จับตา 10 เทคโนโลยีป่วนโลก วท.ชี้จะมาเปลี่ยนวิถีชีวิตคนไทย

เตรียมรับผลกระทบชีวิตประจำวันเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโล ยีแห่งชาติ(สวทช.) จัดงานนำเสนอผลงานวิจัยที่น่าลงทุนประจำปี 2561 หรือ “นาสด้า อินเวสเตอร์เดย์ (NSTDA Investors’ Day 2018)” ภายใต้แนวคิด “เสริมแกร่งธุรกิจด้วยวิทย์และนวัตกรรม” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และต่อยอดนวัตกรรมให้กับนักลงทุนเป้าหมายและผู้ประกอบการไทย ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) พัฒนา กระบวนการผลิตให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน

นายณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผอ.สวทช. กล่าวว่า ประเทศไทย กำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เข้าสู่ยุคเทคโนโลยีป่วนโลก โดยจะมี 10 เทคโนโลยีใหม่ที่จะมาเปลี่ยนธุรกิจและวิถีชีวิตของคนไทย ซึ่งทั้งผู้ประกอบการและคนทั่วไป ต้อง เตรียมตัวรับผลกระทบทั้งในชีวิตประจำวัน สังคม และเศรษฐกิจ ประกอบด้วย

1.แบคทีเรียลดยุงพาหะ จะมีการนำแบคทีเรียในสกุล โวลบาเชีย (Wolbachia) เข้าร่วมโปรแกรมระดับโลก World Mosquito Program มากำจัดยุงลาย โดยแบคทีเรียดังกล่าว จะทำให้ไข่ฝ่อ ฟักไม่ได้ ขณะนี้รัฐบาลหลายประเทศประ กาศว่าการใช้ Wolbachia เป็นทางเลือกใหม่ที่ลดความเสี่ยงของการระบาดโรคไข้เลือดออก ซิก้า และชิกุนกุนยา ได้ และมีต้นทุนต่ำคือ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยแค่ 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อประชากรเท่านั้น เทคโนโลยีการกำจัดยุงด้วยแบคทีเรียนี้จะเป็นทางเลือกสำคัญแบบหนึ่งในการกำจัดยุงในพื้นที่อื่นๆ ของโลก เช่น ในทวีปแอฟริกา หรือแม้แต่ในประเทศไทยเอง

2.วัคซีนกินได้ ขณะนี้ กำลังมีการทำวัคซีนแบบใหม่ใช้วิธีกิน แทนที่จะฉีดแบบที่คุ้นเคยกันมานานโดยวัคซีนกินได้ผลิตขึ้นในพืช ต้องนำสารพันธุกรรมของเชื้อโรคที่ไม่เกี่ยวกับการก่อโรค มาใส่เข้าไปในพืช พืชจึงเป็นดั่งโรงงานที่สร้างสารเหล่านี้ขึ้นมา โดยขั้นตอนนี้อาศัยแบคทีเรียพวก Agrobacterium นำสารพันธุกรรมเข้าไปในพืช เมื่อคัดเลือกพืชที่รับเอาสารพันธุกรรมดังกล่าวเข้าไปได้แล้ว ก็นำมาเพิ่มจำนวน และใช้รับประทานเป็นวัคซีนได้ต่อไป

3.เซลล์สำหรับทดสอบยา ขณะนี้ มีบริษัทยาระดับโลดหลายแห่ง นำเซลล์ผู้ป่วยมาทำให้เป็นสเต็มเซลล์แบบพิเศษ iPSC จะสามารถนำมาทดสอบยาได้โดยตรง และได้คำตอบที่รวบรัดชัดเจนว่า ยาที่ต้องการใช้ทำให้เซลล์ผู้ป่วยมีปฏิกิริยาทางลบหรือจะเกิดการแพ้ยาหรือไม่

4.การบำบัดส่วนบุคคล จะเป็นหัวใจหลักของการรักษาแบบใหม่ในอนาคตอันใกล้นี้ จะประกอบด้วยความรู้ 2 ส่วน โดยส่วนแรกจะนำสเต็มเซลล์มาใช้ซ่อมแซม หรือสร้างทดแทนเนื้อเยื่อ หรืออวัยวะที่สึกหรอไปได้ ส่วนที่สอง ใช้เทคโน โลยีในการแก้ไขดีเอ็นเอที่ผิดปกติที่เรียกว่า เทคโนโลยีการดัดแปลงยีน หรือที่เรียกว่า CRIPR/Cas9 (คริสเพอร์แคส 9) จะทำให้สามารถแก้ไขโรคต่างๆ ได้ รวมทั้งโรคพันธุกรรมที่เดิมไม่เคยรักษาได้มาก่อนเลย การผสมผสานเอาเทคนิคทั้ง 2 แบบเข้าด้วยกัน จึงทำให้การรักษาโรคเป็นแบบจำเพาะเจาะจงกับคนนั้นๆ อย่างมากแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

5.เข็มจิ๋วอัจฉริยะ ขนาดเล็กมากและมีความฉลาดทำให้เวลาใช้งาน ผู้ที่ถูกเข็มเหล่านี้จิ้มจะไม่รู้สึกเจ็บและจะทำงานได้อย่างเอนกประสงค์มากยิ่งขึ้น เช่น การเชื่อมต่อกับตัวตรวจจับหรือตัวรับสัญญาณทำให้สามารถตรวจวัดการทำงานของระบบต่างๆ ของร่างกายได้

6.วาล์วจิ๋วส่งยา มีขนาดเล็กกว่าเส้นผมของคนเราถึง 100,000 เท่าสามารถอ่านรหัสพันธุกรรมและนำส่ง ยาไปสู่เซลล์เป้าหมายได้อย่างแม่นยำเป็นอีกทางหนึ่งในการรักษาโรคในอนาคต

7.การพิมพ์โลหะ 3 มิติ ทั้งวิธีการพิมพ์ที่ใช้เลเซอร์หรือลำแสงอิเล็กตรอนและวิธีการพิมพ์ที่ต้องนำชิ้นงานไปเผาผนึกก่อนการใช้งานปัจจุบันการพิมพ์โลหะ 3 มิติ ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในหลายอุตสาห กรรม ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอากาศยานและยานยนต์ อุตสาหกรรมแม่พิมพ์ และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนปลูกฝังทาง การแพทย์ เป็นต้น

8. “โฟมอะลูมิเนียม” วัสดุดูดซับเสียงออกแบบได้ มีคุณสมบัติในด้านการดูดซับเสียงดี แข็งแรง ทนแรงกระแทก น้ำหนักเบา สวยงาม ไม่ลุกติดไฟ ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเสียงดังจากยานพาหนะ เครื่องมือ เครื่องจักร ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจของผู้ที่อยู่ใกล้เคียง

9.เทคโนโลยีไซเบอร์–ฟิสิคัล จะถูกจำมาใช้ในธุรกิจบริการสมัยใหม่ เช่น ระบบบริการรถของอูเบอร์ ร้านสะดวกซื้อที่ไม่มีแคชเชียร์ เป็นต้น โดยประเทศไทยกำลังนำมาใช้ ในโครงการเมืองอัจฉริยะ

และ 10. เทคโนโลยีแช็ตบอต ทุกวันนี้ โลกกำลังขยับจาก ยุคดิจิทัล เข้าสู่ยุคอัจฉริยะ ในอนาคตอันใกล้ วิธีการสำคัญมนุษย์จะใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์สมาร์ทโฟน สมาร์ทโฮม ตลอดจนหุ่นยนต์ จะไม่ใช่คีย์บอร์ด เมาส์ หรือทัชสกรีน แต่เป็นการสนทนาด้วยภาษาธรรมชาติ ผ่านเทคโนโลยีแช็ตบอต ซึ่งเป็นระบบที่จะช่วยให้มนุษย์พูดคุย สั่งงาน และสอบถามข้อ มูลต่างๆ ได้เฉกเช่นเดียวกับการสนทนากับคนด้วยกันเอง

กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ หารือ องค์การบริหารส่วนตำบล สนับสนุนนำเทคโนโลยีพร้อมใช้ พัฒนาชุมชนทั่วประเทศ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) จับมือองค์การบริหารส่วนตำบล หารือสร้างความร่วมมือการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสู่ชุมชน มุ่งเน้นสร้างคน เสริมแกร่ง แก้จน พร้อมสนับสนุนนำเทคโนโลยีพร้อมใช้ พัฒนาชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทั่วประเทศ

ดร.อภิชัย สมบูรณ์ปกรณ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เป็นประธานต้อนรับคณะผู้แทนจากองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) นำโดย นายธีระศักดิ์ พานิชวิทย์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหม้อ อ.เมือง จ.เพชรบุรี และผู้แทนจากจาก 30 จังหวัด ทั่วประเทศ โอกาสนี้ ดร.ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมต้อนรับ ณ ห้องประชุมชั้น 5 วว. เทคโนธานี จังหวัดปทุมธานี เมื่อเร็วๆนี้

ดร.อภิชัย สมบูรณ์ปกรณ์ กล่าวว่า ตามที่ท่านดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ ให้มอบนโยบายหลักในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ช่วยในการพัฒนา 3 ส่วนหลัก ได้แก่ วิทย์สร้างคน…สร้างสังคมอุดมปัญญา วิทย์เสริมแกร่ง…นำพาประเทศไทยสู่ที่หนึ่ง และวิทย์แก้จน …เดินหน้าไปด้วยกันไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังนั้น ที่ผ่านมากระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้ดำเนินงานโครงการเพื่อสนับสนุนให้ทั้งสามส่วนหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ลงพื้นที่เพื่อนำ วทน.

ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน อาทิ โครงการ 1 นวัตกรรมเกษตร 1 ตำบล ที่ขับเคลื่อนไปแล้ว ร้อยละ 30 ทำให้เกิดการลงทุนเพิ่ม 18.28 ล้านบาท มีผลกระทบทางเศรษฐกิจ 9.04 ล้านบาท ส่วนโครงการยกระดับโอทอป ใน 10 จังหวัดพื้นที่เป้าหมายนั้น มีความคืบหน้าไปร้อยละ 30 เช่นกัน โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะเดินหน้าในการช่วยยกระดับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการหารือร่วมกันในครั้งนี้ จะก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่าง กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และองค์การบริหารส่วนตำบลต่างๆ ทั่วประเทศในอนาคต

ด้านนายธีระศักดิ์ พานิชวิทย์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหม้อ จ.เพชรบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอบคุณกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ที่ให้โอกาสมาทำความรู้จักกันมากขึ้น ขณะนี้เรากำลังมีโครงการ “วิทย์แก้จนโดยคน อบต.” การมาหารือและเยี่ยมชมเทคโนโลยีของกระทรวงฯ ในวันนี้ทำให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ช่วยพัฒนาพื้นที่เป็นอย่างดี ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะทำงานในอนาคต

ดร.ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า วว.รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับคณะผู้แทนจาก อบต. จาก 30 จังหวัดทั่วประเทศ โดย วว. และหน่วยงานเครือข่าย ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) ได้จัดแสดงนิทรรศการแสดงงานวิจัยศักยภาพงานวิจัยและเทคโนโลยีสนับสนุนเศรษฐกิจฐานชีวภาพ

ตอบโจทย์ไทยแลนด์ 4.0 พร้อมผลงานวิจัยที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนเศรษฐกิจฐานราก อาทิ การเพาะเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ เทคโนโลยีด้านการเกษตร เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว การแปรรูปผลิตภัณฑ์การเกษตรเพื่อเป็นอาหารสุขภาพ ระบบการจัดการขยะชุมชน เตาชีวมวลเพื่อชุมชน การแปรรูปยางพารา รวมถึงเครื่องจักรสำหรับการแปรรูปอาหาร รวมทั้งยังได้เยี่ยมชมโรงงานบริการนวัตกรรมอาหาร วว. อาคารพลังงานชีวมวล และศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอีกด้วย

บางคนอ่านหัวข้อแล้วคงงง หม่อนคืออะไร แล้วมาเกี่ยวอะไรกับความงาม

หม่อน หรือ มัลเบอร์รี่ (Mulberry) ชื่อวิทยาศาสตร์เรียกว่า Morus alba Linn. ถือเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณมากมายตั้งแต่ ต้น ใบ ผล ราก อย่างท่านใดที่ใช้สายตามาก เช่น เพ่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ หรือขับรถในเวลากลางคืน ยอดอ่อนของต้นหม่อนช่วยได้ โดยนำส่วนยอดอ่อนของหม่อนมาต้มดื่ม และล้างตา ก็จะสามารถช่วยผ่อนคลายและช่วยบำรุงสายตาได้เป็นอย่างดี

ส่วนผลหม่อนพอสุกจะให้รสชาติหวานอมเปรี้ยว ถ้าผลออกม่วงคล้ำหน่อยจะมีรสหวาน รับประทานอร่อย แถมยังมีสรรพคุณใช้รักษาโรคไขข้อ บำรุงตับ ไต และหัวใจ แก้ธาตุไม่ปกติ เป็นยาระบายอ่อนๆ แก้โรคท้องผูกได้ สำหรับใบนั้นมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายครบทุกชนิด มีแคลเซียมสูง และมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญหลายชนิด หากนำมาต้มกับน้ำดื่มช่วยบรรเทาอาการไอ เจ็บคอ ได้ อีกส่วนที่สำคัญคือราก ใช้เป็นยาสมานแผลได้ดี

ปัจจุบัน ได้มีการนำเอาสารสกัดจากใบหม่อนมาใช้ในตำรับเครื่องสำอาง โดยเฉพาะที่ทำให้หน้าขาว เนื่องจากมีการศึกษาวิจัยพบว่า สารสกัดแอลกอฮอล์จากใบ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ที่เป็นสาเหตุให้เกิดความเสื่อมของเซลล์ หรือความชรา (aging)

สำหรับส่วนที่มีฤทธิ์เกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างเม็ดสี (melanin) ที่ผิวหนังคือ สารสกัดจากเปลือกราก มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส (tyrosinase) ซึ่งจะไปยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีผิวหรือเมลานิน จึงช่วยลดความหมองคล้ำบนใบหน้า รวมทั้งฝ้า กระ จุดด่างดำ ให้จางลง ทำให้ผิวหน้าขาวขึ้น พร้อมป้องกันไม่ให้ผิวสูญเสียน้ำ จึงช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย ลดการอักเสบ ช่วยผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ เผยผิวใหม่ให้ดูมีสุขภาพดี บางท่านอ่านแล้วบอกต้องรีบไปซื้อมาปลูกเพราะสรรพคุณมากมายเหลือเกิน แต่ถ้าท่านใดอยากหน้าขาวใสไม่ต้องหาตำรับให้เสียเวลา ใช้ผลิตภัณฑ์ ดร. สาโรช ไวน์เทนนิ่งพลัส และผลิตภัณฑ์เฟลิซิเต้ บีไวน์ เพราะมีส่วนผสมของสารสกัดจากรากหม่อนด้วย

จากกรณี ภารกิจช่วยชีวิต 13 ชีวิต ทีมหมูป่า ซึ่งติดอยู่ในถ้ำหลวง เป็นวันที่ 16 แล้วนั้น ในวันนี้ (8ก.ค.) ศูนย์อำนวยการร่วม ค้นหาผู้สูญหายในวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน โดย นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร อดีต ผวจ.เชียงราย ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วมฯ ได้แถลงข่าวว่า ในวันนี้จะเริ่มต้นทำภารกิจสำคัญ ในการนำตัวทั้ง 13 ชีวิต ออกจากถ้ำ และคาดว่าหากเป็นไปตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ คนแรกที่จะออกจากถ้ำน่าจะออกมาเวลาประมาณ 21.00 น. ของวันนี้

เมื่อเวลา 17.45 น. วันที่ 8 ก.ค. ที่ วนอุทธยาน ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 2 ในสมาชิกทีมหมูป่า เดินทางมาถึงบริเวณหน้าถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนแล้ว ซึ่งรายงานเบื้องต้น พบว่า เด็กสามารถเดินได้ด้วยตัวเอง ขณะนี้ อยู่ในเต๊นท์แพทย์สนาม เพื่อตรวจสอบร่างกาย

17.50 น. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา มาถึงหน้าทางเข้าถ้ำหลวง แต่ยังเข้าไม่ได้ เพราะรถพยาบาลกำลังจะพาหมูป่าคนแรกออกมาเร็วๆ นี้ ส่วนคนที่ 2 ก็มาถึงจุดคัดกรองแล้ว

โดยขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้แสตนบายรถพยาบาลทั้งหมด 13 คัน ไว้รอที่บริเวณปากทางเข้าถ้ำแล้ว พร้อมกันนั้น บริเวณลานจอดเฮลิคอปเตอร์ มีการเตรียมความพร้อมเพื่อลำเลียงทีมหมูป่าไปยังโรงพยาบาลแล้ว

ถอดบทเรียนการบริหารจัดการน้ำทุกปีที่ผ่านมา เมื่อเข้าสู่สภาพอากาศที่แปรปรวน เริ่มส่งสัญญาณเตือนว่าปีนี้ไทยต้องเจอกับสภาวะน้ำหลาก และอาจเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง ทุกหน่วยงานน้ำจึงได้เร่งเตรียมความพร้อมรองรับ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวนาปี ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท

ในปีนี้ “นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย”อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ประเมินสถานการณ์ว่าช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน ประเทศไทยจะได้รับอิทธิพลพายุส่งผลให้ภาคเหนืออาจประสบภัยพิบัติน้ำหลาก ดินโคลนถล่มบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา จึงต้องเฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลากลงมายังภาคกลาง

ตั้งทีมเฝ้าระวังน้ำหลาก

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า สทนช. กำหนดจุดติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ น้ำหลาก พร้อมจัดตั้งเกณฑ์การเฝ้าระวัง ประกอบด้วย
1.จุดเฝ้าระวังน้ำท่า โดยคัดเลือกสถานีตรวจวัดระดับน้ำ ตามสถิติการเกิดน้ำท่วมรายจังหวัด 96 แห่ง รวมถึงติดตามเฝ้าระวังสถานีตรวจวัดระดับน้ำที่มีการใช้แบบจำลองพยากรณ์ระดับน้ำ จำนวน 44 แห่ง
2.จุดเฝ้าระวังคุณภาพน้ำใน 4 ลุ่มน้ำ ได้แก่ เจ้าพระยา ท่าจีน ปราจีน-บางปะกง แม่กลอง
3.การเฝ้าระวังดินโคลนถล่ม ถ้ามีปริมาณฝนตกมากกว่า 180 มิลลิเมตร ภายใน 12 ชั่วโมง ให้เฝ้าระวังจุดดังกล่าว จุดสำคัญคือ กำชับขอความร่วมมือพื้นที่เพาะปลูกข้าว 13 ลุ่มน้ำ ให้เสร็จสิ้นก่อนเข้าสู่ฤดูน้ำหลากในเดือนนี้

โดยให้กรมชลประทานเตรียมพร้อมกักเก็บน้ำเขื่อนขนาดกลางและขนาดใหญ่ให้เพียงพอ เเม้ว่าปีนี้แนวโน้มปริมาณฝนภาพรวมถือว่าไม่น่าห่วง ทาง สทนช. มั่นใจว่า แผนเตรียมรับมือน้ำหลากพร้อม แต่น่าห่วงว่าอ่างเก็บน้ำบางแห่งเหลือความจุ 30% ซึ่งมีสัญญาณว่าขณะนี้ฝนจะตกแทบทุกพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันตก

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นอาจเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง ภาคอีสานเสี่ยงเเล้ง ฉะนั้น ทุกหน่วยงานอาจต้องปรับแผนกักเก็บน้ำเพื่อรองรับสถานการณนี้ด้วย

ชป. คุมปริมาณน้ำเจ้าพระยา

ทางด้าน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ได้เร่งรัดพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำนาปีตามแผน แม้สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศอยู่ในเกณฑ์ดี แต่สิ่งสำคัญที่สุดย้ำว่าให้เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มดังกล่าวปลูกข้าวนาปีตามแผนที่วางไว้เท่านั้น เพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทันก่อนฤดูน้ำหลากจะมาถึง

ขณะนี้มีการเพาะปลูกไปแล้ว 6.17 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 80 ของแผน (แผน 7.66 ล้านไร่) เฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้ง 13 ทุ่ง มีการเพาะปลูกไปแล้ว รวมทั้งสิ้น 1.47 ล้านไร่ คิดเป็น ร้อยละ 96 ของแผน (แผน 1.53 ล้านไร่) แยกเป็นพื้นที่เพาะปลูก 13 ทุ่งลุ่มต่ำเจ้าพระยา มีการเพาะปลูกไปแล้ว 1.08 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 94 ของแผน (แผน 1.15 ล้านไร่)

ขณะที่น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปริมาณน้ำรวมกัน 46,020 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 61 ของความจุอ่างรวมกันทั้งหมด ปริมาณน้ำมากกว่า ปี 2560 รวม 4,224 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็นน้ำใช้การได้ 22,101 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 42 สามารถรองรับน้ำได้อีก 29,987 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวม 12,876 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 52 ของความจุอ่างรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 6,180 ล้าน ลบ.ม. สามารถรองรับน้ำได้อีก 11,995 ล้าน ลบ.ม. แม้ว่าจะอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ต้องรองรับน้ำไว้ในฤดูถัดไป

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ไม่ได้นิ่งนอนใจในการติดตามเฝ้าระวังศัตรูพืชต่างถิ่นที่อาจเข้ามาระบาดในประเทศไทย และส่งผลกระทบต่อพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ หรือพืชอาหารอื่นๆ โดยดำเนินการสำรวจติดตามสถานการณ์การระบาดอย่างสม่ำเสมอ และจัดทำแปลงเฝ้าระวังการระบาดของศัตรูพืชในพื้นที่เสี่ยงกว่า 1,890 แปลง ทั่วประเทศ ครอบคลุม 38 ชนิดพืช พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรหมั่นสำรวจศัตรูพืชในแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบความผิดปกติหรือการระบาดของศัตรูพืชทั้งที่เป็นศัตรูพืชประจำถิ่นหรือศัตรูพืชต่างถิ่นที่ไม่เคยพบมาก่อนให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอหรือสำนักเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน

พร้อมกันนี้ได้มอบหมายกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย ติดตามสถานการณ์การระบาดของศัตรูพืชต่างถิ่นที่มีโอกาสเข้ามาระบาดในไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง ที่เกิดจากเชื้อไวรัส Cassava mosaic virus ที่พบข้อมูลการระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งมีระยะทางห่างจากชายแดนไทยบริเวณแหล่งปลูกมันสำปะหลังสำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกขณะนี้ มีระยะเพียง 30-40 กิโลเมตร จึงเป็นสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังไม่ให้โรคดังกล่าวเข้ามาระบาดในประเทศ รวมถึงการติดตามการระบาดของศัตรูพืชอื่นๆ อาทิ ตั๊กแตนไผ่ ที่มีรายงานสร้างความเสียหายในประเทศเพื่อนบ้าน คือ ประเทศลาวเขตติดต่อกับจังหวัดน่าน ก็ได้กำชับให้สำรวจติดตามข้อมูลการระบาดเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีศัตรูอื่นๆ ที่เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ โรคราน้ำค้าง สาเหตุเกิดจาก เชื้อรา Sclerospora graminicola และ Sclerophthora macrospore โรคเหี่ยวแบคทีเรียในข้าวโพดที่เกิดจากแบคทีเรีย Pantoea stewartii โรคไวรัสใบด่างกล้วยไม้ ที่เกิดจากเชื้อไวรัส Orchid fleck virus (OFV) และ Tomato ring spot virus (TRSV) ซึ่งมีการระบาดอยู่ในหลายประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย เยอรมนี ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ด้วงงวงมะม่วงเจาะเมล็ดในผลมะม่วง (Sternochetus mangiferae) หนอนเจาะผลลำไย (Cryptophlebia ombrodelta) เพลี้ยแป้งลำไย (Cataenococcus hispidus Green และ Planococcus lichi Cox) วัชพืช ได้แก่ Conyza canadensis (L.) Cronq. ในพืชไร่ พืชผักเมืองหนาว และไม้ดอกเมืองหนาว รวมถึงวัชพืช Congress grass (Parthenium hysterophorus L.) วัชพืช Euphorbia dentata Michx. และ Agrostis spp. ในพืชไร่ ซึ่งล้วนแต่เป็นศัตรูพืชกักกัน ยังไม่เคยพบในประเทศไทยและมีผลกระทบอย่างมากหากเกิดการระบาด

“กรมส่งเสริมการเกษตร จัดประชุมหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในหลายๆ เวทีอย่างสม่ำเสมอทั้งภายในหน่วยงาน ได้แก่ เจ้าหน้าที่สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ และระหว่างหน่วยงาน เช่น กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว ทั้งนี้ เพื่อสร้างการรับรู้และเตรียมการรับมือกับศัตรูพืชอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและทันท่วงที” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวย้ำ

เมื่อเวลา 19.10 น. วันที่ 8 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้นำเยาวชนทีมหมูป่า ออกจากถ้ำหลวงได้เป็นที่เรียบร้อย โดยนำตัวไปพักที่โรงพยาบาลสนามบริเวณปากถ้ำ ก่อนจะนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์มุ่งสู่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ อ.เมือง จ.เชียงราย โดยมีทีมแพทย์สนามคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ส่วนระยะเวลาที่เฮลิคอปเตอร์บินไปถึงโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์นั้น จะใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ก็จะถึงมือแพทย์

อย่างไรก็ตาม คาดว่า ในเฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวมีสมาชิกทีมหมูป่า จำนวน 2 ราย