จับมือม.เกษตรฯศึกษา ‘แม่หอบโมเดล’เพิ่มความหลากหลายทาง

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ จับมือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ศึกษา “แม่หอบโมเดล” เพื่อเพิ่มความหลากหลายของพันธุ์ไม้ในพื้นที่ป่าชายเลนมากกว่า 50 ชนิด รวมทั้ง นก แมลง และสัตว์ทะเลหน้าดิน ช่วยรักษาสมดุลธรรมชาติอย่างยั่งยืน

“แม่หอบ” เป็นสัตว์น้ำประเภทไม่มีกระดูกสันหลัง ลำตัวสีแดงเข้มอมน้ำตาลเป็นปล้อง ๆ ส่วนหัวมีขนาดใหญ่ พบมากในพื้นที่ป่าชายเลนทางภาคใต้ โดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งอันดามัน มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศโดยการย่อยสลายซากพืชและการสร้างจอมหอบซึ่งเกิดจากแม่หอบขุดรูขนดินออกมากองคล้ายลักษณะของจอมปลวกและบริเวณจอมหอบ เป็นที่ที่พันธุ์ไม้ป่าหลายชนิดใช้เกาะและเติบโตได้ดี

นายเจษฎา วงค์พรหม นักวิจัยคณะวนศาสตร์ มก. กล่าวว่า คณะวนศาสตร์ ร่วมกับสถานีเพื่อการพัฒนาชายฝั่งอันดามันจังหวัดระนอง ของคณะประมง ทำการศึกษา “ความหลากหลายทางชีวภาพของป่าชายเลนกรณีแม่หอบ” บริเวณแปลงปลูกป่าชายเลนของซีพีเอฟ จังหวัดพังงา จำนวน 54.72 ไร่ พบว่า ‘แม่หอบ’ช่วยเพิ่มความหลากหลายของพันธุ์ไม้ในพื้นที่ และช่วยเร่งกระบวนการฟื้นฟูป่าชายเลนให้เร็วขึ้น จากการที่มีไม้ป่าบกเกิดขึ้นทดแทนตามธรรมชาติในบริเวณจอมหอบ

“แม่หอบจะมีการสร้างจอมหอบโดยการนำดินและอินทรียวัตถุที่อยู่ใต้ดินมากองไว้บนปากรู จนเป็นจอมหอบขนาดใหญ่ จอมหอบดังกล่าวจะมีพันธุ์ไม้ป่าบกขึ้นมาทดแทน โดยรูปแบบโครงสร้างของจอมหอบสามารถนำไปใช้ในการฟื้นฟูป่าในพื้นที่ป่าพรุ หรือการฟื้นฟูบ่อกุ้งร้างที่ดินเสื่อมโทรมและมีน้ำท่วมสูงเป็นเวลานาน ดังนั้นการปรับสภาพพื้นที่ให้คล้ายจอมหอบแล้วปลูกต้นไม้เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่ควรนำมาประยุกต์ใช้ในการฟื้นฟูป่าหรือเรียกว่าแม่หอบโมเดล” อาจารย์คณะวนศาสตร์ มก. กล่าว

นายเจษฎา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า พันธุ์ไม้ป่าชายเลนที่ขึ้นเองตามธรรมชาติและเติบโตได้ดีบนจอมหอบ เช่น ฝาดดอกแดง ลำบิด พลับทะเล ตาตุ่มทะเล ปอทะเล หงอนไก่ทะเล และหลุมพอทะเล เป็นพันธุ์ไม้ที่ควรนำมาขยายพันธุ์เพื่อปลูกบนจอมหอบ ช่วยเร่งกระบวนการฟื้นฟูป่าชายเลนและเพิ่มความหลากหลายของพันธุ์ไม้ในพื้นที่

นอกจากนี้ พื้นที่ปลูกป่าชายเลน บริเวณบ้านทับปลา ต.ท้ายเหมือง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ความสำคัญและชนิดของแม่หอบ เป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ไม้ป่าชายเลนที่มีมากถึง 52 ชนิดและแหล่งเรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพของพันธุ์ไม้ อาทิ “ฝาดดอกแดง” ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ป่าชายเลนที่เติบโตได้ดีในพื้นที่ มีรูปทรงและดอกสวยงาม สามารถนำไปเพาะขยายพันธุ์เพื่อปลูกเป็นไม้ประดับและจำหน่าย เป็นการสร้างรายได้แก่คนในท้องถิ่นอีกทางหนึ่ง

นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) ภาคประชาสังคมและชุมชน ดำเนินโครงการ “ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้องป่าชายเลน”ภายใต้แผน 5 ปี (ปี 2557-2561) กำหนดพื้นที่ปลูกป่าชายเลนในพื้นที่ยุทธศาสตร์ 5 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร พังงา ระยอง สมุทรสาคร และ สงขลา ปลูกป่าชายเลนมากกว่า 2 พันไร่ ซึ่งภายในเดือนกันยายน 2561 นี้ ซีพีเอฟจะส่งมอบโครงการฯทั้ง 5 พื้นที่ให้แก่ทช.

ทั้งนี้ พื้นที่ป่าชายเลนบ้านทับปลา เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ในอดีตมีการบุกรุกเพื่อปลูกพืชเกษตร เช่น มะพร้าว ปาล์มน้ำมัน ส่งผลให้ป่าชายเลนมีจำนวนลดลงและมีความเสื่อมโทรม จำเป็นต้องมีการฟื้นฟูระบบนิเวศป่าชายเลนให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ และสามารถนำทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ท้องถิ่น

เมื่อเวลา 13.40 น. วันที่ 30 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า กรณีที่มีกลุ่มเกษตรกรออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกการนำเข้าสารพาราควอต รวมถึงมีการกดดันนักวิชาการที่เผยแพร่ผลวิจัยเรื่องนี้ ให้ลาออกจากมหาวิทยาลัยว่า ตนได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการปรึกษาหารือกันของกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งก็ต้องฟังเสียงจากทุกฝ่าย ทั้งเกษตรกรที่ยังมีปัญหาในเรื่องการกำจัดวัชพืช และฟังเสียงจากทางองค์การอาหารและยา (อย.) สาธารณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เราจำเป็นต้องหาสารอื่นในการกำจัดวัชพืชมาทดแทน ซึ่งเรายังหาไม่ได้ ขณะเดียวกันเราก็ต้องเพิ่มมาตรการในการป้องกันว่าการใช้สารพาราควอต จะต้องทำอย่างไรจะให้เกิดความปลอดภัยในการป้องกันตัวเอง และใช้ไม่มากเกินไปจนเกินขีดความจำเป็น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราจำเป็นต้องสร้างการรับรู้ไปพร้อมกันด้วยระหว่างที่เรากำลังหาสารอื่นมาทดแทน

“ผมก็เป็นห่วงพี่น้องเกษตรกร และเป็นห่วงผู้บริโภคด้วย ก็อยู่ที่ว่าการใช้สารเหล่านี้จะใช้อย่างไร หากมีความจำเป็นต้องใช้อยู่ ซึ่งผมก็ให้เขาหาทางว่าจะลดการใช้สารเหล่านี้ได้อย่างไร ถ้าไม่นำเข้าจะใช้วิธีไหน” นายกฯกล่าว

เมื่อวันที่ 30 มกราคม จากกรณีชาวบ้านพบความผิดปกติการซื้อปัจจัยการผลิตโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อฟื้นฟูอาชีพด้านการเกษตรแก่เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลดในหลายพื้นที่ของ จ.กาฬสินธุ์ โดยเฉพาะ ต.บัวบาน อ.ยางตลาด และ อ.นาคู อ.กุฉินารายณ์ อ.ห้วยผึ้ง เขาวง และ อ.สมเด็จ เนื่องจากมีการจัดซื้อปัจจัยการผลิตราคาสูงกว่าท้องตลาด จนชาวบ้านร้องทุกข์ถึงพล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านศูนย์ดำรงธรรมเรียกร้องให้ตรวจสอบ กระทั่งนายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ

ล่าสุด พ.อ.มานพ ไขขุนทด รองผอ.รมน.กาฬสินธุ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบโครงการ 9101 จ.กาฬสินธุ์ พร้อมนายพิชัย ส่งสุขเลิศสันติ นายอำเภอกุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.กาฬสินธุ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานเกษตรอำเภอ ประมงอำเภอ และผู้รับจ้างลงพื้นที่ประสานงาน นำพันธุ์ปลาดุก ปลาหมอเทศ และหัวอาหาร ไปมอบเพื่อเยียวยาชาวบ้านมะนาว ต.เหล่าใหญ่ และ บ้านบุ่งคล้า ต.บัวขาว อ.กุฉินารายณ์ หลังชาวบ้านประสบปัญหาความเดือดร้อน เนื่องจากได้รับพันธุ์ปลาผิดสเปก มีขนาดเล็กและได้รับหัวอาหารผิดประเภทในการแจกจ่ายครั้งแรกตามโครงการ 9101 รวมทั้งขาดความรู้ในการเลี้ยงปลาทำให้ปลาที่ได้รับแจกจ่ายและนำมาเลี้ยงในกระชังตายจำนวนมาก หลายรายปลาตายยกกระชัง ไม่คุ้มค่ากับเงินช่วยเหลือรายละ 5,000 บาท

สำหรับชาวบ้านบ้านมะนาว จะได้รับการเยียวยาเป็นพันธุ์ปลาดุก รายละ 500 ตัว ส่วนชาวบ้านที่ปลาตายบางส่วนได้รับการเยียวยารายละ 200 ตัว รวม 115 ราย ทั้งนี้ทุกคนจะได้รับอาหารปลาเล็กเพิ่มคนละ 1 กระสอบ สำหรับเกษตรกรบ้านบุ่งคล้า ก่อนหน้านี้ต้องการพันธุ์ปลาหมอเทศมาเลี้ยงแต่กลับได้รับพันธ์ปลาตะเพียน ครั้งนี้จะได้รับการเยียวยาเป็นพันธุ์ปลาหมอเทศ 19 รายตามที่ขอ และอีก 157 ราย จะได้รับหัวอาหารปลาขนาดเล็กเพิ่มคนละ1กระสอบ ทำให้ชาวบ้านดีใจเป็นอย่างมากและขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่เข้าช่วยเหลือในครั้งนี้ เนื่องจากจะได้เลี้ยงปลาอุปโภคและขาย สามารถลดรายจ่ายในครัวเรือน

พ.อ.มานพ กล่าวว่า การลงพื้นที่เยียวยาครั้งนี้เป็นการเร่งให้การช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วมและได้รับพันธุ์ปลามาเลี้ยงแต่ประสบปัญหาปลาตาย ตามนโยบายรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนโยบายของนายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัด เนื่องจากที่ผ่านมาชาวบ้านได้รับการแจกจ่ายพันธุ์ปลาขนาดเล็ก หัวอาหารผิดประเภทอีกทั้งขาดความรู้ในการเลี้ยงปลา ทำให้ปลาตาย การเยียวยาครั้งนี้ยังควบคู่การตรวจสอบการดำเนินโครงการที่มีความผิดปกติด้วย เนื่องจากคณะกรรมการได้ตรวจสอบในเบื้องต้นพบข้อพิรุธ และความผิดปกติหลายกรณี โดยเฉพาะการจัดส่งปัจจัยการผลิตที่ไม่ได้ขนาดหรือผิดสเปก ผิดประเภท จัดซื้อในราคาที่สูง มีผู้รับจ้างจัดส่งปัจจัยการผลิต 39 โครงการ งบประมาณกว่า 23 ล้านบาทเพียงรายเดียว มีร้านเสนอราคาแข่งขัน แต่แพ้ทั้งหมดทุกโครงการมีร้านค้ารายเดียว

“ที่สำคัญจากการตรวจสอบพบว่า พื้นที่อำเภอกุฉินารายณ์มีการดำเนินโครงการทั้งหมด 39 โครงการ รวมพื้นที่ 12 ตำบล 18 ชุมชน โดยแต่ละตำบลมีการจัดตั้งคณะกรรมการชุมชนขึ้นมาทำหน้าที่กำกับดูแลกลุ่มเกษตรกร แต่ประเด็นที่ตั้งข้อสังเกตและมีความผิดปกติ คือ การนำเกษตรกรที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนจากอุทกภัยแต่ละหมู่บ้าน ตำบลมารวมกลุ่มเป็นกลุ่มใหญ่ทั้งตำบล บางพื้นที่มีการรวมกลุ่มกันประมาณ 200 คน และ บางพื้นรวมกลุ่มมากถึง 300-360 คน มีการจัดตั้งประธาน คณะกรรมการ เลขานุการ เหรัญญิกขึ้นมาบริหารจัดการ

โดยเฉพาะการจัดซื้อปัจจัยการผลิตซึ่งไม่ได้ให้เกษตรกรที่รวมกลุ่มกันตามหมู่บ้านตั้งกลุ่มกันเองหรือบริหารการซื้อปัจจัยการผลิตเอง ลักษณะดังกล่าวค่อนข้างจะดูแลเกษตรกรไม่ทั่วถึง ตั้งข้อสังเกตว่าการรวมเกษตรกรเป็นกลุ่มใหญ่มีคนมากหลายร้อยคน จะเป็นการรวมงบประมาณให้มากที่สุด และอาจเป็นช่องทางให้แสวงหาผลประโยชน์ และง่ายต่อการทุจริตหรือไม่ คณะกรรมการจะเข้าตรวจสอบเอกสารทุกโครงการ รวมทั้งสอบคณะกรรมการจัดซื้อปัจจัยการผลิตว่าใช้หลักเกณฑ์ใดสืบราคา เหตุใดจึงต้องเป็นร้านค้าร้านเดียว มีการทำประชาคมสอบถามความต้องการของชาวบ้านที่ประสบภัยหรือไม่ และสาเหตุใดจึงต้องตั้งรวมเกษตรกรกรไว้หลายร้อยคนในกลุ่มเดียว”

“บ้านของพ่อ” ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ณ ทุ่งภูเขาทอง จ.พระนครศรีอยุธยา ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่เปิดให้ผู้สนใจเปิดเข้าชมกันแบบฟรีๆ พร้อมสัมผัสวิถีชีวิตพอเพียงตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงขอในหลวง รัชกาลที่ 9

ป๊อก – โฆษวิส ปิยะสกุลแก้ว พิธีกรดำเนินรายการ อาสาพาลงพื้นที่ไปยัง ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง “บ้านของพ่อ” ที่เกิดจากที่ดินของตนเอง แต่มีความต้องการที่จะพัฒนาเพื่อให้เกิดประโยชน์กับผู้อื่นและสานต่อเศรษฐกิจพอเพียงที่พ่อได้ให้ไว้ ป๊อก – โฆษวิส ขอพาไปรู้จักกับอีกหนึ่งบุคคล ผู้ที่น้อมนำคำสอนของพ่อมาใช้ในชีวิตประจำวัน คุณ บุญญา ศรีสมาน ผู้บริหารศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านของพ่อ ที่เป็นแหล่งการเรียนรู้แขนงใหม่ ที่ตอบโจทย์ การเรียนรู้เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง รวมไปถึงวิถีการใช้ชีวิตแบบพอเพียง ไม่ว่าจะเป็น การปลูกข้าว ผักสวนครัว หรือพืชไม้ต่างๆ รวมไปถึงกิจกรรมต่างๆ ให้กับเด็กๆ ได้เรียนรู้ลงมือทำกันแบบจริงๆ

ติดตามเรื่องราวดีๆ ของบุคคลที่น้อมนำหลักปรัชญาของพ่อมาเป็นแบบอย่างได้ในช่วง หนองโพ ๙ ตามพระราชปณิธาน สานต่ออาชีพที่พ่อให้ วันเสาร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 ตั้งแต่เวลา 17:00 น. เป็นต้นไป (ช่วงหนึ่งของรายการสมุดโคจร On The Way) ทางช่อง 3SD (28)

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยหลังลงนามความร่วมมือโครงการ “จุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางพารา พัฒนาเกษตรกรไทย” กับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ว่า การร่วมมือครั้งนี้เพื่อสนับสนุนใช้ยางภายในประเทศตามนโยบายรัฐบาล โดยปตท. จะเปิดพื้นที่ในสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ ให้เป็นศูนย์กลางของชุมชนได้นำสินค้าแปรรูปจากยางพาราเข้ามาจำหน่ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายตลอดปี 2561 ทั้งสิ้น 14 แห่ง โดยจะเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนก.พ.เป็นต้นไป เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้เกษตรกรชาวสวนยาง และสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางอีกช่องทางหนึ่ง

สำหรับราคายางพารา ปัจจุบันปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา โดย ณ วันที่ 30 ม.ค. 2561 ราคายางแผ่นดิบรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 48-50 บาทต่อกิโลกรัม (ก.ก.) ซึ่งทั้งหมดเกิดจากนโยบายของภาครัฐที่ออกมาทำให้ปริมาณยางพาราในตลาดลดลง อาทิ โครงการสนับสนุนเงินหมุนเวียนแก่สถาบันการเกษตรต่างๆ ลดการส่งออกยาง เป็นต้น นอกจากนี้ปัจจุบันหลายจังหวัดเริ่มปิดกรีดแล้ว จึงทำให้ปริมาณยางพาราในตลาดลดลงอีก ซึ่งเป็นผลดีเพราะจะทำให้ราคายางสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับมาตรการแก้ไขปัญหายางพาราตกต่ำที่รัฐบาลออกมา ต้องใช้เวลาในการดำเนินงาน โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้ยางในประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังมีการใช้ยางน้อยเพียงแค่ 10% หรือ 400,000 ตัน กยท.จึงตั้งเป้าไว้ว่า 5 ปี จะส่งเสริมการใช้ยางในประเทศให้ถึง 30% ส่วนยางพาราในสต็อกรัฐบาลที่เก็บไว้กว่า 100,000 กว่าตัน ปัจจุบันกยท.ชะลอการปล่อยยางไว้ตามคำสั่งของรัฐบาลที่ไม่ต้องการลดปริมาณยางในตลาดเพิ่มขึ้น และขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงส่งเจ้าหน้าที่ของกยท. เข้าไปตรวจสอบคุณภาพของยางในโกดังตามจังหวัดต่างๆ

“ตอนนี้กำลังเจราจาซื้อขายยางจากหลายประเทศ อาทิ ประเทศจีน ซึ่งมีความสนในจยางแท่งหรือยางแผ่นรมควันชั้น 3 รวมถึงประเทศฝรั่งเศสที่ต้องการมาเจรจากับไทยในอีก 2-3 วันข้างหน้า อย่างไรก็ตามในอนาคตจะไทยจะส่งออกยางในรูปแบบผลิตภัณฑ์มากขึ้นกว่า 90% อาทิ ยางล้อ หมอนยางพารา ถุงมือยาง เป็นต้น จึงอยากให้เกษตรกรพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ยางให้ได้มาตรฐานสากล”

กรมหม่อนไหมโชว์สุดยอดนวัตกรรม กระเป๋าผ้าไหมเปลี่ยนสีตามอุณหภูมิใบแรกของประเทศไทย พร้อมสไบไหมขัดผิวเคลือบคอลลาเจนจากน้ำทะเลลึก รีบชม ช็อปได้ในงานเกษตรแห่งชาติ 61

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ปี2561ขึ้น โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมจัดนิทรรศการในงานดังกล่าว ภายใต้แนวคิด “ศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรไทย4.0” ซึ่งในส่วนของกรมหม่อนไหมได้นำนวัตกรรมที่น่าสนใจด้านหม่อนไหม มาจัดแสดงในโซนศาสตร์พระราชาด้านส่งเสริมอาชีพ โดยมีไฮไลท์คือ กี่ทอผ้าไหมแบบไม่ลอกกาว กระเป๋าผ้าไหมเปลี่ยนสีตามอุณหภูมิ และสไบไหมขัดผิวเคลือบคอลลาเจน ซึ่งตลอด 4วันที่ผ่านมาได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก

สำหรับกระเป๋าเปลี่ยนสีตามอุณหภูมิเป็นผลงานการนำนวัตกรรมที่ผสมผสานต่อยอดจากกี่ต้นแบบทอมืออัตโนมัติ โดยกรมหม่อนไหมร่วมกับกลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์และ สวทช.เป็นผู้สนับสนุน โดยกี่ต้นแบบทอมืออัตโนมัติเป็นกี่ทอผ้าที่ติดตัวระบบคลายเส้นยืน และม้วนเก็บผ้าได้เองในระหว่างการทอเช่นเดียวกับเครื่องทอผ้าในอุตสาหกรรม เป็นกี่ทอผ้าที่ได้รับการพัฒนาจาก สวทช. มาใช้ต่อยอดโดยการนำเส้นไหมดิบสีเหลืองมาขึ้นทอบนกี่ เพื่อให้ได้เนื้อผ้าที่มีความแน่นสม่ำเสมอไม่เกิดอาการหนาบางในขณะทอ เช่นกี่ปกติทั่วไป

หลังจากได้ผ้าที่มีความหนาแน่นสม่ำเสมอแล้ว ยังสามารถนำมาพัฒนาต่อยอดแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ทำให้เกิดเทกเจอร์ใหม่ของพื้นผิวเส้นไยไหมไทยทอมือ และเพิ่มลูกเล่นด้วยสีแปรเปลี่ยนตามอุณหภูมิร้อนและเย็น หรือ Collection Bag รวมถึงต่อยอดมาผลิตเป็นผ้าพันคอและผลิตภัณฑ์ไหมอื่นๆ
ส่วน “สไบคอลลาเจน” เป็นผลงานของกลุ่มหัตถศิลป์ชุมชนโนนตูม จังหวัดนครราชสีมา ซึ่ง สไบไหมขัดผิว(ขัดหลัง)เคลือบคอลลาเจน ทำมาจากปลาทะเลน้ำลึกสามารถขจัดคราบไคลได้เป็นอย่างดีจากเส้นใยไหมแท้ 100% มีกรดอะมีโน 18 ชนิด พร้อมบำรุงผิวในตัวด้วยคุณค่าจากโปรตีนไหม และคอลลาเจน อีกทั้งสามารถนำเป็นผ้าพันคอผ้าไหมได้อีกด้วย จากสีเหลืองอ่อนธรรมชาติลดโลกร้อน ลดของเสีย โดยปัจจุบันได้จดลิขสิทธิ์การออกแบบผลิตภัณฑ์กับกระทรวงพาณิชย์เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ที่บูทกรมหม่อนไหมยังมีการสาธิตทำสบู่จากโปรตีนไหม การทำสิ่งประดิษฐ์จากผ้าไหม และการชิมสเลอปี้น้ำหม่อน ซึ่งผู้ที่สนใจกิจกรรมและนวัตกรรมของกรมหม่อนไหมสามารถไปชมได้ในงานเกษตรแห่งชาติประจำปี 2561 ตั้งแต่วันนี้ถึงวันเสาร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือโครงการ “จุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางพารา พัฒนาเกษตรกรไทย” ณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ถนนวิภาวดีรังสิต โดยมี นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่ากยท. เป็นผู้แทนในการลงนาม เพื่อตั้งจุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพารา เพิ่มโอกาสและช่องทางธุรกิจให้เกษตรกรชาวสวนยาง รวมทั้งร่วมพัฒนาความรู้และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์จากยางพารา ในโอกาสนี้ นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมกล่าวแสดงความยินดีกับความร่วมมือในครั้งนี้ด้วย

นายอรรถพล เปิดเผยว่า การเปิดพื้นที่ในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ทั่วประเทศ ให้เป็นศูนย์กลางของชุมชนได้นำสินค้าแปรรูปจากยางพาราเข้ามาจำหน่ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายตลอดปี 2561 นี้ เป็นความร่วมมือกับ กยท. ที่จะช่วยพัฒนาและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าของเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายในการหาพื้นที่จำหน่ายให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางได้อีกช่องทางหนึ่ง

นายธีธัช กล่าวเสริมว่า จากนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริม สนับสนุนใช้ยางภายในประเทศ กยท. และ ปตท. ได้ร่วมมือกันในโครงการ “จุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางพาราช่วยพัฒนาเกษตรกรไทย” เพื่อเป็นช่องทางการตลาดให้เกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรผู้แปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราที่ผ่านการคัดสรรจากทั่วประเทศ รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และนวัตกรรมเพื่อพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเพื่อยกระดับมาตรฐานในการผลิต การแปรรูป และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“ปตท. ต้องการให้สถานีบริการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนตามแนวคิด living community ที่พร้อมส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน และทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในการพัฒนาสินค้า บริการ ความเป็นอยู่ ตลอดจนคุณภาพชีวิตของประชาชนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน ดังเช่นที่ผ่านมาในช่วงพืชผลทางการเกษตรล้นตลาด ปตท. ได้เปิดพื้นที่ในปั๊มให้เกษตรกรเข้ามาจำหน่ายพืชผลทางการเกษตร โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย อาทิ ข้าว และผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ เป็นต้น” นายอรรถพล กล่าวในตอนท้าย

“แม็คโคร” ฉลองเทศกาลปีใหม่จีน ส่งแคมเปญ “แม็คโครที่เดียว จ่าย ไหว้ เที่ยว เพิ่มกำไร” แจกใหญ่ไม่ต้องลุ้น มั่นใจกำลังซื้อช่วงตรุษจีนปีนี้มีแนวโน้มดีขึ้น

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร-หน่วยงานธุรกิจแม็คโครประเทศไทย สายงานการตลาด บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “สำหรับภาพรวมกำลังซื้อในช่วงตรุษจีนปี 2561 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากสถานการณ์ต่างๆ ของประเทศที่เริ่มมีทิศทางดีขึ้น โดยเฉพาะเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่มีการลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ ของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนเริ่มมีความมั่นใจและออกมาจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น อีกทั้งช่วงเทศกาลตรุษจีนเป็นช่วงที่ผู้บริโภคมีการจับจ่ายซื้ออาหารสด ของแห้ง รวมถึงเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ อาทิ เป็ด ไก่ ผัก และผลไม้มงคล เช่น ส้ม มะพร้าว กล้วยหอมทอง สับปะรด องุ่น สาลี่ แอปเปิ้ล ลูกพลับ และทัมทิม เป็นต้น เพื่อประกอบการไหว้ ให้ผู้ประกอบการนำไปจำหน่ายและใช้ในช่วงเทศกาลตรุษจีนกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งแม็คโครได้เตรียมพร้อมสินค้าไว้อย่างครบครันในราคาพิเศษไว้บริการลูกค้าสมาชิกอย่างครบวรจร”

“ตลอดปี 2561 นี้ แม็คโครจัดเตรียมกิจกรรมส่งเสริมการตลาดสำหรับลูกค้าผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มศักราชใหม่ต้อนรับเทศกาลตรุษจีนปีจอนี้ ด้วยแคมเปญ “แม็คโครที่เดียว จ่าย ไหว้ เที่ยว เพิ่มกำไร” จัดโปรโมชั่นสินค้าราคาพิเศษ เพื่อลูกค้าผู้ประกอบการทั้งที่เป็นเจ้าของกิจการร้านโชห่วย ร้านอาหาร โรงแรม และจัดเลี้ยง ตลอดจนครอบครัวใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ชุดเซ่นไหว้คาวและหวาน อาหารสดและอาหารแช่แข็ง ผลไม้มงคล ที่สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ครบครันด้วยชุดไหว้เจ้ากระดาษเงินกระดาษทองและชุดประดับตกแต่งเพื่อเสริมมงคล รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคอีกมากมายมาจำหน่ายในราคาพิเศษ” นางศิริพร กล่าวเสริม

นอกจากนี้ แม็คโครร่วมกับ ยูนิลีเวอร์ จัดกิจกรรมพิเศษ แจกอั่งเปาทุกวัน ให้แก่ลูกค้าสมาชิกที่ซื้อสินค้าใดก็ได้ครบ 2,561 บาทขึ้นไป ลุ้นรับฟรีชุดหม้ออะลูมิเนียม หรือพัดลมตั้งโต๊ะ หรือคูปองส่วนลดสินค้าอีกมากมาย รวมมูลค่า 3 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม –13 กุมภาพันธ์ 2561 และพิเศษสำหรับสมาชิกแม็คโครแอพพลิเคชั่น เมื่อซื้อสินค้าที่ร่วมรายการครบ 900 บาทขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 13 – 27 กุมภาพันธ์ 2561 รับทันทีคูปองส่วนลดรับตรุษจีนมูลค่าสูงสุด 80 บาท พบโปรโมชั่นดีๆ และสินค้าราคาพิเศษได้ที่แม็คโครทุกสาขาทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

ที่ผ่านมา “เวียดนาม” ถือว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่โดดเด่นในด้านการส่งออก “ผลไม้” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “แก้วมังกร” และล่าสุด เหวียน ซ่วน กุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบท (MARD) เปิดเผยกับ เวียดนาม นิวส์ ระบุว่า เวียดนามมีผลผลิตของผลไม้หลายชนิด ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของประเทศกาตาร์ได้อย่างเต็มที่

เวียดนามได้เข้าเจรจากับกาตาร์นอกรอบเวทีการประชุม “Belgian Rent-A-Port N.V.” ที่จัดขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ปัจจุบันเวียดนามมีพื้นที่เพาะปลูกสำหรับผักและผลไม้อยู่ที่ 1.8 ล้านเฮกตาร์ โดยมีผลผลิตปีละ 20 ล้านตัน ขณะที่ตัวเลขดังกล่าวทางการเวียดนามตั้งเป้าจะพัฒนาตัวเลขผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในอนาคต

ทั้งนี้ ในปี 2017 ที่ผ่านมา รายได้จากการส่งออกผักและผลไม้ของเวียดนามมีมูลค่าราว 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบจากปีก่อนหน้านั้น โดยขณะที่รัฐบาลเวียดนามได้อนุมัติพื้นที่เพื่อการเพาะปลูกมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีแผนการก่อสร้างโรงงานแปรรูปผักและผลไม้อีก 10 แห่งทั่วประเทศ โดยเวียดนามส่งออกผลไม้หลายหลากประเภท เช่น ส้มโอ และกล้วย เป็นต้น