จะปลูกพืชผักชนิดใดก็ศึกษาเรียนรู้จากคนอื่นๆ ที่ปลูกได้ผล

ปลูกไปปลูกมา พืชผักสวนครัวที่ปลูกมีมากเกินไป จึงนำไปขายที่ร้านอาหาร

ร้านอาหารเห็นว่าเป็นผักสด จึงได้สั่งซื้อเป็นประจำ ทำให้ขายได้ทุกวัน

ระยะหลังๆ มานี้นอกจากลุงบัณฑิตส่งพืชผักสวนครัวให้ร้านอาหารแล้ว ยังมีคนมาซื้อถึงบ้านด้วย

พืชผักสวนครัวขายดีเพราะเป็นของสด ราคาก็ไม่แพงกว่าซื้อที่ตลาดสด

ก็เท่ากับ จากที่ลุงบัณฑิตตั้งใจทีแรกว่า ปลูกไว้กิน ผลที่สุดได้มากกว่ากิน คือได้ขายจนกลายเป็นอาชีพเล็กๆ ประจำตัว เวลาเดินไปไหน มักจะถูกชาวบ้านร้องถามว่า วันนี้มีพริกไหม มีโหระพาไหม พอบอกว่ามี เขาก็จะมาขอซื้อถึงบ้าน

ส่วนแม่ค้าขายส้มตำ จะถามถึงมะเขือเทศ โดยบอกว่ามะเขือเทศของลุงบัณฑิตตำส้มตำได้อร่อย

นับเป็นเรื่องแปลกอยู่อย่างหนึ่งคือ ละแวกนั้นหรือทั้งชุมชน แทบไม่มีผู้ใดปลูกพืชผักสวนครัวเลย

กรณีนี้ ลุงบัณฑิต บอกว่า “ก็ดีเหมือนกัน เพราะเมื่อไม่มีชาวบ้านคนอื่นปลูกพืชผักสวนครัว เวลาจะกินก็จะได้มาซื้อของลุง ทำให้ลุงมีรายได้” เกษตรกรเมืองตรัง แปรรูปถั่วดาวอินคา เป็นสบู่ โลชั่น และชา ส่งออกขายในหลายพื้นที่ สรรพคุณลดสิว ฝ้า ความดันเลือด เบาหวาน และเหน็บชา

นายมณี เพ่งพิศ เกษตรกร จ.ตรัง เปิดเผยว่า ตนและภรรยา ได้ใช้ภูมิปัญญาจากตำราหมอชาวบ้านที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ นำ ถั่วดาวอินคา ซึ่งเป็นพืชไม้เลื้อยมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น สบู่ โลชั่น และใบชาถั่วดาวอินคา ส่งออกขายในหลายพื้นที่ รายได้ดี

โดยตนทำผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับถั่วดาวอินคา มานานกว่า 5 ปีแล้ว โดยนำมาแปรรูปเป็นสบู่ ซึ่งมี 3 สูตรด้วยกัน สูตรที่ 1 ตัวขัดผิว สูตรที 2 เป็นสบู่ 6 เหลี่ยม เป็นตัวบำรุงหน้า ช่วยแก้สิว ฝ้า และตัวที่ 3 สูตรน้ำผึ้งผสมกับขมิ้นชัน

อีกผลิตภัณฑ์คือ การแปรรูปเป็นโลชั่นกันแดด โดยจะใช้ทุกส่วนของถั่วดาวอินคา ไม่ว่าจะเป็น ใบ เมล็ด ฯลฯ ปัจจุบัน มีส่งขายตามจังหวัดต่างๆ หลายจังหวัด เช่น ลพบุรี กรุงเทพฯ เขตปริมณฑล และภาคอีสาน ส่วนภาคใต้ก็จะมี จ.นครศรีธรรมราช จ.สุราษฎร์ธานี จ.กระบี่ จ.สงขลา จ.ปัตตานี เป็นต้น

นอกจากผลิตภัณฑ์สำหรับการอุปโภคแล้ว ถั่วดาวอินคา ยังสามารถนำมาสกัดทำเป็นชาถั่วดาวอินคาได้อีกด้วย เนื่องจากมีการวิจัยและค้นพบว่ามีสรรพคุณช่วยลดความดันในเลือด เบาหวาน ช่วยเรื่องความจำ แก้เหน็บชา ป้องกันข้อเข่าเสื่อมอีกด้วย

โดยสบู่ถั่วดาวอินคานั้นจะขายในราคาส่ง ก้อนละ 20-40-50 บาท ตามขนาด ส่วนโลชั่นราคาขวดละ 80 บาท และยังมีชาดาวอินคาขายในราคาส่ง ถุงละ 50 บาท

คุณจิตตรา แต้มพุดซา หรือที่ลูกบ้านเรียกเธอว่า ผู้ใหญ่นาง อยู่บ้านเลขที่ 8 หมู่ที่ 4 ตำบลโคกสูง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เล่าให้ฟังว่า ตนมีอาชีพเป็นผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งก็มีอาชีพค้าขายอยู่ด้วย ต่อมาเห็นพื้นที่บริเวณในที่ดินของเธอค่อนข้างว่าง ยังสามารถทำอะไรได้อีกหลายอย่าง ต่อมาประมาณ ปี 2544 จึงได้มองอาชีพเสริมที่เกิดรายได้ให้สอดคล้องและเหมาะสมกับพื้นที่ของเธอเอง

“ด้วยความที่เราเป็นผู้ใหญ่บ้าน ก็ได้ฝึกอบรมเกี่ยวกับการจัดสรรเนื้อที่ให้เหมาะสม โดยแบ่งเป็นส่วนๆ ทั้งปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ ซึ่งการทำอะไรแบบผสมผสาน อย่างน้อยเวลามีอะไรผิดพลาด เราก็จะไม่ขาดทุน ซึ่งช่วงนั้นการเลี้ยงวัวกระแสมาแรง เราก็เลยตัดสินใจเลี้ยงวัวด้วย” คุณจิตตรา เล่าถึงที่มาของการเลือกอาชีพเสริม

ซึ่งตอนเริ่มแรกของการเลี้ยงวัว คุณจิตตรา เล่าว่า จะซื้อลูกวัวมาเลี้ยงเอง มีทั้งพันธุ์บราห์มัน บราซิล และพันธุ์อื่นๆ ที่นิยมของตลาดมาเลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์เอง ซึ่งการที่จะให้ลูกวัวเติบโตเต็มวัยจนสามารถผสมพันธุ์ได้นั้น ต้องใช้เวลาเลี้ยงกันอย่างน้อย 18 เดือน เลยทีเดียว

“ช่วงนั้นเราก็จะเลี้ยงผสมลูกเอง ใช้พ่อพันธุ์เรา ต่อมาก็หาน้ำเชื้อจากพ่อพันธุ์ที่มีสายพันธุ์ดีจากฟาร์มอื่นมาผสมเทียม สลับกับผสมจริงภายในฟาร์มเรา การเลี้ยงวัวก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก อาหารที่ให้กินส่วนใหญ่ก็เป็นหญ้าที่ปลูกบริเวณบ้านตัดมาให้วัวกิน ส่วนอาหารเสริมก็เป็นจำพวกข้าวโพดหมักเสริมเข้าไป ถึงเวลาเราก็เอามาให้กินตลอดทั้งวัน” คุณจิตตรา กล่าว

ในเรื่องของการดูแลวัวให้มีความแข็งแรงอยู่ตลอดนั้น คุณจิตตรา บอกว่า ตั้งแต่เลี้ยงวัวมายังไม่เจอโรคมากนัก เพราะบริเวณที่เลี้ยงของเธอจะเน้นเรื่องความสะอาดเป็นหลัก จึงทำให้โรคระบาดหรือสิ่งที่จะทำให้วัวเจ็บป่วยจึงเกิดขึ้นได้ยาก ซึ่งการเลี้ยงวัวส่วนใหญ่จะเน้นที่ผสมพันธุ์ให้มีลูกเท่านั้น

“พอวัวเราได้ลูกออกมา ถ้าเป็นตัวเมียเราก็จะเก็บไว้เลี้ยงเอง ส่วนตัวผู้เราก็ขายออกไป ซึ่งเราต้องเลี้ยงลูกวัวตัวผู้ให้มีอายุอย่างน้อย 6 เดือน เสียก่อนจึงจะขายได้ ซึ่งราคาจะได้มากได้น้อยอยู่ที่ความสวย ถ้าลูกวัวสวยๆ ก็ได้เป็นแสนบาท ซึ่งช่วงนี้วัวบราห์มันมาแรงหน่อย” คุณจิตตรา บอกถึงหลักการทำตลาด

จากการเลี้ยงและเพาะพันธุ์วัวมามากกว่า 10 ปี จากมือสมัครเล่นจนเป็นความชำนาญของเธอ ทำให้เวลาต่อมาที่ฟาร์มแห่งนี้ได้เป็นแหล่งเก็บน้ำเชื้อของหลายๆ พ่อพันธุ์ เพื่อจำหน่ายให้กับเกษตรกรรายอื่นอีกด้วย

โดยราคาของน้ำเชื้อมีราคาต่ำสุดอยู่ที่ หลอดละ 300 บาท และราคาสูงสุด อยู่ที่ 3,000 บาท ซึ่งราคาที่แตกต่างกันนั้นขึ้นอยู่กับสายพันธุ์

“พอเราเป็นที่รู้จักมากขึ้น ก็ได้รู้จักสัตวแพทย์หลายคน เราก็เลยได้มีโอกาสมาเป็นแหล่งเก็บน้ำเชื้อ โดยคนที่อยากได้สายพันธุ์ดีๆ เขาก็มาติดต่อซื้อน้ำเชื้อที่เรา ซึ่งการผสมก็ติดลูกดี เรียกว่าน้ำเชื้อที่เราเก็บนั้น ดีมีคุณภาพ เลยบอกกันไปปากต่อปาก ทำให้เรามีน้ำเชื้อของหลายพ่อพันธุ์มาเก็บไว้ ให้คนที่ต้องการซื้อไปผสมได้ทันที” คุณจิตตรา กล่าว

ซึ่งจากความสำเร็จของคุณจิตตราในเรื่องนี้ เธอได้กล่าวแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจอยากเลี้ยงวัวด้วยว่า การที่จะเลี้ยงให้ได้กำไรนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องลงมือทำด้วยตนเองเพื่อจะได้เกิดความชำนาญ จากนั้นก็เริ่มจับทำการเกษตรด้านอื่นๆ อยู่เสมอ เพื่อให้มีความหลากหลายในการประกอบอาชีพ ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลเกินกว่าความพยามยาม เพราะได้ทั้งความรู้และรายได้อีกด้วย

คุณพูลศักดิ์ คำหอม อยู่บ้านเลขที่ 422 หมู่ที่ 5 ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นอีกหนึ่งครอบครัวที่ได้ทำอาชีพร้อยพวงมาลัย เรียกง่ายๆ ว่า เป็นอาชีพที่เป็นรายได้หลักของครอบครัวเลยก็ว่าได้ โดยไม้ดอกที่นำมาร้อยเขาจะเน้นปลูกเองเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้ได้นำผลผลิตคือดอกมะลิมาใช้ ส่วนที่มากเกินก็ส่งจำหน่าย จึงเกิดเป็นรายได้มากขึ้นหลากหลายทางอีกด้วย

คุณพูลศักดิ์ เล่าให้ฟังว่า ครอบครัวก็มีที่นาอยู่บ้างโดยสินค้าทางการเกษตรก็ไม่แน่นอน ต่อมาครอบครัวจึงได้เริ่มที่จะร้อยพวงมาลัยจำหน่าย คุณแม่ก็ได้ปลูกสวนมะลิขึ้นมาด้วย เพื่อให้มีวัตถุดิบมาใช้สำหรับร้อยพวงมาลัย ต่อมาเมื่อเขาโตขึ้นจนเรียนจบระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมโทรคมนาคม คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ก็ได้ทำงานเป็นฟรีแลนซ์เกี่ยวกับวิศวกร จึงมีเวลาว่างในช่วงที่ยังไม่ได้ไปติดตั้งงานระบบ ทำให้มีเวลากลับมาอยู่บ้านบ่อยๆ เมื่อเห็นดงมะลิที่ครอบครัวปลูกก็รู้สึกว่าน่าจะมีผลผลิตได้มากกว่านี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เขามาสนใจการปลูกมะลิในเวลาต่อมา

“บอกเลยว่าเกษตร ตอนเด็กๆ ก็ไม่ได้สนใจมากเท่าไร เห็นที่บ้านทำเราก็ช่วย แต่ไม่ได้ศึกษาอะไรจริงจัง พอโตขึ้นผมทำงานไม่ได้ประจำอยู่ที่บริษัทมาก จะเป็นฟรีแลนซ์แบบเหมาเป็นช่วงๆ ไป ก็จะมีเวลากลับบ้านบ่อย ทีนี้มาเห็นว่าการปลูกมะลิของที่บ้าน พ่อกับแม่เขาก็ยังใช้วิธีการเดิมๆ มาหลายสิบปี ผลผลิตก็ไม่แตกต่าง เหมือนดูไม่เต็มที่ เพราะมีงานหลายอย่าง เลยเกิดความคิดว่า เห็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว น่าจะมีวิธีที่ทำให้มะลิที่ปลูกสามารถให้ดอกเพิ่มขึ้น ก็เลยตัดสินใจอยากจะจริงจังในเรื่องนี้ ก็ไปศึกษาหาข้อมูลต่างๆ มา เพื่อพัฒนาให้ต้นมะลิของที่บ้าน สามารถออกดอกได้มากกว่าเดิม จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมสนใจงานเกษตรตั้งแต่นั้นมา” คุณพูลศักดิ์ เล่าถึงความเป็นมา

ในช่วงที่ตัดสินใจที่อยากจะปลูกมะลิอย่างจริงจัง คุณพูลศักดิ์ บอกว่า จึงได้ลงมือศึกษาถึงลักษณะต่างๆ ของมะลิ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรคหรือแมลงศัตรูพืช รวมไปถึงวิธีการที่จะทำให้มะลิมีดอกเพิ่มขึ้น เมื่อยิ่งอ่านยิ่งศึกษาก็รู้สึกรักและชอบงานด้านการเกษตร จึงทำให้เวลานี้นอกจากจะปลูกมะลิแล้ว ยังแบ่งพื้นที่บางส่วนปลูกพรรณไม้อื่นๆ ตามไปด้วย

คุณพูลศักดิ์ เล่าว่า ต้นมะลิที่ปลูกอยู่ที่บ้านปัจจุบันมีอายุมากกว่า 5 ปี เพราะมีการบำรุงต้นอย่างสม่ำเสมอจึงทำให้ต้นไม่แก่และทรุดโทรม โดยระยะห่างที่ปลูกอยู่ที่ประมาณ 1×1 เมตร ซึ่งสวนของเขาจะไม่เน้นถอนต้นมะลิทิ้งทั้งหมดแล้วมาเริ่มปลูกใหม่ แต่จะใช้วิธีปลูกทดแทนโดยดูว่าต้นไหนที่รู้สึกว่าจะตาย ก็จะปักชำกิ่งใหม่ โดยใช้ต้นที่มีอยู่ในสวนมาปักชำ จากนั้นนำกิ่งใหม่ที่ปักชำจนมีรากสมบูรณ์ดีแล้ว มาปลูกลงในบริเวณที่เตรียมไว้

“ก่อนที่จะเอามะลิต้นใหม่ที่เราชำไว้ มาปลูกลงบริเวณที่ต้องการในบริเวณนั้น เราก็จะใช้ซากพืชซากสัตว์มาใส่ก่อน เพื่อให้ดินบริเวณนั้นมีความสมบูรณ์ พอสิ่งเหล่านั้นย่อยดีแล้ว เราก็นำต้นมะลิมาปลูก ซึ่งต้นใหม่ที่ชำก็จะมีอายุประมาณ 1 เดือน โดยในช่วงแรกไม่ต้องทำอะไรมาก รดน้ำอย่างเดียว เพื่อให้มะลิเจริญเติบโตเป็นทรงพุ่ม ซึ่งอาหารหลักก็จะได้จากปุ๋ยคอกที่เราใส่ไป พอมะลิที่ปลูกได้อายุประมาณ 6 เดือน ก็จะเริ่มใส่ปุ๋ย สูตรเสมอ 15-15-15 เดือนละครั้ง ในช่วงนี้ก็จะมีดอกออกบ้างแต่ไม่มากก็เก็บได้ ไม่ต้องไปสนใจ ก็จะดูแลไปอีกเรื่อยๆ ให้เป็นพุ่มใหญ่จนกว่าจะมีอายุ 1 ปี” คุณพูลศักดิ์ บอก

เมื่อมะลิเริ่มมีทรงพุ่มและขนาดใหญ่ตามที่ต้องการแล้ว คุณพูลศักดิ์ บอกว่า ก็จะเริ่มตัดแต่งกิ่งเพื่อเป็นการบังคับให้มะลิออกดอกในช่วงที่ต้องการ เช่น อยากให้ดอกมะลิออกดอกในช่วงที่มีราคาแพงคือช่วงฤดูหนาว ก็จะตัดแต่งกิ่งมะลิในช่วงเดือนกันยายน จากนั้นงดรดน้ำประมาณ 10-15 วัน ลักษณะของต้นก็จะเริ่มมีใบเหลืองๆ เหมือนจะร่วง จากนั้นให้รดน้ำและใส่ปุ๋ย สูตรเสมอ 15-15-15 เหมือนเดิม พร้อมทั้งสลับกับการให้ปุ๋ยคอกเข้าไปด้วย ต้นมะลิจะค่อยๆ แตกยอดอ่อนออกมา จากนั้นอีกประมาณ 1 เดือน มะลิก็จะเริ่มให้ดอกเต็มที่ สามารถเก็บได้ทุกวัน และที่สำคัญราคาในช่วงฤดูหนาวยังดีอีกด้วย

ในเรื่องของการป้องกันโรคและแมลงนั้น คุณพูลศักดิ์ บอกว่า หมั่นดูและคอยสังเกตในช่วงที่ออกยอดใหม่ หากมีหนอนหรือแมลงเข้ามากัดกิน ก็จะฉีดพ่นยากำจัดที่หาซื้อได้ตามร้านเคมีเกษตรทั่วไปเพื่อเป็นการป้องกัน

“มะลิ จะมีช่วงที่ราคาแพงอยู่ 2 ช่วง คือ ช่วงฤดูหนาว กับช่วงวันแม่แห่งชาติ ซึ่งจะมีการใช้มากเพื่อร้อยพวงมาลัย โดยถ้าเรามีเทคนิคและการเตรียมการที่ดี ก็จะทำให้ช่วงที่มะลิในหลายๆ พื้นที่ออกดอกน้อย แต่ของที่สวนมีปริมาณมาก ก็จะช่วยในเรื่องของการประหยัดต้นทุนไปได้เยอะ และขายได้ราคาดี ส่วนช่วงฤดูร้อนมะลิออกดอกเยอะ เราก็ไม่ต้องจัดการอะไรมาก รดน้ำอย่าเดียวยังไงก็มีดอก เพียงขอให้มีการหมั่นบำรุงต้นด้วยปุ๋ยและฮอร์โมน ต้นมะลิก็จะสมบูรณ์ออกดอกให้เกิน 5 ปี แน่นอน” คุณพูลศักดิ์ บอก

ในเรื่องของการตลาดเพื่อจำหน่ายดอกมะลิ คุณพูลศักดิ์ บอกว่า ไม่มีปัญหาทางด้านนี้เลย เพราะที่บ้านก็มีร้านพวงมาลัยอยู่ติดริมถนนใหญ่ จึงทำให้ดอกมะลิที่เก็บจากสวนทั้งหมดนำมาร้อยเป็นพวงมาลัยได้ทุกดอก โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าดอกมะลิจะล้นตลาดหรือส่งจำหน่ายไม่ได้ แต่สิ่งที่กลัวมากกว่าคือ ดอกมะลิมีไม่เพียงพอในช่วงที่ต้องการใช้ในเทศกาลต่างๆ เสียมากกว่า

“ช่วงที่ดอกมะลิแพง แต่ที่สวนเราจัดการจนมีผลผลิตเยอะ ก็ถือว่าโชคดีที่ไม่ต้องซื้อมะลิแพงมาร้อยมาลัย โดยที่บ้านก็จะช่วยกันร้อยขายเอง มีตั้งแต่พวงละ 5 บาท ไปจนถึงพวงละ 20 บาท แต่ถ้าเป็นแบบที่เขาสั่งทำแบบพิเศษ ที่ต้องใช้ดอกมะลิมาก ก็จะมีราคาถึงพวงละหลักร้อยบาท เสร็จแล้วถ้ามะลิที่สวนมีปริมาณที่มาก โดยผลิตออกมาได้เกินกว่าที่เราร้อยพวงมาลัยขาย ก็จะแบ่งขายอยู่ที่กิโลกรัมละตั้งแต่ 400-600 บาท โดยไม่ได้คิดราคาแพงมาก แม้ช่วงนั้นดอกมะลิจะแพงไปถึงกิโลกรัมละเป็นพันบาทก็ตาม” คุณพูลศักดิ์ บอก

สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะปลูกมะลิเพื่อส่งจำหน่ายดอก คุณพูลศักดิ์ บอกว่า อย่างน้อยต้องทำตลาดเองบ้างบางส่วน เพราะในช่วงที่มะลิออกดอกมาก ราคาก็จะลดลงตามกลไกของตลาด หากมีการนำมาร้อยพวงมาลัยและจำหน่ายเองได้ ก็จะทำให้สามารถมีรายได้หลากหลายช่องทางตามไปด้วย ดีกว่าเก็บและส่งจำหน่ายให้กับร้านที่รับซื้อเพียงอย่างเดียว

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญในการจัดทำข้อมูลการเกษตรอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายด้านการเกษตรของประเทศ โดยได้บูรณาการการทำงานร่วมกันในรูปคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านการเกษตร มีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นกรรมการและเลขานุการ พร้อมทั้งได้มีคณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านการเกษตร แต่ละด้าน ทั้งพืช ปศุสัตว์ ประมง และคณะทำงานในระดับภูมิภาคเพิ่มเติมเพื่อการจัดทำข้อมูลที่เป็นเอกภาพ ถูกต้อง และแม่นยำ

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ผลจากการประชุมคณะทำงานพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านพืชภาคตะวันออก ครั้งที่ 2/2561 ซึ่งมีผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 เป็นประธาน และคณะทำงานจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว กรมชลประทาน กรมวิชาการเกษตร สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้รับรองข้อมูล ได้แก่ ข้าวนาปรัง มันสำปะหลังโรงงาน เงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง ลำไย และลิ้นจี่ ปี 2561 ใน 9 จังหวัดภาคตะวันออก (ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สระแก้ว ปราจีนบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ) ซึ่งเพาะปลูกสินค้าแต่ละชนิด (ข้อมูล ณ 18 ตุลาคม 2561) ดังนี้

ข้าวนาปรัง ปี 2561 มีจำนวนเนื้อที่เพาะปลูก 777,735 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 773,926 ไร่ ผลผลิตรวม 532,177 ตัน ผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 688 กิโลกรัม/ไร่ (ณ ความชื้น 15%) เมื่อเทียบกับปี 2560 เนื้อที่เพาะปลูกลดลงเล็กน้อยร้อยละ 0.40 เนื้อที่เพาะปลูก เนื้อที่เก็บเกี่ยวลดลงจากสถานการณ์ราคาข้าวเปลือกตกต่ำไม่จูงใจ และมาตรการปรับลดพื้นที่ของรัฐบาล แต่ผลผลิตรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.36 จากผลผลิตต่อไร่ที่เฉลี่ยสูงขึ้นมา เนื่องจากมีน้ำเพียงพอ ไม่กระทบภัยธรรมชาติและโรคแมลง

มันสำปะหลังโรงงาน ปี 2561 มีจำนวนเนื้อที่เพาะปลูก 921,057 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 895,191 ไร่ ผลผลิตรวม 3,214,462 ตัน ผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 3,591 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อเทียบกับปี 2560 เนื้อที่เพาะปลูก เนื้อที่เก็บเกี่ยว ลดลงร้อยละ 15.75 และ 15.99 ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 0.14 ส่งผลให้ผลผลิตรวมลดลงร้อยละ 15.89 เนื่องจากราคาไม่จูงใจจึงปรับเปลี่ยนปลูกพืชอื่นแทน เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยูคาลิปตัส กล้วยไข่ มะม่วงแก้วขมิ้น ลำไย รวมทั้งพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในร่องสวนยางพาราและลำไย ซึ่งไม่สามารถปลูกมันสำปะหลังได้อีกเพราะต้นไม้โตคลุมพื้นที่ อีกทั้งมีการขยายพื้นที่โรงงานและที่อยู่อาศัยในภาคตะวันออก จึงทำให้เนื้อที่ปลูกลดลง

เงาะ ปี 2561 มีจำนวนเนื้อที่ยืนต้น 115,975 ไร่ เนื้อที่ให้ผล 112,441 ไร่ ผลผลิตรวม 173,623 ตัน ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 1,544 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อเทียบกับปี 2560 เนื้อที่ยืนต้น เนื้อที่ให้ผลผลิตต่อไร่ และผลผลิตรวมลดลงทั้งหมด ลดลงร้อยละ 1.62, 0.90, 9.02 และ 9.81 ตามลำดับ สาเหตุจากราคาเงาะไม่จูงใจให้ขยายพื้นที่ เกษตรกรตัดโค่นเพื่อปลูกทุเรียนทดแทน อีกทั้งสภาพอากาศที่แปรปรวนช่วงเงาะออกดอกมีฝนตกชะดอกทำให้ดอกเงาะร่วง

ทุเรียน ปี 2561 มีจำนวนเนื้อที่ยืนต้น 323,205 ไร่ เนื้อที่ให้ผล 268,867 ไร่ ผลผลิตรวม 405,414 ตัน ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 1,508 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อเทียบกับปี 2560 เนื้อที่ยืนต้น และเนื้อที่ให้ผล เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.69 และ 4.33 เนื่องจากราคาทุเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีติดต่อกันมานานหลายปี และทุเรียนที่ปลูกในปี 2556 เริ่มให้ผลได้เป็นปีแรกเพิ่มขึ้น ผลผลิตต่อไร่ และผลผลิตรวมลดลงร้อยละ 8.38 และ 4.40 เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวนในปีนี้แต่ละวันมีทั้งอากาศร้อน ฝนตก และหนาวเย็น ต้นทุเรียนปรับสภาพต้นไม่ทัน ทุเรียนออกใบอ่อนแทนการออกดอก และรุ่นที่ออกดอกได้ประสบพายุ ลมฝน ดอกร่วง และสภาพผลทุเรียนไม่สวยได้น้ำหนักเฉลี่ยต่อลูกลดลง ทำให้ผลผลิตรวมลดลง

มังคุด ปี 2561 มีจำนวนเนื้อที่ยืนต้น 202,203 ไร่ เนื้อที่ให้ผล 196,146 ไร่ ผลผลิตรวม 54,476 ตัน ผลผลิตต่อ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 278 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อเทียบกับปี 2560 เนื้อที่ยืนต้นลดลงร้อยละ 0.28 เนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.49 ส่วนผลผลิตต่อไร่ และผลผลิตรวมลดลงร้อยละ 65.34 และ 64.84 เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวนตลอดมีฝนตกชุก มังคุดออกใบอ่อนแทนการออกดอก ส่วนที่ออกดอกออกประปรายไม่เต็มต้นทำให้ผลผลิตต่อไร่ลดลงมาก ส่งผลให้ผลผลิตรวมลดลงตาม

ลองกอง ปี 2561 มีจำนวนเนื้อที่ยืนต้น 44,302 ไร่ เนื้อที่ให้ผล 42,938 ไร่ ผลผลิตรวม 16,501 ตัน ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 384 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อเทียบกับปี 2560 เนื้อที่ยืนต้น เนื้อที่ให้ผล ผลผลิตต่อไร่ และผลผลิตรวมลดลงทั้งหมดร้อยละ 8.89, 6.80, 27.00 และ 31.94 ตามลำดับ เนื่องจากราคาลองกองตกต่ำมาหลายปี เกษตรกรทยอยโค่นต้นทิ้งปรับปลูกทุเรียนทดแทน อีกทั้งลองกองจะออกดอกได้ต้นลองกองจะต้องขาดน้ำใบสลดเหลือง ซึ่งสภาพอากาศที่แปรปรวนมีฝนชุก ทำให้ลองกองไม่ขาดน้ำ จึงออกดอกได้น้อย ส่งผลให้ผลผลิตลดลง

ลำไย ปี 2561 มีจำนวนเนื้อที่ยืนต้น 274,735 ไร่ เนื้อที่ให้ผล 256,900 ไร่ ผลผลิตรวม 348,417 ตัน ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 1,356 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อเทียบกับปี 2560 เนื้อที่ยืนต้น เนื้อที่ให้ผล เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.77 และ 16.60 ตามลำดับ ส่วนผลผลิตต่อไร่ และผลผลิตรวมลดลงร้อยละ 22.87 และ 10.01 ตามลำดับ เนื่องจากราคาลำไยที่ดีต่อเนื่องมานานหลายปีเกษตรกรได้ปลูกเพิ่มและเริ่มมีปัญหาราคาในช่วงปลายปี 2560 เกษตรกรจึงปรับสลับแปลงต้นที่สมบูรณ์บังคับออกดอกและพักแปลงลำไยต้นไม่สมบูรณ์เพื่อพักต้นไม่ให้ผลผลิตออกกระจุกช่วงเดียวกัน อีกทั้งแปลงที่บังคับสารโพแทสเซียมคลอเรตช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2561 (จะสามารถเก็บผลผลิตได้ในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2561) การบังคับออกดอกไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากมีฝนตกทำให้ลำไยไม่ติดดอก ในแหล่งผลิตใหญ่ของจันทบุรี จึงทำให้ผลผลิตรวมลดลง

ลิ้นจี่ ปี 2561 มีจำนวนเนื้อที่ยืนต้น 2,193 ไร่ เนื้อที่ให้ผล 1,943 ไร่ ผลผลิตรวม 1,989 ตัน ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 1,024 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อเทียบกับปี 2560 เนื้อที่ยืนต้น เนื้อที่ให้ผลลดลงร้อยละ 2.01, 2.26 ตามลำดับ เนื่องจากลิ้นจี่ที่เกษตรกรปลูกในจังหวัดจันทบุรี แหล่งเดียว ได้ผลผลิตไม่คุ้มค่าเกษตรกรโค่นต้นไปปลูกทุเรียนทดแทน ผลผลิตต่อไร่ต่อเนื้อที่ให้ผล ผลผลิตรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 88.24, 83.83 ตามลำดับ เนื่องจากปีที่ผ่านๆ มาลิ้นจี่ออกผลน้อยได้พักต้นปีนี้จึงให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตรวมเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ คณะทำงานฯ จะได้นำเสนอข้อมูลต่อคณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านการเกษตร ด้านพืช เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบข้อมูลก่อนนำเสนอคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านการเกษตร เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบเป็นข้อมูลเอกภาพของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปเผยแพร่และใช้ประโยชน์ต่อไป

คุณบุญชู สิริมุสิกะ ชายหนุ่มที่ทิ้งอาชีพวิศวกรในเมืองหลวงกลับคืนสู่บ้านเกิด ที่มีรากฐานอาชีพทำสวนยางและสวนปาล์ม แน่นอนว่าเป้าหมายการลาออกมาทำเกษตรของเขาไม่ได้อยู่ที่เงินเพียงอย่างเดียว แต่เขาแสวงหาความสุขและความมั่นคงที่แท้จริง

คุณบุญชู เล่าให้ฟังว่า เขาเรียนจบปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมหลังการเก็บเกี่ยวและแปรสภาพ คณะวิศวกรรมและเทคโนโลยีการเกษตร จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เรียนจบก็มีโอกาสมาทำงานเป็นวิศวกรออกแบบระบบการผลิต ให้กับบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นบริษัทญี่ปุ่น

ในเวลานั้นเขามองอาชีพด้านการเกษตรซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมของครอบครัวว่าเป็นอาชีพที่ลำบาก มันเหนื่อย เกษตรเท่ากับจน เนื่องจากในวัยเด็กช่วงที่ปิดเทอมและช่วงวันหยุด เขากับพี่จะต้องช่วยที่บ้านทำงานในสวนอยู่ตลอด แทนที่จะได้มีโอกาสนอนดูการ์ตูนสบายๆ เหมือนเด็กคนอื่นๆ พอมีโอกาสได้เรียนและจบออกมาทำงานเป็นวิศวกร เขาบอกกับตัวเองว่า นี่แหละคือตัวตน นี่แหละคืองานที่เขาชอบ

ครั้งหนึ่งเขามีโอกาสได้พูดคุยกับผู้บริหาร มีประธานบริษัทและกรรมการผู้จัดการซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่น ท่านได้ถามเขาว่า “คุณจะทำงานกับบริษัทเรากี่ปี เขาก็ตอบว่าผมจะทำไปเรื่อยๆ จนเกษียณอายุ แต่นายญี่ปุ่นกลับบอกเขาว่า คุณทำงานที่นี่ 5 ปี ก็พอแล้ว ภายใน 5 ปี ทุกคนควรมีความก้าวหน้าในอาชีพ หากใครคนใดทำงานเดิมนานๆ ก็เสมือนองค์กรกำลังปิดกั้นโอกาสที่เขาจะได้แสดงความสามารถในด้านอื่นที่เขามี” ณ เวลานั้น เขาก็ยังงงๆ อยู่ว่าทำไมนายญี่ปุ่นจึงสอนเขาอย่างนั้น

หลังจากทำงานได้ประมาณ 6 ปี วันหนึ่งเขามีโอกาสได้ดูรายการทีวีเกี่ยวกับการเกษตร รายการปราชญ์เดินดิน ตอน “ลุงนิล คนของความสุข” ของทีวีบูรพา ลุงนิล เป็นปราชญ์เกษตรที่จังหวัดชุมพร เขาเห็นลุงนิลมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย มีความสุขกับการทำเกษตรบนพื้นที่แปลงเกษตรเล็กๆ เป็นการทำเกษตรแบบสวนสมรม ลุงนิลได้อยู่กับครอบครัว ได้ทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันทุกวัน เขาบอกกับตัวเองว่านี่แหละชีวิตที่มีความสุข มันควรจะเป็นแบบนี้