จากการลงชุมชนผลที่ได้กลับมาคือผู้ป่วยที่บ้านมีสุขภาพดีขึ้น

จากผู้ป่วยที่เดินไม่ได้มาประมาณ 1 ปี ไม่กล้าเดิน แต่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องกระดูก เมื่อหมอจิ๋วและพี่เลี้ยงไปเยี่ยมสามารถทำให้ผู้ป่วยมีกำลังใจและมีความมั่นใจที่จะเดิน จนในที่สุดก็สามารถลุกขึ้นเดินได้ และยังสร้างสัมพันธภาพที่ดีทั้งในครอบครัว ชุมชน และสังคม ทำให้เยาวชนมีความรู้ความมั่นใจและกล้าที่จะเป็นจิตอาสาหมอจิ๋วในการดูแลสุขภาพของคนในครอบครัวและชุมชน ที่สำคัญคือได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับหมอจิ๋วและสร้างทัศนคติที่ดีต่อการดูแลสุขภาพของตนเองและผู้อื่น

อาจารย์จันจลี ถนอมลิขิตวงศ์ ประธานหลักสูตรการประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา กล่าวถึงกิจกรรมค่ายแนะแนวการศึกษาสู่อาชีพ โครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาท้องถิ่น โดยมีสถาบันอุดมศึกษาเป็นพี่เลี้ยง โดยมีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น-ตอนปลาย จาก 16 โรงเรียนในพื้นที่จังหวัดยะลา ร่วมกิจกรรม ว่า กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่ให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษารับผิดชอบโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาท้องถิ่น โดยมีสถาบันอุดมศึกษาเป็นพี่เลี้ยง ซึ่งได้ดำเนินโครงการสืบเนื่องมาจากปีงบประมาณ 2559 สำหรับการจัดค่ายแนะแนวการศึกษาสู่อาชีพ

“กิจกรรมในค่ายจะช่วยพัฒนาระบบการแนะแนวในโรงเรียนให้เข้มแข็งขึ้น ประการสำคัญคือ กระบวนการแนะแนวยังช่วยให้นักเรียนค้นพบและพัฒนาศักยภาพของตน มีทักษะการดำเนินชีวิต รู้จักตัดสินใจเลือกแผนการเรียน การวางแผนการประกอบอาชีพ ทั้งนี้ ประกอบด้วยกิจกรรมการให้ความรู้พื้นฐานด้านการศึกษาและอาชีพ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้นักเรียนได้ทราบข้อมูลด้านการศึกษาและอาชีพ การค้นหาความถนัดของตนเอง สามารถเลือกอาชีพสมความปรารถนาในอนาคต” ประธานหลักสูตรการประถมศึกษา มรภ.ยะลา กล่าว

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาน้ำห้วยโมง เปิดประตูระบายน้ำทั้ง 4 บาน และเร่งระบายน้ำจากลำห้วยโมงลงในแม่น้ำโขง เพื่อป้องกันน้ำในลำห้วยที่ไหลมาจากจังหวัดหนองบัวลำภูและจังหวัดอุดรธานี เอ่อท่วมพื้นที่การเกษตร

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดหนองคายว่า วันนี้ (25 พฤษภาคม 2560) จากฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องในจังหวัดหนองคายและในจังหวัดใกล้เคียง ทำให้มีปริมาณน้ำในลำห้วยโมงสูงขึ้น ขณะนี้โครงการส่งน้ำและบำรุงน้ำห้วยโมง อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย กรมชลประทาน ได้มีเปิดประตูระบายน้ำทั้ง 4 บาน เร่งระบายน้ำในลำห้วยโมงลงแม่น้ำโขง วันละประมาณ 5.410 ล้าน ลบ.ม. ในขณะที่มีน้ำไหลเข้าในลำห้วย 4.450 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน โดยการเร่งระบายน้ำครั้งนี้ เพื่อป้องกันน้ำในลำห้วยที่ไหลมาจากจังหวัดหนองบัวลำภูและจังหวัดอุดรธานี ไม่ให้เอ่อท่วมพื้นที่การเกษตรของเกษตรกรในพื้นที่ อ.ท่าบ่อ และ อ.ศรีเชียงใหม่ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 6 หมื่นไร่ อีกทั้งเป็นการพร่องน้ำในลำห้วยเพื่อรองรับน้ำจากฝนที่คาดว่าจะตกลงมาอย่างต่อเนื่องในช่วงต่อจากนี้

ขณะนี้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาน้ำห้วยโมง มีปริมาณน้ำอยู่ในระบบ 10.93 ล้านลบ.ม. และมีระดับน้ำในลำน้ำห้วยโมง 8.27 เมตร ส่วนระดับน้ำในแม่น้ำโขง 5.29 เมตร ทำให้ขณะนี้น้ำในลำห้วยโมงสูงกว่าระดับน้ำในแม่น้ำโขงถึง 2.98 เมตร

กรมควบคุมโรคเตือนประชาชนเก็บเห็ดป่าช่วงหน้าฝนมาทำอาหารต้องระวัง เพราะอาจเป็นเห็ดพิษ เผยปี’59 ตาย 4 ราย ชี้ทฤษฎีช้อนเงินจุ่มหม้อเห็ดพิสูจน์ความเป็นพิษ หรือต้มกับข้าวสารนั้นไม่มีใครรับรองว่าจะปลอดภัยจริง สงสัยถามหมอดีกว่า

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม นพ. เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงฤดูฝนของแต่ละปีจะพบผู้ป่วยและเสียชีวิตจากการกินเห็ดพิษที่ขึ้นเองตามธรรมชาติเป็นประจำ โดยเฉพาะทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ประชาชนนิยมเก็บเห็ดป่าในธรรมชาติมากิน แต่เนื่องจากเห็ดป่านั้นมีทั้งเห็ดที่กินได้และเห็ดพิษ ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกัน อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดได้

“ข้อมูลสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรคในปี 2559ที่ผ่านมา มีรายงานผู้ป่วยจากการกินเห็ดพิษ 1,220 คน เสียชีวิต 4 ราย โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนพบผู้ป่วยรวมกันมากถึง 1,010 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 83 ของผู้ป่วยทั้งหมด ส่วนกลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือ อายุ 65 ปีขึ้นไป รองลงมาคือ 55-64 ปี และ 45-54 ปี ตามลำดับ และภาคที่มีอัตราป่วยสูงสุดคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองลงมาคือภาคเหนือ นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ป่วยเกินครึ่งอยู่ใน 2 จังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ อุบลราชธานีและศรีสะเกษ สำหรับในปี 2560 นี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-9 พฤษภาคม พบผู้ป่วยแล้ว 112 คน ไม่มีผู้เสียชีวิต จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค ล่าสุดในสัปดาห์นี้มีรายงานผู้ป่วยจากการกินเห็ดพิษใน 2 จังหวัด ได้แก่ แพร่ 9 คน และบึงกาฬ 30 คน” นพ. เจษฎา กล่าว

นพ. เจษฎา กล่าวว่า เห็ดที่เป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตส่วนใหญ่คือ เห็ดระโงกพิษ บางแห่งเรียกว่าเห็ดระโงกหิน เห็ดระงาก หรือเห็ดไข่ตายซาก ซึ่งเห็ดชนิดนี้จัดอยู่ในกลุ่มเห็ดที่มีความคล้ายคลึงกับเห็ดระโงกขาว หรือไข่ห่านที่สามารถกินได้ แต่มีข้อแตกต่างที่สำคัญคือ เห็ดระโงกพิษจะมีก้านสูงกลางดอกหมวกจะนูนเล็กน้อย มีกลิ่นเอียนและค่อนข้างแรง นอกจากนี้ ยังมีเห็ดป่าชนิดที่มีพิษรุนแรงคือ เห็ดเมือกไครเหลือง โดยประชาชนมักสับสนกับเห็ดขิง ซึ่งชนิดที่เป็นพิษจะมีเมือกปกคลุมและมีสีดอกเข้มกว่า แต่ยากแก่การสังเกตด้วยตาเปล่า ส่วนเห็ดอีกชนิดคือเห็ดหมวกจีน จะเป็นเห็ดที่คล้ายกับเห็ดโคนขนาดเล็ก

“ภูมิปัญญาชาวบ้านที่ใช้ทดสอบความเป็นพิษของเห็ด เช่น การจุ่มช้อนเงินลงไปในหม้อต้มเห็ด การนำไปต้มกับข้าวสาร เป็นต้น วิธีเหล่านี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการอ้างอิงในการใช้ทดสอบพิษกับเห็ดกลุ่มนี้ได้ โดยเฉพาะเห็ดระโงกพิษที่มีสารที่ทนต่อความร้อน แม้จะปรุงให้สุกแล้ว เช่น ต้ม แกง ก็ไม่สามารถทำลายสารพิษนั้นได้ และให้หลีกเลี่ยงการเก็บเห็ดไข่ห่าน เห็ดโม่งโก้ง เห็ดระโงก หรือเห็ดระงาก ขณะที่ยังเป็นดอกอ่อนหรือดอกตูม ซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนกลมรี คล้ายไข่ มารับประทาน เนื่องจากไม่สามารถทราบได้ว่าเป็นเห็ดมีพิษหรือไม่ เพราะลักษณะดอกตูมภายนอกจะเหมือนกัน หากไม่แน่ใจ ไม่รู้จัก หรือสงสัยว่าจะเป็นเห็ดพิษก็ไม่ควรเก็บหรือซื้อมาปรุงอาหาร รวมถึงหลีกเลี่ยงการกินเห็ดพร้อมกับดื่มสุรา เพราะฤทธิ์จากแอลกอฮอล์จะทำให้พิษเห็ดแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว และทำให้อาการรุนแรงขึ้นด้วย” อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว

นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่ากรมป่าไม้จะส่งเสริมการสร้างป่าในเมืองแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีกว่า 7 หมื่นแห่ง เพื่อสร้างเป็นพื้นที่สีเขียวให้กับชุมชน โดยในปี 2559 ที่ผ่านมา กรมป่าไม้ได้จัดทำโครงการกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ในการสนับสนุนดูแลพื้นที่เสื่อมโทรมและพันธุ์กล้าไม้ให้กับหน่วยงานภาคเอกชนที่สนใจจะขอฟื้นฟูพื้นที่ที่กรมป่าไม้ได้จัดไว้ โดยมีหน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 20 หน่วยงาน มีพื้นที่ที่ได้รับการฟื้นฟูดูแลไปแล้วกว่า 4,153 ไร่ สำหรับในปีนี้

“เราได้เตรียมเพาะกล้าไม้พันธุ์ดีอีกหลากหลายชนิด อาทิ ไม้เศรษฐกิจ และไม้มีค่าที่สามารถตัดขายได้กว่า 50 ล้านกล้า เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชน และองค์กรต่างๆ ที่สนใจ ทั้งนี้ สามารถขอรับกล้าไม้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ที่ศูนย์เพาะชำกล้าไม้ และสถานีเพาะชำกล้าไม้ของกรมป่าไม้ 108 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่พร้อมให้คำแนะนำในการปลูกและดูแลกล้าไม้แต่ละชนิดให้กับผู้ที่สนใจอีกด้วย”นายชลธิศ กล่าว

อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวถึงขั้นตอนการขอรับกล้าไม้ว่า สำหรับบุคคลทั่วไปสามารถขอรับกล้าไม้เพื่อนำไปปลูกในที่ดินกรรมสิทธิ์ของตนเองได้รายละไม่เกิน 1,500 กล้าต่อปี โดยนำบัตรประจำตัวประชาชนมาแสดง พร้อมกรอกแบบฟอร์มขอรับกล้าไม้ที่จุดบริการกล้าไม้ พร้อมตอบข้อซักถามเบื้องต้นกับเจ้าหน้าที่ แล้วรับกล้าไม้นำกลับไปปลูกได้ทันที ถ้าในกรณีที่เป็นหน่วยงาน องค์กร วัด และโรงเรียน สามารถทำหนังสือถึงกรมป่าไม้ เพื่อขอรับการสนับสนุนกล้าไม้ พร้อมแนบโครงการ รายละเอียดของพื้นที่เตรียมการปลูก ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่าเป็นไปตามเงื่อนไขและระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการแจกจ่ายกล้าไม้ พ.ศ. 2552 จากนั้นจะพิจารณาสนับสนุนกล้าไม้ตามความเหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ส่วนเพาะชำกล้าไม้ สำนักส่งเสริมการปลูกป่า เบอร์โทรศัพท์ 02-561-4292-3 ต่อ 5551 ในวันและเวลาราชการ อย่างไรก็ตาม กรมป่าไม้มีหลักเกณฑ์การพิจารณาให้การสนับสนุนกล้าไม้ โดยคำนึงถึงขนาด ลักษณะของพื้นที่ในการนำกล้าไม้ไปปลูก และพิจารณาจัดชนิดของกล้าไม้พร้อมทั้งจำนวนให้เหมาะสม ตามวัตถุประสงค์ของผู้รับกล้าไม้ แต่จะต้องไม่เป็นการขอรับกล้าไม้เพื่อนำไปทำธุรกิจการค้า

“สำหรับประชาชน ที่รับกล้าไม้จากกรมป่าไม้ไปปลูกแล้ว จะมีเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจและติดตามประเมินคุณภาพกล้าไม้หลังการปลูก รวมทั้งให้คำแนะนำเพิ่มเติมในการดูแลรักษาต้นไม้ให้เจริญเติบโต และเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการเพิ่มพื้นที่ป่า ทางกรมป่าไม้ส่งเสริมการปลูกต้นไม้ในพื้นที่หน่วยงานราชการและที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งหากมีผู้สนใจในการเพิ่มพื้นที่ป่า แต่ไม่มีพื้นที่ในการปลูกต้นไม้ ก็สามารถมาร่วมทำ CSR กับทางกรมป่าไม้ได้เช่นกัน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น” อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าว

นางฉันทรา พูนศิริ รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นางสุวรรณี คุ้นวงศ์ กรรมการบริษัทจุลไหมไทย จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง “โครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตปุ๋ยเพื่อการค้า” เมื่อวันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม 2560 ณ ไร่กำนัลจุล จังหวัดเพชรบูรณ์

ภายใต้กรอบความร่วมมือดังกล่าว วว. โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ จะดำเนินการวิจัยและพัฒนาปุ๋ยจากสิ่งเหลือทิ้งการเกษตรของบริษัทจุลไหมไทย จำกัด เช่น เศษอาหารปลา และผลไม้ รวมทั้งการพัฒนา ยกระดับ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีผลงาน วว. เพื่อให้บริษัทฯ มีองค์ความรู้ในการผลิตปุ๋ยสำหรับใช้ในระบบเกษตรกรรมต้นน้ำของบริษัทฯ รวมทั้งพัฒนาเป็นธุรกิจในการจัดจำหน่ายเชิงพาณิชย์ต่อไป

ทั้งนี้ บริษัท จุลไหมไทย จำกัด ดำเนินธุรกิจด้านการเกษตร อาหารแปรรูป ไหมสิ่งทอ มีเป้าหมายประกอบการในอนาคตมุ่งส่งสินค้าที่ดีให้กับผู้บริโภค โดยสืบสานปณิธานจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อพัฒนาธุรกิจให้กับเกษตรกร สังคมและชุมชนในการร่วมขับเคลื่อนธุรกิจให้ยืนยาว และคืนธุรกิจที่ดีให้กับสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อมต่อไป

นายทวี ปิยะพัฒนา ประธานกรรมการบริหารกลุ่ม บริษัท พี.เอฟ.พี. ผู้ผลิตและแปรรูปอาหารทะเล เปิดเผยว่า สถานการณ์การส่งออกอาหารทะเลแปรรูปในภาพรวม ปี 2560 มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2.74 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือปรับตัวดีขึ้นประมาณ 4% เมื่อเทียบกับปีก่อน ที่การส่งออกไม่เติบโต เนื่องจากเศรษฐกิจโลกหดตัว อย่างไรก็ตาม ปีนี้คาดว่าภาพรวมจะสามารถขยายตัวได้ดีขึ้น จากปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อกลับมา ซึ่งในส่วนของกลุ่มบริษัท ก็คาดว่าปีนี้จะมีรายได้เพิ่มขึ้นที่ 5,500 ล้านบาท แบ่งเป็น การส่งออก 1,700 ล้านบาท และภายในประเทศ 3,800 ล้านบาท หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 10-15% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่รายได้รวมทั้งสิ้น 5,000 ล้านบาท แบ่งเป็น การส่งออก 1,600 ล้านบาท และภายในประเทศ 3,400 ล้านบาท

“ไตรมาสแรกบริษัทมีรายได้ภายในประเทศที่ 640 ล้านบาท ขยายตัว 8-9% ใกล้เคียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ แสดงให้เห็นว่าการบริโภคในปีนี้น่าจะขยายตัวได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทมั่นใจว่าทั้งปีน่าจะขยายตัวได้ตามเป้าหมายเช่นกัน โดยมีปัจจัยบวกมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศในประเทศไทยที่เพิ่มสูงถึง 34 ล้านคน ส่งผลให้มีการเปิดร้านอาหารประเภทชาบูจำนวนมาก ความต้องการสินค้าแปรรูปจึงสูงขึ้นตาม รวมทั้งรายได้ของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้น จากราคาสินค้าทางเกษตรที่สูงขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมา ช่วยผลักดันให้กำลังซื้อในประเทศกลับมา และส่งผลให้การบริโภคอาหารทะเลแปรรูปเพิ่มสูงขึ้นตามมา” นายทวี กล่าว

วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยลักษณะอากาศ เรื่อง“ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทยตอนบน และคลื่นลมแรงบริเวณทะเลอันดามัน (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 28 พฤษภาคม 2560) “ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2560

ประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า ในช่วงวันที่ 26-28 พฤษภาคม 2560 ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนตกชุกหนาแน่นกับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งจะได้รับผลกระทบ โดยมีรายละเอียดดังนี้
– ภาคเหนือ บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ และกำแพงเพชร

– ภาคกลาง บริเวณจังหวัดราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

– ภาคตะวันออก บริเวณจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

– ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีฝนตกหนักบางแห่งสวนมากบริเวณจังหวัดชัยภูมิ นคราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี – สำหรับภาคใต้ จะมีฝนตกต่อเนื่องตลอดช่วง โดยมีฝนตกหนักบางพื้นที่ส่วนมากจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่และตรัง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากที่จะเกิดขึ้นไว้ด้วย

ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง โดยบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่งในระยะนี้

ทั้งนี้เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมบริเวณอ่าวเบงกอลตอนล่างมีกำลังแรงขึ้น และมีแนวโน้มว่าจะเคลื่อนขึ้นไปบริเวณอ่าวเบงกอลตอนบนและประเทศเมียนมาในช่วงวันที่ 27-29 พฤษภาคม 2560 ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยมีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง

ประกาศ ณ วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 เวลา 05.00 น.
กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไป ในวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 เวลา 11.00 น การประชุมระดับรัฐมนตรีที่รับผิดชอบงานสหกรณ์ ครั้งที่ 10 ที่ประเทศเวียดนาม

มุ่งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับขบวนการสหกรณ์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน องค์การสัมพันธภาพระหว่างประเทศ (International Cooperative Alliance : ICA – AP) เป็นองค์กรอิสระ ก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมกิจการสหกรณ์ในทุกประเทศ ตลอดจนส่งเสริมความสัมพันธ์และให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจระหว่างองค์กรสหกรณ์ทุกประเภททั่วโลก ในการนำมาซึ่งสันติภาพและความมั่นคงแก่ขบวนการสหกรณ์ ซึ่งตั้งอยู่กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์

โดยองค์การ ICA ได้จัดประชุมระดับรัฐมนตรีที่รับผิดชอบงานสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการจัดประชุมระดับสูงของภาครัฐและขบวนการสหกรณ์ในประเทศต่างๆ ของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้แทนระดับสูง และกำหนดกรอบแนวทางและกลยุทธ์ความร่วมมือ ระหว่างภาครัฐและสหกรณ์ในการพัฒนาสหกรณ์ ให้เป็นองค์กรที่มีความเข้มแข็ง และสามารถปรับบทบาทได้ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบันที่เกิดขึ้น

สำหรับปีนี้ เป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีที่รับผิดชอบงานสหกรณ์ ครั้งที่ 10 ซึ่งทางกระทรวงแผงงานและการลงทุน สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ร่วมกับองค์กรสัมพันธภาพสหกรณ์เวียดนาม จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-21 เมษายน 2560 ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมีหัวข้อประชุมว่า “วิสัยทัศน์ในทศวรรษที่ 30 การเสริมสร้างการเป็นหุ้นส่วนอย่างแข็งแกร่ง ระหว่างภาครัฐและขบวนการสหกรณ์ต่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs)” นำโดย H.E. Madam Dang Thi Ngoc Thinh รองประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กล่าวเปิดการประชุมมีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 500 คน จาก 22 ประเทศ ประกอบด้วยรัฐมนตรีที่รับผิดชอบงานสหกรณ์ จำนวน 10 ประเทศ ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลสหกรณ์และขบวนการสหกรณ์ระดับชาติของประเทศสมาชิกองค์การ ICA สำนักงานภูมิภาคเอเชียและแปซิกฟิก จำนวน 12 ประเทศ

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย เข้าร่วมในการประชุมดังกล่าว พร้อมทั้งได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในฐานะตัวแทนรัฐบาลไทยและขบวนการสหกรณ์ไทย สรุปใจความสำคัญได้ว่า ระบบสหกรณ์เป็นเครื่องมือสำคัญช่วยแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมได้เป็นอย่างดี รัฐบาลไทยผลักดันให้นำหลักการพึ่งพาตนเองและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันของสหกรณ์มาใช้ ควบคู่กับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาปรับใช้ในการพัฒนาสหกรณ์ในประเทศ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ยังช่วยสร้างระบบเศรษฐกิจและการพัฒนาด้านการเกษตรที่ยั่งยืนในทุกๆ ด้าน ซึ่งการพัฒนาประเทศโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้น การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ใช้เป้าหมายหลัก หากแต่เป็นการสร้างสมดุลและความมั่นคงด้านการพัฒนาเพื่อให้เกิดความยั่งยืน เพราะการเติบโตที่ปราศจากรากฐานที่มั่นคง อาจก่อให้เกิดความเสี่ยง ทั้งระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชนและประเทศชาติ

นอกจากนี้ นโยบายด้านเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญของการเพิ่มบทบาทต่อสหกรณ์การเกษตร ในการสร้างช่องทางการตลาดของสินค้าเกษตรที่มีประสิทธิภาพ และเป็นหนทางนำไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยในยุคปัจจุบันระบบการตลาดแบบเสรี (Market Liberalization) ส่งผลให้เกิดการแข่งขันอย่างรุนแรง เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ สหกรณ์จึงต้องมีการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ เพื่อให้พร้อมทำธุรกิจร่วมกับภาคเอกชนและให้บริการแก่สมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้รัฐบาลไทยได้ให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับขบวนการสหกรณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์และการพัฒนาทรัพยากรบุคคล เพื่อการพัฒนาสหกรณ์อย่างยั่งยืนในอนาคต

ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของภาคสหกรณ์เช่นเดียวกับภาคเศรษฐกิจด้านอื่นๆ ด้วยการปรับปรุงระเบียบข้อบังคับและนโยบายทางเศรษฐกิจ กรอบการดำเนินงานและการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาสหกรณ์ อีกทั้งสนับสนุนการพัฒนาขบวนการสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง จึงมีการปรับปรุงพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากรัฐสภา

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงมติจากการประชุมร่วมกันของประเทศสมาชิก ICA ว่า ที่ประชุมมีมติให้รัฐบาลของประเทศสมาชิกส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์ ในนโยบายระดับชาติโดยยึดตาม HANOI APCMC RESOLUTION 7 ข้อ ดังนี้ 1.ให้สหกรณ์จัดตั้งและดำเนินการโดยอิสระและด้วยความสมัครใจ ภายใต้ร่างระเบียบกฎหมาย 2.ให้สหกรณ์เอื้อประโยชน์ให้แก่บุคคลที่ด้วยโอกาสในสังคม ได้แก่ ผู้อพยพ ผู้ลี้ภัยและผู้พิการ เพื่อให้มีส่วนร่วมในการทำธุรกิจกับสหกรณ์ หรือการจ้างงาน 3.ควรวางกลยุทธ์ในการพัฒนาสหกรณ์โดยความร่วมมือในรูปแบบเครือข่าย ในระดับชาติและสหกรณ์ท้องถิ่น โดยให้ตอบสนองความต้องการและใช้โอกาส (Opportunity) ที่สหกรณ์มีอยู่ เพื่อพัฒนาปัญหาและอุปสรรคของสหกรณ์ร่วมกัน รวมทั้งศึกษา อบรมให้แก่ขบวนการสหกรณ์เพื่อบรรลุเป้าหมาย SDGs 4.ส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership) กับรัฐบาลและสหกรณ์ในฐานะหุ้นส่วนที่มีการสร้างวิธีการสร้างสรรค์ใหม่ๆ บนพื้นฐานการปกครองและการบริหารด้วยตนเองของสหกรณ์โดยสมาชิกสหกรณ์ 5.สร้างชุมชนที่เข้มแข็งบนพื้นฐานการสหกรณ์ เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในทางเพศ เพื่อหล่อหลอมให้สังคมเป็นหนึ่งเดียวกัน 6.ประเทศสมาชิกควรร่วมมือกันใช้ Information Technology เพื่อการพัฒนาการบริหารจัดการให้มีความโปร่งใสและทันสมัย และ7.สนับสนุนความร่วมมือระหว่างสหกรณ์และวิสาหกิจอื่นๆ บนหลักการและคุณค่าสหกรณ์ เพื่อให้ขบวนการสหกรณ์มีความเข้มแข็งและสามารถยืดหยุ่นได้

ผลจากการประชุมครั้งนี้ njcarpet-cleaning.com กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มองเห็นถึงทิศทางที่จะพัฒนาระบบสหกรณ์ในประเทศไทย โดยการให้ความสำคัญกับความเป็นหุ้นส่วนภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership) และช่วยสหกรณ์ในเรื่องการตลาด (Marketing Channel) รวมถึงการส่งเสริมการค้าขายแบบ (E-Commerce) เพื่อขยายธุรกิจได้อย่างหลากหลายมากขึ้นและเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว กรมจึงได้จัดทำแผนการปฏิบัติการเพื่อติดตามผลอย่างเป็นรูปธรรม ภายในเดือนสิงหาคม 2560 ด้วยรูปแบบ coopfor2030.cooop

นอกจากนี้ กรมฯจะร่วมกับสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย รณรงค์ในเรื่องเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้สหกรณ์ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้เกิดการเข้าใจร่วมกัน อีกทั้งจะมีการให้คำมั่นสัญญาเพื่อให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกันขับเคลื่อนไปให้ถึงเป้าหมายและรายงานความก้าวหน้าผ่านเว็บไซต์ www.CoopsFor2030.coop และจะมีการสร้างความร่วมมือกับ We Effect ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือสหกรณ์ทั่วโลกในเรื่องเงินทุนและการให้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการสหกรณ์ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศสวีเดน เพื่อขอรับการสนับสนุนในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสหกรณ์ในประเทศไทยต่อไป

ทั้งนี้ ในระหว่างวันที่ 14-17 พฤศจิกายน 2560 ขบวนการสหกรณ์ระดับชาติของมาเลเซีย (ANGKASA) จะมีการจัดงาน The Malaysian Carnival of Cooperatives Product and Services เพื่อให้สหกรณ์ทั่วโลกเข้าถึงตลาดสหกรณ์ท้องถิ่นได้โดยตรง และได้เชิญประเทศสมาชิกเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์จะเป็นผู้ประสานงานหลักในนำตัวแทนสหกรณ์จากประเทศไทยเดินทางไปร่วมงาน เพื่อเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือกันระหว่างสหกรณ์ไทยและมาเลเซียด้วย

การประชุมระดับรัฐมนตรีที่รับผิดชอบงานสหกรณ์ของประเทศสมาชิก ICA เป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างหุ้นส่วนและพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสหกรณ์ เพื่อร่วมกันดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย โดยยกระดับให้สหกรณ์มีบทบาทสำคัญ ในการพัฒนาประเทศสมาชิกอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) และได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า “ภายใน ปี 2030 จะเพิ่มจำนวนสมาชิกสหกรณ์เป็น 2,000 ล้านคนและ 4 ล้านสหกรณ์ ซึ่งครอบคลุม 20% ของเศรษฐกิจโลก เพื่อช่วยลดปัญหาความยากจน เกิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองแก่ประชาชน”

อุตรดิตถ์บูมปลูกทุเรียนเกือบ 3 หมื่นไร่ จีนแห่เหมาพันธุ์หมอนทองกว่า 80% คาดปี′60 โกยรายได้กว่า 1,863 ล้านบาท พันธุ์หลินลับแล-หลงลับแล ราคาหน้าสวนยังสูง 300-450 บาท/กก.

นายอำนาจ ปาลาศ เกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จังหวัดอุตรดิตถ์มีผลไม้ขึ้นชื่อหลายชนิด โดยเฉพาะทุเรียนพื้นเมืองพันธุ์หลงลับแล และหลินลับแล โดยปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกทุเรียนทั้งหมด 39,759 ไร่ เป็นพื้นที่เก็บเกี่ยว 32,038 ไร่ มีเกษตรกร 4,228 ราย โดยปลูกมากที่อำเภอลับแล เนื้อที่ 33,663 ไร่ รองลงมาคือ อำเภอท่าปลาและอำเภอเมือง เนื้อที่ 4,329 ไร่ และ 1,766 ไร่ ตามลำดับ โดยพันธุ์ทุเรียนที่ปลูก ได้แก่ พันธุ์หมอนทอง มีเนื้อที่ปลูก 29,819 ไร่ หลงลับแล 2,385 ไร่ หลินลับแล 397 ไร่ และพันธุ์พื้นเมือง เช่น ชะนี กระจิบอีกจำนวน 7,156 ไร่