จนถึงวันนี้เป็นข้อพิสูจน์ได้แล้วว่าเกษตรกรสามารถทำได้เป็นจริง

ตามศาสตร์ของพระราชาจนประสบความสำเร็จ จากพื้นที่แห้งแล้งเคยเป็นดินลูกรัง กลับมาเป็นพื้นที่ที่เขียวขจีจากไม้ป่า มีไม้ที่กินได้ ไม้ผล มีความหลากหลายเกิดขึ้น หลังจากเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ที่ปลูกพืชผักไม่ได้ผล แต่วันนี้กลับกลายมาเป็นแหล่งพักผ่อน แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

ผอ.โครงการเขาชะงุ้มบอกด้วยว่า หากนักท่องเที่ยวหรือประชาชนที่สนใจจะเข้าไปศึกษาวิธีการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ หรือจะเข้าไปพักผ่อนในช่วงวันหยุด สามารถเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวได้ตลอดทุกวัน และยังสามารถแวะเลือกซื้อพืชผัก ผลไม้ หรือเที่ยวชมไร่เข็มทองได้ อีกทั้งยังมีเมนูอาหารที่มาจากพืชผักของไร่ปลอดสารมาประกอบอาหารไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ชิมลิ้มลองและรับประทาน

“นอกจากนี้ที่ไร่เข็มทองแห่งนี้ยังมีต้นมะขามยักษ์ 2 ต้นคู่กันอยู่ด้านหน้าสวน หากใครอยากจิบกาแฟสดบนต้นมะขามยักษ์ ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม ตามที่ทางไร่ได้พัฒนาก่อสร้างทำเป็นสถานที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจรับแขกที่มาเยือนได้อย่างมีความสุข ใครที่อยากสัมผัสบรรยากาศภายในไร่แห่งนี้ ลองสอบถามได้ โทร. (081) 857-2807”

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ประกาศให้ จังหวัดพะเยา เป็นต้นแบบจัดการ-แก้ไขปัญหาการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผวจ.เผยสำเร็จเพราะใช้ 5 ยุทธศาสตร์เร่งด่วน

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2560 นายประจญ ปรัชญ์สกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดกิจกรรม “วันงดสุราแห่งชาติ จังหวัดพะเยาประจำปี 2560” ว่า จากรายงานสถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายจังหวัด ปี 2554 ระบุว่า จังหวัดพะเยา มีประชากรดื่มสุรามากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ทำให้เกิดกระแสความตื่นตัว มีการขับเคลื่อนกิจกรรมลดการดื่มสุราในพื้นที่ โดยตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัดพะเยา ในปี 2557 และกำหนดเป็นนโยบายเร่งด่วน

มีเป้าหมายหลักว่าพะเยาไม่เป็นจังหวัดที่มีผู้ดื่มแอลกอฮอล์เป็นอันดับ 1 โดยกำหนดยุทธศาสตร์การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1. สร้างคณะทำงานและเครือข่ายทุกระดับ เชื่อมต่อคณะกรรมการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัด 2. สร้างทีมวิทยากรกระบวนการแก้ไขปัญหา 3. พัฒนาทีมสื่อมวลชน นักจัดรายการวิทยุเชิงสร้างสรรค์สังคม 4. ควบคุมการผลิตจำหน่ายสุราชุมชน สุราเถื่อน จัดโซนนิ่ง มีมาตรการภาษี และกำหนดพื้นที่ปลอดเหล้ามากขึ้น และ 5. พัฒนาชุมชนให้เกิดเครือข่ายเข้มแข็งลดปัจจัยเสี่ยง แลกเปลี่ยนและคัดเลือกคนต้นแบบ หมู่บ้านต้นแบบ และส่งเสริมการศึกษาวิจัยในพื้นที่

ด้าน นพ. บัณฑิต ศรไพศาล รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า จากการสำรวจพฤติกรรมการดื่มสุราของประชากรไทย โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2554 พบว่า จังหวัดพะเยามีสัดส่วนของผู้ดื่มสุราสูงที่สุดในประเทศไทย แต่ปัจจุบัน จังหวัดพะเยาเป็นหนึ่งในจังหวัดต้นแบบของการจัดการแก้ไขปัญหาการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

ว่าที่ ร.ต.สมัย คำชมพู ปลัดจังหวัดพะเยา ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จังหวัดพะเยา กล่าวว่า ผลการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จังหวัดพะเยา หรือที่เรียกว่า “พะเยาโมเดล” ทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ดังนี้ งานศพปลอดเหล้า ร้อยละ 84 โรงกลั่นสุราลดลง ร้อยละ 32 (จากเดิม 270 โรง ปี 2557 ที่ศูนย์เริ่มดำเนินงานมี 235 โรง ปัจจุบันเหลือ 160 โรง) กว๊านพะเยาปลอดเหล้า ร้อยละ 90 เกิดชมรมคนเลิกเหล้า โดยมีนายวิศิษฐ์ ทวีสิงห์ นายอำเภอเมืองพะเยา เป็นประธาน ปัจจุบันมีสมาชิก 1,769 คน มีบุคคลต้นแบบ “คนหัวใจเพชร” จำนวน 250 คน การดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของคณะทำงานจังหวัดพะเยา พบว่าในปี 2558 จากการสำรวจข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) สำนักงานพัฒนาชุมชน ในหัวข้อคนในครัวเรือนไม่ดื่มสุรา (ยกเว้นการดื่มเป็นครั้งคราว) จังหวัดพะเยา อยู่ในอันดับที่ 25 ของประเทศ

กรมส่งเสริมสหกรณ์ระดมทีมกระจายมังคุดสู่ตลาด หลังผลผลิตภาคตะวันออกและภาคใต้ออกมาพร้อมกันตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ส่งผลทำให้ราคามังคุดเริ่มปรับตัวลดลง ประสานความร่วมมือเครือข่ายสหกรณ์ภูมิภาคต่าง ๆ ร่วมกันกระจายมังคุดให้ถึงผู้บริโภค เพื่อระบายผลผลิตออกนอกพื้นที่ไม่ให้กระจุกตัว พร้อมเปิดจุดจำหน่ายในพื้นที่ส่วนราชการ ห้างสรรพสินค้า และบริเวณด้านหน้าของสหกรณ์ทั้งในส่วนภูมิภาคและในกรุงเทพฯ หวังบรรเทาปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ และขยายช่องทางจำหน่ายมังคุดของสหกรณ์ให้ถึงมือผู้บริโภคอย่างทั่วถึง

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคามังคุดในภาคตะวันออกและภาคใต้ขณะนี้มีการปรับตัวลดลง เนื่องจากผลผลิตของทางภาคตะวันออกในปีนี้มีความล่าช้ากว่าปกติ ทำให้ผลผลิตออกมาพร้อมกันกับมังคุดในภาคใต้ ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่เนื่องจากพ่อค้าที่รับซื้อมังคุดยังคงเปิดรับซื้ออยู่ในภาคตะวันออก ทำให้ยังไม่สามารถเคลื่อนย้ายแรงงานมายังภาคใต้ได้ ส่งผลให้ในภาคใต้ประสบปัญหาไม่มีพ่อค้าเข้ามารับซื้อในพื้นที่ ซึ่งในส่วนของขบวนการสหกรณ์ ได้มีการเปิดจุดรับซื้อมังคุดมาอย่างต่อเนื่อง

โดยสหกรณ์ในภาคตะวันออกรวบรวมและจำหน่ายมังคุดแล้วตั้งแต่ต้นฤดูกาลปริมาณ 19,873.04 ตัน ส่วนในภาคใต้ได้เริ่มรวบรวมมังคุดแล้วใน 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชุมพรและสุราษฎร์ธานี โดยได้รวบรวมแล้วเป็นปริมาณ 212.17 ตัน ซึ่งปริมาณมังคุดที่สหกรณ์ได้ดำเนินการรวบรวมแล้วทั้ง 2 ภาค มีปริมาณรวมทั้งสิ้น 20,085.21 ตัน จาก 15 สหกรณ์ โดยสหกรณ์ได้จำหน่ายผลผลิตมังคุดผ่านทางหลายช่องทางตลาด อาทิ ห้างสรรพสินค้า ผู้ส่งออก คู่ค้าในประเทศ และผ่านทางเครือข่ายสหกรณ์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 4 – 10 กรกฎาคม 2560 ราคามังคุดมีแนวโน้มปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 7-20 บาท ขึ้นอยู่กับคุณภาพของผลผลิต สหกรณ์ในจังหวัดจันทบุรี 7 แห่ง ได้ร่วมกันวางแผนการบริหารจัดการรวมกลุ่มสมาชิกผู้ผลิตผลไม้คุณภาพ และประสานช่องทางการตลาดเพื่อกระจายผลผลิตให้กับผู้ส่งออกผลไม้ ห้างโมเดินเทรด ตลาดในต่างจังหวัด และเครือข่ายสหกรณ์ในภาคต่าง ๆ จำนวน 17,951 ตัน มูลค่า 275.164 ล้านบาท ส่วนสหกรณ์ในจังหวัดระยอง มีเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผลไม้คุณภาพเมืองบ้านค่าย และสหกรณ์การเกษตรบ้านน้ำเป็น จำกัด ได้รับซื้อมังคุดในราคา 18-20 บาท นำมาบรรจุใส่กล่องส่งขายที่โรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดระยอง และเปิดจุดจำหน่ายในพื้นที่ส่วนราชการในจังหวัดระยองและตลาดพัทยา ปริมาณ 11.5 ตัน

สำหรับสถานการณ์จังหวัดตราด ราคามังคุดในจังหวัดตราดเริ่มปรับราคาลดลงตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม2560 จากราคา 25-30 บาท ลดลงเหลือ 10 บาท/กก. เนื่องจากปริมาณมังคุดในพื้นที่มีเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตก ทำให้กระทบต่อคุณภาพมังคุด ซึ่งทางจังหวัดฯมีมาตรการในการช่วยเหลือโดยให้สหกรณ์ 3 แห่งรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรบ่อไร่ จำกัด สหกรณ์การเกษตรเขาสมิง จำกัด และสหกรณ์ส่งเสริมธุรกิจภาคเกษตรจังหวัดตราด จำกัด ปัจจุบันสหกรณ์ทั้ง 3 แห่ง ได้เปิดจุดรับซื้อตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2560 ในราคา 13-14 บาท/กก. เพื่อส่งออกไปยังประเทศกัมพูชาและห้างสรรพสินค้า และทางสหกรณ์การเกษตรบ้านน้ำเป็น จำกัด ได้รวบรวมมังคุดจำหน่ายให้พ่อค้าปลีกทั่วไปแล้ว จำนวน 50 ตัน

ส่วนสถานการณ์มังคุดในภาคใต้ ราคาเฉลี่ยมังคุดที่จังหวัดชุมพรเริ่มปรับราคาลดลงจากต้นฤดูกาล ราคา 55-80 บาท เหลือ 13-31 บาท ซึ่งสหกรณ์ร่วมใจบริการ จำกัด ทำการรวบรวมมังคุดเพื่อให้พ่อค้าส่งออกมาประมูล แต่ ณ ปัจจุบันยังไม่มีพ่อค้าเข้ามาประมูล ไม่มากนัก เนื่องจากพ่อค้ายังคงรับซื้ออยู่ในภาคตะวันออก สหกรณ์จึงกระจายมังคุดผ่านทางเครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดต่าง ๆ จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด จังหวัดร้อยเอ็ด สหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด จังหวัดนครราชสีมา สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.ชุมพร จำกัด จังหวัดชุมพร ชุมนุมสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ และชุมนุมสหกรณ์จังหวัดลำพูน รวม 16.68 ตัน และจำหน่ายผ่านพ่อค้าส่งออก จำนวน 175.49 ตัน

นอกจากนี้ ทางสหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร จำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เปิดรับซื้อมังคุดช่วงต้นฤดูกาลใน 30 บาท/กก. แต่ปัจจุบันราคาปรับตัวลดลงเหลือ 13 บาท ซึ่งสหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร ได้รวบรวมมังคุดเพื่อจัดส่งให้เครือข่ายสหกรณ์ 2 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด จังหวัดร้อยเอ็ด และชุมนุมสหกรณ์แห่งประเทศไทย ปริมาณรวมทั้งสิ้น 12 ตัน นอกจากนี้ยังได้ส่งขายให้ห้างเทสโก้ โลตัส วันละ 1 ตัน และมีแผนการจำหน่ายให้ห้างแมคโคร อีกจำนวน 2.5 ตัน ทั้งนี้สหกรณ์ฯ คาดว่ามังคุดจะเริ่มมีปริมาณลดลงในช่วงปลาย เดือนกรกฎาคม และผลผลิตเงาะจะเริ่มออกสู่ตลาดในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ซึ่งสหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร จำกัด ได้มีแผนประชาสัมพันธ์เงาะนาสาร ที่ห้างแมคโคร ศรีนครินทร์ ระหว่างวันที่ 10-12 สิงหาคม 2560 และจะมีการประชาสัมพันธ์การสั่งซื้อเงาะผ่านช่องทางไปรษณีย์อีกด้วย

ทั้งนี้ ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ได้รับซื้อมังคุดคุณภาพดีจากสหกรณ์ในจังหวัด สุราษฎร์ธานี บรรจุลงกล่องขนาด 5 กิโลกรัม ราคา 130 บาท ไปเปิดจุดจำหน่ายที่กรมศุลกากร กรมการข้าว กระทรวงพาณิชย์ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย และเครือข่ายสหกรณ์ในเขตกรุงเทพมหานคร วันละ 3 ตัน ซึ่งในปีนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เสริมสร้างเครือข่ายธุรกิจในสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็งในการดำเนินธุรกิจรวบรวมผลไม้ โดยสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์แก่สหกรณ์ วงเงิน 215 ล้านบาท โดยคาดหวังว่าความร่วมมือกันในขบวนการสหกรณ์ในภาคตะวันออกและภาคใต้ในการเปิดจุดรับซื้อมังคุดจากเกษตรกร และกระจายสู่ตลาด ผ่านทางพ่อค้าในพื้นที่ ห้างโมเดินเทรด ผู้ส่งออก และขบวนการสหกรณ์ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาค จะช่วยกระจายมังคุดให้ถึงมือผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง เป็นการระบายผลผลิตให้ออกนอกพื้นที่ เพื่อไม่ให้ผลผลิตกระจุกตัว หวังจะช่วยเกษตรกรบรรเทาปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำได้อีกทางหนึ่ง

รมว.เกษตรฯ สั่งทุกหน่วยนำร่องใช้ยางพาราทำถนนดินซีเมนต์ กรมชลฯ รับลูกคาดใช้ยางตก 18 ตัน/กิโลเมตร โดยจะเทอยู่ชั้นล่าง รวมทั้งนำยางพารามาซ่อมถนนลาดยางที่ชำรุด ด้านกรมทางหลวงชนบทผุดถนนพร้อมทางจักรยาน 10 กิโลเมตร ผ่านแหล่งท่องเที่ยวหัวหิน

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้นำเรื่องถนนยางพาราดินซีเมนต์ไปศึกษาต่อในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการทำถนน เพราะในส่วนของถนนดินซีเมนต์ที่จะนำมาใช้จะเป็นส่วนซัพเบตด้านล่างของชั้นถนนไม่ใช่ชั้นผิวถนน เพราะฉะนั้นทุกผิวถนนสามารถใช้ยางนี้ไปทำเป็นซัพเบตได้

คาดว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยางมากขึ้นจากเดิมที่เป็นถนนแอสฟัลต์ ใช้ยางพาราเพียง 5-8% แต่ถ้าทำเป็นถนนยางพาราดินซีเมนต์สามารถเพิ่มได้ถึง 12 ตัน/กิโลเมตร (ก.ม.) กรมชลประทานดำเนินการทดสอบแล้ว 6 เดือน สามารถใช้ยางพาราถึง 18 ตัน/กิโลเมตร

ด้าน นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชล ประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานมีถนนอยู่ในความดูแลประมาณ 7,000 กิโลเมตร เป็นถนนลาดยาง 3,074 กิโลเมตร ถ่ายโอนให้กรมทางหลวงชนบทท้องถิ่นไว้ประมาณ 4,000 กิโลเมตร ในส่วนของถนนลาดยางหากชำรุดจะซ่อม แซมโดยนำยางพาราในโครงการที่ กยท.ดำเนินการรวบรวมไว้ไปใช้

ส่วนถนนทางลูกรัง ประมาณ 1,800 กิโลเมตร กำลังศึกษาวิจัยอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานีจะทราบผลเดือนตุลาคมนี้ โดยนำดินลูกรังที่ผสมปูนซีเมนต์และน้ำยางข้นบดอัด ลงไป ซึ่งใช้น้ำยางพาราประมาณ 18 ตัน/กิโลเมตร ช่วย พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางได้ เบื้องต้นจะรับมอบยางจาก กยท.ประมาณ 100 ตัน

นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) กล่าวว่า ทช.ดำเนินการปรับปรุงถนนทางหลวงชนบทสาย ปข.2052 แยกทางหลวงหมายเลข 37 โครงการพระราชดำริอ่างเก็บน้ำห้วยมงคล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมทางจักรยาน ระยะทาง 10.497 กิโลเมตร เป็นทางผ่านแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่ง เช่น ตลาดน้ำสามพันนาม วัดห้วยมงคล ตลาดน้ำห้วยมงคล และโครงการพระราชดำริอ่างเก็บน้ำห้วยมงคล

ก่อสร้างเป็นถนนผิวจราจรแอสฟัลติกคอนกรีต ขนาด 2 ช่องจราจร พร้อมทางจักรยานสำหรับนักปั่นกว้าง 3 เมตร (ด้านซ้ายทาง) จุดพักรถ 3 แห่ง ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 168 ล้านบาท คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณเดือนมีนาคม 2561

ผศ. ทวีศักดิ์ นิยมบัณฑิต คณบดีคณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ เปิดเผยว่า คณะทรัพยากรธรรมชาติให้บริการวิชาการชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับการดำเนินงานอย่างเบ็ดเสร็จและครบวงจร ปฏิบัติได้จริง จับต้องได้ โดยจัดการเรียนการสอนที่เน้นการปฏิบัติ เพื่อบัณฑิตจะได้มีทักษะ สามารถแก้ปัญหาและพัฒนางานให้เกิดนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ด้วยพันธกิจดังกล่าว คณะจึงร่วมกับองค์การบริหารจังหวัดสงขลาจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การผลิตผักไฮโดรโปนิกส์ ปลอดภัยโดยชีววิธี โรงเรียนเกาะแต้วพิทยาสรรค์ จังหวัดสงขลา ขึ้น เพื่อนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยสู่ชุมชน โดยให้ความรู้เชิงวิชาการและฝึกปฏิบัติเพื่อให้นักเรียนปฏิบัติได้จริง

คณบดีคณะทรัพยากรธรรมชาติ ม.อ. เผยว่า ศูนย์เรียนรู้ดังกล่าว มีชุดจำลองผลิตและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตครบวงจร และแปลงผลิตผักที่สามารถผลิตได้อย่างต่อเนื่อง เป็นแหล่งเรียนรู้และฝึกปฏิบัติของนักเรียนหลักสูตรเกษตร ให้นักเรียนได้บูรณาการความรู้ที่เรียนกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการผลิต เพิ่มผลผลิตที่ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

หลายพันโครงการในพระราชดำริที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต และความอยู่ดีกินดีของประชาชน ล้วนเป็นการต่อยอดจากโครงการตั้งต้นในการจัดการดูแลทรัพยากรธรรมชาติทั้งสิ้น ถึงวันนี้ ด้วยการปลุกแรงบันดาลใจจากกิจกรรม “เอสซีจี รักษ์น้ำ The Journey สานต่อที่พ่อทำ สร้างฝายทั่วไทย” กลุ่มเยาวชนและชุมชนต่างพร้อมใจกันร่วมสานต่อประราชปณิธานด้วยการนำองค์ความรู้และหลักปฏิบัติของการสร้างฝายชะลอน้ำที่ได้จากการร่วมกิจกรรม ไปขยายผลสู่ความยั่งยืนด้านการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ของตนอย่างแท้จริง

“พระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งว่า อันที่จริงชีวิตของเรานั้นก็ผูกพัน และขึ้นกับธรรมชาติทั้งสิ้น ถ้าหากไม่มี ดิน น้ำ ลม ไฟ และ ป่า เราก็จะไม่มีอาหารกิน ไม่มียารักษาโรค ไม่มีสิ่งปลูกสร้างบ้านเรือน” ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และกรรมการกิจการเพื่อสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เอสซีจี กล่าวเนื่องในโอกาสเป็นวิทยากรพิเศษ ร่วมบรรยายเรื่องราวเส้นทางทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ในการทัศนศึกษาโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้กว่า 60 คน เป็นกลุ่มผู้นำชุมชน และเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เดินทางมาจากทั่วประเทศ เพื่อศึกษาดูงานด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้ชื่อกิจกรรม “รักษ์น้ำ The Journey สานต่อที่พ่อทำ สร้างฝายทั่วไทย“

แนวทางการสร้างฝายชะลอน้ำ ในพื้นที่ป่าห้วยฮ่องไคร้ ถือเป็นโครงการในพระราชดำริยุคแรกๆ ที่มีการสร้างฝายธรรมชาติ เพื่อเก็บกักน้ำบริเวณผิวดินเอาไว้ จากน้ำ ก็ขยายผลสู่ป่า จากพื้นที่ที่เคยแห้งแล้ง และถูกแผ้วถางทำลาย ก็กลับฟื้นคืนสู่ธรรมชาติสีเขียวที่อุดมสมบูรณ์ภายในเวลาไม่กี่ปี

“วันนี้ เราพาคณะตัวแทนชุมชนและเยาวชนมาที่ห้วยฮ่องไคร้ เพราะที่นี่เป็นต้นแบบของการฟื้นฟูป่า ที่เห็นผลประจักษ์แล้ว และเป็นเรื่องที่น่าดีใจที่วันนี้กลุ่มผู้นำชุมชน และเยาวชน เข้ามาศึกษาดูงานในโครงการพระราชดำริ และมีแรงบันดาลใจ มุ่งมั่นที่จะสานต่อพระราชปณิธาน ในเรื่องการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนด้วยการขยายผลสู่ชุมชนและกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทั้งหมดจะทำให้กระบวนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยเดินหน้าต่อได้อย่างยั่งยืน” ดร.สุเมธ กล่าว

พงษ์วิศิษฐ์ ปะนัดถา นิสิตคณะศึกษาศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยขอนแก่น หนึ่งในตัวแทนเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรม กล่าวว่า นอกจากองค์ความรู้เรื่องการสร้างฝายชะลอน้ำแล้ว สิ่งที่เขาได้รับกลับไปบ้าน ยังมีเรื่องของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกลุ่มผู้นำชุมชนต้นแบบด้านการบริหารจัดการน้ำ การทำงานเป็นทีมร่วมกับเพื่อนๆ ที่เดินทางมาจากทั่วประเทศ และการศึกษาพระราชดำริด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนที่ห้วยฮ่องไคร้ เขายังได้รับแรงบันดาลใจและกำลังใจในการนำความรู้ทั้งหมด กลับไปถ่ายทอดให้กับเยาวชนตัวเล็กๆ ตามบทบาทของนิสิตฝึกสอนของตัวเองอีกด้วย

“ผมเรียนครู เราอยู่กับเด็กและเยาวชน จากนี้จนถึงวันที่เราได้เป็นครูจริงๆ ผมมีความตั้งใจว่า เราจะปลูกฝังเรื่องราวเหล่านี้ให้กับพวกเขาให้ได้ โดยจะต้องเริ่มจากตัวเรา ทำให้เขาเห็นตัวอย่างที่ดี พาเด็กๆ ไปลงมือสร้างฝายกัน สร้างอย่างถูกต้อง สร้างอย่างมีที่มาที่ไป ให้เขาเกิดความเข้าใจเรื่องการดูแลน้ำ ดูแลป่า ดูแลพื้นดิน เมื่อเขาเห็นตัวอย่างเหล่านี้ และได้ลงมือทำ ไม่ใช่แค่บอกเล่าหรือสอน ผมเชื่อว่าเด็กๆ ก็จะขยายผลสู่ครอบครัว สู่ชุมชนของพวกเขาต่อไปได้”

ทางด้าน พัชรชล หนูนารถ นักศึกษาชั้นปริญญาโท จากมหามกุฏราชวิทยาลัย จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า เธอรู้สึกยินดีที่กิจกรรมในครั้งนี้ ที่ทำให้เธอได้พบกับเพื่อนๆ ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน และมั่นใจว่าการจับกลุ่มกันอย่างเข้มแข็งของคนรุ่นใหม่หลายสิบชีวิตนั้น จะช่วยส่งต่อแรงขับเคลื่อนในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน สู่อีกหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย

“การอนุรักษ์ธรรมชาติเป็นเรื่องที่ต้องเริ่มจากตัวเรา เมื่อเรามีความคิดนี้แล้ว เราแค่จะหาคนร่วมอุดมการณ์เดียวกัน อาจจะ 1 ใน 10 หรือ 100 วันนี้ดีใจค่ะ ที่มาเจอเพื่อนร่วมอุดมการณ์เดียวกันแล้ว 10 คนของเราตรงนี้ต้องแข็งแรงก่อน ความรู้ต้องพร้อม และพวกเราต้องเกาะกลุ่มกันให้แข็งแรง ต่อไปจะได้ไปดึงเพื่อนคนอื่นๆ มาทำงานด้วยกันได้ จากความคิดตั้งต้นค่อยๆ เติบโตไป ถ้ามีเพียงเราลำพัง การไปคุยกับผู้นำชุมชนให้ลุกขึ้นมาทำโครงการนั้นนี้ อาจจะทำได้ยาก เพราะเราก็ต้องไปทำความเข้าใจเยอะ แต่หากเราไปกันเป็นกลุ่ม อีกหน่อยมันก็คงจะขยายผล จากบ้าน สู่วัด สู่โรงเรียนได้ค่ะ

แนวทางการอนุรักษ์ วิธี และองค์ความรู้ต่างๆ ไม่ใช่เรื่องยากเลย ในหลวงท่านทรงทำให้พวกเราดูแล้ว เป็นหน้าที่ที่พวกเราจะต้องสานต่อ และส่งมอบองค์ความรู้เหล่านี้ ให้แพร่กระจายออกไปมากที่สุด เพื่อประโยชน์ของประเทศเราเอง”

นอกจากกลุ่มเยาวชนแล้ว ผู้นำชุมชนจากกาญจนบุรี cykno.com ขอนแก่น และ นครศรีธรรมราช ก็เป็นอีกกลุ่มใหญ่ของสมาชิกที่ร่วมกิจกรรมรักษ์น้ำ The Journey สานต่อที่พ่อทำสร้างฝายทั่วไทย โดยสุจินต์ สมทรง ประธานชุมชนบ้านในหวัง อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เล่าให้ฟังว่า พื้นที่ทุ่งสง แม้จะอยู่ในภาคใต้ที่ได้ชื่อว่าฝนแปด แดดสี่ แต่ก็ยังประสบปัญหาภัยแล้งทุกๆ ปี ในขณะที่การสร้างฝายด้วยภูมิปัญญาของคนในพื้นที่เองอาจจะทำอย่างไม่ถูกต้อง การได้มาเรียนรู้วิธีการสร้างฝายชะลอน้ำที่บ้านห้วยฮ่องไคร้ ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้นำความรู้เหล่านี้กลับไปปรับใช้ และผสมผสานกับองค์ความรู้ของท้องถิ่น เพื่อให้การบริหารจัดการแหล่งน้ำของชุมชนทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“เราเป็นชุมชนเมือง คนส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีเวลา ก็แก้ปัญหาด้วยการรณรงค์และส่งเสริมให้เยาวชนเข้ามาร่วมกันสร้างฝาย ก่อนหน้านี้ฝายของทุ่งสงก็จะเป็นกระสอบทราย แต่ที่ห้วยฮ่องไคร้นี้จะต่างไป จะเป็นฝายที่แข็งแรงกว่า ซึ่งผมมองว่าดี เมื่อมาถึงที่นี่ได้มาเรียนรู้แล้วก็จะนำกลับไปคิดใหม่ในชุมชนของตนเอง

อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจคือ การสร้างสระพวง ในปัจจุบันเวลาฤดูที่น้ำเยอะฝนตกหนัก เราไม่เคยเก็บน้ำไว้เลย พอเข้าหน้าแล้งก็กลายเป็นน้ำขาดแคลนไป ถ้าเรามีการสร้างสระพวงตามทฤษฎีบริหารจัดการน้ำ มันน่าสนใจครับ ว่าจะช่วยแก้ปัญหาในพื้นที่ได้บ้างหรือไม่”

เช่นเดียวกับ เดือน คงมณี ผู้ใหญ่บ้านและประธานป่าชุมชน อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี ที่เล่าให้ฟังว่า ในหมู่บ้านไม่มีแหล่งน้ำตามธรรมชาติ และประสบปัญหาภัยแล้ง แต่จากการร่วมด้วยช่วยกันทำฝายขั้นบันไดในช่วงเวลาที่ผ่านมา ก็ได้เห็นปริมาณน้ำในผิวดินเพิ่มมากขึ้น สภาพพื้นที่ภูเขาก็ดูจะอุดมสมบูรณ์ขึ้น เนื่องจากฝายทำหน้าที่ในการกักเก็บน้ำไว้ใต้ดิน ไม่ไหลบ่าลงมาท่วมที่ต่ำด้านล่างเหมือนเช่นหลายปีที่ผ่านมา

วันนี้เราได้เห็นน้ำเริ่มผุดใต้ดิน ดินอุ้มน้ำได้ และหน้าแล้ง พืชไร่จะมีสีเขียว เพราะมีความชื้นแล้ว ผมเคยมาดูงานที่ห้วยฮ่องไคร้เมื่อปี 2538 แล้วนำแนวทางกลับไปใช้ วันนี้ได้เห็นผลแล้ว และเรากลับมาที่นี่อีกครั้งเพื่อมารับเอาแรงบันดาลใจ รับองค์ความรู้ใหม่ๆ กลับไปใช้กับพื้นที่ ต้องบอกว่า ป่านี้ถ้าคนรู้จักกิน รู้จักใช้เราก็อยู่ได้ทั้งปี ของป่า ช่วยลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ ชาวบ้านก็ไม่ค่อยเป็นหนี้แล้วครับ”

กิจกรรม รักษ์น้ำ The Journey สานต่อที่พ่อทำ สร้างฝายทั่วไทย เป็นหนึ่งในโครงการ “เอสซีจี รักษ์น้ำเพื่ออนาคต” วันนี้ โครงการต้นแบบได้เดินหน้ากิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ ปลุกพลังบวกของเยาวชน และผู้นำชุมชน จากหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศให้ร่วมเดินตามแนวทางพระราชดำริ เพื่อความอยู่ดีกินดี และความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในประเทศ สมดังพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน ที่ทรงตั้งพระทัยมั่นในการทรงงานเพื่ออนุรักษ์ และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติผ่านการสร้างฝายชะลอน้ำสู่การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ที่จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยให้อยู่ดีกินดี และมีความสุขอย่างยั่งยืน

ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการพัฒนาเกษตรกร ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (Innovative Agriculture : InnoAgri) นำร่องส่วนภูมิภาค โดยมี นายธวัช สุระบาล ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ดร.ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ตลอดจนผู้บริหาร พนักงาน เจ้าหน้าที่ และพี่น้องเกษตรกรร่วมให้การต้อนรับ ณ เทศบาลตำบลบึงบูรพ์ ต.บึงบูรพ์ อ.บึงบูรพ์ จ.ศรีสะเกษ