จัดทีมสำรวจข้อมูลช่วง Q2 ทั่วประเทศ เตรียมคาดการณ์ผลผลิต

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ลุยแผนปฏิบัติการสำรวจข้อมูลการผลิตช่วงไตรมาส 2 เจาะกลุ่มสินค้าเศรษฐกิจไม้ยืนต้นและพืชไร่ มากกว่า 20 จังหวัดทั่วประเทศ ย้ำ ข้อมูลที่ได้ต้องทันสถานการณ์ เน้นวิเคราะห์ปัจจัยที่จะกระทบต่อการผลิตในครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้น

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ในปีนี้ฝนจะมาเร็วกว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่เกษตรกรบางพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลดเนื้อที่เพาะปลูกข้าวลง ปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น เช่น อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง เป็นต้น นอกจากนี้ ก่อนฤดูทำนา เกษตรกรบางส่วนยังปลูกแตงโมและพืชผักในนาข้าวเพื่อเป็นรายได้เสริม โดยปัจจุบันเกษตรกรเริ่มมีการปรับเปลี่ยนและขยายพื้นที่ทำการเกษตรแบบผสมผสานตามนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไม้ผล และเลี้ยงปลาในพื้นที่นาเพิ่มขึ้น

สศก. ในฐานะหน่วยงานจัดทำและบริการข้อมูลสารสนเทศการเกษตรของประเทศ ได้ติดตามสถานการณ์การผลิตสินค้าพืชและปศุสัตว์ที่สำคัญมาโดยตลอดเป็นประจำทุกไตรมาส ไตรมาสละ 25 – 30 จังหวัด จังหวัดละ 6 หมู่บ้าน ด้วยการสอบถามข้อมูลทั้งจากผู้นำชุมชน เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร ผู้รับซื้อ หน่วยงานราชการ ในแหล่งผลิตที่สำคัญของแต่ละชนิดสินค้าทั่วประเทศ เพื่อให้ทราบทิศทางของเนื้อที่เพาะปลูก และผลผลิตเมื่อเทียบกับปี ที่ผ่านมา แรงจูงใจที่ทำให้เกษตรกรยังคงปลูกอยู่ หรือขยายพื้นที่ รวมทั้งปัจจัยที่ทำให้เปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น สภาพอากาศ ภัยธรรมชาติ นโยบายส่งเสริมการผลิตต่างๆ ที่มีผลต่อการผลิต

สำหรับช่วงไตรมาสที่ 2 ทีมสำรวจ สศก. ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ได้เริ่มปฏิบัติการลงพื้นที่มาตั้งแต่เดือนเมษายน และพฤษภาคม เป็นการติดตามสถานการณ์การผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญกลุ่มไม้ยืนต้น เช่น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา กาแฟ และกลุ่มพืชไร่ เช่น ข้าว โพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง เป็นต้น ซึ่งพืชเศรษฐกิจและผลผลิตต่อไร่ต้องมีการติดตามสถานการณ์ต่อเนื่องว่าจะมีผลกระทบอื่นจากภัยธรรมชาติในช่วงครึ่งปีหลังหรือไม่ เกษตรกรและผู้สนใจขอข้อมูลด้านเศรษฐกิจการเกษตร สามารถติดต่อได้ที่ 0 2561 2870 ในวันและเวลาราชการ

ผู้เลี้ยงปลายโสธรโอดฝนตกต่อเนื่องทำให้ปลาในกระชังตาย 20 ตัน สูญเงินลงทุนกว่า 7 แสน

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 28 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรใน ต.ค้อเหนือ อ.เมือง จ.ยโสธร ที่ได้พากันเลี้ยงปลาในกระชังตามลำน้ำชีหลง ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำชี ได้แต่ยืนดูปลาของตนเองที่เลี้ยงเอาไว้ในกระชังทั้งหมด จำนวน 26 กระชัง น้ำหนักปลารวมกว่า 20 ตัน ลอยตาย ซึ่งปลาที่เลี้ยงเอาไว้ทั้งหมดโตเต็มที่รอแต่จับส่งขายให้กับลูกค้าในอีกไม่กี่วันข้างหน้าแต่ต้องมาประสบกับปัญหาอาการน๊อกน้ำลอยตายทั้งหมด

นางทองลา แทนกุดเรือ อายุ 55 ปี ชาว หมู่ 5 ต.ค้อเหนือ อ.เมือง จ.ยโสธร เกษตรกรที่เลี้ยงปลาในกระชังตามลำชีหลง กล่าวว่าเนื่องจากในระยะนี้ในพื้นที่จังหวัดยโสธรได้มีฝนตกลงมาต่อเนื่องและมีปริมาณน้ำไหลลงสู่แม่น้ำชีเป็นจำนวนมากจนทางเขื่อนยโสธรที่กั้นแม่น้ำชีตั้งอยู่ในพื้นที ต.เขื่องคำ อ.เมือง จ.ยโสธร ต้องเปิดประตูเขื่อนหลายบานเพื่อเร่งระบายน้ำออกจากทางเหนือเขื่อนเป็นการรองรับกับปริมาณน้ำเหนือที่จะไหลลงมาสมทบกับปริมาณน้ำในพื้นที่ ซึ่งการเปิดประตูเขื่อนทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำชีและลำน้ำสาขาของมีน้ำชีอย่างลำชีหลงก็มีปริมาณน้ำลดลงอย่างรวดเร็วจนส่งผลให้ปลาที่เลี้ยงในกระชังปรับตัวไม่ทันและเกิดอาการน๊อกน้ำจนลอยตายเป็นจำนวนมาก ส่วนปลาที่น๊อกน้ำบางส่วนที่ยังไม่เน่า ก็ต้องเร่งช่วยกันนำขึ้นจากกระชังพร้อมกับได้เกณฑ์ญาติพี่น้องไปช่วยกันชำแหละปลาให้เสร็จ เพื่อนำไปทำเป็นปลาร้า และที่เหลือบางส่วนก็จะส่งขายในราคา 3 กิโลกรัมต่อ 100 บาท จากปกติที่เคยส่งขายในราคากิโลกรัมละ 60 บาท

นางทองสา กล่าวต่อว่าตนกับสามีเลี้ยงปลาในกระชังทั้งหมด 26 กระชัง ลงทุนไปกว่า 7 แสนบาท และขณะนี้ปลาก็กำลังเจริญเติบโตเต็มที่พร้อมที่จะจับส่งให้กับลูกค้าแล้วแต่รอวันที่พร้อมจับเท่านั้นจึงต้องมาประสบกับปัญหาปลาน๊อกน้ำลอยตายทั้งหมด ซึ่งคาดว่าปลาที่ตายจะมีน้ำหนักรวมไม่ต่ำกว่า 20 ตัน เงินที่ลงทุนไปกว่า 7 แสนบาท ต้องสูญเปล่าทันที ส่วนกระชังปลาของเกษตรกรรายอื่นๆที่อยู่ใกล้เคียงกันและในแม่น้ำชีเกษตรกรต้องเร่งนำเครื่องเพิ่มออกซิเจนในน้ำไปติดตั้งพร้อมกับเดินเครื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันปลาในกระชังน๊อกน้ำตายเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งก็สามารถแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง

การทำเกษตรกรรมในยุคดิจิตอลดูจะแตกต่างจากยุคเก่าอย่างสิ้นเชิง ความมีอิทธิพลของเทคโนโลยีการสื่อสารที่อยู่เหนือขีดจำกัด จึงทำให้คนรุ่นใหม่หรือรุ่นเก่าที่พยายามปรับตัวสามารถทำเกษตรกรรมในรูปแบบที่ทันสมัยได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว

เพราะฉะนั้นถึงแม้จะไม่ได้ร่ำเรียนหรือสืบทอดสายเลือดที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรมาแบบแนวคิดสมัยก่อน แต่หากมีใจรักผนวกกับความใส่ใจหาข้อมูลอย่างละเอียด ไปศึกษาดูงานเกษตรตามแหล่งเรียนรู้ที่น่าสนใจแล้ว ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ทำอาชีพอะไร ความสำเร็จในการทำเกษตรกรรมก็สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างไม่ยาก

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดแล้วสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรมทันที คงเป็นกรณีของ คุณไพบูลย์ นาคสีหราช บ้านเลขที่ 1233/45 ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ บุคคลท่านนี้ยึดอาชีพทนายความมายาวนานอยู่ในจังหวัดบ้านเกิด ชอบงานเกษตรเพราะเคยเรียนที่เชียงใหม่ จากนั้นหันเหชีวิตมาเรียนกฎหมายจนยึดอาชีพทนายความมาจนถึงวันนี้

คุณไพบูลย์ ชี้ว่า การทำเกษตรยุคใหม่ต่างจากยุคก่อนอย่างสิ้นเชิง ทั้งสภาพพื้นที่ปลูก สภาพอากาศ และวัฒนธรรม ดังนั้น การทำเกษตรกรรมยุคใหม่จึงไม่ควรทำเชิงเดี่ยวเหมือนเมื่อก่อน แต่ควรทำแบบผสมผสาน ซึ่งตัวเองมีแผนการทำสวนเกษตรผสมผสานตั้งแต่การเริ่มปลูกไผ่ เลี้ยงวัว เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงปลา

ทนายท่านนี้ชี้ให้เห็นถึงเหตุผลที่ต้องการทำสวนเกษตรผสมผสาน เพราะเป็นการลดความเสี่ยง แล้วยังถือว่าสิ่งที่ปลูกไว้เป็นที่ต้องการของตลาดทุกอย่าง แล้วกำลังมีแผนในอีกไม่ช้าว่าจะปลูกกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 รวมถึงมะพร้าวน้ำหอมด้วย ทั้งนี้สวนเกษตรผสมผสานได้จัดวางผังไว้อย่างเหมาะสม ในที่ดิน จำนวน 120 ไร่

ความเป็นคนที่โชคดี เพราะที่ดินอยู่ใกล้กับแม่น้ำมูลมากชนิดข้ามถนนก็ถึง ดังนั้น จึงไม่เดือดร้อนเรื่องแหล่งน้ำ แล้วยังสามารถสูบน้ำเข้ามาใช้ในสวนได้อย่างสะดวกและต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเมื่อหลายปีที่แล้วในช่วงน้ำหลากทำให้แม่น้ำมูลล้นท่วมบ้านเรือนและสวนเกษตรของชาวบ้าน จึงได้มีการจัดสร้างคันดินสูงเลียบตลอดสองฝั่งแม่น้ำมูล ถือเป็นการช่วยแก้ไขน้ำท่วมแปลงสวนเกษตรของชาวบ้านได้หลายแห่ง

ถึงแม้ทนายไพบูลย์จะเคยร่ำเรียนวิชาการด้านเกษตร แต่ด้วยความเป็นผู้ที่ชอบใฝ่หาแล้วแสวงหาเติมความรู้ที่ไม่พบในตำราด้วยการเข้าอบรมสัมมนาเพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านเกษตรใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง แล้วที่สำคัญเขาเป็นแฟนพันธุ์แท้นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ชนิดต้องเข้าสัมมนาในทุกกิจกรรมที่จัดขึ้นมาตลอด แล้วยังนำความรู้เหล่านั้นมาพัฒนาปรับปรุงงานเกษตรที่ดูแล พร้อมไปกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลจากเพื่อนและรุ่นน้องที่รู้จักในสมัยเรียนมหาวิทยาลัย

ชี้ ปลูกไผ่ เน้นขายต้นพันธุ์ มีรายได้ยั่งยืน

“ไผ่” คือพืชชนิดแรกที่ทนายไพบูลย์เริ่มปลูก เขามองว่าการปลูกไผ่ควรเน้นขายพันธุ์ เพราะมีความมั่นคงทางรายได้มากกว่าขายหน่อ โดยเลือกปลูกไผ่กิมซุง จำนวน 500 กอ แล้วใช้เวลา 1 ปีครึ่ง สามารถเก็บหน่อได้ ทั้งนี้ ใน 1 กอ มีหน่อไผ่น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 20 กิโลกรัม แต่ถ้าต้องการให้มีหน่อสม่ำเสมอ ควรให้น้ำตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง

การดูแลต้นไผ่จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ทำขึ้นเอง ที่มีส่วนผสมจากมะพร้าว ใบไผ่ ใบจามจุรี ขี้ไก่ หรือบางคราวอาจใช้ปุ๋ยสูตรเสมอบ้าง เพื่อเป็นการเร่ง สำหรับปุ๋ยคอกใส่กอละประมาณ 30 กิโลกรัม ปีละครั้งในช่วงที่ต้องการให้แตกหน่อ

เลี้ยง วัว ไก่ เป็ด และปลา สร้างรายได้หมุนเวียนทั้งปี

ส่วนการขยายพันธุ์ไผ่ ใช้แขนงมาปักชำ ใช้เวลา 45 วัน สามารถปลูกได้ ขณะนี้เตรียมต้นพันธุ์ที่ลูกค้าสั่งจองจำนวน 3,000 ต้น พร้อมกับเผยรายได้ที่เกิดจากการขายหน่อและต้นพันธุ์ ปีละกว่า 200,000 บาท

“ไผ่ เป็นพืชที่เหมาะกับการปลูกทางภาคอีสาน รวมถึงอีกหลายภาคที่เหมาะสม เพราะไม่เพียงจะสร้างรายได้ แต่การช่วยกันปลูกไผ่มากๆ จะทำให้ช่วยลดโลกร้อน อีกทั้งไผ่ยังมีคุณค่าอื่นๆ อีกมากมาย”

ในบริเวณตรงกลางของพื้นที่ คุณไพบูลย์ จัดสร้างเป็นคอกเลี้ยงวัว สำหรับพันธุ์วัวที่เลี้ยงเพื่อขายพันธุ์ เป็นพันธุ์พื้นเมืองลูกผสมบราห์มันแดง โดยมีเพศเมีย 10 ตัว การเลี้ยงวัวจะเน้นปรับปรุงพันธุ์ให้มีความเหมาะสมกับพื้นที่ ซึ่งรายได้จากวัวคือ การขายลูกวัวอายุปีเศษ ตัวละประมาณ 30,000 บาท ทั้งนี้ จะมีรายได้จากการเลี้ยงวัวประมาณปีละแสนกว่าบาท

ทางด้านการเลี้ยงปลา คุณไพบูลย์ เลี้ยงปลาตะเพียนเป็นหลัก ที่ผ่านมาได้ผลผลิตประมาณ 4 ตัน ต่อปี โดยลูกค้าที่มาซื้อปลาตะเพียนคือเจ้าของบ่อปลาหลายแห่ง ซื้อ-ขาย หน้าบ่อ ราคากิโลกรัมละ 50 บาท นอกจากนั้นแล้ว ยังมีโครงการจะแปรรูปปลาตะเพียนเป็นปลาส้ม โดยตั้งใจจะแปรรูปเป็นของฝากโดยใช้แบรนด์ของศรีสะเกษ

อย่างไรก็ตาม แนวคิดการเลี้ยงปลาเป็นธุรกิจของทนายคนนี้ดูจะแปลกกว่าผู้เลี้ยงรายอื่น ตรงที่เขาจะแบ่งเป็นบ่อขุน จำนวน 3 บ่อ ในเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ นอกนั้นเป็นบ่ออนุบาล ที่มีลูกปลา จำนวนกว่า 20,000 ตัว เหตุผลที่ต้องมีการแบ่งแยกบ่อเลี้ยง เพราะต้องการเพาะลูกปลาไว้ให้แข็งแรงก่อน

พอโตขึ้นจึงย้ายมาลงบ่อขุนแล้วจึงจับขาย ทำให้มีรายได้ตลอดทั้งปี ข้อดีอีกประการคือเวลาเลี้ยงจะเลี้ยงพร้อมกัน แล้วเวลาขายก็จับขายพร้อมกัน วิธีนี้จะทำให้ปลามีขนาดเท่ากันทุกตัว เป็นการตัดปัญหาเรื่องความต่างของขนาดปลาเวลาจับขาย รวมถึงยังได้ราคาดีด้วย

ใช้กากถั่วเหลืองเป็นอาหารสำหรับบ่อขุน ทั้งนี้ ใช้เวลาขุนประมาณ 9 เดือน จึงจับขายได้ โดยในช่วงขายปลามีน้ำหนักเฉลี่ยตัวละครึ่งกิโลกรัม กินผักเก่ง วันละประมาณ 400-500 กิโลกรัม

วางแผนปลูกกล้วยน้ำว้า และ มะพร้าวน้ำหอม เปิดตลาดเชิงรุก

แผนต่อไปของทนายท่านนี้คือ การปลูกกล้วย ขณะนี้คุณไพบูลย์มีพันธุ์กล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 เนื่องจากมีความทนต่อโรค/แมลง ที่เตรียมลงแปลงอยู่ จำนวน 300 ต้น คาดว่าหน้าฝนนี้จะปลูกแน่นอน สำหรับเหตุผลที่ปลูกกล้วยน้ำว้า เพราะมองตลาดแล้วว่ายังไปได้อีกไกล เป็นไม้ผลที่รับประทานได้ทุกวัย เพราะมีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก ขณะเดียวกันยังสามารถนำไปแปรรูปได้หลายอย่างด้วย อย่างไรก็ตาม ต้นกล้วยยังสามารถใช้เป็นอาหารของสัตว์อื่นที่เลี้ยงไว้ จึงเป็นข้อดีในเรื่องการลดต้นทุนได้มาก

นอกจากกล้วยแล้ว คุณไพบูลย์ ยังต้องการปลูกมะพร้าวน้ำหอมที่ซื้อพันธุ์มาจากบ้านแพ้ว และกำลังเพาะไว้ในถุงขนาดใหญ่ ตอนนี้ปลูกในถุงมาได้ประมาณ 8 เดือนแล้ว คาดว่าจะนำลงดินได้ อีกสัก 2 ปีข้างหน้าก็ได้ลูกแน่นอน

“เหตุผลที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอม เพราะมองว่าตลาดนักท่องเที่ยวจากช่องสะงำมีจำนวนมากที่ไหลเข้ามาเที่ยวในฝั่งไทย ทั้งนี้เคยเห็นคนเขมรนำน้ำมะพร้าวพื้นเมืองมาขาย ลูกละ 60 บาท ดังนั้น วางแผนว่าเมื่อมะพร้าวมีผลผลิตจะส่งไปขายบริเวณแหล่งท่องเที่ยวและคิดว่าคงได้ราคาดีมาก เพราะมะพร้าวจากบ้านเรามีคุณภาพมากกว่า รสชาติอร่อย น้ำมะพร้าวหวานหอมกว่าด้วย”

หากมองภาพรวมแล้วถือว่าสวนเกษตรผสมผสานของคุณไพบูลย์มีกิจกรรมทางการเกษตรครบทุกด้าน จัดเป็นสวนเกษตรผสมผสานที่สมบูรณ์ทั้งรูปแบบและคุณภาพ โดยเหตุผลที่ทนายผู้นี้ต้องการทำสวนเกษตรผสมผสานแบบครบวงจร เพราะได้แรงบันดาลใจมาจากเมื่อคราวที่เคยไปดูงานสวนเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงกำหนด

ปัจจุบัน คุณไพบูลย์ มีความสุขกับกิจกรรมงานเกษตรที่ทำอยู่ แล้วยังมีความสุขมากเสียด้วย วันไหนถ้าว่างเว้นจากอาชีพว่าความจะต้องเดินทางเข้ามาคลุกอยู่ในสวน ทั้งยังเปิดสวนเป็นแหล่งเรียนรู้ด้วย

“ตั้งใจว่าจะทำให้ครบทุกองค์ประกอบ ครบทุกปัจจัย เพราะมองว่าหากทำได้เช่นนั้นจะเกิดการเกื้อกูลกัน อีกทั้งยังทำให้สามารถลดต้นทุนได้จริง เพราะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ได้ทุกชนิด ทั้งคนที่อยู่ในสวนแห่งนี้ สัตว์ทุกชนิดที่เลี้ยงไว้ และพืช โดยแทบจะไม่ต้องลงทุนซื้อเลย แถมมีเงินเก็บไว้ใช้ด้วย” ทนายไพบูลย์ กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามรายละเอียดการสั่งซื้อพันธุ์ไผ่ ตลอดจนพืชผลทางการเกษตรชนิดอื่น หรือมีความประสงค์จะเข้าชมกิจกรรมต่างๆ ในสวนเกษตรผสมผสานของ คุณไพบูลย์ นาคสีหราช ติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ (081) 875-2151

โจทย์ใหม่ของรัฐบาลยุคพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คือการก้าวสู่เกษตรยุค ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งต้องมีนวัตกรรมทั้งด้านเทคโนโลยี เครื่องจักรกลการเกษตรที่ทันสมัยตลอดจนองค์ความรู้ของเกษตรกรที่จะต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ในส่วนของธุรกิจเมล็ดพันธุ์ผักนับเป็นส่วนสำคัญของก้าวแรกที่จะผลักดันเกษตรไทยสู่ยุค 4.0 ให้ประสบความสำเร็จ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ในฐานะผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ผักทุกชนิดในไทย และเป็นเจ้าตลาดด้วยส่วนแบ่งที่คาดว่าจะอยู่ในระดับเกือบ 50% หรือประมาณ 1,100 ล้านบาท จากตลาดรวมในไทย 2,300 ล้านบาท โดยไม่รวมเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดไร่ ซึ่งผู้บริหารจะมาเปิดเผยมุมมองในการตอบสนองนโยบายรัฐบาล

ครัวเรือนเกษตรกรในไทยปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 5.7 ล้านครัวเรือน แนวโน้มในอนาคตมีแต่จะลดน้อยถอยลงทุกปี ไม่ใช่ในประเทศไทยที่เดียวในกลุ่มประเทศอาเซียนทั้งหมดด้วย ความสนใจของคนรุ่นใหม่ที่จะยึดอาชีพเกษตรกรรมจะลดลงไปเรื่อย ๆ แรงงานเกษตรกรรมจะหายากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัญหาของประเทศไทยใน 5-10 ปีข้างหน้า ฉะนั้นรัฐจะต้องหาทางแก้ หากเกษตรกรลดลงไป รัฐต้องหาทางเพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้น ต้องมีนวัตกรรมใหม่ ๆเข้ามาเพื่อเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นต้องหันมาใช้เครื่องจักรกลและเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น และเกษตรกรต้องเพิ่มความรู้มากขึ้น

“ทิศทางในอนาคตเทคโนโลยีต้องเข้ามาช่วยมากขึ้น บริษัทเอกชนต้องพัฒนาผลผลิตให้มากขึ้น เครื่องไม้เครื่องมือต้องช่วยเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น ความรู้ของเกษตรกรด้วย” นายวิชัย เหล่าเจริญพรกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก “ศรแดง” กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ”

ไทยเบอร์ 1 ธุรกิจเมล็ดพันธุ์ผัก
ประเทศไทยมีความได้เปรียบเรื่องดินฟ้าอากาศที่ปลูกผักได้ตลอดทั้งปี จึงเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ผักของภูมิภาคนี้ก็ว่าได้ เทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ ไทยส่งออกเมล็ดพันธุ์อันดับ 1 ของอาเซียน โดยส่งออก 5,500 ล้านบาท ติดอันดับที่ 21 ของโลก ซึ่งเมล็ดพันธุ์ดังกล่าวเมื่อนำไปปลูก จะมีมูลค่าผลผลิตสูงถึง 1.2 ล้านล้านบาท

“บริษัทส่งออกเมล็ดพันธุ์ผักไปเวียดนามมากที่สุด รองลงไปเป็น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เมล็ดพันธุ์ที่ส่งออกมากที่สุดเป็น ข้าวโพดไร่ รองลงมาเป็น แตงโม พริก มะเขือเทศ เหตุที่ประเทศไทยเป็นเบอร์ 1 ของการส่งออกเมล็ดพันธุ์ผัก เพราะเกษตรกรมีความรู้ความสามารถก้าวหน้าไปไกลกว่าทุกประเทศอาเซียน แม้ว่าบริษัทจะมีแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ผักทั้งในอินเดีย เมียนมา เวียดนาม”

จับ “คนเมือง” รับไทยแลนด์ 4.0

“ปัจจุบันคนในเมืองจะหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ทิศทางของบริษัทเราจะมุ่งไปจับลูกค้าคนเมืองส่วนหนึ่ง โดยยกระดับคนเมืองหันมาบริโภคผักมากขึ้น หันมาปลูกผักกินเอง เพราะการดูแลสุขภาพต้องใส่ใจ เพราะมีข่าวเรื่องผักปนเปื้อนมากขึ้น ถ้าเขาหันมาปลูกผักกินเอง ก็จะรู้ว่าเขาใช้ปุ๋ยใช้ยาอย่างไร ใช้ในอัตราที่เหมาะสมไม่มากเกินไป เราจึงออกผลิตภัณฑ์ใหม่ชื่อว่า “Go Grow” ตั้งใจเจาะตลาดที่ไม่ใช่เกษตรกรมืออาชีพรวมคนเมืองด้วย เราตั้งใจเจาะชัดเจน คือเขาไม่ใช่เกษตรกรมืออาชีพ ไม่มีความรู้ในการปลูกผัก เราจึงมีคำแนะนำบนฉลากว่า มีวิธีการปลูกอย่างไร มือใหม่เขาจะได้มีความมั่นใจมากขึ้น สินค้ากลุ่มนี้จึงตอบโจทย์คนเมืองและเกษตรกรที่ไม่ใช่มืออาชีพ นี่คือการตอบโจทย์การทำเกษตรในยุค 4.0

อีกตัวหนึ่งก็คือจากโจทย์ที่ว่า หากต้องการเพิ่มผลผลิต เกษตรกรต้องมีความรู้ในการปลูกผัก เราจึงมีทีมงานถ่ายทอดความรู้อยู่ในพื้นที่ว่า ควรปลูกอย่างไรให้ผลผลิตที่ดี ที่สำคัญคือเราต้องทำให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยใช้ยาในอัตราที่เหมาะสม เพื่อลดต้นทุนและลดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ และเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และการที่มีดิจิทัล อินเทอร์เน็ตเข้ามา ที่มีการใช้สมาร์ทโฟน

ตัวสินค้าที่เราขายก็มี QR Code เกษตรกรก็สแกนดูจากสมาร์ทโฟนถึงเรื่องโรคพืช และมีเว็บไซต์ให้ติดต่อเข้ามาบริษัทเราได้มากขึ้นด้วย เป็นการตอบโจทย์เกษตรยุค 4.0 ที่เทคโนโลยีเรื่องอินเทอร์เน็ตจะมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราแล้ว ไม่ใช่ปัจจัยการผลิตอย่างเดียว” นายวิชัยกล่าว

ข้าวนึ่งไทยราคาดีดแซงอินเดีย ส่งผลให้พ่ายประมูลข้าวบังกลาเทศนัดแรก 50,000 ตัน ลุ้นออร์เดอร์ประมูลเข้าอีก 2 นัด แห่ประมูลข้าวสารทั่วไปลอตสุดท้ายตุนสต๊อก หวั่นชอร์ตของส่ง

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า สถานการณ์การส่งออกข้าว 4 เดือนแรก (มกราคม-เมษายน) 2560 มีปริมาณ 3,630,219 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มูลค่า 1,530 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 0.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยผลดีจากการส่งออกข้าวในเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีปริมาณ 936,597 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 33.4% มูลค่า 541 ล้านเหรียญสหรัฐ 41.1% ซึ่งปัจจัยสำคัญจากการส่งออกข้าวนึ่งกลับมาเพิ่มขึ้น

ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สัญญาณการส่งออกข้าวครึ่งปีแรกดีเกินกว่าเป้าหมายทั้งปีที่คาดไว้ 9.5 ล้านตัน ปัจจัยสำคัญมาจากตลาดเริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะข้าวนึ่ง ซึ่งมีคำสั่งซื้อเพิ่มมาจากแอฟริกามีกำลังซื้อดีขึ้นจากราคาน้ำมันในตลาดโลกดีขึ้น และตลาดอิหร่านมีการสั่งซื้อข้าวเข้ามา 2 ลอต เป็นข้าวหอมมะลิ และข้าวขาว 5% อย่างละ 1 แสนตันจากที่หยุดสั่งซื้อไปนาน 10-20 ปี

แหล่งข่าวจากวงการส่งออกข้าว เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ราคาข้าวนึ่งของไทยปรับสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา สาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น สต๊อกข้าวรัฐบาลลดลงไปอย่างมากทำให้ไม่มีแรงกดดันเรื่องราคา และตลาดข้าวนึ่งที่สำคัญ ๆ มีความต้องการมากขึ้น ทำให้ราคาปรับสูงขึ้นมาก ส่วนหนึ่งมีการเก็งกำไรด้วย ผลจากราคาที่ปรับสูงขึ้น ทำให้อินเดียชนะประมูลขายข้าวนึ่งให้กับบังกลาเทศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา 50,000 ตัน โดยอินเดียเสนอราคาตันละ 428 เหรียญสหรัฐรวมค่าขนส่ง ค่าการจัดส่งมอบ และค่าค้ำประกัน ต่ำกว่าไทยที่เสนอราคาตันละ 445-450 เหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกเริ่มกังวลว่าข้าวเปลือกจะขาดประมาณ 2 เดือนจากนี้ถึงกรกฎาคม เพราะก่อนหน้านี้มีคำสั่งซื้อจากอิหร่าน และแนวโน้มในช่วงปลายเดือนนี้บังกลาเทศจะประมูลซื้อข้าวอีกรอบ น่าจะเป็นข้าวขาวปริมาณ 50,000 ตัน และเร็ว ๆ นี้หน่วยงานจัดซื้อข้าวฟิลิปปินส์ (NFA) มีแผนจะเปิดประมูลจากเอกชนในรูปแบบ G to P ปริมาณ 2.5 แสนตัน เพราะผลผลิตภายในประเทศไม่ดี

“ขึ้นอยู่กับว่าจะซื้อข้าวชนิดใดถ้าฟิลิปปินส์ซื้อข้าวขาว 25% มีโอกาสที่เวียดนามจะชนะสูง เพราะราคาข้าวไทยพลิกกลับมาสูงกว่าเวียดนาม 50 เหรียญสหรัฐต่อตัน โดยอยู่ที่ตันละ 380-390 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ข้าวเวียดนามอยู่ที่ 330 เหรียญสหรัฐ และการทำข้าว 25% ต้องใช้ปลายข้าว แต่ตอนนี้ไทยไม่มีปลายข้าวในระบบด้วย”

นอกจากนี้ ในการประชุมไทยแลนด์ไรซ์คอนเวนชั่น ปี 2560 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 29 พฤษภาคม 2560 มีกำหนดการว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าอิรักจะเดินทางมาร่วมและเข้าพบนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ซึ่งอาจจะมีสัญญาณที่ดีในการสั่งซื้อข้าวรอบใหม่อีก

“รัฐบาลควรอาศัยจังหวะนี้ระบายข้าวสารในสต๊อกให้หมดเพื่อให้ราคาข้าวเปลือกฤดูกาลผลิตใหม่ได้ปรับฐานราคาสูงขึ้นหลังจากนี้ ควรมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการสร้างนวัตกรรมข้าว เพื่อเพิ่มมูลค่าต่อไป”

ทั้งนี้ ผลจากภาวะตลาดข้าวเริ่มกลับมาฟื้น colourofwords.com ทำให้บรรยากาศการเปิดประมูลข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลเป็นการทั่วไปลอตสุดท้าย ซึ่งเป็นข้าวกลุ่ม 1 ที่ใช้เพื่อการบริโภคปกติปริมาณ 1.82 ล้านตัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นอย่างคึกคัก มีผู้ยื่นซองเสนอราคา 58 ราย ล้วนแต่เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ ที่ต้องการซื้อข้าวลอตนี้ไปสต๊อกไว้ (ตาราง) ซึ่งคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวจะพิจารณาผลประมูลในวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอนุมัติผลระบายข้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมที่มิใช่คนและสัตว์บริโภค ให้เอกชน 10 ราย ปริมาณ 5 แสนตันจากที่นำมาเปิดประมูล 1.03 ล้านตัน มูลค่า 1,523 ล้านบาท

นายณรงค์ พลละเอียด ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร กล่าวว่า จังหวัดชุมพรมีพื้นที่ปลูกทุเรียนเป็น อันดับที่ 2 ของประเทศ รองจากจังหวัดจันทบุรี ประมาณการผลผลิต 128,894 ตัน มีผลผลิตออกสู่ตลาดเกือบทั้งปี สร้างรายได้แก่จังหวัดไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท ต่อปี

“จังหวัดชุมพรมักประสบปัญหาการตัดทุเรียนอ่อน เนื่องจากทุเรียนออกดอกหลายรุ่นในต้นเดียวกัน เกษตรกรขาดความชำนาญในการตัด ประกอบกับราคาทุเรียนต้นฤดูกาลแพง เกษตรกรจึงรีบตัดเพื่อให้ขายได้ราคา รวมทั้งทุเรียนอ่อนจากต่างจังหวัดปะปนมา มักพบทุเรียนอ่อนวางขายตามแผงค้าผลไม้ริมทาง ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชุมพรได้รับการร้องเรียนประจำทุกปี หากส่งทุเรียนอ่อนไปต่างประเทศจะมีผลทำให้ราคาทุเรียนทั้งระบบตกต่ำ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจของจังหวัดและของชาติ จังหวัดจึงมีมาตรการควบคุมไม่ให้มีการซื้อขายทุเรียนอ่อนในจังหวัดโดยเด็ดขาด คณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาทุเรียนอ่อนออกสู่ตลาดจังหวัดชุมพรจึงจัดประชุมเพื่องเร่งหาแนวทางป้องกันและแก้ปัญหา”

กระทรวงสาธารณสุขหวั่น ‘ไข้หวัดใหญ่’ ระบาดหนัก จัด ‘วัคซีน’ 3.5 ล้านโดส ฉีดกลุ่มเสี่ยง เผยป้องกันได้ 3 สายพันธุ์ ประชาชนขอรับบริการฟรี ที่สถานพยาบาลของรัฐใกล้บ้าน เริ่มวันที่ 1 มิถุนายน-31 สิงหาคมนี้

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม นพ. โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-1 พฤษภาคม 2560 พบผู้ป่วย 22,117 ราย เสียชีวิต 2 ราย เพื่อลดความรุนแรงของโรค การให้วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่จึงเป็นมาตรการสำคัญ โดยปีนี้ สธ.ได้รณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล จำนวน 3.5 ล้านโดส ให้กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข 4 แสนโดส และประชาชนกลุ่มเสี่ยง 3 ล้าน 1 แสนโดส ประกอบด้วย 1. หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป 2. เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี 3. ผู้มีโรคเรื้อรัง คือ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน 4. บุคคลที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป 5. ผู้มีน้ำหนักตัวมากกว่า 100 กิโลกรัม 6. ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ 7. ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย 8. ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (รวมผู้ติดเชื้อเอสไววีที่มีอาการ) โดยจะเริ่มให้บริการ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน -31 สิงหาคมนี้ สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ที่สถานพยาบาลของรัฐใกล้เคียงฟรี ซึ่งวัคซีนที่ฉีดให้ ประกอบด้วย 3 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ A Michigan (H1N1) สายพันธุ์ A Hong Kong (H3N2) และสายพันธุ์ B Brisbane (ออสเตรเลีย)