จากการสอบสวน ผู้ต้องหาทั้ง 2 ให้การรับสารภาพนอกจากนี้

จากการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของผู้ต้องหาพบว่ายังมีหมายจับในข้อหาฉ้อโกงทรัพย์คดีอื่นๆ นอกเหนือจากหมายจับคดีที่ถูกจับกุมในครั้งนี้ ในพื้นที่จ.สระบุรี ชัยนาท ราชบุรี นครปฐม บุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์ อีก 7 หมายจับ โดยแบ่งเป็นของน.ส.กาญจนา 6 หมายจับ นายนัด 1 หมายจับ

เบื้องต้นจึงนำตัวนายนัด ส่งกับให้พนักงานสอบสวน สภ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ และส่งตัวน.ส.กาญจนา ให้พนักงานสอบสวน สภ.ไชยา จ.สุราษฏร์ธานี ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

เมื่อวันที่ 13 ม.ค. ที่อบต.หาดยาย อ.หลังสวน จ.ชุมพร นายธเรวัชร อบแพทย์ นายก อบต.หาดยาย รับแจ้งว่าเกิดอุบัติเหตุเครื่องพารามอเตอร์ตกลงจากท้องฟ้า หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วย นายสุชีพ ดำสุทธิ์ รอง นายก อบต. ตำรวจสภ.หลังสวน เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ รุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุห่างจากที่ทำการอบต.หาดยาย ที่กำลังจัดงานวันเด็กแห่งชาติประมาณ 1 กิโลเมตร ด้านหลังที่ทำการอบต.เป็นพื้นที่สวนปาล์มน้ำมัน ขนาดใหญ่ ต้นปาล์มน้ำมันแต่ละต้นมีอายุมากกว่า 30 ปี สูง มากกว่า 10 เมตร พบที่ต้นปาล์มน้ำมันต้นหนึ่งมีร่างของนายสถาพร รักบำรุง อายุ 47 ปี อยู่บ้านเลขที่ 139/1 หมู่ที่ 11 ต.วังตะกอ อ.หลังสวน จ.ชุมพร อาชีพ ผู้รับเหมาก่อสร้าง และ เครื่องพารามอเตอร์ติดค้าง อยู่ในจุดปลายยอดต้นปาล์ม ส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ

เจ้าหน้าที่หลายฝ่าย พยายามหาทางช่วยเหลือ นายสถาพรลงมา แต่เนื่องจากต้นปาล์มน้ำมัน มีความสูงและมีหนามแหลมคมทั้งต้น จึงไม่สามารถใช้กำลังคนขึ้นไปนำเอาลงมาได้ ต่อมานายสุทธิพันธ์ สุวรรณบัณฑิต อาสาสมัครหน่วยป้องกันภัยพิบัติหลังสวน และนายสมชาย สัมพาริน หัวหน้าหน่วยหน่วยบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองหลังสวน นำรถกระเช้าความสูง 15 เมตร เดินทางมาช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

จากการสอบถามเบื้องต้น ได้ความว่า นายสถาพรและเพื่อนๆในกลุ่มพารามอเตอร์หลังสวน จำนวน 3 ลำ มาบินโชว์ในงานวันเด็กของอบต.หาดยาย ขณะที่กำลังบินโชว์เครื่องพารามอเตอร์ของนายสถาพรเกิดดับกะทันหัน ทำให้เครื่องพารามอเตอร์รวมทั้งนายสถาพร หมุนคว้างกลางอากาศ นายสถาพรพยายามบังคับร่อนลงกลางที่โล่งใจกลางสวนปาล์ม แต่เกิดผิดพลาดจนเครื่องร่อนลงบนปลายยอดต้นปาล์มติดค้างที่ความสูง 12 เมตร เพื่อนๆ อีก 2 ลำ เห็นเหตุการณ์ จึงรีบแจ้งไปยังนายธเรวัชร อบแพทย์ นายก อบต. ให้นำกำลังมาช่วยเหลือ

ต่อมาจึงสามารถช่วยเหลือนำทั้งตัวนายสถาพร และเครื่องพารามอเตอร์ลงมาได้ โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที นายสถาพรไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่เครื่องพารามอเตอร์ พังเสียหายมูลค่าร่วม 1 แสนบาท

โครงการศูนย์โอท็อปเอาต์เลต และศูนย์พัฒนาบรรจุภัณฑ์กลาง คืบหน้ากว่า 50% เตรียมเปิดให้บริการ Q4 ปี 2561 หวังเชื่อมตลาด AEC-จีน บุกคุนหมิงสาขาแรก สินค้า 300 รายการ ผลตอบรับเยี่ยม รูปแบบถูกใจ CLMV เตรียมลุยตลาดออฟไลน์-ออนไลน์ ปั้นแบรนด์ไทยโอท็อปเอาต์เลต สร้างความเชื่อมั่นสินค้าไทยคุณภาพ คาดรายได้ 1 พันล้านบาทต่อปี

นายวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ ประธาน บริษัท โอทอป อินเตอร์เทรดเดอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงความคืบหน้าโครงการก่อสร้างศูนย์โอท็อปเอาต์เลต และศูนย์พัฒนาบรรจุภัณฑ์กลาง ตั้งอยู่ที่กิโลเมตร 44 ติดถนนสายเอเชีย หน้าโครงการพุทธอุทยานมหาราช (หลวงปู่ทวดองค์ใหญ่) ต.บ้านใหม่ อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า ขณะนี้คืบหน้าไปกว่า 50% แล้ว คาดว่าใช้เวลาอีก 7-8 เดือน จึงจะแล้วเสร็จ และน่าจะเปิดให้บริการได้ในไตรมาสที่ 4 ปี 2561 ทั้งนี้ใช้งบประมาณในการก่อสร้างกว่า 108 ล้านบาท รวมถึงเครื่องจักร การขนส่ง และโลจิสติกส์ อีกทั้งมีห้องประชุมสัมมนา

โดยรูปแบบศูนย์โอท็อปเอาต์เลตเป็นลักษณะคอมมิวนิตี้มอลล์ โชว์รูมสินค้า และวันสต็อปเซอร์วิสของสินค้าโอท็อป เอสเอ็มอี เกษตร และผลิตภัณฑ์แปรรูป รวมถึงเป็นเทรดเซ็นเตอร์ของสินค้า ภายในจะมีสินค้าหลายพันรายการ ครอบคลุมทุกกลุ่ม เช่น สมุนไพร อาหาร เครื่องประดับ ตกแต่ง ผ้า เครื่องหนัง และเครื่องใช้ ซึ่งเทรดเดอร์ ที่ขณะนี้มีการจัดตั้งครบทั้ง 77 จังหวัดแล้ว แต่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประมาณ 50 จังหวัด จะเป็นคนประสานงานและคัดเลือกสินค้าส่งมายังโอท็อปเอาต์เลต รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยก็สามารถส่งสินค้าเข้ามาได้เช่นกัน ซึ่งการคัดเลือกสินค้านั้น จะเปิดกว้างให้โอกาสผู้ประกอบการ ทั้งคนที่เข้มแข็ง อ่อนแอ และกำลังเริ่มต้น โดยร่วมกับพัฒนาชุมชน พาณิชย์ และบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี จำกัด อบรม สัมมนาให้ความรู้ว่าตลาดสากลเป็นอย่างไร ต้องการสินค้าแบบไหน ต้องพัฒนาอย่างไร ตั้งราคาสินค้าอย่างไร และสินค้าที่มีมาตรฐานสากลมีบรรจุภัณฑ์อย่างไร

นายวัชรพงศ์กล่าวว่า ช่องทางการตลาดมีทั้งออฟไลน์ และออนไลน์ เช่น ไปรษณีย์ไทย ลาซาด้า ทเวนตี้โฟร์ของเซเว่นอีเลฟเว่น โอท็อปช็อป ไทยแลนด์มอลล์.คอม และไทยเทรด.คอม เป็นต้น ซึ่งมุ่งเน้นการขยายออกไปต่างประเทศ โดยตั้งเป้ากลุ่มประเทศใน AEC และจีน เป็นหลัก เนื่องจากการแข่งขันในประเทศค่อนข้างสูง และตลาดต่างประเทศมีศักยภาพสูง โดยจะสร้างแบรนด์ “THAI OTOP OUTLET” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า เมื่อซื้อสินค้าจากที่นี่ จะเป็นสินค้าไทยที่มีคุณภาพ รวมถึงเพิ่มช่องทางการตลาดด้วยการออกอีเวนต์ งานแฟร์ในต่างประเทศ เพื่อประชาสัมพันธ์ไทยโอท็อปเอาต์เลตให้เป็นที่รู้จัก และดึงกลุ่มลูกค้าให้กลับเข้ามาดูสินค้าที่เอาต์เลตในไทยด้วย

โดยล่าสุด เดือนธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา ได้เปิดไทยโอท็อปเอาต์เลตที่คุนหมิง ประเทศจีน และออกงานแสดงสินค้าในจีน เป็นการทำตลาดแบบเชิงรุก เพื่อสำรวจและทดลองตลาด รวมถึงเก็บข้อมูลเพื่อนำมาพัฒนาโอท็อปเอาต์เลตให้ตรงกับความต้องการของตลาดที่แท้จริงด้วย เนื่องจากตลาดต่างประเทศได้เปิดกว้างสำหรับสินค้าไทย โดยได้นำสินค้าไปเปิดตัวประมาณ 300 รายการ ได้แก่ สินค้าประเภทของกิน ของใช้ เครื่องสำอาง และสมุนไพร ซึ่งผลตอบรับค่อนข้างดี ซึ่งคาดว่าเมื่อเอาต์เลตในประเทศไทยแล้วเสร็จ ก็จะแมตช์กันพอดี โดยราคาที่นำไปจำหน่ายต่างประเทศจะสูงกว่าของไทยอย่างต่ำ 50% โดยขนส่งสินค้าผ่านทาง R3A

“วันนี้ประเทศจีนมีสินค้าโอท็อปด้วย ซึ่งเป็นนโยบายใหม่ของจีนในการขจัดความยากจนของประชาชน โดยใช้รูปแบบและลักษณะเหมือนหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ของไทย แม้จะเพิ่งเริ่มเพียงไม่นาน แต่ก็น่ากลัว เพราะรัฐบาลสนับสนุนอย่างมาก และช่องทางการตลาดดีอยู่แล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ไทยกับจีนได้มีการพูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสนับสนุนกัน ในการให้นำสินค้าไทยไปวางจำหน่าย รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านก็มีโอท็อปเช่นเดียวกัน ทั้งนี้มองว่าเมื่อโอท็อปเอาต์เลตในไทยเสร็จแล้ว จะเห็นการก้าวกระโดดของสินค้าโอท็อปในต่างประเทศอย่างชัดเจน ตั้งเป้าในแต่ละปีจะมีรายได้รวมทั้งในและต่างประเทศกว่า 1,000 ล้านบาท”

นอกจากนี้ ได้เซ็นเอ็มโอยูร่วมกับผู้ประกอบการเมืองและประเทศต่าง ๆ บ้างแล้ว เช่น จีน และ สปป.ลาว ที่ผู้ประกอบการนั้นได้ให้ใช้สถานที่ฟรี รวมถึงการตกแต่งร้านฟรี เราเพียงแค่นำสินค้าไปวางจำหน่าย ขณะที่ประเทศเวียดนาม กัมพูชา ก็ให้ความสนใจอย่างมาก

สำหรับตลาดในประเทศบางแห่งเริ่มเปิดร้านเอาต์เลตเล็ก ๆ ในจังหวัดของตัวเองแล้วประมาณ 10 จังหวัด ทั้งที่เปิดเองและเป็นแฟรนไชส์ ได้แก่ หนองบัวลำภู พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี อุดรธานี นครสวรรค์ พิจิตร และกำลังจะเปิดที่สมุทรสาคร และหนองคาย รวมถึงเมื่อไปออกงานแสดงที่อิมแพ็คเมืองทองธานี มีผู้ประกอบการให้ความสนใจอย่างมาก ลงชื่อมากกว่า 100 ราย แต่ไม่สามารถขยายได้อย่างรวดเร็ว เพราะต้องสร้างระบบและโครงสร้างให้เข้มแข็งก่อน

ผมไม่เคยทำไข่ลูกเขยมาก่อน เลยจะลองทำกินสักครั้ง คิดว่าทำเองก็ดี จะได้ปรุงรสให้หวานน้อยกว่าที่ร้านข้าวแกงส่วนใหญ่เขาทำขายสักหน่อยหนึ่งน่ะครับ

ลองหาอ่านวิธีทำจากตำรากับข้าวและคลิปในไซเบอร์สเปซแล้ว ก็ดูไม่ยากอะไร แค่เราเอาไข่ต้มมาทอดให้ผิวเกรียมกรอบ แล้วทำน้ำราดข้นๆ สามรส ซึ่งประกอบด้วยโครงสร้างหลักในกับข้าวไทยภาคกลาง คือ รสเปรี้ยวจากน้ำมะขามเปียก เค็มจากน้ำปลา และหวานจากน้ำตาลปึก ซึ่งจะใช้น้ำตาลที่ทำจากมะพร้าว จาก หรือโตนดก็ได้ เคี่ยวจนค่อนข้างหนืด แล้วราดบนไข่ ปรุงกลิ่นด้วยพริกทอด หอมเจียว และใบผักชีหั่น

ไม่รู้ใครเป็นคนตั้งชื่อไข่ลูกเขยนะครับ แต่สำหรับคนที่ชอบกินกับข้าวสามรส มีกลิ่นของทอด และมีความมันของเนื้อไข่ ต้องชอบไข่ลูกเขยแน่ ไม่ว่าจะกินเป็นกับข้าวหลัก หรือไว้แนม แก้เผ็ดแกงรสจัด ก็เหมาะทั้งนั้น

คงเป็นเรื่องบังเอิญครับ พอผมได้สูตรไข่ลูกเขยแล้ว ก็เปิดหนังสือตำราอาหารดูอะไรอื่นไปเรื่อยเปื่อย จนไปพบสูตรกับข้าวอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ “ไข่สก๊อต” (scotch egg) ครับ เป็นไข่ต้มที่คนอังกฤษเอาหมูสับปรุงรสพอกทั้งฟอง ชุบไข่ดิบที่ตีจนฟู คลุกผงขนมปังป่น จากนั้นทอดน้ำมันลอยจนกรอบหอม จึงผ่ากินจิ้มซอสอะไรที่ชอบ ผมเลยนึกปิ๊งอะไรขึ้นมาอย่างหนึ่ง

ก็ถ้าเราปรุงไข่สก๊อตให้รสอ่อนๆ หน่อย แล้วราดด้วยน้ำราดและเครื่องโรยของไข่ลูกเขยล่ะ ที่เราจะได้ ก็คือไข่ลูกเขยที่อารมณ์ออกไปทาง “เขยฝรั่ง” หน่อยๆ น่าจะอร่อย มีเนื้อมีหนังมากขึ้นนะครับ

ลากครกออกมา หยิบเกลือใส่ไปหน่อย (ผมใช้เกลือหินจากเหมืองเกลือที่ทำสืบเนื่องมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ในโปแลนด์ ซึ่งมิตรสหายกำนัลมาให้ จะได้อารมณ์เป็น “ฝรั่งๆ” หน่อยไงครับ) ตามด้วยกระเทียมพริกไทยตำ หมูสับ เอาสากขยอกขยับกวนคนให้เข้ากัน ใส่น้ำละลายแป้งสาลีเพิ่มความหนืดและความเป็นฝรั่งเข้าไปอีกหน่อย

การกวนจะทำให้ส่วนผสมนี้หนืดเหนียว พอกไข่ได้ง่าย พอรู้สึกว่าชักจะเหนียวได้ที่แล้วก็ชุบมือในน้ำมันสักหน่อย หยิบหมูมาปั้นพอกให้ทั่วไข่ต้ม แล้วเอาลงทอดในหม้อน้ำมัน จนผิวเหลืองกรอบสวยงามดี ตักขึ้นไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน

ผมตัดขั้นตอนการชุบไข่และผงขนมปังป่นไป แต่ถ้าใครชอบ จะคงไว้ก็ได้นะครับ ส่วนน้ำราดข้นๆ นั้นก็ทำตามวิธีของครัวไทย โดยทอดพริกขี้หนูแห้งในน้ำมันจนกรอบหอม ตักใส่ถ้วยไว้ เอาหอมแดงซอยลงเจียวต่อในน้ำมันทอดพริกนั้นจนกรอบดี ตักใส่จานเล็กไว้สักครู่ หอมเจียวจะกรอบหอมดีทีเดียว

ทีนี้เราก็ใส่น้ำตาลปึกลงคนๆ ในน้ำมันที่เหลือนั้นให้ละลายจนเหลว เดือดเป็นฟอง นี่ก็คือขั้นตอนการทำ น้ำตาลไหม้คาราเมล (caramel) ซึ่งผมขอแนะว่า สำหรับสูตรนี้ ให้ทำนานหน่อย จนกลิ่นน้ำตาลไหม้นี้ฉุนขึ้นมาเป็นเอกลักษณ์นะครับ ทีนี้ก็ใส่น้ำมะขามเปียกและน้ำปลาลงไปคนให้เข้ากัน

น้ำไข่ลูกเขยของเราจะค่อยๆ งวดข้น ส่งกลิ่นหอมที่คุ้นเคย ความที่เราใช้น้ำมันเจียวพริกเจียวหอมมาเป็นฐาน ก็ทำให้น้ำราดของเรามีกลิ่นหอมดี ถ้าชอบ อาจเพิ่มหอมแดงเจียวสักหยิบมือหนึ่งลงเคี่ยวพร้อมกันไปก็ได้

ชิมจนรสจัดจ้านถูกใจดีแล้ว ก็ตักมาราดบนไข่ที่ผ่าซีกไว้ โรยหอมแดงเจียวแยะๆ พริกแห้งทอด และใบผักชี “ไข่ลูกเขยฝรั่ง” นี้ ดูหรูหราดีครับ แต่เราคงต้องคุมรสของหมูสับที่พอกไข่ไว้ไม่ให้เค็มมากเกินไป เพราะต้องเผื่อรสจัดๆ ของน้ำราดอีกน่ะครับ สำหรับคนไม่กินหมู ก็ไม่ยาก ใช้เนื้อวัวสับ หรือเนื้อปลาขูด เช่น ปลากราย ปลาอินทรีแทนได้ครับ และหากอยากให้มีกลิ่นฝรั่งๆ เพิ่ม ก็อาจปนเครื่องสมุนไพรแห้งป่น เช่น ไทม์ (thyme) ออริกาโน (oregano) หรือเสจ (sage) ในหมูสับได้บ้าง

ไข่ลูกเขยที่เราทำ ก็จะมีความเป็น “เขยฝรั่ง” มากน้อยต่างกันไปด้วยประการฉะนี้ เมื่อวันที่ 13 มกราคม ที่ศูนย์ปฏิบัติการบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ ภายในสำนักงานชลประทานที่ 6 กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อ.เมือง จ.ขอนแก่น พล.ท.ปริพัฒน์ ผลาสินธุ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร นำคณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร วปอ.รุ่นที่ 60 เข้าเยี่ยมชมและศึกษารูปแบบการบริหารจัดการน้ำต้นทุนในพื้นที่นอกเขตชลประทาน โดยมีนายศักดิ์ศิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 นายภัทรพล ณ หนองคาย ผู้อำนวยการสำนักงานโครงการก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 6 กองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง พร้อมเจ้าหน้าที่ชลประทานร่วมให้การต้อนรับ

พล.ท.ปริพัฒน์กล่าวว่า วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร ซึ่งนักศึกษา วปอ.ทุกท่านเป็นผู้บริหารระดับสูง มีตำแหน่งในองค์กรต่างๆ ที่ได้มาศึกษารูปแบบการบริหารจัดการน้ำต้นทุนในพื้นที่นอกเขตชลประทาน ตั้งแต่การจัดหาแหล่งน้ำทั้งในรูปแบบอ่างเก็บน้ำในโครงการพระราชดำริ การจัดสร้างฝายทดน้ำ ฝายแบบประชารัฐ รวมถึงน้ำบาดาลใต้ดินเพื่อการอุปโภค บริโภค น้ำเพื่อการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ พร้อมทั้งการต่อยอดการบริหารจัดการน้ำต้นทุนที่ได้ สำหรับนำไปใช้ทำการเกษตรในรูปแบบเกษตรน้ำหยด

ผ่านนวัตกรรมพลังงานทดแทนประเภทโซลาร์เซลล์แสงอาทิตย์ สำหรับใช้กับปั๊มน้ำซัก ซึ่งจะสามารถช่วยให้เกษตรกรมีน้ำสำหรับทำการเกษตรได้ครบทั้ง 12 เดือน หรือ 1 ปี รวมทั้งการนำกระแสไฟฟ้าที่ได้จากพลังงานแสงอาทิตย์มาปรับใช้กับไฟแสงสว่าง หม้อหุงข้าว เพื่อการดำรงชีพในพื้นที่การเกษตรกรรมที่กระแสไฟฟ้าเข้าไม่ถึง ซึ่งแนวทางการบริหารจัดการน้ำต้นทุนและส่งเสริมให้เกษตรกรได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำการเกษตรที่ได้ผลนี้ ทางคณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร วปอ.รุ่นที่ 60 จะได้มีการร่วมกันเขียนแผนเพื่อนำเสนอให้กับรัฐบาลได้เป็นข้อมูลสำหรับใช้ในการช่วยเหลือประชาชนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อก้าวไปสู่การเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ในยุคของการพัฒนาสู่ Thailand 4.0 อย่างแท้จริง

เมื่อวันที่ 13 มกราคม ที่การยางแห่งประเทศไทยจังหวัดตรัง อ.เมือง จ.ตรัง เจ้าหน้าที่กองส่งเสริมเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ฝ่ายพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร การยางแห่งประเทศไทย ประชุมร่วมกับผู้บริหารการยางแห่งประเทศไทย จ.ตรัง และตัวแทนเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เพื่อเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง และสินค้ายางพารามาตรฐาน GMP ของกยท.และจ.ตรัง เร่งส่งเสริมให้เกิดการใช้ยางในพื้นที่ เพื่อการแปรรูปและทำผลิตภัณฑ์ยางที่มีคุณภาพส่งขายสร้างตลาดด้วยตนเอง ดูดซับปริมาณน้ำยางดิบในตลาด ลดการพึ่งพาตลาดกลางยางพารา และพ่อค้าคนกลาง

ทั้งนี้ นายประทบ สุขสนาน รองประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยนายถนอมเกียรติ ยิ่งฉ้วน ที่ปรึกษาประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย และนายวีระพร วงษ์ธรรม ผู้จัดการสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านโคกแต้ว อ.ปะเหลียน เดินทางมาร่วมพร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเปิดจุดรับซื้อยางพารา ตามโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐแก่ 7 กระทรวงหลัก จำนวน 1.8 แสนตัน หลังกำหนดเวลาจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้เปิด

นายประทบกล่าวว่า ขณะนี้มีเพียงกองทัพบกและกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชเท่านั้น ที่ตอบรับจำนวนโครงการและปริมาณยางที่จะต้องใช้เข้ามาที่ กยท. ส่วนกระทรวงอื่นๆ ยังไม่ตอบรับ ถือว่าล่าช้ามาก เพราะภาคใต้ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของสวนยาง จะปิดกรีดยางในเดือนเมษายนแล้ว ขณะที่ราคายังตกต่ำ เป้าหมายถึงกิโลกรัมละ 60 บาทคงเป็นไปไม่ได้หากไม่เร่งเปิดจุดรับซื้อเพื่อป้อนยางให้แก่กระทรวงต่างๆ ทั้งนี้ โครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ ปี 2561 จะแตกต่างจากเมื่อปี 2559 คือจะต้องให้กระทรวงต่างๆ แจ้งจำนวนโครงการและปริมาณการใช้ยางเข้ามาก่อนจึงจะซื้อส่งให้ แทนการซื้อยางเก็บเหมือนปี 2559 จึงทำให้เกิดความล่าช้า ล่าสุด มีการตอบรับปริมาณยางที่จะใช้เข้ามาเพียง 2 แห่งเท่านั้น ส่วนกระทรวงอื่นๆ ยังไม่มี จึงอยากเรียกร้องให้รัฐเร่งปิดจุดรับซื้อโดยด่วนที่สุด เพื่อกระตุ้นราคายางช่วยเหลือชาวสวนยาง

กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศฝนตกหนักและคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 15 มกราคม 2561) ฉบับที่ 6 ลงวันที่ 13 มกราคม 2561

1.ฝนตกหนักและคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้
ในช่วงวันที่ 13-15 มกราคม 2561 มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรง ทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งในบริเวณจังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส กระบี่ ตรัง และสตูล ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนัก และอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่ง

ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยงดออกจากฝั่งในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ด้วย

2.อากาศหนาวเย็นบริเวณประเทศไทยตอนบน
ในช่วงวันที่ 13-15 มกราคม 2561 ประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็นโดยทั่วไปกับมีลมแรง อุณหภูมิจะลดลงได้อีก 1-3 องศาเซลเซียส ส่วนบริเวณภูเขาสูงในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 3-9 องศาเซลเซียส สำหรับกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีอุณหภูมิต่ำสุดในช่วงวันที่ 13-14 มกราคม 2561 อยู่ที่ประมาณ 18-20 องศาเซลเซียส จึงขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพจากอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนยังแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนอย่างต่อเนื่องในระยะนี้

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา จากกรณี หญิงชาวอเมริกันวัย 55 ปี เสียชีวิตหลังกินหอยนางรมสด 24 ตัว ที่ซื้อจากตลาดในรัฐหลุย​เซียนา ก่อนจะมีอาการเเพ้ผื่นเเดงขึ้นที่ขา จากการโดนแบคทีเรียที่ติดมากับหอยนางรม ต่อมาเเบคทีเรียดังกล่าวได้กัดกินเนื้อบริเวณขาจนมีบาดเเผลเหวอะ เเละหลังจากนั้น 21 วัน หญิงรายดังกล่าวก็เสียชีวิตลงนั้น จากอาการที่ทางการเเพทย์เรียกว่าเเบคทีเรียกินเนื้อ

ล่าสุด “หมอเเล็บเเพนด้า” เพจข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับทางการเเพทย์ ออกมาโพสต์ข้อความชี้เเจงถึงการกิน “หอยนางรม” ว่าทำให้เสียชีวิตได้หรือไม่นั้น ข้อความระบุว่า

#กินหอยนางรมสดแล้วมีบางคนตายจริงเหรอ
อย่าตกใจนะถ้าจะบอกว่า จริงครับ!! เพราะหอยนางรมสดเกือบทุกตัวมีเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า”วิบริโอ”(Vibrio) บางคนอาจจะสงสัยว่า เฮ้ย! ฉันกินประจำไม่เห็นเป็นไรเลย ฉันก็แค่เคยท้องร่วงจนสลบ แต่ฉันก็ไม่ตาย ฟื้นขึ้นมาก็กินต่อ
ก็แหงล่ะครับ คนที่มีสุขภาพแข็งแรงดีถ้ากินเชื้อนี้เข้าไป กินเพราะชอบ หรือเพราะใจสั่งมา มักจะไม่ค่อยเป็นอะไรมากนักหรอกเพราะภูมิคุ้มกันเรายังดีอยู่ครับ บางคนก็แค่ท้องร่วง แต่บางคนก็ไม่เป็นอะไรเลย ขนาดทั้งกินทั้งเลียในหอยเดียวกัน(หมายถึงกินแบบอร่อยมากน่ะครับ)
ในทางกลับกันถ้าใครที่ภูมิคุ้มกันไม่ดี เช่น คนที่เป็นโรคตับ ติดสุราเรื้อรัง เอชไอวี หรือคนที่กินยากดภูมิคุ้มกัน อาจตายเพราะติดเชื้อในกระแสเลือดได้เลยนะครับ ตายมาแล้วเยอะแยะ เพราะฉะนั้นใครที่ป่วยอยู่ หรือภูมิคุ้มกันไม่ดีก็อย่าไปกินหอยนางรมสดเลย ถ้าใครสุขภาพแข็งแรงก็กินได้ แต่อย่ามากเกินไปนะครับ

สำหรับการจะกินหอยนางรมนั้น ก่อนกินหอยควรนำไปแช่น้ำปูนเพื่อลดความเป็นพิษ นอกจากนี้ ในอาหารทะเลยังพบแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของโรคท้องร่วงมากที่สุด คือ เชื้ออหิวาต์เทียม หรือวิบริโอ พาราฮีโมไลติคัส (vibrio parahaemolyticus) เชื้อชนิดนี้สามารถพบได้ทั้งในน้ำทะเลและอาหารทะเล เช่น ปลา ปูม้า หอย กุ้ง กั้ง ปูทะเล และปลาหมึก และยังพบในอาหารประเภทหอยแครงลวก ปลาดิบ ยำหอยนางรม ปูดอง หอยดอง ซึ่งพบเชื้อได้ทั้งปี แต่จะพบมากช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม และอาการที่ปรากฏชัดหลังจากกิน 12-24 ชั่วโมง คือ ท้องเสีย อาเจียน ปวดท้องอย่างรุนแรง อาจมีอาการปวดศีรษะและหนาวสั่นร่วมด้วย

อย่างไรก็ตามให้เลือกกินอาหารทะเลสดและสะอาด มีการล้างน้ำทำความสะอาดทุกครั้ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 13 มกราคม 61 เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2561 นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ได้แต่งชุดเด็กนักเรียนสมัยเรียนชั้นประถมโรงเรียนบ้านวังสะพุง มีอักษรย่อที่เสื้อว่า บพ.เด็กชายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม หวลย้อนคิดถึงอดีตสมัยเป็นนักเรียน เคยศึกษาที่ รร.บ้านวังสะพุง อ.วังสะพุง จ.เลย ในสมัยเรียนชั้นประถม เนื่องจากท่านผู้ว่า เกิดที่อำเภอวังสะพุง

โดยกิจกรรมงานวันเด็ก ท่านผู้ว่าฯ ได้แต่งชุดเด็กนักเรียน แล้วปั่นจักรยานออกจากบ้านพัก(จวนผู้ว่า) ตั้งแต่เวลา 07.00 น.เพื่อไปเป็นประธานเปิดงานวันเด็กแห่งชาติ เวทีกลางหน้าสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดเลย และบริเวณสวนสาธารณะกุดป่อง ท่ามกลางอากาศหนาวอุณหภูมิ 13 องศาโดยทางเทศบาลเมืองเลยได้จัดงานวันเด็กแห่งชาติ โดยมีเด็กๆตื่นแต่เช้ารอรับผู้ว่าราชการ กว่า 1000 คน กลายขวัญใจของคนเลยและเด็กๆต่างชื่นชอบผู้ว่าฯเป็นคนจังหวัดเลยบ้านเดียวกัน