จากการสำรวจโรงเรือนเพาะเห็ดที่เกษตรกรปลูก พบว่า มีหลาย

ขนาดด้วยกัน ขึ้นอยู่กับเหตุผลและแนวคิดของแต่ละคน ผู้สร้างโรงเรือนขนาดใหญ่ให้เหตุผลว่าดูแลสะดวก อุณหภูมิภายในโรงเรือนมีความสม่ำเสมอ เปลี่ยนแปลงน้อย ส่วนผู้ที่สร้างโรงเรือนขนาดเล็กมีเหตุผลสนับสนุนว่า สามารถป้องกันกำจัดโรค แมลง และไร หรือศัตรูเห็ดได้ดีกว่า ถ้าเกิดการระบาดของโรคและแมลงจะสามารถควบคุมได้ไม่เสียหายทั้งหมด

วิจัยพัฒนาโรงเรือนเปิดดอกเห็ดนางรมแบบถาวร

โดยเหตุที่โรงเรือนเพาะเห็ดส่วนใหญ่จะเป็นโรงเรือนที่สร้างด้วยไม้ไผ่ มุงหลังคาด้วยแฝกหรือใบจากซึ่งเป็นวัสดุที่ไม่คงทน แม้จะลงทุนต่ำแต่ก็มีอายุการใช้งานสั้น ประมาณ 2-3 ปี เกษตรกรก็ต้องจ่ายเงินค่าแรงงานและค่าวัสดุในการซ่อมแซมใหม่ นอกจากนั้น โรงเรือนที่สร้างด้วยไม้ไผ่หรือแฝกยังเป็นที่อาศัยของมอดและแมลงอีกด้วย เกษตรกรก็ต้องหันมาใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลง ซึ่งไม่ปลอดภัยต่อทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค

สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร ให้ข้อมูลว่า การจะช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนในระยะยาวสำหรับการเพาะเห็ดเพื่อการค้า น่าจะสร้างโรงเรือนที่ค่อนข้างถาวร คือสร้างด้วยโครงเหล็ก หลังคามุงกระเบื้อง ซึ่งจะมีอายุการใช้งานนาน ถ้าเกษตรกรมีเงินลงทุนพอ แต่ต้องหาวิธีการควบคุมสภาพแวดล้อมและรูปแบบของโรงเรือนเปิดดอกเห็ดที่เหมาะสม แต่เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มพัฒนาพื้นที่เกษตรยังไม่มีข้อมูลทางวิชาการที่จะแนะนำให้แก่เกษตรกร คือ ขนาดแบบแปลน โรงเรือนเพาะเห็ดนางรมที่เหมาะสม รวมถึงรูปแบบการควบคุมสภาพแวดล้อม อุณหภูมิและความชื้นภายในโรงเรือน

ดังนั้น สถาบันวิจัยเกษตรกรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร จึงได้ทำการวิจัยและพัฒนาโรงเรือนเปิดดอกเห็ดนางรมแบบถาวรให้ได้ขนาดที่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ พร้อมกับติดตั้งระบบควบคุมสภาพแวดล้อมภายในที่เหมาะสมสำหรับการเพาะเห็ดนางรมและให้สามารถ ประยุกต์ใช้ในการเพาะเห็ดอื่นๆ ได้ เพื่อเป็นต้นแบบโรงเรือนเพาะเห็ดสกุลนางรมแบบถาวร

คุณวิโรจน์ โหราศาสตร์ หัวหน้าโครงการวิจัยและพัฒนาโรงเรือนเปิดดอกเห็ดนางรม โดยร่วมกับกลุ่มวิจัยและพัฒนาเห็ด สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า โรงเรือนที่มีลักษณะโครงหลังคาจั่วเป็นรูปแบบโรงเรือนที่เกษตรกรนิยมมากที่สุด จึงได้ออกแบบให้โรงเรือนมีลักษณะเป็นโครงหลังคาเหล็กทรงจั่วมุงด้วยกระเบื้อง ด้านข้างปิดด้วยซาแรนทึบ พื้นเทคอนกรีต ซึ่งสะดวกในการทำความสะอาดและจัดการต่างๆ ภายในโรงเรือนได้ง่าย เพื่อไม่ให้เป็นที่สะสมของเชื้อโรค

จากการออกแบบและประเมินราคาโรงเรือนลักษณะดังกล่าวในหลายๆ ขนาด พบว่า โรงเรือน ขนาด 6×8 เมตร เป็นขนาดที่เหมาะสมในการลงทุนมากที่สุด นอกจากนี้ ยังพบว่าวิธีวางก้อนเชื้อเห็ดแบบแขวนเป็นชั้นๆ ในแนวตั้งจะมีการระบายอากาศได้ดีกว่าแบบตั้งโต๊ะวางก้อนเชื้อเห็ดแบบตัวเอ และยังสามารถทำความสะอาดพื้นโรงเรือนได้ง่าย สะดวกในการเก็บดอกเห็ดและการนำก้อนเชื้อเห็ดออกมา

คุณวิโรจน์ บอกว่า จากการวัดอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ภายในโรงเรือนเปิดดอกเห็ด ขนาด 6×8 เมตร พบว่าไม่เหมาะสมสำหรับโรงเรือนเปิดดอกเห็ดนางรม ถ้าไม่มีระบบควบคุมสภาพแวดล้อม เพราะในช่วงบ่ายอุณหภูมิภายในโรงเรือนจะสูงเกิน 33 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ จึงได้ปรับปรุงและติดตั้งระบบต่างๆ เพื่อลดอุณหภูมิและเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ในโรงเรือน ดังนี้

เปิดจั่วด้านหน้าและด้านหลังโรงเรือน เพื่อให้ความร้อนใต้หลังคาระบายออกมา พร้อมกับมุงซาแรนใต้คานเพื่อป้องกันความร้อนจากใต้หลังคาแผ่ลงมา และป้องกันความชื้นออกจากโรงเรือน
ด้านข้างของโรงเรือน มุง 3 ชั้น ด้วยซาแรน 50% พลาสติกหนา 150 ไมครอน และซาแรน 50% อีกชั้นหนึ่ง ทำให้เก็บความชื้นในโรงเรือนได้ดีขึ้น
ติดตั้งระบบควบคุมอัตโนมัติ ได้แก่ ระบบพ่นฝอยภายในโรงเรือนด้วยปั๊ม ขนาด 0.5 แรงม้า เพื่อลดอุณหภูมิและความชื้นภายในโรงเรือน ควบคุมการทำงานด้วยชุดตรวจจับสัญญาณ (เซ็นเซอร์) และระบบควบคุมไมโครคอนโทรลเลอร์ที่สามารถกำหนดค่าความชื้นสัมพัทธ์ไม่ต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ และอุณหภูมิไม่เกิน 33 องศาเซลเซียส และติดตั้งระบบมินิสปริงเกลอร์รดน้ำบนหลังคาโรงเรือน ให้ทำงานอัตโนมัติพร้อมกับระบบพ่นฝอยอัตโนมัติในโรงเรือนโดยใช้ปั๊มตัวเดียวกัน
นอกจากนั้น ยังติดตั้งระบบรดน้ำอัตโนมัติด้วยนาฬิกาตั้งเวลา (ไทเมอร์) วันละ 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น ด้วยระบบพ่นฝอยป้องกันเห็ดแห้ง โดยใช้ปั๊มน้ำชุดเดียวกันกับระบบพ่นฝอยควบคุมสภาพแวดล้อมอัตโนมัติ

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตและผลผลิตของเห็ด

สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร ชี้ถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของเห็ดว่า มีอยู่ 6 องค์ประกอบด้วยกัน คือ อาหารสำหรับเห็ด
อุณหภูมิ เนื่องจากเห็ดเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องอยู่ในอุณหภูมิที่เขาชอบ
ความเป็นกรดเป็นด่างของอาหารเห็ด
อากาศ เนื่องจากเห็ดเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องการอากาศหายใจ
ความชื้น เนื่องจากเห็ดเป็นเชื้อราเส้นใยจึงต้องมีความชื้นเข้ามาเกี่ยวข้อง
แสง

ดังนั้น โรงเรือนเพาะเห็ดจึงต้องเกี่ยวข้องกับอุณหภูมิ ความชื้น อากาศ และแสง อย่างไรก็ตาม เห็ดแต่ละชนิดมีความต้องการปัจจัยเหล่านี้แตกต่างกัน โดยเฉพาะเห็ดหอมและเห็ดนางรม หรือเห็ดสกุลนางรม ต้องการอุณหภูมิที่แตกต่างกันมาก เห็ดหอม ต้องการอุณหภูมิต่ำและความชื้นสูง เห็ดสกุลนางรม ต้องการอุณหภูมิสูงมากกว่าเห็ดหอม ส่วนเห็ดฟาง ชอบอุณหภูมิสูง แต่ในช่วงที่ออกดอกต้องการอุณหภูมิต่ำ

กล่าวได้ว่า อุณหภูมิ อากาศ ความชื้น และแสง มีความสำคัญ ซึ่งเราจะต้องจัดสภาพแวดล้อมดังกล่าวภายในโรงเรือนเพาะเห็ดให้เหมาะสมสำหรับเห็ดแต่ละชนิด เพราะสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญต่อปริมาณผลผลิตและคุณภาพของเห็ด ถ้าเราสามารถกำหนดและควบคุมได้ให้เหมาะสมกับเห็ดแต่ละชนิดโอกาสที่เห็ดจะพัฒนาเป็นดอกและเพิ่มผลผลิตให้เราก็จะสูงขึ้น

จากการออกแบบและทดสอบโรงเรือนเพาะเห็ดแบบถาวร ขนาด 6×8 เมตร พร้อมระบบควบคุมสภาพแวดล้อมในโรงเรือน ซึ่งประกอบด้วยระบบพ่นหมอกอัตโนมัติในโรงเรือน ระบบรดน้ำบนหลังคาสามารถใช้เป็นโรงเรือนเปิดดอกเห็ดนางรมได้ดี คือ สามารถควบคุมความชื้นภายในได้ไม่ต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ และอุณหภูมิไม่เกิน 33 องศาเซลเซียส

ผู้สนใจ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มพัฒนาพื้นที่เกษตร สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ 0-2579-8519 และกลุ่มวิจัยและพัฒนาเห็ด สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ 0-579-8558, 081-811-5653 ในวันและเวลาราชการ

เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า ในปัจจุบันนี้สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นประเทศที่ปลูกมันเทศและมีการส่งออกมากที่สุดในโลก เมื่อย้อนกลับไปสู่ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของการปลูกมันเทศของจีนทราบว่า ได้มีพ่อค้าฝรั่งนำพันธุ์มันเทศมาปลูกในสมัยราชวงศ์ชิง ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16-17 หรือประมาณ 300-400 ปี ที่ผ่านมา

และในช่วงเวลานั้น มันเทศ นับเป็นอาหารหลักของคนจีนที่ยากจนและมีพื้นที่ปลูกมากทางตอนใต้ของประเทศจีน ปัจจุบัน มันเทศ ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ก้าวหน้าไปมากและมีการขยายพื้นที่ปลูกในหลายประเทศทั่วโลกและมันเทศไม่ใช่พืชหัวของคนยากจนอีกต่อไป นอกจากสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว ประเทศที่มีความก้าวหน้าในการพัฒนาสายพันธุ์มันเทศจนเป็นพืชหัวที่มีราคาแพงกว่าผลไม้หลายชนิด ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้ เป็นต้น

แต่สำหรับคนไทยจะรู้จักมันเทศจากประเทศญี่ปุ่นที่มีการนำเข้ามาขายในห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ในกรุงเทพมหานคร ในราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 100 บาท โดยเรียกกันคุ้นปากว่า มันหวานญี่ปุ่น ที่มีเนื้อสีเหลือง

ในการปลูกมันเทศได้มีการจัดแบ่งกลุ่มมันเทศออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มเพื่อการบริโภคสด ลักษณะเด่นของมันเทศในกลุ่มนี้เนื้อจะมีรสชาติหวานกว่าทุกกลุ่ม เนื้อมีความละเอียดเนียนไม่มีเสี้ยน คุณภาพของเนื้อมีความนุ่มฟูและไม่แข็งเกินไป กลุ่มที่มีรสชาติไม่หวานเกินไป มันเทศในกลุ่มนี้มักจะมีการนำไปแปรรูปเป็นอาหารคาวหวานโดยการนำไปเชื่อมหรือนำไปแปรรูปเป็นน้ำมันเทศพร้อมดื่มและมันเทศกลุ่มสุดท้าย คือ มันเทศเพื่ออุตสาหกรรมแปรรูปโดยเฉพาะ มันเทศในกลุ่มนี้มักจะมีการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์แป้งชนิดต่างๆ เช่น เส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นหมี่เตี๊ยว ฯลฯ (ผู้เขียนได้เคยไปดูงานที่ไต้หวันและได้ซื้อเส้นหมี่เตี๊ยวที่ผลิตจากแป้งมันเทศนำมาผัด มีรสชาติอร่อยมาก เส้นมีความเหนียวนุ่มกว่าเส้นหมี่เตี๊ยวของไทยที่ผลิตจากข้าว)

สายพันธุ์มันเทศทั่วโลกจะมีประเภทของเนื้อ 4 สี ถ้าจะแบ่งกลุ่มของสายพันธุ์มันเทศโดยใช้สีของเนื้อเป็นตัวพิจารณาแล้วจะแบ่งออกได้ 4 กลุ่มใหญ่ คือ เนื้อสีส้ม เนื้อสีเหลือง เนื้อสีม่วง และเนื้อสีขาว เป็นต้น หรือบางสายพันธุ์อาจจะมีลักษณะของ 2 สี อยู่ในพันธุ์เดียวกันก็มี อย่างกรณีของมันต่อเผือกของไทยจะมีเนื้อสีม่วงปนสีขาว แต่เมื่อได้ลงในรายละเอียดของมันเทศในแต่ละกลุ่มสีแล้ว ยังสามารถจำแนกได้อีกหลายสายพันธุ์

อย่างกรณีของมันเทศเนื้อสีเหลืองของญี่ปุ่นนั้น จะแบ่งได้อีกไม่ต่ำกว่า 10 สายพันธุ์ และสายพันธุ์ที่คนญี่ปุ่นนิยมบริโภคมากที่สุดในขณะนี้คือ พันธุ์ KO KEI เบอร์ 14 และพันธุ์ BENI AZUMA เป็นต้น

ผู้เขียนเคยไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือนกันยายน 2554 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงปลายฤดูร้อนเริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงและได้รายละเอียดเกี่ยวกับมันเหลืองญี่ปุ่นเพิ่มเติมหลายประการ โดยเฉพาะการซื้อขายมันเทศเพื่อการบริโภคของคนญี่ปุ่น นอกจากจะหาซื้อได้ในซุปเปอร์มาร์เก็ตแล้ว ถ้ามีการระบุสายพันธุ์หรือเป็นสายพันธุ์ที่หายากจะต้องมีการสั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ต และจะต้องสั่งซื้ออย่างน้อย 5 กิโลกรัม

โดยทางบริษัทจัดจำหน่ายจะส่งมันเทศไปให้ผู้บริโภคถึงบ้านภายในเวลา 2-3 วัน โดยบรรจุกล่องที่มีน้ำหนัก 5 กิโลกรัม และข้างกล่องจะบ่งบอกขนาดของหัวมันเทศเป็น 7 ขนาด คือ S2S, 2S, S, M, L, 2L และ 3L ในแต่ละกล่องจะบรรจุเพียงขนาดเดียวเท่านั้น เหตุผลที่มีความจำเป็นจะต้องแบ่งหัวมันเทศขายเป็นขนาดต่างๆ กัน เนื่องจากในการปลูกมันเทศเมื่อได้ผลผลิตนั้นจะมีขนาดของหัวมันเทศใหญ่ กลาง และเล็กแตกต่างกันไป ทั้งๆ ที่เป็นสายพันธุ์เดียวกัน

ที่ผ่านมา มีพ่อค้าส่งออกได้มีการติดต่อและมีความต้องการผลผลิตมันเทศญี่ปุ่นเนื้อสีเหลือง โดยระบุสายพันธุ์มาและได้มีการทดลองส่งตัวอย่างมาให้ทางผู้เขียนได้ทดลองรับประทาน เป็นมันเทศเนื้อสีเหลืองที่มีรสชาติอร่อยมากคือ มีความหวานมาก เนื้อนุ่มฟูละเอียดไม่มีเสี้ยน

ในที่สุดผู้เขียนก็ได้คำตอบว่า ในการปลูกมันเทศให้ประสบความสำเร็จนั้น นอกจากจะมีการบำรุงรักษา และให้น้ำที่เหมาะสมแล้ว สายพันธุ์ที่นำมาปลูกมีความสำคัญมาก กล่าวคือ ก่อนที่จะนำหัวมันเทศในแต่ละสายพันธุ์มาเพาะขยายพันธุ์ ควรตรวจสอบด้วยการนำหัวมันเทศนั้นมานึ่ง เผา หรือต้ม เพื่อทดลองรับประทานก่อนตัดสินใจปลูก

มันเทศเกาหลีใต้ ที่วางขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์ คือ เนื้อสีเหลือ งและเนื้อสีเหลืองส้ม โดยบรรจุขายเป็นกล่องหรือถุงละ 1 กิโลกรัม ขายถึงผู้บริโภคในราคากิโลกรัมละ 8,600 วอน ซึ่งเมื่อคิดเป็นเงินไทยแล้วเป็นเงิน 230 บาทโดยประมาณ ถุงที่บรรจุหัวมันเทศ มีรูปของเกษตรกรผู้ผลิตติดอยู่บนถุง เป็นการรับประกันคุณภาพ

นอกจากนั้น ยังมีมันเทศที่ผลิตในรูปของเกษตรอินทรีย์และขายในราคาเดียวกัน ผู้เขียนได้ซื้อมันเทศเกาหลีใต้มาทุกสายพันธุ์ รวมถึงมันเทศที่ปลูกแบบอินทรีย์ด้วย และได้นำตัวอย่างการบรรจุหีบห่อมาปรับปรุงและพัฒนารูปแบบการบรรจุหัวมันเทศที่ผลิตโดยแผนกฟาร์ม ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร เพื่อจำหน่ายในโอกาสต่อไป เมื่อกลับมาถึงเมืองไทยผู้เขียนได้นำหัวมันเทศเกาหลีใต้มาทดลองนึ่งรับประทาน ผลปรากฏว่า เป็นสายพันธุ์มันเทศที่มีรสชาติอร่อยมาก และแบ่งออกได้เป็น 2 สายพันธุ์ คือ

“พันธุ์เกาหลีใต้ เบอร์ 1” มีลักษณะเด่นตรงที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น คือเก็บเกี่ยวมาบริโภคได้หลังจากที่ปลูกลงดินไปเพียง 90 วัน หรือ 3 เดือนเท่านั้น ผิวเปลือกมีสีชมพูอมแดง เนื้อมีสีเหลืองส้ม เนื้อละเอียดเนียนไม่มีเสี้ยน รสชาติหวานอร่อย

ขณะที่อีกสายพันธุ์หนึ่ง คือ “พันธุ์เกาหลีใต้ เบอร์ 2” มีลักษณะคล้ายกับมันหวานญี่ปุ่น คือผิวเปลือกมีสีแดงเข้ม เนื้อมีสีเหลืองแต่เป็นพันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวนานกว่า คือต้องปลูกอย่างน้อย 4 เดือน เนื้อมีความนุ่มไม่แข็งและมีรสชาติหวานมาก เมื่อบริโภคแล้วเนื้อมีส่วนคล้ายกับเกาลัด

เป็นที่สังเกตว่า มันเทศเกาหลีใต้ ที่ปลูกด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ นอกจากจะมีรสชาติไม่หวานเท่าที่ควรแล้ว ข้อควรระวังเป็นพิเศษคือ ปัญหาของการทำลายของ “ด้วงงวงมันเทศ” หรือ “เสี้ยนดิน” ซึ่งจะทำให้รสชาติของมันเทศมีรสขมและมีกลิ่นเหม็น ลักษณะของหัวมันเทศที่บรรจุในถุงและในกล่องที่เกาหลีใต้นอกจากจะมีขนาดหัวใกล้เคียงกันแล้ว หัวมันเทศจะมีดินเกาะติดอยู่โดยไม่ได้ล้างทำความสะอาด ซึ่งจะเป็นข้อดีที่จะช่วยยืดอายุของหัวมันเทศให้ยาวนานขึ้น

รูปแบบของการปลูกมันเทศเกาหลีใต้แบบประณีต ได้มีการประยุกต์รูปแบบการปลูกมันเทศให้ปลูกได้ตลอดทั้งปีโดยเฉพาะฤดูฝน ต้นมันเทศเจริญเติบโตทางด้านลำต้นและใบงามเกินไป หรือที่เรียกกันว่าอาการบ้าใบ การเตรียมแปลงปลูกที่มีการยกร่องสูง 50-70 เซนติเมตร ในฤดูฝนจะช่วยในเรื่องการจัดการและมีการลงหัวได้มาก โดยมีรูปแบบปลูก ดังนี้

การปลูกมันเทศในแปลงคลุมพลาสติก ไถดินด้วยผาล 3 จำนวน 1 รอบ ตากดินให้แห้ง 1 อาทิตย์ ไถพรวน 1 รอบ ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ จำนวน 1 ตัน ต่อไร่ และปูนขาว ใช้โลตาลี่ปั่นให้ดินละเอียดยกร่องแปลงเป็นสามเหลี่ยมด้วยผาลคู่ กว้าง 1 เมตร สูง 50-70 เซนติเมตร หลังจากนั้น วางระบบน้ำแบบน้ำหยด และคลุมแปลงด้วยพลาสติกคลุมแปลง เจาะรูพลาสติกห่างกัน 30 เซนติเมตร ปลูกมันเทศหลุมละ 2 ยอด ข้อดีของการปลูกมันเทศในแปลงคลุมพลาสติก ทำให้มันเทศลงหัวได้ดีในช่วงฤดูฝน ทำให้ปลูกมันเทศได้ตลอดปี ควบคุมความชื้นในแปลงได้ ลดปัญหาเกี่ยวกับวัชพืช ง่ายต่อการให้น้ำให้ปุ๋ย และลดปัญหาการกระแทกของน้ำฝนหรือน้ำที่ให้แบบสปริงเกอลร์ ที่ทำให้แปลงต่ำลง ซึ่งมีผลอย่างมาใกนเรื่องของการลงหัวและคุณภาพของผลผลิต

การปลูกมันเทศแบบคลุมด้วยฟางข้าว วิธีการใกล้เคียงกับการปลูกแบบคลุมพลาสติก แต่ต่างจากการคลุมพลาสติกมาเป็นคลุมด้วยฟาง ระบบน้ำเป็นแบบน้ำหยด หรือสปริงเกลอร์ ข้อดีของการคลุมด้วยฟาง ป้องกันการกระแทกของน้ำฝนหรือการให้น้ำแบบสปริงเกลอร์ ที่ทำให้แปลงต่ำลง ซึ่งส่งผลให้มันเทศลงหัวได้ดีขึ้น รักษาความชื้นในแปลงได้ดี (เหมาะแก่การปลูกในฤดูหนาว-ฤดูร้อน)

อาจารย์ประพัฒน์ กุสุมานนท์ นักปราชญ์เมืองอุตรดิตถ์ ได้กรุณาเล่าเรื่องราวฤทธิ์เดชของ “เหล็กน้ำพี้” ที่บ่อพระแสงให้ผมฟังขณะพาผมไปดูว่า บ่อแร่เหล็กกล้าที่เรียกกันว่า “เหล็กน้ำพี้” อยู่ในพื้นที่ตำบลน้ำพี้ แต่เดิมขึ้นอยู่กับอำเภอทองแสนขัน ใช้เวลาเดินทางจากตัวจังหวัดอุตรดิตถ์ถึงบ่อเหล็กน้ำพี้ ราว 40 นาที

ตำนานอำเภอทองแสนขันนั้น มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า คือ ตำบลบ่อทอง ซึ่งเป็นตำบลที่ตั้งที่ว่าการอำเภอ มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งเป็นหมู่บ้านที่ตั้งมานานแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไร เป็นชุมชนที่มีผู้คนหนาแน่น ชื่อว่า “หมู่บ้านแสนขัน” ครั้งนั้นมีพรานคนหนึ่ง เดินทางมาจากดินแดนล้านช้างเพื่อตามล่าช้างที่บริเวณแถบนี้ ซึ่งเข้าใจว่าคงจะมีช้างป่าชุกชุม ทุกวันนี้ก็ยังปรากฏหมู่บ้านท่าช้างอยู่ทางใต้หมู่บ้านแสนขัน สันนิษฐานว่าคงตั้งชื่อตามท่าน้ำที่ช้างใช้ดื่มและอาบเป็นประจำนั่นเอง

เมื่อพรานล่าช้างได้เดินทางมาถึงหมู่บ้านก็ได้ทราบว่า จะมีการก่อสร้างวัดพระแท่นศิลาอาสน์ จึงเกิดศรัทธาจะร่วมทำบุญก่อสร้างวัดด้วย เมื่อเดินทางกลับภูมิลำเนา จึงได้ชักชวนสมัครพรรคพวกร่วมกันบริจาคทอง นับได้จำนวนแสนขัน แล้วนำทองมาเพื่อสร้างวัดดังกล่าว ครั้นเมื่อเดินทางมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้ ได้ทราบจากชาวบ้านว่า การก่อสร้างวัดพระแท่นศิลาอาสน์ได้ดำเนินเสร็จเรียบร้อยแล้ว ครั้นจะนำทองกลับภูมิลำเนา ก็เกรงว่าจะยากลำบากและไม่ปลอดภัย อาจถูกโจรปล้นสะดมระหว่างทางได้ จึงได้นำทองทั้งหมดฝังไว้ที่บริเวณหมู่บ้านแห่งนี้ ต่อมาผู้คนจึงเรียกหมู่บ้านแห่งนี้ว่า “หมู่บ้านทองแสนขัน ปัจจุบันเหลือเพียงชื่อ “หมู่บ้านแสนขัน” ต่อมายกฐานะเป็น อำเภอทองแสนขัน”

สำหรับ “น้ำพี้” นั้นเป็นชื่อเหล็กชั้นเยี่ยม ที่มีมาแต่โบราณกาล กำเนิดที่บ่อเหล็กน้ำพี้ บ้านน้ำพี้ ตำบลน้ำพี้ อยู่ในพื้นที่อำเภอทองแสนขัน ซึ่งแยกมาจากอำเภอตรอน หรือเมืองตรอนตรีสินธุ์เดิมของจังหวัดอุตรดิตถ์ หมู่บ้านน้ำพี้ มีประวัติความเป็นมา เรียกได้ว่าเป็นแหล่งสร้างสรรพาวุธของสยาม มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา การค้นพบแหล่งแร่เหล็กครั้งนั้น เชื่อกันว่าพบในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ซึ่งเรื่องนี้มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ที่กล่าวอ้างถึงพระแสงของ้าว ที่สมเด็จพระนเรศวรทรงใช้กระทำยุทธหัตถี จนกระทั่งมีชัยชนะเหนือพม่าข้าศึกนั้น เป็นพระแสงของ้าว ที่ทำขึ้นจากเหล็กน้ำพี้ ดังปรากฏในพระราชนิพนธ์โคลงของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ว่า

แสดงว่า ในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรแห่งกรุงศรีอยุธยา ได้มีการขุดพบแร่เหล็กที่บ้านน้ำพี้กันแล้ว ซึ่งนั่นก็หมายความว่า คนพื้นถิ่นที่ตั้งชุมชนอยู่ในเขตอำเภอทองแสนขันนั้น ได้พบเหล็กกล้าชั้นดีมานานกว่า 400 ปีมาแล้ว

คุณภาพของเหล็กน้ำพี้นั้น ถือได้ว่าเป็นเหล็กที่มีความแข็งแกร่งและเหนียวเป็นพิเศษ เมื่อตีเป็นดาบหรืออาวุธต่างๆ จะมีสีเขียววาวเหมือนสีปีกแมลงทับ ดาบคู่มืออันลือชื่อของพระยาพิชัยดาบหัก ที่มีชื่อว่า “ดาบนันทกาวุธ” ซึ่งก็ตีจากเหล็กน้ำพี้แห่งนี้ พระเครื่องชั้นยอดของไทย เช่น พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่า ก็มีส่วนผสมของเหล็กน้ำพี้เป็นสำคัญ

และเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ หลวงเจริญราษฎร์เจริญ นายอำเภอตรอนสมัยนั้น ได้นำแร่เหล็กจากบ่อพระแสง ตำบลน้ำพี้ มอบให้พระยาวิเศษฤๅชัย ข้าหลวงประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ดำรงตำแหน่งราวปี พ.ศ. (2469-2471) ได้นำพระแสงดาบขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเป็นพระแสงศาสตราวุธมาจนทุกวันนี้

เมื่อนักวิชาการได้วิเคราะห์มวลสารของเหล็กน้ำพี้แล้ว ต่างยืนยันว่าเหล็กน้ำพี้ มีองค์ประกอบของแร่ธาตุที่หาได้ยาก มีความแข็งและเหนียวเป็นพิเศษ มีลักษณะอ่อนใน แข็งนอก จากหลักฐานที่พบในรัชสมัยสมเด็จพระปิยมหาราช ขณะนั้นหมู่บ้านน้ำพี้ ยังมีช่างตีดาบอยู่ แต่มาถึงปัจจุบันอาชีพช่างตีดาบแทบจะสูญหายไปจากหมู่บ้านเกือบหมด

ในสมัยก่อน การที่จะตีดาบดีๆ ขึ้นมาใช้สักเล่มนั้น ต้องมีพิธีกรรมเริ่มต้นจาก เมื่อค้นพบแหล่งแร่เหล็กเนื้อดีแล้ว ผู้ที่จะไปขุดเอาแร่เหล็กจะต้องทำตนให้บริสุทธิ์หลายประการ เป็นต้นว่า ต้องนุ่งขาวห่มขาว ถือศีลแปดอย่างน้อย 7-15 วัน ต้องงดเว้นจากการเบียดเบียน ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ดื่มสุราเมรัย ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเสพกาม ไม่พูดเพ้อเจ้อ หรือกล่าวคำเท็จ รักษาศีล ให้สมบูรณ์อย่างเคร่งครัด เมื่อครบกำหนดแล้ว จะต้องดูฤกษ์ ดูยาม หาวันเวลาที่เหมาะสม เพื่อทำพิธีบวงสรวงเจ้าที่เจ้าทางที่ปกปักรักษาบ่อแร่เหล็ก เพื่อขออนุญาต หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขนี้ ผู้ที่ไปขุดอาจได้รับเภทภัยอย่างไม่คาดคิด

จากนั้นทำพิธี “ล้อมแร่” เป็นการป้องกันแร่ธาตุหนี เชื่อกันว่าหากไม่ล้อมแร่ไว้ก่อน ถึงจะขุดไปอย่างไร ก็จะไม่พบแร่ธาตุเหล็กที่ต้องการ จะพบก็แต่แร่เหล็ก หรือขี้เหล็กที่ไม่มีคุณภาพ อีกทั้งจะต้องทำพิธีตัดเหล็กกันในวันดับ หรือวันแรม 15 ค่ำ เท่านั้น ถือว่าเป็นวันที่ดวงจันทร์โคจรมาอยู่ในราศีเดียวกับดวงอาทิตย์ ทำให้แสงดวงจันทร์ไม่ปรากฏ จึงเรียกวันนั้นว่าเป็นวันดับ ที่เชื่อว่าจะได้เหล็กที่มีคุณภาพดีที่สุด

นอกจากนี้ เมื่อตัดแร่เหล็กน้ำพี้มาได้แล้ว ก่อนที่จะนำมาหลอมตีเป็นดาบได้ ตามตำรากล่าวว่า จะต้องเสาะหาธาตุเหล็กที่มีพลังอานุภาพมาหลอมประสมไปด้วยหลายอย่าง ที่สำคัญๆ มีเหล็กแกนจากยอดเจดีย์หัก เหล็กตะปูตอกโลงศพ จาก 7 ป่าช้า ซึ่งจะต้องเป็นตะปูที่ตอกโลงศพผีตายทั้งกลมเท่านั้น เป็นการเพิ่มความเข้มแข็งของพลังจิตวิญญาณให้แก่ดาบ ส่วนผสมกระบวนการตีดาบ มีรายละเอียดกล่าวถึง ในเสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” เมื่อขุนแผนจะตีดาบ “ฟ้าฟื้น” อันเป็นดาบประจำตัวขุนแผน ความว่า

หนูเป็นสาวเจ้าเนื้อ อวบเตี้ย บาน แบ แผ่ อย่างเปิดเผย แม้จะมีมือมีแขนกางออกก็ถูกตัดถูกเด็ดไปกิน ไปเพาะชำ ขยายพันธุ์จนได้รับชื่อว่า “คะน้าสามร้อยปี” ทั้งๆ ที่รูปร่างของหนูคล้ายกับกะหล่ำปลีที่ยังไม่ห่อมากกว่า บางครั้งจึงถูกเรียกสับสนกันระหว่างคำเรียกที่ว่า “กะหล่ำประดับ” แต่พอนักวิชาการมาอธิบายให้ก็รู้ว่าไม่ใช่หนู แม้จะมีสายพันธุ์ที่สวยงาม สีสันแปลก กลายเป็นชื่อของหนูนี่แหละแปลกกว่ามากมาย เพราะหนูชื่อ “ปูเล่” ที่แปลกไปกว่านั้นอีก ก็คือทางภาคใต้นิยมปลูกหนูกันมาก คนทางภาคกลางคิดว่าคนทางภาคใต้ชอบพูดสั้นๆ จึงตีความว่า คำว่า ปูเล ของภาคใต้หมายถึงคำเต็มว่า “ปูทะเล” เรื่องเลย GO SO BIG ไปกันใหญ่ เพราะปูทะเล ภาคใต้คือปูก้ามใหญ่แปดขา ไม่ใช่ต้นไม้ แต่ “ปูเล่” อยู่ในแปลงปลูก อยู่ในกระถาง ไม่ใช่อยู่ในทะเลค่ะ

หนูไม่เสียใจ แม้ว่าไม่ค่อยมีใครรู้จักหนู โดยเฉพาะเวลาพูดถึงผักก็คิดถึงแต่กะหล่ำ คะน้า ทั้งๆ ที่เวลาเด็ดไปกินก็บอกว่าใบของหนูอวบอร่อยดี แต่หนูก็ภูมิใจมากที่กรมส่งเสริมการเกษตรเคยรณรงค์ แจกผู้สนใจในเทศกาลในกิจกรรมส่งเสริมการเกษตรหลายครั้งหลายปีมาแล้ว จนปัจจุบัน พอเอ่ยชื่อหนู ปูเล่ คนก็ยังไปคิดถึงกะหล่ำประดับอยู่ดี นึกๆ แล้วก็น้อยใจเหมือนกัน

หนูเป็นผักกินใบ เขาจะเด็ดใบจากใบล่างขึ้นไปเรื่อยๆ ก็จะไม่ทำให้รูปทรงอวบ-บาน ของหนูเสียทรง เพราะรูปทรงการจัดเรียงใบคล้ายกะหล่ำปลี แต่เนื้อใบเหมือนผักคะน้า พอลำต้นและใบหนูโตเต็มที่ก็จะคลี่บานสวยงามมาก รวมทั้งยังมีสีสันหลายสีอีก ดูใบแล้วเมื่อบานก็สวยงามคล้ายดอกกุหลาบ ก็เป็นที่มาของการเรียกกะหล่ำกุหลาบ เห็นมั้ยก็ยังเรียก “กะหล่ำ” อีกจนได้ ฮึ ฮึ…น้อยใจ แต่ในกลุ่มผักกินใบหนูก็อยู่ในกลุ่มปลอดสารเคมี และเป็น “ผักประดับ”

คนที่ชอบหนู รักหนู เพราะปลูกเป็น “ปูเล่ประดับคละสี” มีทั้ง ปูเล่เขียว ปูเล่ขาว แดง ชมพู มีทั้งปูเล่ไต้หวัน ปูเล่ม่วงญี่ปุ่น ปูเล่จอร์เจีย ปลูกหนูเพียงอายุ 3 เดือน จะเก็บใบไปกินสดหรือปรุงอาหารก็ได้สารพัดอย่าง แต่ควรเก็บจากใบล่างขึ้นโคนต้นแสงแดดส่องถึง เมื่อโตเต็มที่จะมีแขนงแตกออกจากซอกใบของลำต้นไปขยายพันธุ์ต่อโดยปักชำไว้สัก 20 วัน แล้วนำออกให้โดนแดด โดยปลูกลงแปลงหรือในกระถางเป็นผักประดับก็ได้ หนูจึงมีเพื่อนสาวๆ ชาวคอนโดฯ นำไปปลูกไว้ข้างห้องนอน หนูจึงกลายเป็นสาวคอนโดฯ ชูก้านเชิดใบไปเลย

ปูกินได้…ต้องจับปูดำขยำปูนา จับม้าคว้าปูทะเล หากใครเกเร ปูน้อยก็หนีบมื๊อ…แต่ผักน่ากินที่ต้องซื้อก็คือ “ปูเล่” แม้หลายคนจะชอบไปเที่ยวแคว้นจัมมูแคชเมียร์ของอินเดียในยามที่เทือกเขาหิมาลัยปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน แต่ต้องขอบอกว่า แคชเมียร์ ช่วงฤดูมรสุมประมาณเดือนกันยายนที่มีฝนโปรยปรายก็สวยงามไปอีกแบบ ที่สำคัญจะได้เห็นภาพวิวทิวทัศน์เห็นบรรยากาศและกิจกรรมนานาชนิดที่ไม่มีโอกาสเห็นในหน้าหนาวอันเย็นยะเยือก

แคชเมียร์ นั้นเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นจัมมูแคชเมียร์ ซึ่งอยู่ทางเหนือสุดของอินเดีย มีชายแดนติดต่อกับปากีสถานและที่ราบสูงทิเบต ประกอบด้วย ดินแดนแคชเมียร์ (ฝั่งอินเดีย) จัมมู และลาดัคห์ โดยในส่วนของแคชเมียร์นั้นมีศรีนาคาเป็นเมืองเอก อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเดลี 676 กิโลเมตร เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ใจกลางหุบเขาแคชเมียร์ มีระดับความสูง 1,730 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และแม้ตอนนี้จะมีทหารตำรวจเฝ้าประจำอยู่ทั่วเมืองและตามจุดต่างๆ แต่สอบถามผู้เกี่ยวข้องล้วนบอกตรงกันว่า ปลอดภัยดีสงบแล้ว นักท่องเที่ยวไม่ต้องกลัวปัญหาความขัดแย้งในอดีตระหว่างอินเดียกับปากีสถาน

แอปเปิ้ล แคชเมียร์ อร่อยสุดยอด

การไปเยือนแคชเมียร์ ถือว่าคุ้มค่า มีโอกาสชมสวนแอปเปิ้ลถึง 2 สวน ด้วยกัน ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าแอปเปิ้ลของแคชเมียร์มีรสชาติอร่อยที่สุดในอินเดีย และยังได้ไปดูแปลงปลูกหญ้าฝรั่นที่กำลังลงเมล็ดในแปลงที่เตรียมไว้ นี่ก็ถือเป็นสุดยอดของแคชเมียร์เหมือนกัน พร้อมกับช็อปปิ้งหญ้าฝรั่นแห้งที่แพงแสนแพง คำนวณแล้วราคาพอๆ กับทองเลยทีเดียว (น้ำหนัก 1 กรัม ราคา 200 รูปี)