จะว่าไปแล้ว สาละอินเดียเป็นต้นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดที่อินเดีย

แต่เพราะเป็นต้นไม้ที่เกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ และคนไทยส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนา จึงมีกลุ่มคนหลายฝ่ายทั้งนักวิชาการ คนที่รักและปลูกต้นไม้พยายามพิสูจน์ และชี้ให้เห็นว่าต้นสาละอินเดีย และสาละที่ปลูกตามวัดทั่วไปนั้นเป็นคนละชนิดกัน

โดยเฉพาะเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้มีนักวิชาการด้านพุทธศาสนาได้เคยออกมาชี้แจงว่า ต้นสาละชนิดจริงแท้ หรือสาละอินเดียนั้น มีอยู่ที่หน้าวิหารปรินิพพานในเมืองกุสินารา ที่สวนลุมพินีในเนปาล หน้าวัดไทย ที่เมืองโครักขปูร์ก่อนถึงกุสินารา ซึ่งเป็นสถานที่ที่คนไทยนิยมไปกันบ่อยๆ

นอกจากนั้น กลุ่มพุทธสาละ และชมรมรักษ์สาละ ที่ผู้เขียน และ อาจารย์คำนวณ จุฑาศรี ได้ก่อตั้งขึ้นมาบนโลก social โดยวัตถุประสงค์ของกลุ่มหรือชมรมก็เพื่อร้อยเรียงเรื่องราวเกี่ยวกับต้นสาละอินเดียในเชิงวิชาการ และสาระน่ารู้ เพื่อให้ชาวพุทธมีโอกาสได้แลกเปลี่ยน และรับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง

เมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 ผู้เขียนมีโอกาสได้นำเสนอผลงานวิจัยในงานประชุมวิชาการป่าไม้แห่งประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในงานนั้นสถานีวิจัยวนวัฒน์งาว จังหวัดลำปาง ได้นำกล้าสาละอินเดียมาแจก ต้นกล้ามีอายุประมาณ 1-2 ปี ซึ่งเพาะด้วยเมล็ดจากต้นแม่ที่มีอายุมาก 40-50 ปี

ผู้เขียนได้ต้นกล้ามาทั้งหมด 5 ต้น และนำไปอนุบาลไว้ที่บ้านนนทบุรี และเป็นจังหวะเดียวกันที่ผู้เขียนได้รู้จักกับ อาจารย์คำนวณ จุฑาศรี ผู้ซึ่งทุ่มเทงานด้านการขยายพันธุ์ และการปลูกต้นสาละอินเดีย จึงได้ทราบข้อมูลว่า ต้นสาละอินเดียต้นใหญ่ๆ ที่ปลูกในเมืองไทยนั้น มีอยู่ประมาณเกือบๆ 10 ต้น และมีในภาคใต้หลายต้น และที่สวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็เป็นหนึ่งต้นในจำนวนนั้น ซึ่งท่านพุทธทาสได้นำต้นกล้ามาจากประเทศอินเดีย และปลูกไว้เมื่อปี พ.ศ. 2505 ผู้เขียนจึงได้เดินทางไปดูเพื่อให้เห็นเป็นบุญตา

“สรรพสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป…” เสียงนี้กึกก้องอยู่ในหัวของผู้เขียนหลังได้เห็นต้นสาละอินเดีย อายุ 54 ปี ณ ตอนนั้น สวนป่าที่อยู่ด้านหลังรูปปั้นอวเลกิเตศวรเป็นที่อยู่ของต้นสาละอินเดียต้นที่ว่านี้ ถึงแม้จะซ่อนตัวอยู่ในสวนป่า มีลำต้นเอียงคดงอเพราะต้องยืดหาแสง แต่ความสง่างามของต้นมีไม่น้อยเลย ที่สำคัญสาละอินเดียต้นนี้มีชันเกิดขึ้นมากมายตามลำต้นที่แตกเป็นสะเก็ดซึ่งหลุดล่อน และผู้เขียนได้เก็บเปลือกลำต้นที่มีชันส่วนหนึ่งไว้เพื่อนำมาศึกษาวิจัย

ต้นไม้ใหญ่คงผ่านเรื่องราวมามากมายไม่ต่างอะไรกับคน นับเป็นบุญวาสนาของชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่มีไม้ที่ทรงคุณค่าไว้ในครอบครอง มีโอกาสได้ใกล้ชิดต้นไม้สำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า นอกจากต้นที่วัดสวนโมกข์แล้วยังมีต้นสาละอินเดียอีกต้นหนึ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจไม่แพ้กัน แต่ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือ…ไม้ต้นนี้เป็นต้นสาละอินเดียที่ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงปลูก ผู้เขียนขอโอกาสนำมาเสนอในลำดับต่อไป…คาดหวังว่าจะมีผู้สนใจติดตามบ้างไม่มากก็น้อย

คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ในปีเดียวกันนั้นผู้เขียนได้สัมผัสทั้งต้นสาละอินเดีย และผลของสาละอินเดีย ซึ่งต้องขอบคุณ อาจารย์คำนวณ จุฑาศรี ที่ได้ให้ข้อมูล และเอื้อเฟื้อเมล็ดพันธุ์ซึ่งได้มาจากต้นแม่ที่อยู่สถานีวิจัยวนวัฒน์งาว จังหวัดลำปาง แต่เป็นที่น่าเสียดายที่เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นหนอนได้กัดกินต้นอ่อน (embryo) ที่อยู่ภายใน ทำให้ไม่สามารถเพาะเป็นต้นกล้าได้ทั้งหมด อาจเนื่องจากผลที่ร่วงหล่นจากต้นแม่นานเกิน 7-14 วัน จึงทำให้สูญเสียการงอกเป็นต้น

สาละอินเดียจะให้ผลหรือเมล็ดได้นั้น ต้นแม่ต้องมีอายุเกิน 15 ปี และจะติดผลทุกๆ 3 ปี ซึ่งยังไม่มีเหตุผลใดมายืนยันหรือสรุปได้ชัดเจน จึงสันนิษฐานว่าคงเป็นเพราะความสมบูรณ์ของต้น ซึ่งเป็นธรรมชาติของไม้ป่าที่มีการสะสมอาหารให้เพียงพอเพื่อผลิตลูกหลานต่อไปในอีกฤดูกาล หรือสภาพแวดล้อมที่พอเหมาะเท่านั้น ซึ่งอาจเป็นปีที่หนาวจัดหรือแล้งจัดจึงจะมีการออกดอก หรือติดผล

ความงดงามของปีกที่สยาย และกลิ่นที่หอมกรุ่นๆ ยิ่งเพิ่มความเสน่หา และความต้องการที่จะขยายพันธุ์ให้มากยิ่งๆ ขึ้น ผู้เขียนจึงเกิดความคิดที่จะนำเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อซึ่งเป็นงานที่ถนัดมาช่วยในการขยายพันธุ์ ซึ่งคงมีโอกาสได้นำมาเล่าให้ฟังอีกเช่นกัน

ในความคิดของผู้เขียนเรื่องที่เกี่ยวกับความศรัทธาหรือความเชื่อเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ลึกล้ำ หากยังไม่ถึงเวลาก็ไม่น่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้มีเหตุมีปัจจัย และขึ้นอยู่กับเวลา แต่ถ้าหากคนชาติอื่นหรือศาสนาอื่นมองเราอย่างสงสัยว่าชาวพุทธไทยเรานั้นทำไมเข้าใจผิด คิดว่าต้นที่มีดอกใหญ่ๆ ผลกลมๆ หรือ ต้นลูกปืนใหญ่ (Cannon Bullet) คือต้นสาละในพุทธประวัติ ก็จะดูแปลกๆ ไปสักหน่อย สิ่งที่ไม่ยากเกินกำลังที่จะทำได้ในตอนนี้คือ…พวกเราช่วยกันสืบสานเรื่องราวของสาละอินเดียกันต่อไป ในกาลครั้งนี้ผู้เขียนขอกล่าวคำว่า “สวัสดี”

เอกสารอ้างอิง
เอกสารเผยแพร่เรื่องสาละอินเดียของกรมป่าไม้
พระไตรปิฎก เล่มที่ 10 บรรทัดที่ 1888-3915. หน้าที่ 78-159.
วศิน อินทสระ. พระพุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน ที่มา : จากเว็บไซต์ dharma-gateway.com (วันที่ 9 ตุลาคม 2561)

คุณพันธ์ ยามดี เกษตรกรเจ้าของสวนยางพารา อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 18 หมู่ที่ 14 ตำบลบ้านต้อง อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ โทร. 063-137-2489 ปัจจุบันเขามีอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ด้วยการเลี้ยงแพะในสวนยางพาราของตนเองมากกว่า 3 ปี โดยเลี้ยงแพะพันธุ์ลูกผสม ที่สามารถต้านทานโรคได้ดี ใช้เวลาเลี้ยงขุนแพะในสวนยางพาราประมาณ 4 เดือน ก็จับแพะออกขายได้ ในราคา ก.ก. ละ 145 บาท

ปัจจุบัน คุณพันธ์ ได้รวมกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะขุนจำหน่าย ภายใต้ชื่อ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนปศุสัตว์พัฒนาเจริญก้าวหน้าบ้านภูทรายทอง” อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ โดยมีสมาชิกกลุ่มฯ จำนวน 59 ราย เลี้ยงแพะขุนรวมกันกว่า 280 ตัว มีตลาดหลักอยู่ที่จังหวัดหนองคาย และ สปป.ลาว นอกจากนี้ ยังมีพ่อค้าเข้ามารับซื้อผลผลิตถึงในสวน เพื่อส่งแพะไปขายต่อที่ประเทศเวียดนาม

หลายคนอาจคิดว่า “แพะ” เป็นสัตว์เลี้ยงที่เหม็นสาบ สกปรก กินอาหารไม่เลือก แต่ความจริงแล้ว แพะเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่เลี้ยงง่าย เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันมากที่สุด เพราะการเลี้ยงแพะมีจุดเด่นหลายประการ เช่น ให้ผลตอบแทนเร็ว ใช้ระยะเวลาสั้นกว่าการเลี้ยงโค แพะหากินเก่ง กินพืช ใบไม้ได้หลายชนิด แพะทนทานต่อทุกสภาพภูมิอากาศ แพะมีขนาดตัวเล็กใช้พื้นที่น้อย เลี้ยงง่าย และให้ผลผลิตคุ้มค่ากับการลงทุน

คุณพันธ์ ยืนยันว่า การเลี้ยงแพะเป็นอาชีพเสริมที่สร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางพาราได้เป็นอย่างดี แม้จะมีปัญหาด้านราคายางพาราตกต่ำหรือปัญหาภัยแล้ง ก็ไม่มีผลกระทบต่อรายได้ในการเลี้ยงครอบครัวมากนัก

สภาพอากาศเย็น มีความชื้น มีน้ำค้าง และฝนตก กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งเฝ้าระวังโรคใบไหม้ สามารถพบได้ในระยะการเจริญเติบโตทางลำต้น มักพบแสดงอาการของโรคที่ใบล่างก่อน

โดยอาการเริ่มแรกด้านบนใบเป็นจุดฉ่ำน้ำสีเขียวเข้มคล้ายถูกน้ำร้อนลวก เมื่อพลิกดูด้านใต้ใบในบริเวณตรงกันจะพบละอองน้ำเล็กสีขาวใสติดอยู่บริเวณขอบแผล ต่อมาจุดขยายเป็นแผลแห้งขนาดใหญ่สีน้ำตาล ขอบแผลฉ่ำน้ำสีดำ และแผลขยายลุกลามออกไปจนทำให้ใบไหม้แห้งเป็นสีน้ำตาลในที่สุด

กรณีสภาพแวดล้อมเหมาะสม โรคใบไหม้จะลุกลามอย่างรวดเร็วไปยังต้นอื่นๆ ทำให้มองเห็นใบไหม้แห้งกระจายเป็นหย่อมในแปลง ส่วนลำต้นที่พบอาการของโรค จะทำให้ลำต้นหรือกิ่งแห้งตายอย่างรวดเร็ว หากโรคเข้าทำลายที่หัว จะทำให้หัวเน่า

เกษตรกรควรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ ถ้าพบต้นที่แสดงอาการของโรคให้ถอนแล้วนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก หลีกเลี่ยงการให้น้ำในตอนเย็นและการให้น้ำที่มากเกินไป

หากพบโรคเริ่มระบาด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 20-30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไซมอกซานิล+แมนโคแซบ 8%+64% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50-60 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ + เมทาแลกซิล-เอ็ม 64% + 4% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 30-40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

หรือสารไอโพรวาลิคาร์บ + โพรพิเนบ 5.5% + 61.3% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40-50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่ว และพ่นทุก 5-7 วัน หลีกเลี่ยงการพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่งต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน และควรใช้สลับชนิด เพื่อป้องกันการดื้อยาของเชื้อราสาเหตุโรค

สำหรับในแปลงที่พบการระบาดของโรค หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้เกษตรกรเก็บซากพืชไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก และให้ใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่ไม่มีร่องรอยการติดเชื้อ ส่วนเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการเกษตรเมื่อใช้ในแปลงที่มีการระบาดแล้ว ควรนำเครื่องมือมาทำความสะอาดด้วยการล้างและผึ่งแดดให้แห้งก่อนนำกลับไปใช้ในแปลงทุกครั้ง

จากนั้นให้ไถพรวนดินและตากดินไว้นานกว่า 2 สัปดาห์ และใส่ปูนขาวเพื่อจะช่วยลดปริมาณเชื้อในดินลงได้มาก หลีกเลี่ยงการปลูกมันฝรั่งในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน อีกทั้งควรปรับระยะปลูกไม่ให้แน่นเกินไป เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรค

“ข้าวหอม” (Fragrant Rice) มีการปลูกกระจายในแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญของโลก เช่น พันธุ์บาสมาติของอินเดียและปากีสถาน พันธุ์ Malagkit Sungsong และ Milagrosa ของฟิลิปปินส์ พันธุ์ Seratus Malam ของอินโดนีเซีย พันธุ์ Goolarah ของออสเตรเลีย พันธุ์ Hieri ของญี่ปุ่น พันธุ์ Della และ Dellmont ของสหรัฐอเมริกา ส่วนกัมพูชามีข้าวหอมพันธุ์ดี ชื่อ มาลีอังกอร์ (Maly Angkor) ข้าวพันธุ์สาระวัน (Saravan) ข้าวหอมนางมะลิ (Neang Malis) และข้าวหอมดอกลำดวน (Rumduon) ซึ่งคนไทยนิยมปลูกข้าวหอมดอกลำดวนกันมากในแถบจังหวัดศรีสะเกษ

สำหรับพันธุ์ข้าวหอมของไทย มีปลูกกระจัดกระจายทั่วทุกภาคของประเทศ ทั้งที่เป็นพันธุ์ข้าวเหนียว (กข 6 และ ดอหอม) และข้าวเจ้า (ขาวดอกมะลิ 105, กข 15, หอมนางมล, หอมอ้น, หอมดง, หอมจัน) ทั้งนี้ “ข้าวหอมมะลิ” นับเป็นพันธุ์ข้าวหอมที่สำคัญของไทยที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศเป็นจำนวนมหาศาลในแต่ละปี

“ข้าวหอมมะลิ” เกรดพรีเมี่ยมราคาสูงของไทย ครองความนิยมและเป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภคทุกมุมโลก ในฐานะข้าวที่ดีที่สุดของโลก ที่มีจุดเด่นสำคัญคือ เมล็ดข้าวเรียวยาว มันวาว สวยงาม กลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายใบเตย เวลาเคี้ยวเมล็ดข้าวจะได้กลิ่นหอม รสนุ่มละมุนลิ้น อร่อยมากกว่าข้าวอื่นๆ ข้าวหอมมะลิ นำไปปลูกที่ไหนก็ไม่ดีเท่ากับปลูกในไทย

ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขยายตลาดข้าวหอมมะลิไทยในตลาดโลกคือ ราคาข้าวไทยที่สูงกว่าประเทศคู่แข่ง การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ปัญหาความผันผวนจากค่าเงินบาทของไทย ล้วนมีผลกระทบต่อการส่งออกทั้งสิ้น นอกจากนี้ ข้าวไทยเผชิญหน้ากับภาวะการแข่งขันที่รุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ เช่น การแข่งขันเชิงรุกของข้าวบาสมาติของอินเดีย การพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมหลากหลายชนิดของสหรัฐอเมริกาเพื่อป้อนตลาดในประเทศทดแทนการนำเข้าข้าวหอมมะลิจากไทย

รวมทั้งการพัฒนาการผลิตข้าวหอมของประเทศคู่แข่งในตลาดอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามและกัมพูชา ที่มีราคาถูกกว่าแต่คุณภาพใกล้เคียงข้าวหอมมะลิของไทย ที่ผ่านมา ข้าวหอมจากเวียดนามเริ่มเบียดตลาดข้าวหอมมะลิของไทยในตลาดเอเชียตะวันออกและตลาดสหรัฐอเมริกา ขณะที่ข้าวหอมจากกัมพูชาสามารถทดแทนข้าวไทยในตลาดยุโรปได้มากขึ้น

จุดอ่อนสำคัญของข้าวหอมมะลิของไทยก็คือ มีต้นทุนการผลิตต่อไร่สูง แต่ได้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ เนื่องจากแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังขาดแคลนระบบชลประทานในพื้นที่ การปลูกข้าวหอมมะลิส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาน้ำฝน ปลูกได้เพียงปีละครั้งเฉพาะฤดูนาปี ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-กันยายน เก็บเกี่ยวผลผลิตช่วงปลายปี ถ้าปีใดประสบปัญหาเรื่องภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ฝนแล้ง ก็จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณผลผลิตข้าวหอมมะลิ

ปัจจุบัน หลายประเทศได้ผลิตข้าวพันธุ์ใหม่ เรียกว่า “ข้าวเจ้านุ่ม” เข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดข้าวทั่วโลก เช่น กัมพูชา ได้ผลิตข้าวหอมพันธุ์ผกาลำดวน (Phka Rumduol) ข้าวพันธุ์ผกามะลิ (Phka Malis) และพันธุ์ Sen Kra Ob ส่วนเวียดนามผลิตข้าวขาว พันธุ์ ST-21 พันธุ์ OM-5451 และข้าวหอม พันธุ์ KDM สำหรับข้าวขาว พันธุ์ OM-5451 ของเวียดนาม (ราคาเฉลี่ย ตันละ 500 ดอลลาร์สหรัฐ) มีลักษณะนุ่มกว่าข้าวขาวทั่วไป แม้ข้าวพันธุ์ดังกล่าวมีเนื้อนุ่มน้อยกว่าข้าวหอมมะลิของไทย แต่สามารถขายได้ราคาสูงกว่าข้าวขาวของไทย (ราคาเฉลี่ย ตันละ 450 ดอลลาร์สหรัฐ)

จีน นับเป็นผู้ซื้อข้าวรายใหญ่ของโลก โดยนำเข้าข้าวปีละ 6-7 ล้านตัน ซึ่งยอดนำเข้า ร้อยละ 60 เป็นการซื้อข้าวขาวจากประเทศต่างๆ เป็นที่น่าสังเกตว่า ระยะหลัง ไทยขายข้าวขาวในตลาดจีนได้น้อยลง เพราะถูกข้าวเจ้านุ่ม จากประเทศต่างๆ เข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด นอกจากนี้ ยังพบว่า ข้าวเจ้านุ่ม กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ โดยส่วนใหญ่นิยมซื้อข้าวเจ้านุ่มของเวียดนามกันมากขึ้น สมาคมผู้ส่งออกข้าวของไทยห่วงกังวลว่า หากกระแสความนิยมข้าวเจ้านุ่มขยายตัวมากขึ้น โอกาสที่ข้าวไทยจะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดโลกก็มีสัดส่วนมากตามไปด้วย

สำหรับ ข้าวเจ้านุ่ม ของไทย ที่ผ่านการรับรองของกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังมีปริมาณน้อย แถมเกษตรกรยังปลูกข้าวเจ้านุ่มกระจัดกระจายและได้ผลผลิตต่ำ การควบคุมคุณภาพข้าวทำได้ยาก เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดข้าวไทยในเวทีโลก สมาคมผู้ส่งออกข้าวได้ร่วมมือกับกรมการข้าว คัดเลือกข้าวเจ้านุ่ม คุณภาพดี ข้าวสุกเหนียวนุ่ม รสชาติดี ให้ผลผลิตสูง เช่น พันธุ์ กข 21 พันธุ์ กข 71 พันธุ์ กข 77 และพันธุ์พิษณุโลก 80

หลังคัดเลือกพันธุ์ข้าวเจ้านุ่มคุณภาพดีได้แล้ว สมาคมผู้ส่งออกข้าวร่วมมือกับกรมการค้าภายในจัดทำโครงการพลังประชารัฐพัฒนาข้าวไทย มุ่งส่งเสริมให้ชาวนาในพื้นที่ภาคกลาง (สุพรรณบุรี ราชบุรี นครปฐม ฯลฯ) เข้าร่วมโครงการนำร่องปลูกข้าวเจ้านุ่ม เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของชาวนาที่จะผลิตข้าวเจ้านุ่มที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง และเพิ่มศักยภาพการส่งออกข้าวไทยในอนาคต

เชื้อรามีด้วยกันหลายประเภท เชื้อราที่ทำให้เกิดโรคกับคน กับพืช และแมลง เชื้อราที่ใช้กับแมลงจะไม่ทำให้เกิดโรคในคนหรือในพืช ในขณะเดียวกันเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคกับแมลง ก็ยังเฉพาะเจาะจงกับในกลุ่มของแมลงอีกด้วย เชื้อราที่จะกำจัดแมลงชนิดใดก็จะต้องเป็นเชื้อราสายพันธุ์ที่สกัดเอาเชื้อที่มีอยู่ในแมลงชนิดนั้น แล้วนำไปเพิ่มจำนวนสปอร์ฉีดพ่นแมลงชนิดนั้น เพราะมีประสิทธิภาพดีกว่าที่จะไปสกัดเอาเชื้อจากแมลงชนิดอื่นมาใช้

ถ้าเราต้องการเชื้อราบิวเวอเรียไปฆ่าเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง เราก็ต้องไปเก็บเพลี้ยแป้งในธรรมชาติที่ตายด้วยเชื้อราชนิดนั้นมาสกัด แล้วนำมาขยายเพิ่มปริมาณสปอร์ ซึ่งจำนวนสปอร์จะต้องมีปริมาณตามมาตรฐานที่กำหนด คือ 20 ล้านสปอร์ต่อ 1 ซีซี การใช้เชื้อราบิวเวอเรียในการกำจัดเพลี้ยแป้ง ต้องใช้ในอัตรา 100 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารผสม 20 ลิตร ต้องมีอย่างน้อย 2,000 ล้านสปอร์

ปัจจัยที่เอื้อต่อการใช้เชื้อราบิวเวอเรียให้เกิดประสิทธิผล

เนื่องจากเชื้อราเป็นสิ่งมีชีวิต การนำไปใช้จะได้ผลหรือไม่ ต้องอาศัยปัจจัยสภาพแวดล้อมอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องหลายอย่าง ได้แก่ อุณหภูมิ ความชื้น แสงกับช่วงเวลา และตัวของแมลงเอง

อุณหภูมิ อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับเชื้อราบิวเวอเรียที่จะทำให้เชื้อรางอกสปอร์ได้ดี จะอยู่ในระหว่าง 25-27 องศาเซลเซียส ดังนั้น หากเกษตรกรซื้อมาแล้วยังไม่ได้ใช้ จะต้องเก็บไว้ในอุณหภูมิที่เหมาะสม คือ 25-27 องศาเซลเซียส หากอุณหภูมิสูงกว่านี้ สปอร์จะไม่เจริญเติบโตและเสื่อมคุณภาพ เมื่อนำเชื้อราไปพ่นกำจัดแมลงหรือเพลี้ยก็จะไม่ได้ผลเท่าที่ควร

ความชื้น ความชื้นที่เหมาะสมสำหรับพ่นเชื้อราบิวเวอเรีย ต้องมีความชื้นสูงมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ความชื้นที่เหมาะสมที่สุด คือช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่ในบรรยากาศมีความชื้นสูง เนื่องจากความชื้นจะไปกระตุ้นให้สปอร์งอกออกมาและแทงทะลุผ่านเข้าไปในตัวแมลงหรือตัวเพลี้ย แต่ถ้าจะพ่นในช่วงฤดูฝนต้องดูว่าช่วงนั้นมีเพลี้ยระบาดหรือเปล่า เพราะโดยธรรมชาติฝนจะช่วยลดการระบาดของเพลี้ยอยู่แล้ว แต่เนื่องจาก เพลี้ยแป้ง มักจะระบาดในช่วงแล้ง ซึ่งอุณหภูมิและความชื้นไม่เหมาะต่อการพ่นเชื้อรา ดังนั้น เกษตรกรจะต้องมีความเข้าใจในธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตทั้งสองชนิดนี้ จึงจะสามารถใช้เชื้อราให้เกิดประสิทธิผล

แสง กับช่วงเวลา การที่จะพ่นเชื้อราบิวเวอเรียให้ได้ผล คือต้องเป็นช่วงเวลาเย็นที่อากาศมีความชื้นสูงและอุณหภูมิต่ำ การที่เลือกเวลาพ่นเชื้อราในตอนเย็น ก็เพื่อไม่ให้โดนแสงแดด เพราะแสงแดดจะทำให้เชื้อราเสื่อมคุณภาพเร็วยิ่งขึ้น

ตัวแมลง เพลี้ยแป้ง มีลักษณะเฉพาะตัวของมันเอง คือ มีแป้งคลุมตัวอีกชั้นหนึ่ง การพ่นเชื้อรากว่าสปอร์จะทะลุเข้าไปถึงตัวชั้นใน จะต้องผ่านแป้งที่คลุมอยู่อีกหนึ่งชั้น ดังนั้นการใช้เชื้อรากำจัดเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังจึงยากกว่าการกำจัดเพลี้ยธรรมดา และระยะที่เหมาะสมกับการพ่นเชื้อรา คือช่วงระยะตัวอ่อน ซึ่งเพลี้ยแป้งยังไม่มีแป้งมาปกคลุมลำตัว

การฉีดพ่นเชื้อราบิวเวอเรีย

การพ่นเชื้อราบิวเวอเรียในแปลงมันสำปะหลังเพียงครั้งเดียวไม่ได้ผล ต้องพ่นซ้ำ 2-3 ครั้ง ขึ้นไป และต้องพ่นในช่วงที่แมลงยังตัวเล็กๆ การพ่นต้องให้ถูกตัวแมลงด้วย เนื่องจากเชื้อราเป็นสิ่งมีชีวิต การออกฤทธิ์ของเชื้อราไม่เหมือนสารเคมีซึ่งสามารถดูดซึมผ่านไปสู่เนื้อเยื่อได้ เมื่อเพลี้ยมาดูดกินก็จะได้รับสารเคมีทำให้เพลี้ยตาย

ในกรณีที่เพลี้ยเกาะอยู่ใต้ใบ หากพ่นเชื้อราไปตกอยู่บนใบ เชื้อราจะไม่ออกฤทธิ์ฆ่าแมลงได้ ดังนั้นการพ่นเชื้อราต้องให้สปอร์ไปตกหรือถูกตัวแมลงเท่านั้นจึงจะทำลายเพลี้ยได้ อย่างไรก็ตามต้องคำนึงถึงช่วงเวลา แสง อุณหภูมิ และความชื้นที่เหมาะสมดังกล่าวเป็นสำคัญ สปอร์จึงจะงอกเส่นใยออกมาแทงทะลุเข้าไปในตัวเพลี้ยแป้งได้

การใช้อุปกรณ์พ่นสารเคมีร่วมกับอุปกรณ์พ่นเชื้อรา

ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถใช้อุปกรณ์ตัวเดียวกันได้ แต่จะต้องเปิดรูหัวฉีดให้กว้างขึ้นถ้าเราไม่ปรับหัวฉีดให้รูกว้างขึ้น อาจทำให้อุปกรณ์ส่วนอื่นอุดตันได้ โดยเฉพาะที่หัวฉีด เพราะการใช้เชื้อราพวกนี้ต้องการความชื้นมาก จึงจำเป็นต้องเปิดรูให้กว้างขึ้น ปริมาณน้ำที่ใช้ผสมจะต้องมากกว่าการพ่นสารเคมี จึงจะทำให้มีความชื้นมากและต้องพ่นให้เปียกโชก ควรผสมสารจับใบด้วยเพื่อให้สปอร์เกาะพืชดีขึ้น

การซื้อเชื้อราจากร้านค้ามาใช้ปราบศัตรูพืช เกษตรกรควรสังเกตสถานที่เก็บเชื้อราว่า วางอยู่ในสถานที่อย่างไร ที่สำคัญคือ ต้องไม่โดนแสงแดด ไม่โดนลม ดังที่กล่าวแล้วว่าเชื้อราเป็นสิ่งมีชีวิต หากอยู่ในห้องที่มีอุณหภูมิสูง สปอร์จะเสื่อมคุณภาพ คุณภาพของเชื้อราจะลดลง เกษตรกรนำไปใช้ไม่ได้ผล

ดังนั้น เกษตรกรที่จะใช้เชื้อราในการป้องกันกำจัดเพลี้ยหรือแมลงศัตรูพืช จะต้องศึกษาและเข้าใจในธรรมชาติของเชื้อรา และแมลงศัตรูพืชแต่ละชนิด และใช้ให้ถูกวิธีการกำจัดจึงจะได้ผล สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มวิจัยกีฏและสัตววิทยา และกลุ่มงานวิจัยการปราบศัตรูพืช ทางชีวภาพ สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทร. 0-2579-5583 และ 0-2579-7542

“ข้าวหอมมะลิ 105” นับเป็นข้าวหอมคุณภาพดีที่สุดในโลก เพราะมีรสชาติดี ข้าวสุกมีความนุ่มเหนียวและมีกลิ่นหอม (aroma) จึงเป็นที่นิยมบริโภคไปทั่วโลก แต่ระยะหลัง ข้าวหอมมะลิ ที่ลูกค้าซื้อไปรับประทาน ปรากฏว่าไม่หอมเหมือนกับที่เคยรับประทาน จึงถูกเข้าใจผิด คิดว่าเป็นข้าวปลอม ปัญหาข้าวหอมมะลิที่มีเปอร์เซ็นต์ความหอมน้อยลง ทำให้ไทยเสียแชมป์ข้าวคุณภาพดีที่สุดในโลก ให้กับ “มาลีอังกอร์ ข้าวหอมพันธุ์ดีของกัมพูชา ในการประกวดข้าวโลก ทำให้ข้าวกัมพูชาครองตำแหน่ง ข้าวคุณภาพดีที่สุดในโลกเป็นครั้งที่ 4 ในช่วง 6 ปีมานี้

กลิ่นหอมของข้าวหอม อยู่ในรูปของสารน้ำมันที่ระเหยได้ (Essential oil) ข้าวหอมมะลิจะให้กลิ่นหอมตั้งแต่ระยะที่เป็นต้นกล้า ระยะแตกกอ ระยะออกดอก และเป็นเมล็ดทั้งข้าวเปลือก ข้าวกล้อง และข้าวสาร รวมถึงขณะที่กำลังหุงต้ม หรือข้าวที่หุงสุกใหม่ๆ แค่เดินผ่านแปลงปลูกข้าวหอมมะลิ จะได้กลิ่นหอมของข้าวจากใบและดอกข้าว ทั้งนี้ คาดว่าสารกำเนิดกลิ่นหอมมีการสะสมอยู่ในใบแล้วเคลื่อนย้ายไปสู่เมล็ดข้าว ซึ่งจะได้กลิ่นหอมเมื่อเคี้ยวเมล็ดข้าว

“สภาพแวดล้อม” คือปัจจัยแรกที่มีผลต่อความหอมของข้าวหอมมะลิ ชนิดและความอุดมสมบรูณ์ของดิน อาจทำให้ลักษณะเมล็ดและความหอมแตกต่างกัน ข้าวหอมมะลิที่ปลูกในดินร่วนปนทราย จะมีข้าวกล้องและข้าวสารที่ใสเป็นเงา เมื่อนำไปหุงสุกจะมีรสชาติดี และมีกลิ่นหอมกว่าข้าวที่ปลูกในดินเหนียว การใช้ปุ๋ยเคมีมากอาจทำให้เมล็ดอ้วนขึ้น ข้าวกล้องขุ่นมัว ความเลื่อมมันและความหอมอาจน้อยลง ขณะเดียวกันขั้นตอนการเก็บเกี่ยว การตาก และการเก็บรักษาก็มีส่วนทำให้ความหอมเปลี่ยนไป เนื่องจากกลิ่นหอมเป็นสารที่ระเหยได้ง่าย หากต้องการเก็บรักษาความหอมไว้ได้นานในรูปข้าวสาร ต้องเก็บไว้ในที่ไม่ร้อนอบอ้าว และอากาศถ่ายเทได้สะดวก

นอกจากข้าวมีกลิ่นหอมน้อยลงแล้ว การผลิตข้าวหอมมะลิในปัจจุบันมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นแต่ได้ผลผลิตต่ำ ทำให้ไทยเสียเปรียบการแข่งขันราคาในเวทีตลาดโลก เพื่อรักษาคุณภาพข้าวไทยให้มีคุณภาพดีสม่ำเสมอ ให้ผู้บริโภครู้สึกคุ้มค่าเมื่อรับประทานข้าวหอมมะลิของไทย บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย “ข้าวหงษ์ทอง” จึงหันมาส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดศรีสะเกษ เข้าร่วม “โครงการหงษ์ทองนาหยอด” เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตข้าวคุณภาพดี ปรากฏว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จ สามารถยกระดับผลผลิตและสร้างรายได้ให้ชาวนาได้มากขึ้น สร้างแรงจูงใจให้รัฐบาลนำแนวคิดดังกล่าวไปใช้ขยายผลในแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

โครงการหงษ์ทองนาหยอด เนื่องจาก “ชาวนาไทย” เป็นทั้งเพื่อนและครอบครัวคนสำคัญของ บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย “ข้าวหงษ์ทอง” เพื่อช่วยเหลือชาวนาให้มีอาชีพและรายได้ที่เติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ ปี 2558 เป็นต้นมา บริษัทจึงได้ดำเนินโครงการหงษ์ทองนาหยอด ในแหล่งปลูกข้าวตำบลโพนข่า จังหวัดศรีสะเกษ ผลวิจัยพบว่า โครงการนี้สามารถยกระดับผลผลิตและสร้างรายได้ให้กับชาวนาได้มากกว่าเดิม เฉลี่ยไร่ละ 3-4 พันบาท

“การดูแลชาวนาไทยไม่ได้เป็นการหยิบยื่นความหวังไปให้ แต่เป็นการสร้างความแข็งแรง ยั่งยืน ให้กับชาวนาไทย ให้เกิดจากภายในผืนนาของตนเอง ฟื้นฟูตัวเองเป็นกระดูกสันหลังที่แข็งแรง ช่วยให้ชาวนาไทยทุกคนได้ปลูกข้าวด้วยความภูมิใจอีกครั้ง” ดร. วัลลภ มานะธัญญา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด กล่าว