จะเห็นได้ว่าความสำเร็จของทั้ง 13 ผลงาน ล้วนมาจากพลังปัญญา

และความทุ่มเทของคณะผู้วิจัย รวมทั้งการได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ จนทำให้ผลงานวิจัยตอบโจทย์ความต้องการของสังคมและสร้างผลกระทบเกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไปในทิศทางที่ดี ดังที่ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ และในโอกาสที่ สกว. ดำเนินงานมาเกือบ 3 ทศวรรษ กำลังเปลี่ยนผ่านสู่บทบาทใหม่เป็น สกสว.

ซึ่งภารกิจต่อจากนี้ไปนับเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ทั้งเรื่องการทำแผนยุทธศาสตร์ ววน. ที่สอดรับกับระบบงบประมาณการสนับสนุนส่งเสริมระบบนิเวศที่จำเป็นเพื่อการขับเคลื่อนระบบ ววน.ของประเทศ รวมถึงการส่งเสริมการวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) เพื่อให้เกิดศักยภาพในการสร้างผลลัพธ์ที่สามารถนำพาประเทศให้เกิดการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการพัฒนาระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนไปบนฐานความรู้และนวัตกรรม ให้เป็นไปตามพันธกิจภายใต้วิสัยทัศน์ “เปลี่ยนแปลงสู่ความท้าทาย”

อีกไม่นาน “กัญชา” กำลังจะกลับมาเป็นฮีโร่ให้กับวงการแพทย์แผนไทย ทั้งที่ กัญชาก็เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่ใช้ในครัวเรือนเป็นปกติในอดีตมาตลอด ไม่ได้มีบทบาทอะไรเด่นชัด

ปัจจุบัน กัญชา จึงเป็นสิ่งใหม่ที่ทุกคนควรทำความเข้าใจถึงการใช้ประโยชน์ให้ถ่องแท้

ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร อธิบายถึงเส้นทางการใช้ประโยชน์กัญชา ในมุมของเภสัชกรที่คร่ำหวอดในวงการสมุนไพรไทย ว่า สมัยโบราณกัญชาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีของชุมชน ถูกนำไปใช้ในครัวเรือนเป็นเรื่องปกติ นำส่วนต่างๆ ของกัญชา เช่น ใบ ดอก ราก เป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหาร เพิ่มรสชาติ ปรับสมดุลในร่างกาย ทำให้เจริญอาหาร เรียกเป็นชื่อยาหมูพี แทนชื่อกัญชา ในภาคเหนือ และเรียกยาหมูอ้วน แทนชื่อกัญชา ในภาคกลาง แสดงให้เห็นว่ามีผลต่อผู้บริโภคทำให้อ้วนแบบแข็งแรง หรือ ไม่ป่วยง่าย

“กัญชาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีของชุมชน แต่คนในอดีตจะทราบว่า ใช้มากน้อยแค่ไหน ถึงจะเกิดคุณเกิดโทษ ในตำรับยาพื้นบ้านก็มีส่วนประกอบของกัญชา แม้แต่ตำรับยาไทยก็มีชื่อปรากฎในตำรับยา ซึ่งมีการจารึกในแพทย์แผนไทย เมื่อนำไปใช้ในสัตว์ก็สามารถรักษาสัตว์ที่ป่วยด้วยโรคอหิวาต์ ด้วยการต้มหรือนำน้ำกัญหาให้กิน ในคนก็เป็นยาพื้นบ้าน ช่วยให้นอนหลับ แก้ปวดฟัน โรคผิวหนัง ลดความดัน แก้ปวดหัว กองลม เวียนหัว ได้ทั้งหมด แต่ถึงอย่างไรเราก็ต้องทำความรู้จักกัญชาให้มากกว่า ที่จะนำมาสกัดให้ได้ น้ำมันกัญชา”

ในส่วนของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้หยิบเอาเฉพาะสรรพคุณที่มีประโยชน์ของกัญชา นำมาเพื่อการรักษา โดยเบื้องต้นทางอภัยภูเบศร จะพัฒนาโรงเรือนเป็นโรงเรือนเพื่อการเรียนรู้การปลูกกัญชา โดยทดลองปลูกในตู้คอนเทนเนอร์ จำนวน 16 ต้นต่อตู้คอนเทนเนอร์ เป็นการปลูกเพื่อคำนวนต้นทุนการปลูก และปลูกโดยปลอดสาร เพื่อให้กัญชาที่ได้มีประสิทธิภาพและปลอดภัย สำหรับนำไปพัฒนาเรื่องการแพทย์ และประชาชนได้ประโยชน์จากสารสกัดกัญชา และมีระบบการควบคุมไม่ให้เล็ดรอดออกไปใช้ในรูปแบบของยาเสพติด และจำนวน 16 ต้นในตู้คอนเทนเนอร์ สามารถนำมาสกัดเป็นน้ำมันกัญชาได้มากถึง 900 ขวด

“อภัยภูเบศร จะเป็นต้นแบบการปลูกกัญชาแบบรากลอยเพื่อทำต้น และรากจมเพื่อทำดอก รวมถึงระบบกรีนเฮาส์ที่เกษตรกรสามารถนำไปปลูกเองได้ด้วย”

กัญชาที่ถูกยึดเป็นของกลาง จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ทั้งหมด 22 ตัน ถูกส่งมอบให้กับอภัยภูเบศร เพื่อใช้ในการผลิตสารสกัดนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ซึ่งในจำนวนนี้ ยังพบสารปนเปื้อนที่จำเป็นต้องสกัดออก ก่อนจะนำไปผลิตเป็นยานำกลับมาใช้ ซึ่งใช้ระยะเวลา 6-7 เดือน หลังจากนี้

ภก.ดร.สุภาภรณ์ อธิบายบทบาทของกัญชาในมุมของสมุนไพร ว่า เป็นตัวแทนของสมุนไพรที่จะช่วยยกระดับการเกษตรสมัยใหม่ เป็นการยกระดับความรู้ของเกษตรกรให้ทราบถึงธรรมชาติของพืช การกินอาหารของพืช การนำอาหารไปใช้ของพืช ดังนั้นการที่เกษตรกรจะอยู่ในโลกนี้ได้ ต้องรู้จักยกระดับตนเอง และกัญชาเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เกษตรกรพัฒนาตนเอง ยกระดับศักยภาพ สร้างจากสมุนไพรที่ปลูกเอง ลดต้นทุนได้ แต่มีระบบการจัดการที่ดี มีวิทยาศาสตร์รองรับ

รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวสรุปสถานการณ์การผลิตน้ำมันกัญชา เพื่อใช้เป็นยาในโรงพยาบาลว่า ขณะนี้มีกัญชาที่ได้รับมาจากป.ป.ส. มีสารทีซีบีเด่น ซึ่งสามารถใช้รักษาผู้ป่วยมะเร็งระยะที่ 4 และโรคปลายประสาทที่ไม่ตอบสนองการรักษา โดยคาดว่าอีก 2 เดือนจะสามารถสกัดออกมาได้ จึงเป็นเรื่องน่ายินดีที่โรงพยาบาลจะส่งต่อองค์ความรู้ออกมาในรูปของยา เพื่อใช้ในทางการแพทย์ต่อไป

ภก.ดร.สุภาภรณ์ กล่าวว่า แม้ปัจจุบัน กัญชาจะอยู่ในความสนใจของประชาชน และนำไปใช้ในทางการแพทย์พื้นบ้านอยู่บ้าน แต่ก็ยังถือว่าผิดกฎหมาย เพราะเป็นยาเสพติด ประเภท 5 ดังนั้น โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จะเน้นย้ำและชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของกัญชาและการพัฒนาทางการแพทย์แผนไทยที่ชัดเจน ภายใต้กรอบของกฎหมาย ภายในงาน “เฮลท์แคร์ เรียนรู้ สู้โรค 2019” ที่อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 27-30 มิถุนายนนี้

ทั้งนี้ ภายในงาน “เฮลท์แคร์ เรียนรู้ สู้โรค 2019” ที่อิมแพค เมืองทองธานี จะเป็นเวทีการพูดคุยครั้งแรกของ ภก.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร บนเวทีใหญ่ระดับประเทศ ภายนอกโรงพยาบาล ทั้งยังมีทีมแพทย์แผนปัจจุบันพร้อมให้ความรู้เรื่องยาจากน้ำมันกัญชาอีกด้วย

“กฤษฎา” เกาะติดสถานการณ์ระบาดของ “หนอนกระทู้” งัดมาตรการเข้ม สั่งทุกหน่วยงานเฝ้าระวัง ควบคุม ป้องกัน “หนอนกระทู้” ที่กำลังระบาดหนักในไร่ข้าวโพดอย่างใกล้ชิด ล่าสุดพบแพร่ระบาดลุกลามทั่วทุกภาคของประเทศไทยกว่า 42 จังหวัด จำนวน 291,356 ไร่ พร้อมเร่งให้การช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงมาตรการแก้ปัญหาการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดที่กำลังระบาดหนักในไร่ข้าวโพดในหลายจังหวัดของประเทศในขณะนี้ว่า เพื่อให้มีการติดตามสถานการณ์ เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2562 ที่ผ่านมา ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และอธิบดี/ผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง ให้เฝ้าระวัง ควบคุม จำกัด ป้องกัน และแก้ไขปัญหาโรคระบาดในพืชและสัตว์อย่างรอบด้าน โดยในระดับพื้นที่ให้ใช้กลไกคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับจังหวัด (อ.พ.ก.) โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดประธาน กำหนดแนวทางการดำเนินงานและการแก้ไขปัญหาร่วมกันทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรให้เกษตรจังหวัดประสาน ปภ.จังหวัดให้ความช่วยเหลือต่อไป ขณะเดียวกันได้กำชับให้หน่วยงานในส่วนกลางติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดด้วย

ทั้งนี้ สำหรับมาตรการควบคุมการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ล่าสุดกรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการ 6 แนวทาง ดังนี้

1. กำหนดมาตรการควบคุมและป้องกันการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด 2. ได้แจ้งจังหวัดทุกจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกข้าวโพด ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสำรวจ ติดตามสถานการณ์การระบาด และรายงานผลการสำรวจทุกสัปดาห์ แจ้งผ่านทางหนังสือราชการ การประชุม VDO Conference

3. ผลิตสื่อเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด (โปสเตอร์ 10,000 แผ่น/แผ่นพับ 100,000 แผ่น)

4. ดำเนินโครงการควบคุมหนอนกระทู้ fall armyworm โดยชีววิธี โดยการผลิตพ่อแม่พันธุ์แมลงศัตรูธรรมชาติและแมลงศัตรูธรรมชาติพร้อมปล่อย ได้แก่ แตนเบียนไข่ไตรโคแกรมมา จำนวน 240,000 แผ่น และแมลงตัวห้ำ (แมลงหางหนีบ มวนพิฆาต มวนเพชฌฆาต) จำนวน 6,096,600 ตัว

5. ส่งเสริมและสนับสนุนให้ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ดำเนินการผลิตขยายศัตรูธรรมชาติ ได้แก่ แมลงหางหนีบ เพื่อควบคุมหนอนกระทู้ในแปลงตนเองและสมาชิก ให้ลดความรุนแรงของการระบาด กรณีระบาดรุนแรงส่งเสริมให้ใช้สารเคมีตามคำแนะนำเกษตรกร และ

6. ได้ประเมินสถานการณ์และผลกระทบจากการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด และจัดตั้งทีมติดตามสถานการณ์ลงพื้นที่ให้คำแนะนำในการป้องกันกำจัด และติดตามผลการดำเนินงานในจังหวัดต่างๆ ที่พบการระบาด

อย่างไรก็ตาม จากการประเมินสถานการณ์และผลกระทบภายหลังจากที่ใช้มาตรการข้างต้น พบว่า

1. เกษตรกรส่วนใหญ่มีความเข้าใจสถานการณ์ การระบาดและป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด พื้นที่ส่วนใหญ่ได้ดำเนินการตามคำแนะนำและสามารถป้องกันกำจัดได้

2. เกษตรกรที่ขาดการดูแลอย่างต่อเนื่อง จะดำเนินการไถพื้นที่ข้าวโพดและปลูกใหม่ บางรายตัดต้นข้าวโพดเพื่อเป็นอาหารสัตว์ ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

3. เกษตรกรเห็นความสำคัญในการป้องกันและกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด โดยนำศัตรูธรรมชาติไปเลี้ยงในศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) เพื่อขยายพันธุ์และปล่อยในพื้นที่ระบาด

4. เกษตรกรได้รับรู้การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์จากทุกช่องทาง

5. อำเภอแต่งตั้งคณะกรรมการออกสำรวจพื้นที่คาดว่าจะเสียหาย และรายงานตามลำดับ

นายกฤษฎา กล่าวด้วยว่า สำหรับ หนอนกระทู้ เป็นศัตรูพืชชนิดใหม่ของประเทศไทย มีถิ่นกำเนิดมาจากทวีปอเมริกา พบการระบาดในแอฟริกา ปี 2559 ในเอเชีย ปี 2561 และในประเทศไทย พบการระบาดครั้งแรก เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2561 ที่แปลงข้าวโพดในจังหวัดตาก ใกล้ชายแดนประเทศเมียนมา และได้แพร่ระบาดทั่วทุกภาคของประเทศไทยกว่า 40 จังหวัด โดยอยู่ระหว่างฤดูกาลผลิตข้าวโพดหลังนา (ระหว่าง ตุลาคม 2561 – เมษายน 2562) ซึ่งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าไปติดตามดำเนินการให้คำแนะนำในพื้นที่จากสถานการณ์การระบาดขณะนั้น ทำให้พื้นที่ระบาดลดลง 150,463 ไร่ จากพื้นที่ระบาดทั้งหมด 165,028 ไร่ หรือลดลงคิดเป็น ร้อยละ 91.2

ในฤดูกาลผลิตปัจจุบัน ข้อมูลวันที่ 19 มิถุนายน 2562 พบการระบาด จำนวน 291,356 ไร่ ในพื้นที่ 42 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี นครสวรรค์ พิจิตร เพชรบูรณ์ อุดรธานี น่านพิษณุโลก นครพนม นครปฐม ลำปาง สระบุรี อุตรดิตถ์ ขอนแก่น ลำพูน จันทบุรี สตูล ชียงใหม่ เชียงราย ลพบุรี ชลบุรี ตาก ราชบุรี ปราจีนบุรี เลย หนองบัวลำภูนครราชสีมา ชัยภูมิ อุบลราชธานี แพร่ สิงห์บุรี ตรัง กระบี่ สระแก้ว สงขลา ยะลา นราธิวาส สุโขทัย กาฬสินธุ์ นครศรีธรรมราช มหาสารคาม พะเยา และจังหวัดปัตตานี

กรมหม่อนไหม เผยปี 62 ยกระดับการตรวจสอบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยตรานกยูงพระราชทาน ด้วยกระบวนการและเทคโนโลยี 4.0 ซึ่งสามารถให้บริการได้อย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดสินค้าหม่อนไหมอย่างมั่นคง

นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ รองอธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหม ในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลสินค้าหม่อนไหมให้มีคุณภาพมาตรฐาน โดยให้บริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) สำหรับผู้ยื่นคำขอทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับสินค้าผ้าไหมไทยให้ได้มาตรฐาน ทั้งนี้มาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) เป็นมาตรฐานที่กรมหม่อนไหมได้จัดทำขึ้น

เพื่อสนองพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงอนุรักษ์และรักษาผ้าไหมไทยให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมคู่ชาติไทย โดยมีหลักเกณฑ์ที่สำคัญคือ ต้องผลิตในประเทศไทย ลอกกาว และหรือย้อมสีด้วยวัสดุธรรมชาติหรือสารเคมีที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และมีความสม่ำเสมอของสี ลวดลาย และเนื้อผ้า ซึ่งมาตรฐานตรานกยูงนี้มี 4 ชนิด ประกอบด้วย

1.ตรานกยูงพระราชทานสีทอง (Royal Thai Silk) เป็นผ้าไหมที่ผลิตโดยใช้เส้นไหม วัตถุดิบ และกระบวนการผลิตที่เป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้านดั้งเดิมของไทยอย่างแท้จริง ใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านเป็นทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืนเส้นไหมต้องสาวด้วยมือผ่านพวงสาวลงภาชนะทอด้วยกี่ทอมือแบบพื้นบ้านพุ่งกระสวยด้วยมือ อาจมีการตกแต่งด้วยเส้นเงิน หรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 20 โดยพื้นที่ในหน่วยตารางหลา ในกรณีผ้าที่ทอด้วยกรรมวิธีการยก หรือจก หรือขิด อนุญาตให้มีการตกแต่งด้วยเส้นเงินหรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 50

2.ตรานกยูงพระราชทานสีเงิน (Classic Thai Silk) เป็นผ้าไหมที่ผลิตโดยยังคงอนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้านผสมผสานกับการประยุกต์ใช้เครื่องมือและกระบวนการผลิตในบางขั้นตอน ใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้าน หรือพันธุ์ไทยปรับปรุงเป็นเส้นพุ่งและ/หรือเส้นยืนเส้นไหมสาวด้วยมือแบบพื้นบ้านหรือสาวเข้าอักหรือเข้าระวิงหรือสาวด้วยเครื่องจักรที่มีกำลังไม่เกิน 5 แรงม้า ทอด้วยกี่ทอมือ เช่น กี่ทอมือแบบพื้นบ้านชนิดพุ่งกระสวยด้วยมือ กี่กระตุก เป็นต้น อาจมีการตกแต่งด้วยเส้นเงินหรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 20 โดยพื้นที่ในหน่วยตารางหลา ในกรณีผ้าที่ทอด้วยกรรมวิธีการ ยก หรือ จก หรือ ขิด อนุญาตให้มีการตกแต่งด้วยเส้นเงิน หรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 50

3.ตรานกยูงพระราชทานสีน้ำเงิน (Thai Silk) เป็นผ้าไหมที่ผลิตด้วยภูมิปัญญาของไทยแบบประยุกต์ ใช้เทคโนโลยีการผลิตเข้ากับสมัยนิยมและเชิงธุรกิจ ใช้เส้นไหมแท้เป็นทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน เส้นไหมที่ใช้อาจเป็นได้ทั้งชนิดที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย หรือเป็นเส้นไหมที่นำเข้าจากต่างประเทศ ในกรณีที่ใช้เส้นไหมที่นำเข้าจากต่างประเทศ จะต้องมีเอกสารกำกับการนำเข้าที่ถูกต้องตามกฎหมายไม่กำหนดวิธีการสาวและวิธีการทออาจมีการตกแต่งด้วยเส้นเงินหรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 20 โดยพื้นที่ในหน่วยตารางหลา ในกรณีผ้าที่ทอด้วยกรรมวิธีการ ยก หรือ จก หรือ ขิด อนุญาตให้มีการตกแต่งด้วยเส้นเงิน หรือเส้นทองที่ได้มาตรฐานได้ไม่เกินร้อยละ 50

4. ตรานกยูงพระราชทานสีเขียว (Thai Silk Blend) เป็นผ้าไหมที่ผลิตด้วยกระบวนการผลิตและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ผสมผสานกับภูมิปัญญาไทยในด้านลวดลายและสีสันระหว่างเส้นใยไหมแท้กับเส้นใยอื่นที่มาจากธรรมชาติ หรือเส้นใยสังเคราะห์รูปแบบต่างๆ ตามวัตถุประสงค์การใช้งาน หรือตามความต้องการของผู้บริโภค ใช้เส้นไหมแท้เป็นส่วนประกอบหลัก มีเส้นใยชนิดอื่นเป็นส่วนประกอบรอง โดยพื้นที่ในหน่วยตารางหลา ต้องระบุส่วนประกอบของเส้นไหมแท้และเส้นใยชนิดอื่นเป็นเปอร์เซ็นต์ให้ชัดเจน อาจมีการตกแต่งด้วยวัสดุอื่นไม่กำหนดวิธีการผลิต

รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวต่อว่า การให้บริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) เป็นอีกหนึ่งกระบวนในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและตลาด ในเรื่องของคุณภาพผ้าไหม ที่รับประกันได้ว่าผ้าทุกผืนที่ได้รับการติดตรานกยูงพระราชทานมีคุณภาพด้านความสม่ำเสมอของสี ลวดลาย เนื้อผ้า และสีไม่ตกอย่างแน่นอน ตั้งแต่ พ.ศ. 2553 – 2561 มีการผลิตผ้าไหมได้จำนวนทั้งสิ้น 827,361 เมตร แต่ผ่านเกณฑ์ จำนวน 734,852 เมตร คิดเป็นร้อยละ 88 โดยในปี 2561 ที่ผ่านมาตัวเลขการผลิตผ้าไหมของไทยอยู่ที่ 5-6 ล้านเมตร สามารถติดตรานกยูงพระราชทานได้เพียง 90,000 เมตร

ซึ่งถือเป็นจำนวนที่น้อยมาก ดังนั้น ในปีงบประมาณ 2562 กรมหม่อนไหม ได้ตั้งเป้าหมายในการให้บริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) ให้ได้ถึงจำนวน 200,000 เมตร เน้นการขับเคลื่อนการทำงานในเชิงรุก โดยกรมหม่อนไหม ได้มีการคิดค้นระบบการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกและความรวดเร็วในการให้บริการรับรอง พร้อมกับมอบหมายบุคลากรทำงานในเรื่องดังกล่าวเพิ่มขึ้น จากเดิมต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจรับรองกว่า 1 เดือน ขณะนี้สามารถตรวจและรับรองได้ภายใน 3 วัน ซึ่งก็จะทำให้การทำงานมีความรวดเร็วทันต่อความต้องการของเกษตรกรที่จะเข้าสู่การรับรองมากยิ่งขึ้น

“อย่างไรก็ตาม จากเป้าที่ตั้งไว้ ปี 62 ว่าจะดำเนินการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย (ตรานกยูงพระราชทาน) ให้ได้ 200,000 เมตร ขณะนี้ได้ดำเนินการรับรองไปแล้วกว่า 1 แสนเมตร มั่นใจว่าว่าระยะเวลาที่เหลือภายในปีงบประมาณนี้ กรมหม่อนไหม จะสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน” รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว

หลงเสน่ห์เมืองรองแดนอีสาน สัมผัสเมืองงามแห่งถิ่นทะเลตุง จังหวัดกาฬสินธุ์ งานนี้ “จ๊อบ – นิธิ สมุทรโคจร” ชวนสัมผัสเสน่ห์ท้องถิ่นกันแบบม่วนๆ ที่หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวแห่งภาคอีสาน แหล่งรวมแชมป์ฝีมือดีอันเลื่องลือด้านงานหัตถศิลป์ และอาหารพื้นถิ่นประจำหมู่บ้าน พร้อมสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่น ร่องรอยของอดีตที่ยังไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย และ รายการสมุดโคจร On The Way ชวนสัมผัสเสน่ห์ชุมชนหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว จังหวัดกาฬสินธุ์ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ม่วนคัก ฮักISAN” โดย “จ๊อบ – นิธิ สมุทรโคจร” แม็กเนตสำคัญ ร่วมเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสแหล่งท่องเที่ยว ‘บ้านหนองยางคำ’ เบิ่งเสน่ห์วิถีภูไท ไม่ว่าจะเป็นภาษาพูด เครื่องแต่งกาย หรือแม้แต่อาหารท้องถิ่นของหมู่บ้านนี้ก็โดดเด่นไม่แพ้ใคร จากนั้นตามไปเบิ่งของดี ‘บ้านหนองบัว’ ชื่นชมงานหัตถศิลป์โบราณ ทอซิ่นมัดหมี่ ที่สะท้อนความเป็นอัตลักษณ์ชุมชนผ่านลวดลายนกยูงรำแพง จากนั้นตามไปออกสเต็ปเซิ้งกลองยาวแบบม่วนๆ กันที่ ‘บ้านคำคาเหนือ’ ลิ้มรสเมนูแปลกเมืองถิ่น อย่าง ลาบเหนียวปลาตองกราย ซึ่งจัดได้ว่าของดีของเด็ดของบ้านนี้เลยทีเดียว ปิดท้ายด้วยการแวะไปสักการะ พระธาตุยาคู พุทธสถานอันสำคัญของเมืองฟ้าแดดสงยางในอดีต อลังการถิ่นทะเลตุง หนึ่งเดียวในอีสาน

ซึมซับอารยธรรมโบราณ สัมผัสเสน่ห์แห่งดินแดนที่ไม่เหมือนใคร ในรายการ สมุดโคจร On The Way : ม่วนคัก ฮักISAN – กาฬสินธุ์ วันเสาร์ ที่ 29 มิถุนายน 2562 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 28 (3SD) หรือติดตามข่าวสารต่างๆ ได้ที่

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ (กองทุน FTA) เมื่อวันที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า เพื่อเป็นการรองรับการเปิดเสรีการค้าไทย-ออสเตรเลีย ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในปี 2564 และการเปิดเสรีการค้าไทย-นิวซีแลนด์ มีผลบังคับใช้ในปี 2568 ซึ่งหากการเปิดเสรีการค้ามีผลบังคับใช้อาจมีการนำเข้าเนื้อโค น้ำนม และผลิตภัณฑ์จากทั้ง 2 ประเทศที่มีศักยภาพการผลิตสูงกว่า

ทำให้เกษตรกรไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย ไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับต่างประเทศได้ เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าต่างประเทศ ดังนั้น กองทุน FTA ได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการเร่งสร้างความเข้มแข็งให้สินค้าโคเนื้อและโคนมของไทยเพื่อรองรับการเปิดเสรีการค้า จึงได้อนุมัติงบประมาณ 59.9 ล้านบาท ให้กรมปศุสัตว์ และองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย เพื่อนำไปพัฒนาการผลิตสินค้าโคเนื้อและโคนม จำนวน 2 โครงการ ได้แก่

โครงการศึกษาศักยภาพการขุน คุณภาพซาก และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของโคเนื้อ 5 สายพันธุ์ ในระบบการขุนเชิงการค้า ของกรมปศุสัตว์ จำนวน 4 ล้านบาท เพื่อเร่งศึกษาศักยภาพการขุนโคเนื้อ 5 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นพันธุ์โคเนื้อที่เกษตรกรนิยมเลี้ยง ได้แก่ โคเนื้อพันธุ์พื้นเมือง โคเนื้อลูกผสมโคนมและโคเนื้อ โคเนื้อพันธุ์บราห์มัน โคเนื้อพันธุ์ตาก และโคเนื้อพันธุ์กบินทร์บุรี ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการศึกษาจะช่วยให้เกษตรกรสามารถตัดสินใจวางแผนการเลี้ยงโคเชิงการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ หน่วยงานภาครัฐก็สามารถนำข้อมูลมากำหนดนโยบายและแนวทางการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อและโคขุนได้อย่างเหมาะสม โดยโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด จังหวัดกำแพงเพชร ให้ใช้สถานที่และร่วมดูแลโคเนื้อระหว่างที่มีการศึกษาวิจัย

สำหรับอีกหนึ่งโครงการ คือ โครงการจัดตั้งฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูง (Thai Denmark Smart Dairy Farm) ขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย จำนวน 55.9 ล้านบาท เพื่อจัดตั้งฟาร์มโคนมสาธิตเชิงธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูง หรือ “Smart Farm” มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยทั้งที่เป็น Hard ware และ Soft ware ช่วยในการบริหารจัดการฟาร์มสามารถให้ผลผลิตน้ำนมดิบเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 20 กิโลกรัม/ตัว/วัน โดยฟาร์มแห่งนี้จะเป็นตัวอย่างในการพัฒนาการบริหารจัดการฟาร์มของเกษตรกรเพื่อเพิ่มปริมาณและคุณภาพน้ำนมดิบ เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และการฝึกปฏิบัติของบุคลากรมืออาชีพการเลี้ยงโคนม รวมทั้งเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปได้เข้าชมฟาร์มเพื่อเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์อาชีพการเลี้ยงโคนม และการผลิตน้ำนมที่สะอาด มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ส่งผลในการกระตุ้นการบริโภคนมภายในประเทศ

ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โดยกองทุน FTA จะยังคงมุ่งมั่นช่วยเหลือภาคเกษตรกรรมให้มีความแข็งแกร่ง ให้เกษตรกรไทยสามารถแข่งขันกับโลกเสรีทางการค้าได้อย่างมั่นใจ สำหรับเกษตรกรที่ต้องการทราบขอข้อมูลเพิ่มเติมจากกองทุน FTA สามารถสอบถามได้ที่ โทร. (02) 561-4727 หรือ Email: fta.oae@gmail.com หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www2.oae.go.th/FTA

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด(มหาชน) ลงนามความร่วมมือกับ บรรจุภัณฑ์อาหารปลอดภัยเฟสท์ ธุรกิจแพ็กเกจจิ้ง เอสซีจี คืนกำไรสู่สิ่งแวดล้อม มอบรายได้ทุกการจำหน่ายบรรจุภัณฑ์อาหารปลอดภัยเฟสท์ยกแพ็กในแม็คโครทุกสาขาทั่วประเทศ แพ็กละ 1 บาท มอบให้มูลนิธิอุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธรฯ ผลักดันการพัฒนาอย่างยั่งยืน หลังประกาศนโยบายหยุดจำหน่ายโฟมบรรจุอาหารแล้วใน 12 สาขา

นางซันนี่ ซิดิค ผู้อำนวยการอาวุโส-ฝ่ายบริหารสินค้าธุรกิจประกอบการอาหาร และ นางสาวสนมชนม์ จินานนท์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารสินค้าอุปโภค บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามกับ นายวิชาญ เจริญกิจสุพัฒน์ กรรมการผู้จัดการบริษัทผลิตภัณฑ์กระดาษไทย จำกัด ธุรกิจแพ็กเกจจิ้ง เอสซีจี บรรจุภัณฑ์อาหารปลอดภัยเฟสท์ โดยมี นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และ พลตำรวจโทประพันธ์ จันทร์เอม ผู้อำนวยการอุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติ สิริธร

ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรี สิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ร่วมเป็นสักขีพยาน ในความร่วมมือเพื่อนำรายได้จากการจำหน่ายบรรจุภัณฑ์อาหารปลอดภัยเฟสท์ทุกแพ็กที่แม็คโคร ทุกสาขา แพ็คละ 1 บาท ตั้งแต่วันนี้ถึง มกราคม พ.ศ. 2563 มอบให้กับมูลนิธิอุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธรฯ เพื่อนำไปสนับสนุนการดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับการดูแลฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม มุ่งให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนและส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงบรรจุภัณฑ์อาหารปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม ในราคาเอื้อมถึง