ฉันไม่โกรธท่าน กลับมีพลังใจที่เข้มแข็ง ขอบคุณอาจารย์ที่ทำให้ฉันเข้มแข็งและเรียนจบมาทำงาน และมีอนาคตที่ดีเพราะแม่โจ้ บ่มเพาะจิตใจฉันจนออกไปต่อสู้กับโลกภายนอกอย่างองอาจและเข้มแข็ง…ฉันภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกแม่โจ้ ที่สร้างชีวิตใหม่ให้ฉันอย่างสมบูรณ์แบบ ดังชายอกสามศอก ทำงานไม่เคยกลัวลำบาก แก้ปัญหาได้ งานหนักไม่เคยฆ่าคน ฉันไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ ในชีวิต เพราะได้ผ่านสถาบันแม่โจ้ที่พร่ำสอนฉันมา 3 ปีเต็มๆ ฉันเปรียบเสมือนว่า…จิตชายในกายหญิง…” สาวแกร่งของแม่โจ้ รุ่น 27 บอก

ย้อนมาถึงปี 2505 หลังผ่านชีวิตการสอบแข่งขันในสนามสอบผ่านไปแล้ว มีนักศึกษาหญิงกว่า 30 คน ชายอีก 170 คน เข้าเรียนหลักสูตรใหม่ชั้น ม.ศ.4 (มัธยมศึกษาปีที่ 4) เป็นปีแรก ตามลำดับรุ่น 27 รุ่นแรกที่มีการรับนักศึกษาสาวเข้ามาเรียนเป็นสหศึกษา

ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎข้อบังคับการเรียนเช้า ภาคบ่าย ทำงาน ที่อาจารย์ต้องจ่ายงานให้ทำแปลงผัก ขนาด 1×8 เมตร คนละ 10 แปลง มีจอบเป็นอาวุธประจำตัวทั้งชายหญิง