จนถึงทุกวันนี้แม้จะไม่สามารถไปทำงานที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย

ได้อีกต่อไป แรงงานไทยอีสานที่ไปทำงานขายแรงยังประเทศอาหรับ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ โอมาน หรือ คูเวต ก็ยังสืบต่อการใช้มะตูมซาอุเป็นผักเคียงกินกับลาบ และอาหารอีสาน ควบคู่ไปกับโลกยุคใหม่ที่สามารถขนส่งสินค้าผลิตภัณฑ์อาหารทั้งสดและแห้งจากประเทศไทยไปปรุงรับประทานพร้อมกัน

มะตูมซาอุ จึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์การเปิดรับสิ่งใหม่จากต่างแดนที่ชาวอีสานออกไปแสวงหานำเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์และรสชาติเก่าแก่ของอีสาน จนได้ความแตกต่างแปลกใหม่ที่ลงตัว และกลายเป็นของมีมูลค่าที่ไม่มีมาก่อนทั้งในประเทศต้นทางและประเทศไทยเอง

นายประกอบ เผ่าพงศ์ สหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี เปิดเผยว่า สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี ร่วมกับชุมนุมสหกรณ์เกลือทะเลไทย และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพชรบุรี จัดประมูลเกลือทะเลขาว เกลือแกง และเกลือดำ ช่วยเหลือเกษตรกรนาเกลือที่มีปัญหาราคาเกลือตกต่ำ ทุกสัปดาห์ รวม 3 แห่ง เริ่มแล้วถึงเดือนธันวาคม 2561

จุดแรกเปิดทุกวันจันทร์ เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานสหกรณ์กรุงเทพ ตำบลโคกขาม อำเภอเมืองสมุทรปราการ จุดที่ 2 เปิดประมูล ทุกวันพุธ ที่ห้องประชุมสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสมุทรสงคราม ซอยบางประจัน ถนนเอกชัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม จุดสุดท้าย ทุกวันศุกร์ เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานสหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทยเพชรบุรี ตำบลบ้านแหลม อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี

นายประกอบ กล่าวว่า เหตุผลการเปิดประมูลเนื่องจากเกษตรกรนำเกลือส่วนใหญ่มักถูกกดราคารับซื้อจากพ่อค้าตลอด ทำให้เกิดปัญหาหนี้สิน ราคาเกลือที่ขายไปแต่ละครั้งต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ดังนั้น ชาวนาเกลือจึงได้รวมตัวกันเป็นชุมนุมสหกรณ์เกลือทะเลไทย นำรูปแบบของการประมูลยางพาราใช้เป็นช่องทางสร้างตลาดเกลือ

นายคงศักดิ์ คณะมะ หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน สำนักงานพัฒนาชุมชน จังหวัดมหาสารคาม เปิดเผยว่านโยบายพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวชุมชน โดยเน้นการสร้างและพัฒนาอาชีพในชุมชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเชื่อมโยงวิสาหกิจชุมชน การท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งจะตอบสนองการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ทางจังหวัดจึงสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับหน่วยงานภาคีพัฒนาที่เกี่ยวข้อง ในการจัดการท่องเที่ยวในจังหวัดมหาสารคาม

ขณะนี้เริ่มคัดเลือกหมู่บ้านเป้าหมาย และสำรวจผลิตภัณฑ์ โอท็อปแล้ว 41 หมู่บ้าน ในพื้นที่ 32 ตำบล 13 อำเภอ พร้อมกับพิจารณากลั่นกรองหมู่บ้านเป้าหมาย และการออกแบบเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวชุมชนให้ควบคู่กับการจำหน่ายสินค้าโอท็อปในท้องถิ่น จากเดิมที่จะเน้นส่งสินค้าโอท็อปไปขายยังตลาด วงกว้างข้างนอก แต่โครงการนี้จะดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาซื้อสินค้าโอท็อปในชุมชน และนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวิถีชีวิตที่แท้จริงของคนในชุมชนนั้นๆ อย่างใกล้ชิด โครงการนี้จะใช้งบประมาณดำเนินการ 83 ล้านบาท ในการจัดกิจกรรมระดับจังหวัด อำเภอ และหมู่บ้าน

กระทรวงเกษตรฯ ภายใต้การนำของ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้เพิ่มความ เข้มข้น หลักการใช้การตลาดนำการผลิต ไม่เพียงแค่เป้าหมายแก้ปัญหาสินค้าล้นตลาดเท่านั้น แต่จะเป็นทางรอดของเกษตรกรไทยที่ส่วนใหญ่ยังเป็นรายย่อย

นายกฤษฎา ในฐานะหัวเรือใหญ่ผู้กุมบังเหียนกระทรวงรากหญ้า ผู้ดูแลเกษตรกร มากกว่า 40 ล้านคนทั่วประเทศ ลุกขึ้นมาผลักดันการผลิตสินค้าเกษตรที่ไม่รู้ว่าจะจำหน่ายที่ไหน ส่งผลให้การผลิตสินค้าเกษตรตกต่ำ เกษตรกรขาดทุน ซึ่งเห็นได้ชัด ในส่วนของยางพารา พื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและเพื่อนบ้าน ทำให้เกิดปัญหาการกดราคาโดยผู้รับซื้อ

กระทรวงเกษตรฯ จึงกำหนดขั้นตอนการนำแนวทางการตลาด นำการผลิตไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม กำหนดแนวทางการตลาดนำการผลิตมาใช้ในการบริหารงาน การเกษตรกรรมในพื้นที่เพื่อให้เกษตรกร มีรายได้แน่นอน และมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมนั้น และเพื่อให้การดำเนินงานตามแนวทางการตลาดนำการผลิต ดังกล่าวเกิดผลในทางปฏิบัติ จึงให้ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการดังนี้

ให้อนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ซึ่งมีสำนักงานเกษตรจังหวัดเป็นเลขานุการ จัดประชุมคณะอนุกรรมการจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในจังหวัดนั้น เพื่อมอบหมายและกำหนดขั้นตอนการทำงานตามหลักการตลาดนำการผลิต ประกอบด้วย สำนักงานเกษตรจังหวัดและอำเภอ รวมทั้งสำนักงานสหกรณ์จังหวัด และประสานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พื้นที่ด้วย เพื่อร่วมกัน คัดเลือกผลผลิตการเกษตรในพื้นที่จากโครงการตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ

พร้อมทั้งให้สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเป็นผู้ประสานงานกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดและภาคเอกชนในจังหวัดที่ประกอบธุรกิจการซื้อขายผลผลิตทางการเกษตร เช่น หอการค้า สภาอุตสาหกรรม บริษัทประชารัฐรักสามัคคีจังหวัด หรือร้านค้าต่างๆ เพื่อติดต่อกับเกษตรกร หรือกลุ่มเกษตรกร หรือสถาบันเกษตรกรในพื้นที่โดยตรง ทั้งนี้ ให้ประสานงานกับสำนักงานเกษตรจังหวัด อำเภอด้วย

ส่วนสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดรวบรวมข้อมูลผลผลิตทางการเกษตร พร้อมรายละเอียดช่องทางการติดต่อซื้อขายผลผลิตจากเกษตรกร หรือกลุ่มเกษตรกร หรือสถาบันเกษตรกรในจังหวัด ส่งให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เพื่อจัดทำเป็นข้อมูลประกอบการทำเว็บไซต์ (website) ทราบด้วย

ขณะที่ สศก.สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ทำเว็บไซต์ และข้อมูลสำคัญ (big data) เกี่ยวกับผลผลิตการเกษตรที่ได้รับรายงานจากสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ มาจัดทำให้เป็นข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน เพื่อเป็นช่องทางให้ผู้สนใจสามารถติดต่อแหล่งซื้อ ขายสินค้าการเกษตร โดยตรงจากพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งการจัดทำระบบซื้อขายผ่านระบบ อี-คอมเมิร์ซ ด้วย โดยให้ประสานเพื่อขอเชื่อมโยงเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐและเอกชนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายผลผลิตการเกษตร เพื่อสะดวกในการค้นหาหรือติดต่อช่องทางค้าขายสินค้า

อีกทั้งให้สำนักงานปลัดกระทรวงแต่งตั้งคณะทำงานด้าน การประสานการตลาดประจำกระทรวง เพื่อทำหน้าที่ติดต่อประสานงานกับหน่วยงานรัฐและเอกชนในส่วนกลาง เช่น กระทรวงพาณิชย์ หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาพันธ์ SMEs ไทย และอื่นๆ ในการประสานงานซื้อขายสินค้าเกษตรกรรมจากเกษตรกร หรือกลุ่มเกษตรกร หรือสถาบันเกษตรกรโดยตรงในจังหวัดต่างๆ ไว้ด้วย

นอกจากนี้ มอบให้ทูตเกษตรที่ประจำสถานทูตต่างๆ ได้ประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในประเทศนั้นๆ เพื่อนำเสนอข้อมูลสินค้าการเกษตรของไทย รวมทั้งติดตามภาวะตลาดการค้าขายสินค้าเกษตรในต่างประเทศ เพื่อแจ้งให้สำนักงานปลัดทราบ

ทั้งนี้ ให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทุกเขต ทำหน้าที่แนะนำและติดตาม (coaching & monitoring) การดำเนินงานตามขั้นตอนต่างๆ เพื่อรายงานผลการปฏิบัติให้ นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทราบทุกระยะด้วย

ด้าน นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ที่ได้ดำเนินการมา ในตั้งแต่ช่วง 3 ปี ปัจจุบัน (ปี 2559-2561) ดำเนินการได้ถึง 3,029 แปลง พื้นที่ 3,724,607 ไร่ จำนวนเกษตรกร 277,127 ราย ใน 11 กลุ่ม สินค้า ผลการดำเนินการที่ผ่านมาทำให้สามารถลดต้นทุน และ เพิ่มผลผลิตโดยเฉลี่ยได้ตามเป้าหมาย ปี 2560 จาก 1 ฤดูกาลผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มจากลดต้นทุน 3,007.83 ล้านบาท

กระทรวงเกษตรฯ พยายามผลักดันให้สินค้ามีแหล่งรับซื้อ หรือตลาดรองรับผลผลิตด้านการเกษตรในราคาที่สูงกว่าตลาดทั่วไป ด้วยคุณภาพที่ได้มาตรฐาน และปริมาณที่ตรงกับความต้องการของตลาด

เมื่อวันที่ 14 เมษายน นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เดินทางไปศึกษาดูงานตลาดกลางสินค้าเกษตร ประเทศออสเตรเลีย ณ ตลาดเกษตร Flemington ตลาดขายส่งและขายปลีกผลิตผลทางการเกษตรที่สำคัญของรัฐนิวเซาท์เวลส์ โดยเป็นสินค้าที่เกษตรกรนำมาขายเองโดยตรง สินค้าเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ส้ม ลูกพลับ ลูกแพร์ แอปเปิ้ล องุ่น อะโวกาโด และพืชผักสวนครัว

สำหรับไข่ไก่มีหลายขนาดและหลายราคา โดยไข่ไก่เบอร์ศูนย์ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ราคาฟองละ 10-11 บาท (เปรียบเทียบกับของไทย อยู่ที่ราคา 4-4.5 บาท ต่อฟอง) ส่วนไข่ไก่ขนาดเล็กสุด เทียบเท่าเบอร์ 5 ของไทย อยู่ที่ราคา 3 บาท ต่อฟอง ซึ่งฟาร์มไก่ไข่ของออสเตรเลียเป็นรูปแบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming)

นอกจากนี้ ยังมีผลไม้เขตร้อน (Tropical fruits) อาทิ มะม่วง ส้ม สับปะรด แตงโม กล้วย ลำไย ส่วนพืชผักสำคัญที่วางขาย ได้แก่ ขิง กระเทียม หอมใหญ่ ผักชี เป็นต้น สำหรับผลไม้ไทยที่มีโอกาสนำเข้าและทำตลาดในออสเตรเลีย ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้ มะม่วงมหาชนก เนื่องจากมีความต้องการสูง

พิษณุโลก – พลตรีสุภโชค ธวัชพีระชัย รองแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานในการประชุมชี้แจงแผนการปฏิบัติงาน “โครงการบางระกำ 61” เพื่อให้หน่วยงาน ทั้ง 17 หน่วยงาน ที่ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยเรื่อง การบริหารจัดการน้ำ “บางระกำ 61” เพื่อส่งเสริมการเพาะปลูกข้าวนาปี ในปี 2561 กรมชลประทานขยายผลการบริหารจัดการน้ำโครงการบางระกำโมเดล 60 โดยปรับเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปี 2561 ของพื้นที่ลุ่มต่ำในเขตชลประทาน ให้เกษตรกรเพาะปลูกตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 31 กรกฎาคม ในปริมาณน้ำที่ได้รับการจัดสรรเพื่อการเพาะปลูก ในเดือนเมษายนทั้งสิ้น 115 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่เป้าหมาย จำนวน 382,000 ไร่ ในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน 290,000 ไร่

ในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานเรศวร 52,000 ไร่ และในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา พลายชุมพล 40,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด 5 อำเภอ 20 ตำบล 93 หมู่บ้าน เริ่มส่งน้ำตั้งแต่ วันที่ 15 มีนาคม ในคลองส่งน้ำและคลองสาขา ส่งน้ำเข้าสู่ระบบกระจายน้ำให้เกษตรกร

ที่ห้องประชุมเทศบาลตำท่ายาง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี นายอานนท์ พร้อมเพรียง นายอำเภอ ท่ายาง สัตวแพทย์หญิงขนิษฐา ธิติดิลกรัตน์ ปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรี และ นางนฤมล กิจพ่วงสุวรรณ นายกเทศมนตรีตำบลท่ายาง ร่วมกันประชุมหารือแนวทางป้องกันแก้ไขการแพร่ระบาดพิษสุนัขบ้ากับ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในเขตรัศมีการแพร่ระบาดเชื้อพิษสุนัขบ้า ประกอบด้วย ตำบลท่ายาง ตำบลมาบปลาเค้า และตำบลในดง หลังจากที่ปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรีประกาศโรคระบาดพิษสุนัขบ้าชั่วคราวในเขตพื้นที่อำเภอท่ายาง เมื่อวันที่ 5 เมษายน ที่ผ่านมา หลังจากที่พบกวาง จำนวน 11 ตัว ภายในฟาร์มหมู่ที่ 5 บ้านหนองแฟบ ตำบลท่ายาง ตายไป พบโรคพิษสุนัขบ้า 1 ตัว

ด้าน สัตวแพทย์หญิงขนิษฐา พร้อมเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่บริเวณฟาร์มเลี้ยงกวาง พร้อมกับให้เจ้าหน้าที่ฉีดวัคซีนให้กับกวางเพื่อป้องกันพิษสุนัขบ้า จำนวน 3 ตัว นอกจากนั้นยังได้ดำเนินการทำหมันสุนัขเลี้ยงและสุนัขจรจัดที่อยู่ในรัศมี 1 กิโลเมตร ของพื้นที่ระบาด

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เผยว่า จากที่คณะเภสัชศาสตร์ มช. ร่วมกับอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มช. ภายใต้การสนับสนุนจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ได้เล็งเห็นว่าอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพรของไทยมีศักยภาพในด้านการเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญ มีความหลากหลายของชนิดสมุนไพรและการนำไปใช้ประโยชน์ แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ยารักษาโรค เครื่องสำอาง อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ หรือน้ำมันหอมระเหย ลูกประคบในธุรกิจสปา ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายผลักดันพัฒนาสมุนไพรไทย เพื่อให้นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัย เป็นที่ยอมรับในระดับชาติและระดับสากล และ เพื่อให้เกิดการพัฒนาสมุนไพรไทยทั้งระยะต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ซึ่งจะนำไปสู่การส่งออกวัตถุดิบสมุนไพรที่มีคุณภาพ จึงเกิดโครงการอุทยานวิจัยนวัตกรรมสมุนไพรภาคเหนือขึ้น

ล่าสุดคณะเภสัชศาสตร์ได้เตรียมพื้นที่ในศูนย์ปฏิบัติการเภสัชชุมชน (ร้านยาคณะเภสัชฯ) ให้เป็นศูนย์จำหน่ายสมุนไพรและ การแพทย์ทางเลือก เป็นต้นแบบการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีมาตรฐาน ควบคู่ไปกับการเผยแพร่องค์ความรู้เพื่อความ เชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค

นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) จัดการเรียนการสอนวิชาชีพเกษตร โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จัดเป็นต้นแบบศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน และการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบทยั่งยืน ขจัดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเน้นให้การเรียนรู้เป็นรูปแบบการเรียนทางลัดของผู้เรียนจากความสำเร็จของเจ้าของอาชีพ

ด้าน นายวันชัย โตมี ผอ.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) ตาก ในสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคเหนือ กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนรูปแบบหนึ่งของวษท.ตาก คือการเน้นให้เรียนรู้การผลิตพืชแบบ? แม่นยำ? เพื่อฝึกให้ผู้เรียนสร้างผลผลิตทางการเกษตรให้ได้คุณภาพและปริมาณตามความต้องการ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จขั้นสูงสุดของเกษตรกรรม โดยใช้ฟาร์มที่ผู้เรียนฝึกงานเป็นสื่อการเรียน และได้รับความรู้ตั้งแต่อากาศในดิน วิธีการปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยวผลผลิตจนถึงจำหน่ายผลผลิต จาก เจ้าของอาชีพโดยตรง ถือเป็นการเรียนทางลัดของผู้เรียนจากความสำเร็จของเจ้าของอาชีพอย่างแท้จริง

ส่วน นายปฐมพงศ์ ประธานราษฎร์ ครูจ้างสอนพิเศษ วษท.ตาก หนึ่งในผู้ริเริ่มฝึกผู้เรียนให้ผลิตพืชแบบแม่นยำ กล่าวว่า ผู้เรียนต้องปรับพื้นฐานชีวิตให้เข้าใจการผลิตพืชตั้งแต่การเลือกพื้นที่ การเพิ่มอากาศในดินให้เหมาะสมกับการปลูกพืช การคัดเมล็ด การปลูก การตกแต่งใบให้ได้รับแสงอย่างทั่วถึง การดูแลรักษา การป้องกันโรคแมลงศัตรูพืช โดยขณะนี้ได้ทดลองปลูกข้าวโพดแบบแม่นยำเพิ่มความหวาน ปลูกฟักทองแถวตรงเพิ่มผลผลิต และปลูกลำไยนอกฤดู

ด้วยความมุ่งหวังที่จะสร้างงานและเสริมรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่ เมื่อ 6 ปีก่อนชาวบ้านและชาวสวนยางในพื้นที่หมู่ที่ 6 บ้านทุ่งโชน ตำบลโคกม่วง อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา จึงรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อผลิตเครื่องแกง ซึ่งเป็นสูตรของบรรพบุรุษ หรือที่ชาวใต้เรียกกันว่า “ตายาย” ส่งขายในพื้นที่

เพราะรสชาติที่อร่อยถูกปากชาวใต้ ทำให้เครื่องแกงตายายได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ณัฐธัญรดี คงชนะ ประธานกลุ่มเครื่องแกงตายายจึงได้ประสานกับหลายหน่วยงาน เพื่อที่จะนำกลุ่มนี้ก้าวไปสู่การพัฒนา ภายใต้ความมีมาตรฐานในการผลิต ทำให้วันนี้กลุ่มเครื่องแกงตายายมีเครื่องหมาย อย. ผ่านมาตรฐานฮาลาล การผลิตผ่านมาตรฐาน GMP เครื่องแกงส้มได้ยกระดับเป็นสินค้าโอท็อประดับ 5 ดาว ส่วนเครื่องแกงเผ็ดและแกงกะทิเป็นสินค้าโอท็อป ระดับ 4 ดาว ที่สำคัญกลุ่มเครื่องแกงตายาย ซึ่งได้จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนยังได้รับคัดเลือกให้เป็นวิสาหกิจชุมชนดีเด่น อันดับ 1 ของจังหวัดสงขลาด้วย

ณัฐธัญรดี บอกว่า ปัจจุบันเครื่องแกงตายายมีสินค้าทั้งเครื่องแกงส้ม เครื่องแกงเผ็ด และเครื่องแกงกะทิ ที่มีจุดเด่นเฉพาะตัว เครื่องแกงส้มหอมกลิ่นพริกเหลืองสด เครื่องแกงเผ็ดหอมกลิ่นพริกไทยดำ เครื่องแกงกะทิหอมกลิ่นตะไคร้ และล่าสุดยังปรับสูตรเป็นเครื่องแกงชนิดเผ็ดน้อย ลดความเผ็ดลงทุกชนิดเครื่องแกง เพื่อให้ผู้ที่รับประทานเผ็ดไม่ได้สามารถชิมแกงที่ทำมาจากเครื่องแกงตายายได้อีกด้วย

ส่วนกรรมวิธีการผลิตเครื่องแกงของกลุ่มเครื่องแกงตายายนั้นจะเน้นความสะอาดและได้มาตรฐาน ตัวอาคารที่เป็นโรงงานผลิตเครื่องแกงมีรั้วรอบขอบชิด ป้องกันสัตว์ต่างๆ เข้าไปใกล้ วัตถุดิบที่ใช้ ทั้งพริกสด พริกแห้ง กระเทียม หัวหอม ตะไคร้ ข่า พริกไทยดำ ทุกชนิดจะต้องผ่านการล้างสะอาด 3 ครั้ง ก่อนจะนำมาผึ่งแดงจนสะเด็ดน้ำ และเข้าสู่กระบวนการชั่งน้ำหนักตามสูตร เพื่อให้ได้เครื่องแกงที่มีรสชาติคงที่ จากนั้นจึงนำเข้าสู่เครื่องบดก่อนจะนำมาตวงบรรจุถุงตามขนาด ซีลปากถุง 2 ชั้น ซึ่งเครื่องแกงจะมีหลายขนาดให้เลือก ทั้งแบบแกงครั้งเดียว หรือขนาดใหญ่ ครึ่งกิโลกรัม เก็บไว้ได้นาน

“ขณะนี้มีการผลิตเครื่องแกงเฉลี่ยเดือนละ 1,000 กิโลกรัม ลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่และใกล้เคียง มีลูกค้าหิ้วไปในประเทศเพื่อนบ้านบ้าง ซึ่งเป็นลูกค้าประจำร้อยละ 80 นอกจากนี้ยังเป็นลูกค้ากลุ่มที่มีงานแต่ง งานบวช และลูกค้ากลุ่มเฉพาะกิจที่เป็นกลุ่มมีงานศพก็จะมาสั่งเครื่องแกงที่กลุ่ม ทำให้สมาชิกกลุ่มที่มีอยู่ประมาณ 30 คน มีรายได้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 4,000 บาท เป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากอาชีพหลักคือการทำสวนยางพารา โดยเรามีแนวคิดที่จะพัฒนากลุ่มต่อเนื่องไปสู่วิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับภาคและระดับประเทศ ที่สำคัญมุ่งหวังที่จะผลิตเครื่องแกงของเราเป็นเครื่องแกงอัดก้อน แบบเดียวกับซุปก้อนยี่ห้อต่างๆ”

ณัฐธัญรดี ระบุด้วยว่า เครื่องแกงของเรานั้นสามารถเก็บไว้ได้นาน เนื่องจากวัตถุดิบทุกชนิดล้างสะอาด และต้องรอให้แห้งจึงจะนำเข้าเครื่องบด ทำให้ไม่มีความชื้นจากน้ำอยู่ในเครื่องแกง รสชาติจะจัดจ้านตามแบบฉบับของคนใต้ จุดเด่นจะเน้นเรื่องความสะอาดในการผลิต ไม่มีสารกันบูด ปลอดภัย ทั้งนี้ นอกจากผลิตเครื่องแกงแล้ว เรายังมุ่งเน้นให้ชุมชนเติบโตและมีส่วนร่วมในการส่งวัตถุดิบเข้ามาสู่กลุ่ม ด้วยการปลูกพืชผักสวนครัว ที่ปัจจุบันชาวบ้านในพื้นที่มีการปลูกพริกไทย พริกสด ตะไคร้ ขมิ้น ปลอดสารพิษ เพื่อที่จะนำผลผลิตที่ได้ส่งขายที่กลุ่ม ซึ่งจะทำให้ชาวบ้านกลุ่มนี้มีรายได้เพิ่มขึ้น และยังมีกลุ่มที่รับจ้างปอกกระเทียม เด็ดพริก ก็มีรายได้จากกลุ่มของเราเช่นเดียวกัน

สำหรับผู้สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมกลุ่ม เรียนรู้การทำเครื่องแกงปักษ์ใต้ รวมถึงอุดหนุนเครื่องแกงที่ถูกสุขอนามัยและรสชาติอร่อย สามารถติดต่อไปที่กลุ่มเครื่องแกงตายาย โทร. (089) 876-4303

ที่วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อเร็วๆ นี้ พล.อ. สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีเปิดงานขับเคลื่อน สิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรม อาชีวศึกษา เข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม ในภาคตะวันออกและพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) พร้อมด้วย นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายภัครธรณ์ เทียนไชย ผวจ.ชลบุรี นายวิชัย หาญพลาชัย ผอ.วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ สถานประกอบการ อาจารย์นักศึกษา และคณะกรรมการจัดงานขับเคลื่อนสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมอาชีวศึกษา เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

พล.อ. สุรเชษฐ์ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาร่วมกับศึกษาธิการภาค 9 โดยมุ่งเน้นให้เกิดความร่วมมือระหว่างนักประดิษฐ์และ ผู้ประกอบการในการขับเคลื่อน สิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากการวิจัยพัฒนาร่วมกันของครูและนักศึกษาให้เข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม

การเน้นผลงานที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกและเขตพื้นที่อีอีซี เพื่อมุ่งหวังให้นำไปพัฒนาต่อยอดหรือใช้งานจริงในสถานประกอบการได้อย่างยั่งยืนตามนโยบายนวัตกรรม 4.0 และประเทศไทย 4.0 โดยมี 120 ผลงาน เพื่อให้สถานประกอบการได้ชมให้คำแนะนำในการวิจัยพัฒนาผลงาน และนำไปสู่การใช้งานจริงในเชิงธุรกิจต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และนักวิชาการที่เกี่ยวข้องต่างๆ รวมทั้งทีมวิจัยมหาวิทยาลัยรังสิต เดินหน้าวิจัยพัฒนาสารสกัดจากกัญชา เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ทั้งโรคทางสมอง โรคลมชัก พาร์กินสัน โรคสมองเสื่อม โดย นพ. ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่ากระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ตั้งคณะทำงานวิชาการขึ้นมารวบรวมข้อมูลและศึกษาความเป็นไปได้ในการนำมาใช้เป็นยานั้น ล่าสุดในสังคมออนไลน์มีการตั้งคำถามว่า ปัญหาอาจมีประโยชน์หรือไม่ เพราะมีการนำไปผสมในอาหาร หรือในขนม อย่างที่เคยมีการจับกุมคือ กัญชาบราวนี่นั้น

เมื่อวันที่ 16 เมษายน ภญ. ผกากรอง ขวัญข้าว เภสัชกรชำนาญการ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า สูตรตำรับสมัยโบราณมีการนำกัญชาไปประกอบอาหาร เพียงแต่ใส่ในปริมาณเล็กน้อย ใช้ใบ 1-2 ใบ เท่านั้น ซึ่งคนโบราณเชื่อว่าจะช่วยเจริญอาหาร หรือทำให้อาหารรสชาติดีขึ้น ส่วนจะช่วยเรื่องการรักษาโรค หรือส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างไรนั้น ยังไม่มีการนำมาศึกษาวิจัยอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากกัญชา จัดเป็นพืชเสพติดประเภทที่ 5 ซึ่งถูกควบคุมทั้งหมด แม้จะให้ทดลองวิจัยได้แต่เป็นเพียงห้องปฏิบัติการ ไม่สามารถวิจัยในมนุษย์ ดังนั้น แม้วิจัยออกมาได้ก็ไม่สามารถเดินหน้าต่อยอดใช้จริง

“คนสมัยก่อนที่นำมาประกอบอาหารนั้น และไม่มีการติดยา ก็เพราะว่าเขาใช้ในปริมาณน้อยๆ ไม่ได้ใช้หนักแบบคนที่ติดในปัจจุบัน ซึ่งทุกวันนี้สังคมเปลี่ยนแปลง จึงจำเป็นต้องมีการควบคุม ซึ่งเห็นด้วยต้องมีการควบคุมกัญชา แต่ก็น่าจะเปิดให้มีการวิจัยพัฒนา อย่างไรก็ตาม นอกจากกัญชา ใบกระท่อมก็เป็นอีกชนิดที่น่าสนใจในการพัฒนาเป็นยา เพราะภูมิปัญญาของคนสมัยก่อน จัดกระท่อมเป็นพืชที่ช่วยอาการท้องเสียได้ แต่ปัจจุบันมีการวิจัยพัฒนาและศึกษา พบว่าช่วยลดอาการปวดได้ รวมทั้งช่วยเรื่องโรคทางจิตเวช อย่างคนที่เครียดๆ จะกินยานอนหลับ ก็น่าจะใช้กระท่อมช่วยแทนยา ซึ่งถือเป็นตำราโบราณที่ใช้กันมา แต่ไทยก็ยังติดเรื่องกฎหมายอยู่” ภญ. ผกากรอง กล่าว