จากการสังเกต นำมาสู่การค้นพบเมื่อทางสมาชิกกลุ่มของลุงชาญ

สามารถขยายพันธุ์มะนาว ปลูกเพื่อหารายได้ให้เลี้ยงครอบครัวได้แล้ว แต่มะนาวที่ปลูกก็ยังไม่สามารถออกลูกได้ทั้งปี เพราะยังออกตามฤดูกาลอยู่ จึงทำให้ต้องขายกิ่งพันธุ์มะนาวเพียงอย่างเดียว แต่ลุงชาญเองก็ไม่หยุดพยายามหาวิธีเรียนรู้ให้กับตัวเองเรื่อยๆ จนค้นพบการทำให้มะนาวออกผลตลอดปี

ลุงชาญ เล่าว่า เป็นคนชอบหาปลาตามแหล่งน้ำใกล้บ้าน ขณะที่ไปหาปลาได้สังเกตเห็นว่า ตรงบริเวณที่อื่นข้างๆ คลองแห้งแล้งไปหมด แต่มีอยู่บริเวณเดียวของคลอง ที่มีวัชพืชขึ้นไม่แห้งตาย ด้วยความสงสัยจึงไปดูว่าเป็นเพราะอะไร ทำไมถึงไม่แห้งตาย

“ที่ตรงอื่น มันแห้งแล้งไปหมด แต่มีอยู่ที่หนึ่งมันเขียวชอุ่ม ตรงนั้นมันเป็นสะพานปูน ผักตบชวามันก็ไปอัดกันตรงสะพานปูน เพราะรถตักดิน ตักทิ้งเอาไว้ แต่วัชพืชมันก็ไปขึ้นบนนั้นเขียวไปหมด ก็เลยสงสัยว่ามันเป็นเพราะอะไร แต่ทีแรกยังไม่รู้ว่ามันเป็นผักตบชวา ก็ลองไปคุ้ยดู เลยรู้ว่าข้างล่างเป็นผักตบชวา ก็เลยนึกขึ้นมาว่า เราปลูกมะนาวอยู่ ลองเอามาปลูกกับมะนาว 1 วงบ่อซีเมนต์ ขนมาแค่กระสอบเดียว

พอดูไปสักระยะ ไอ้ที่ปลูกกับดินมันไม่ค่อยโต แต่ที่ปลูกกับผักตบชวามันแตกยอดดี แต่ผักตบชวาที่เอามา นั่นย่อยสลายแล้ว ผุแล้ว ปลูกด้วยผักตบชวาล้วนๆ ไม่ใส่ดินเลย” ลุงชาญอธิบายสิ่งที่ได้จากการสังเกตรอบตัว

เมื่อคอยสังเกตดูต้นมะนาวที่ปลูกด้วยผักตบชวาเติบโตได้ดีลุงชาญจึงชวนภรรยานำรถกระบะไปขนผักตบชวาที่ย่อยสลายดีแล้วตามคลองนำมาใส่ปลูกมะนาวได้อีก 5 วงบ่อซีเมนต์ ใช้เวลาประมาณ 8 เดือน มะนาวโตดี ติดดอก ออกผล ซึ่งผิดกับมะนาวที่ปลูกกับดินต้นยังแคระแกร็น ไม่โตเท่าที่ควร

มะนาวโตดี ผลผลิตดี
กลายเป็นศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน
ลุงชาญ เล่าว่า เมื่อมะนาวที่ปลูกด้วยผักตบชวาโตดี ติดลูกดี ได้ผลผลิตดี จึงบอกให้สมาชิกในกลุ่มทราบ ทุกคนจึงนำไปปฏิบัติจนเห็นผลเหมือนที่ลุงชาญทำ จึงทำให้มีคนหลายพื้นที่มาศึกษาดูงานเรื่อยๆ จนเป็นที่น่าภาคภูมิใจของกลุ่ม ลุงชาญยังบอกอีกว่า ผักตบชวาที่นำมาใส่ลงในวงบ่อซีเมนต์นั้น ไม่มีกฎเกณฑ์ว่าจะต้องใช้ในอัตราส่วนเท่าไหร่ สามารถนำผักตบชวาที่ย่อยสลายดีแล้ว ใส่ลงไปในวงบ่อซีเมนต์ที่ปลูกมะนาวได้เลย

“คนก็เริ่มมาดูงาน เพราะทั้งสวนใช้ผักตบชวาหมดเลย ตอนที่ขนผักตบชวามา ถ้าสดอยู่ เอามาทิ้งให้ผุก่อน ประมาณ 45-60 วัน แต่ถ้าที่ผุแล้ว เอามาใส่ใช้ได้เลย ปลูกไปนานๆ มันจะยุบ จะให้อยู่ตัว ต้องเติมผักตบชวาอีกประมาณ 3 ครั้ง จะอยู่ตัว หรือดูตามความเหมาะสมก็ได้ ถ้ายุบลงไปเหลือครึ่งวงบ่อ ก็คอยหมั่นเติม ไม่ต้องใส่ดินเลย”ลุงชาญ อธิบายขั้นตอน

นอกจากนี้ ลุงชาญยังบอกอีกว่า ถ้าช่วงที่น้ำในคลองแห้งมากๆ ผักตบชวาจะหายากไม่ค่อยมี ก็จะใช้กาบมะพร้าวสับเพื่อแทนผักตบชวา แต่ที่เป็นหลักสำคัญที่สุดคือ ผักตบชวา เพราะทำให้ในดินมีไส้เดือน ด้วง แสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์ของดินผักตบชวา ที่ร่วนซุยทำให้รากมะนาวเดินได้ดี

การขาย
เน้นที่ความต้องการของตลาด
ลุงชาญ บอกว่า มะนาวที่สวนมีมากกว่า 20 สายพันธุ์ ขายทั้งกิ่งพันธุ์และผล แต่ที่คนนิยมซื้อจะเป็นแป้นพิจิตร แป้นลูกผสม ทูลเกล้า และเลมอน เพราะ 4 พันธุ์หลักนี้ จะไม่เป็นโรค แต่ถ้าเป็นมะนาวเปลือกบางๆ ฤดูฝนจะเป็นโรคแคงเกอร์ เช่น แป้นวโรชา แป้นตะวัน แป้นทะวาย ซึ่งเมื่อเทียบกับ 4 พันธุ์แรก ลูกจะดกสู้ไม่ได้ เป็นโรคได้ง่ายกว่า

ส่วนราคามะนาวช่วงนี้ ลุงชาญบอกว่า ขายอยู่ที่ผลละ 1 บาท เพราะราคาแตกต่างกันในแต่ละฤดูกาล ช่วงที่มะนาวแพงๆ ที่ศูนย์เรียนรู้ของลุงชาญ ขายได้ถึงผลละ 5 บาท คือ ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน แต่ช่วงนั้นที่ศูนย์ของลุงชาญจะไม่เก็บเอง แต่ให้คนที่ซื้อมาเลือกเก็บเองจากต้น

“ช่วงที่มะนาวแพงๆ ที่ศูนย์เราจะไม่เก็บ แต่จะให้คนซื้อมาเก็บเอง เลือกเอาตามใจชอบ ว่าจะเอาเล็กใหญ่ขนาดไหน มีราคาเดียว 5 บาท เพราะที่ศูนย์เราไม่ไกลจากตัวเมืองเท่าไหร่ แต่ถ้าช่วงที่มะนาวราคาถูก ทางศูนย์เราก็เตรียมการ เอามาแปรรูปเป็นน้ำมะนาวขาย สามารถเก็บไว้ในตู้เย็น ไว้กินดับกระหาย” ลุงชาญ กล่าว

จะเห็นได้ว่า การสร้างชาติที่เข้มแข็งอาจต้องเริ่มจากการสร้างชุมชนให้มีความเข้มแข็ง เพราะองค์ความรู้ที่อยู่ในตัวของเกษตรกร ดังเช่น ลุงชาญ ที่มีความรู้ในด้านต่างๆ จนสามารถถ่ายทอดไปสู่หมู่คนที่ต้องการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ทำให้เกษตรกรไทยและผู้ที่สนใจที่มาศึกษาดูงานมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้ปัญหาหนี้สินที่มีอยู่ลดน้อยลง การพัฒนาของประเทศชาติก็จะไปได้ไวขึ้น เพราะทุกคนในชาติมีความรู้ความสามารถ โดยเริ่มจากการสร้างความเข้มแข็งจากเกษตรกร ไปสู่ชุมชน ขยายไปเรื่อยๆ จนสู่ระดับประเทศ

“จ๊อบ – นิธิ” ปะทะ “ดรีม กันตดนัย” สัมผัสตำนานสองเสี่ยวคู่ซี้ผู้รักอิสระ

งานเข้าหนุ่ม “จ๊อบ – นิธิ สมุทรโคจร” โดนพระเองหนุ่มคู่ซี้ต่างวัย “ดรีม – กันตดนัย ชื่นหิรัญ” บุกถิ่นยึดรายการสมุดโคจร On The Way แถมพาแขกรับเชิญพิเศษ น้องบอส ผู้ชนะจากโครงการประกวดคลิปวิดีโอ เที่ยวตามกระแส ร่วมทริปเปิดมุมมองการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เที่ยวตามกระแส แชร์ความสุขสู่อนาคต”

สำรวจชุมชนแห่งตำนาน 2 เสี่ยวคู่ซี้ผู้รักอิสระ ณ หมู่บ้านสวนสวรรค์ จังหวัดสกลนคร เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวอันน่าสนใจ สัมผัสประเพณีอบอุ่นบายศรีสู่ขวัญ ชมการแสดงรำบายศรีฉบับชาวภูไท จากนั้นไปท่องเที่ยวเชิงเกษตร ชมสวนลำไยตามรอยเศรษฐกิจพอเพียง เยี่ยมแหล่งเพาะพันธุ์สะละ พันธุ์อินโดสายน้ำผึ้ง พืชผลที่สร้างรายได้ทางการเกษตรให้ชุมชน พลาดไม่ได้กับเมนูพื้นบ้านต้นตำรับอย่าง “เมี่ยงปลา” ทานคู่กับของหวานขึ้นชื่อ “เห็ดหูหนูลอยแก้ว” ท่ามกลางบรรยากาศอันอบอุ่นของชุมชน และอีกหนึ่งความสุขที่อยากแชร์ต่อให้เป็นกระแส คือ

อ่างเก็บน้ำห้วยตาดไฮใหญ่ ที่โอบล้อมไปด้วยขุนเขามีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ จากนั้นไปเรียนรู้การย้อมผ้าคราม สินค้าพื้นเมืองประจำจังหวัด แล้วไปลิ้มรส โพนยางคำ เนื้อไทยเฟรนซ์ แหล่งเนื้อวัวคุณภาพดีที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ปิดฉากด้วยสถานที่ไฮไลต์ เรื่องราวของ 3 ดำ มหัศจรรย์แห่งภูพาน เหล่าเกลอสัตว์น้อยใหญ่พันธุ์พิเศษที่มีต้นทางมาจากสายพันธุ์ต่างประเทศ

ติดตามเรื่องราวอัศจรรย์ของระบบนิเวศทางธรรมชาติ ได้ในรายการ สมุดโคจร On The Way : เที่ยวตามกระแส แชร์ความสุขสู่อนาคต วันเสาร์ ที่ 15 กันยายน 2561 ตั้งแต่เวลา 17:00 น. เป็นต้นไป ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 28 (3SD) หรือติดตามข่าวสารต่างๆ ได้ที่

นายไพโรจน์ เฮงแสงชัย รองอธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า จากการที่จังหวัดน่านได้หาแนวทางที่จะปรับเปลี่ยนอาชีพเกษตรกรที่มีปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำน่านเพื่อปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาสู่การประกอบอาชีพใหม่ กรมหม่อนไหมโดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ จังหวัดน่าน ได้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาโดยส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกรแทนการบุกรุกป่า โดยอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นอาชีพหนึ่งที่เกษตรกรให้ความสนใจเพราะมีรายได้และผลตอบแทนที่คุ้มค่าและรวดเร็ว

ทั้งนี้การดำเนินการส่งเสริมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของจังหวัดน่าน กรมหม่อนไหมได้ดำเนินการส่งเสริมภายใต้การส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ ที่มุ่งปรับเปลี่ยนระบบการส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ขนาดใหญ่ มาสู่การรวมกลุ่ม เพื่อวัตถุประสงค์ใน 4 ด้าน ประกอบด้วย ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการการผลิตรังไหม และการเชื่อมโยงตลาดระหว่างเกษตรกร และผู้ประกอบการ โดยมีบริษัทเอกชนได้เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องตลาดรับซื้อรังไหม โดยได้มีการทำสัญญาซื้อขายรังไหมล่วงหน้า(Contract Farming) เพื่อเป็นการส่งเสริมให้อาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของเกษตรกรในจังหวัดน่าน เป็นอาชีพที่มีความยั่งยืน สร้างรายได้ที่ดีแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการพร้อมทั้งสร้างความมั่นใจในด้านการลงทุน

จากข้อมูลในปี 2560 มีเกษตรกรเลี้ยงไหม จำนวน 148 ราย ผลผลิต 56,736.9 กิโลกรัมรายได้ 8,816,584.30 บาท รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนเป็นเงิน 59,571 บาท ต่อรายต่อปี เกษตรกรมีรายได้สูงสุดถึง 235,282 บาทต่อปี อย่างไรก็ตามด้วยผลผลิตรังไหมของจังหวัดน่านยังไม่เพียงพอกับความต้องการของบริษัทเอกชน ซึ่งมีความต้องการปีละ 200 ตัน กรมหม่อนไหมจึงได้ดำเนินงานโครงการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ปี 2561 เพิ่มขึ้น

โดยเน้นไปที่การเลี้ยงไหมเพื่อขายรังให้กับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้ว จำนวน 159 ราย ทำให้ปัจจุบันจังหวัดน่านมีเกษตรกรเพิ่มขึ้นเป็น 307 ราย ในปี 2561 มีการซื้อขายรังไหมไปแล้วจำนวน 4 รุ่น ผลผลิตรังไหม 34.5 ตัน คาดการผลผลิตรังไหม ปี 61 จะผลิตได้ประมาณ 70 ตัน เป็นเงิน 11,200,000 บาท

เอสซีจี ผนึกกำลังสถานศึกษา เดินหน้าโครงการ “ผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน (CONNEXT ED) รุ่น 2” ขยายอีก 20 โรงเรียน สร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กไทย ยกระดับการศึกษาให้ยั่งยืน

กรุงเทพฯ – กันยายน 2561 : เอสซีจี ร่วมกับ 11 บริษัท ชั้นนำ ผลักดันโครงการ “ผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน (CONNEXT ED) รุ่น 2” สร้างกระบวนการเรียนรู้แก่เด็กนักเรียน เพื่อยกระดับการศึกษา ตามแนวทางโครงการสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ โดยมีพนักงาน เอสซีจี ร่วมโครงการฯ 2 รุ่น รวม 97 คน ทำหน้าที่เป็นคู่คิด คู่พัฒนา กับผู้บริหารโรงเรียน 60 แห่ง โดยมี นายมงคล เฮงโรจนโสภณ Vice President-Olefins and Operations เป็นผู้แทน เอสซีจีรับมอบโล่เกียรติยศ จาก พณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นายชลณัฐ ญาณารณพ รองผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการ กล่าวว่า
“จากความร่วมมือในการดำเนินโครงการผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน (CONNEXT ED) กว่า 2 ปีที่ผ่านมา ได้มีพนักงาน เอสซีจี หรือ School Partner รุ่นที่ 1 จำนวน 69 คน ดูเเลสถานศึกษา 40 แห่ง ร่วมกับผู้บริหารของโรงเรียน โดยทำหน้าที่เป็นคู่คิด คู่พัฒนา ในการสร้างกระบวนการคิดและกระบวนการเรียนรู้ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านการเรียนและการสอน โดยมุ่งเสริมทักษะด้าน Facilitator ให้แก่ครู เพื่อตั้งคำถามชวนให้เด็กคิดเป็น รวมถึงสร้างสรรค์การเรียนรู้ในรูปแบบการลงมือทำผ่านการทำโครงการ หรือ Project-Based Learning ส่งผลให้เด็ก มีหลักคิด กล้าพูด กล้าแสดงออก เเละมีคุณธรรมในทำงานร่วมกัน สำหรับก้าวต่อไป เอสซีจี มีความมุ่งมั่น เเละพร้อมสนับสนุน School Partner รุ่นที่ 2 อีกจำนวน 28 คน เพื่อเข้าไปช่วยพัฒนาระบบการศึกษาของโรงเรียนอีก 20 แห่ง

ที่ผ่านมา School Partner และผู้บริหารโรงเรียน รุ่นที่ 1 สามารถร่วมมือกันยกระดับโรงเรียนจากสถานศึกษาทั่วไป เป็น “สถานศึกษาพอเพียง” ได้ 10 แห่ง และผ่านเกณฑ์ประเมินเป็น “สถานศึกษาพอเพียงที่มีผลการปฏิบัติที่เป็นเลิศ ปี 2560” 4 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนมัธยมวัดเขาสุกิม จ.จันทบุรี โรงเรียนบ้านไผ่ศึกษา จ.ขอนแก่น โรงเรียนวัดบางโปรง จ.สมุทรปราการ และโรงเรียนวัดโพธิ์รัตนาราม จ.ราชบุรี นอกจากนี้ ยังมีโรงเรียนอีก 6 แห่ง ที่พร้อมจะยกระดับสู่การเป็นศูนย์การเรียนรู้ในอนาคต

ทั้งนี้ นับได้ว่าเป็นความสำเร็จก้าวสำคัญ ที่ School Partner ของ เอสซีจี ผู้นำสถานศึกษา คุณครู นักเรียน ตลอดจนชุมชน ได้ร่วมมือกันจนสามารถเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาของประเทศด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความมุ่งมั่นและทุ่มเทของทุกภาคส่วนจะช่วยผลักดันระบบการศึกษาของไทยให้ก้าวหน้าและทัดเทียมกับวงการการศึกษาระดับสากลได้อย่างยั่งยืนต่อไป”

เกษตรกรจังหวัดแม่ฮ่องสอนเดือดร้อนหนัก กระเทียมราคาตก เหตุมีการปลูกมากเกินไปจนผลผลิตล้นในพื้นที่ และมีกระเทียมจากจีนเข้ามาตีตลาดเพื่อที่ราคาจะถูกกว่า สหกรณ์การเกษตรเมืองปาย จำกัด เร่งรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกส่งขายในงานมหกรรมสินค้าสหกรณ์ภาคใต้ พร้อมหาช่องทางตลาดระบายผลผลิตเพิ่มเติม หวังบรรเทาปัญหาให้เกษตรกร

นายสมร นิวาส สหกรณ์จังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า สำนักงานสหกรณ์จังหวัดแม่ฮ่องสอนได้ดำเนินโครงการเชื่อมโยงการผลิตและการตลาดกระเทียมจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อสนับสนุนสหกรณ์รวบรวมผลผลิตจากสมาชิกและระบายกระเทียมออกสู่ตลาดนอกพื้นที่ โดยสหกรณ์การเกษตรเมืองปาย จำกัด ดำเนินการรวบรวมผลผลิตกระเทียมจากสมาชิกทั้งหมดประมาณ 70 ตัน และมีแผนที่จะนำผลผลิตกระเทียมส่งไปจำหน่ายในงานมหกรรมสินค้าสหกรณ์ภาคใต้ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่าง วันที่ 13-17 กันยายน นี้ เพื่อจะเร่งระบายกระเทียมของสหกรณ์ออกสู่ตลาดในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศโดยเร่งด่วน ซึ่งคาดหวังว่าการนำกระเทียมไปขายในงานมหกรรมครั้งนี้ จะช่วยระบายผลผลิตกระเทียมคัดคุณภาพดีส่งตรงถึงผู้บริโภค และส่งให้กลุ่มแปรรูปต่างๆ เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการกระจายสินค้าและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ปลูกกระเทียม

ส่วนสถานการณ์ราคากระเทียมในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนขณะนี้อยู่ในภาวะประสบปัญหาราคาตกต่ำ เนื่องจากในปีนี้เกษตรกรในจังหวัดแม่ฮ่องสอนปลูกระเทียมเป็นจำนวนมาก เพราะปีที่ผ่านมากระเทียมราคาดี ซึ่งปีที่ผ่านมาผลผลิตกระเทียมในพื้นที่มีประมาณ 50,000 ตัน แต่ปีนี้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 70,000 ตัน ขณะที่ในส่วนของสหกรณ์การเกษตรเมืองปาย จำกัด รวบรวมกระทียมจากสมาชิกได้ 70 ตัน และสหกรณ์อื่นๆ รวบรวมอีก 200 ตัน ซึ่งทางสหกรณ์พยายามหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในหลายๆ ด้าน เพื่อหาช่องทางตลาดในการรองรับผลผลิตให้แก่เกษตรกร ซึ่งกระเทียมแม่ฮ่องสอนมีจุดเด่นในเรื่องรสชาติกลิ่นหอมฉุนแบบเข้มข้น

นอกจากนี้ เกษตรกรยังได้รับผลกระทบจากระเทียมจีนที่เข้ามาตีตลาดและขายราคาถูกกว่ากระเทียมของไทย เกษตรกรมีต้นทุนสูงจึงไม่สามารถแข่งราคาได้ ส่วนหนึ่งต้องนำไปทำกระเทียมแกะกลีบส่งขายโรงงานผลผลิตน้ำพริก ขณะเดียวกัน สหกรณ์ต้องไปขอกู้เงินจาก ธ.ก.ส. มารวบรวมผลผลิตจากสมาชิก ดังนั้น ทางไหนที่สามารถเร่งระบายผลผลิตออกสู่ตลาดได้ ก็ต้องเร่งดำเนินการ อย่างน้อยช่วยให้ลูกค้าได้รู้จักกระเทียมของแม่ฮ่องสอนด้วย แต่สิ่งที่กังวลตอนนี้คือ สหกรณ์ไปกู้เงินจาก ธ.ก.ส. มาทำการรวบรวมผลผลิตกระเทียมจากสมาชิก ถ้าไม่สามารถระบายกระเทียมออกสู่ตลาดได้หมด ก็จะส่งผลให้สหกรณ์ส่งเงินชำระหนี้คืนให้กับ ธ.ก.ส. ไม่ทันตามกำหนด

สำหรับราคากระเทียมมัดจุก ขายปลีก ราคากิโลกรัมละ 55 บาท ขายส่ง ราคากิโลกรัมละ 49 บาท กระเทียมแกะกลีบราคากิโลกรัมละ 85 บาท ขายส่งราคากิโลกรัมละ 79 บาท และกระเทียม เบอร์ 1 ขายส่ง ราคากิโลกรัมละ 69 บาท ขายปลีก ราคากิโลกรัมละ 75 บาท เบอร์ 2 ขายส่ง ราคากิโลกรัมละ 59 บาท ขายปลีก ราคากิโลกรัมละ 65 บาท เบอร์ 3 ขายส่ง ราคากิโลกรัมละ 49 บาท ขายปลีกราคากิโลกรัมละ 55 บาท รวมทั้งมีการตกแต่งทำเป็นกระเทียมกระเช้า กิโลกรัมละ 85 บาท นอกจากนี้ ยังมีการแปรรูปทำกระเทียมดองอีกด้วย ส่วนช่องทางการตลาดอื่นๆ คงต้องประสานให้สหกรณ์แต่ละจังหวัดช่วยกันระบายกระเทียมแม่ฮ่องสอนออกสู่ตลาดในพื้นที่ เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร ซึ่งในปีนี้ราคาไม่ดี ผลผลิตไม่ดี สหกรณ์ต้องมีการวางแผนแนะนำสมาชิกว่าจะตัดสินใจปลูกระเทียมต่อหรือไม่ หรืออาจจะมีการแนะนำให้เกษตรกรปลูกกระเทียม จีเอพี ให้มีคุณภาพขึ้น เพื่อให้เป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้นในอนาคต

เมื่อเร็วๆ นี้ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จัดกิจกรรมแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการนำยางพาราแปรรูปปูพื้นสนามเด็กเล่น ให้แก่โรงเรียนใน จังหวัดอุดรธานี และ จังหวัดนครพนม โดยมี คณะอนุกรรมการ CSR ของ กยท. ผู้บริหารและพนักงาน ร่วมในพิธีส่งมอบสนามเด็กเล่นฯ หวังสร้าง สุขภาพที่ดีให้กับเยาวชนและคนในชุมชน ควบคู่การส่งเสริมการแปรรูปยางพาราเพื่อเพิ่มมูลค่า และเพิ่มปริมาณการใช้ยางภายในประเทศ

นายเสนีย์ จิตตเกษม กรรมการการยางแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานอนุกรรมการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมของ กยท. เผยว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ตระหนักและให้ความสำคัญในการดำเนินงานด้านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ควบคู่ไปกับการดำเนินงานในด้านอื่นๆ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีในการเชื่อมความสัมพันธ์อันดีในชุมชน เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างคนในชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และผู้เกี่ยวข้อง กยท. จึงได้จัดกิจกรรมปูพื้นสนามเด็กเล่นยางพารา ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการ

นวัตกรรมยางพาราเพื่อสังคม ตามแผนการดำเนินงานด้านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ของ กยท. ประจำปี 2561 โดยนำยางพารามาแปรรูปเป็นบล็อกยางแล้วปูพื้นสนามเด็กเล่นแทนการปูพื้นซีเมนต์หรือการทำเป็นพื้นสนามหญ้าแบบทั่วไป ช่วยเพิ่มพื้นที่กิจกรรมสันทนาการสำหรับเด็กๆ เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีพัฒนาการที่ดี และลดความรุนแรงอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากการเล่นของเด็กๆ เป็นการใช้ยางพาราสร้างประโยชน์แก่ชุมชน ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้ยางในประเทศอีกทางหนึ่ง

“บล็อกยางพาราที่นำมาปูพื้นสนามเด็กเล่นในโครงการนี้ เป็นงานวิจัยของฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง กยท. ซึ่งผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมบล็อกยางปูพื้น เลขที่ มอก.2378-2551 เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากยางธรรมชาติ ใช้เนื้อยางแห้ง 10 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร โดยแผ่นยางตัวหนอนปูสนาม1 แผ่น มีขนาด 24x12x1.2 เซนติเมตร สามารถปูพื้นได้ทั้งในร่มและกลางแจ้ง มีความยืดหยุ่นและสามารถรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี จึงสามารถช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กที่ใช้เครื่องเล่นและผู้ทำกิจกรรมบนลานสนามเด็กเล่น

โดย กยท. ได้นำแผ่นยางตัวหนอนปูพื้นสนามเด็กเล่นให้โรงเรียนบ้านนากว้าง จังหวัดอุดรธานี และโรงเรียนบ้านพนอม จังหวัดนครพนม โรงเรียนละ 150 ตารางเมตร ทั้งนี้ การส่งเสริมให้เกิดการนำยางพาราไปใช้ในกิจกรรมต่างๆ เพื่อเพิ่มการใช้ยางในประเทศและเพิ่มมูลค่ายางแปรรูปเป็นสิ่งจำเป็น หากมีผู้ประกอบการหรือผู้สนใจที่ต้องการนำเทคโนโลยีหรือผลงานวิจัยไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางประเภทต่างๆ สามารถติดต่อฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง โทร. (02) 940-5712 ต่อ 126” นายเสนีย์ กล่าวทิ้งท้าย

ฤทธิ์พายุไต้ฝุ่น มังคุด เตือนฝนถล่ม 31 จังหวัด เหนือ-อีสานอ่วม เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก กระหน่ำกรุง ร้อยละ 70 กรมอุตุฯ แนะผู้เดินทางไป 3 ประเทศนี้ เช็กสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วย
มังคุด / เมื่อวันที่ 14 ก.ย. กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่อง เว้นแต่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางพื้นที่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย

สำหรับบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง ประมาณ 2 เมตร ขอให้ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งจนถึง วันที่ 19 กันยายน 2561

อนึ่ง พายุไต้ฝุ่น มังคุด ( MANGKHUT) บริเวณด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ มีแนวโน้มจะเคลื่อนผ่านเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ และจะเคลื่อนลงทะเลจีนใต้ตอนบน ในช่วง วันที่ 14-15 กันยายน 2561 หลังจากนั้น ผ่านเกาะไหหลำ ประเทศจีน และจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบน ในช่วงวันที่ 16-18 กันยายน 2561 ตามลำดับ ขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปประเทศฟิลิปปินส์ เกาะไหหลำ ประเทศจีน และประเทศเวียดนามตอนบน ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วย

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย มีกำลังปานกลาง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกต่อเนื่อง เว้นแต่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย ตั้งแต่ เวลา 06.00 น. ของวันนี้ ถึงเวลา 06.00 น. ของวันที่ 15 ก.ย.นี้ ภาคเหนือ มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่ อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.