จากความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการช่วยกันบริหาร

จัดการผลผลิตลำไยภาคเหนือให้เป็นไปตามกลไกปกติ ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตร มั่นใจได้ว่า ลำไยในฤดูกาลผลิตปี 2561 จะได้รับการบริหารอย่างเบ็ดเสร็จและลงตัว “หนทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ” คำพูดนี้สะท้อนความจริงในชีวิตของ คุณสำรวย อันธพันธ์ ที่เกิดมาในครอบครัวชาวไร่ชาวสวน แม้ไม่ถึงกับยากจนแต่ก็ไม่ได้ร่ำรวย นั่นทำให้อนาคตทางการศึกษาของเธอเดินมาสุดทางเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จนเมื่อได้ลงหลักปักฐาน สร้างครอบครัวเล็กๆ กับ คุณชุมพล อันธพันธ์ ผู้เป็นสามี คุณสำรวยก็ยังคงยึดอาชีพทำไร่อ้อย ปลูกข้าวโพด ปลูกทานตะวัน เป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัวมาตลอด แต่เพียงตัดอ้อยเก็บข้าวโพดและทานตะวันขายไม่อาจตอบโจทย์ ความมั่นคงทางรายได้ให้กับครอบครัวได้

ในปี 2535 คุณสำรวยและคุณชุมพลจึงตัดสินใจว่าจะทำฟาร์มเลี้ยงไก่เนื้อเป็นอีกอาชีพเสริม ซึ่งความหวังที่ว่านี้ก็เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างที่คิดไว้จริงๆ เพราะอาชีพเสริมนี้กลับสร้างรายได้ที่ดี จนทำให้ครอบครัวมีฐานะดีขึ้นพอสมควร เวลานั้นคุณสำรวยคิดว่าการเลี้ยงไก่คงจะเป็นอาชีพเลี้ยงตัวได้แน่ๆ แต่ก็เหมือนฟ้าแกล้งจากปัญหาไข้หวัดนกระบาดอย่างหนักในปี 2547 ถึงแม้ว่าฟาร์มไก่ของเธอจะไม่เป็นโรคอย่างเพื่อนร่วมอาชีพ แต่ตอนนั้นเธอยอมรับว่าทุกคนต่างกลัวกันไปหมด เลยจำเป็นต้องเลิกเลี้ยงไก่ไปทั้งที่ไม่ได้อยากเลิก

จากจุดเปลี่ยนในครั้งนั้นทำให้คุณสำรวยยึดอาชีพทำไร่เพียงอย่างเดียวมาตลอด กระทั่งเมื่อปี 2549 มีเพื่อนๆ ที่เลี้ยงหมูในโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ อยู่ก่อนแล้ว และเห็นว่าคุณสำรวยเคยทำอาชีพเลี้ยงไก่แล้วประสบความสำเร็จ ที่สำคัญคือความที่เธอมีใจรักการเลี้ยงสัตว์เป็นทุนเดิม จึงได้รับคำแนะนำว่าซีพีเอฟกำลังเปิดรับเกษตรกรเข้าร่วมโครงการเลี้ยงหมูแบบฝากเลี้ยง ในพื้นที่ตำบลหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เมื่อทราบข้อมูลจากเพื่อนก็รู้สึกสนใจในทันที และได้ศึกษารายละเอียดของโครงการจนเข้าใจระบบทั้งหมด พร้อมทั้งปรึกษากับเพื่อนๆ ที่ทำอยู่ก่อน รวมถึงไปเยี่ยมชมโครงการของเกษตรกรคนอื่นๆ ด้วย เรียกได้ว่าไปดูมาจนทั่ว จนมั่นใจว่าทำได้ไม่ต่างกับคนอื่นๆ จึงตัดสินใจเลี้ยงหมูขุนคอนแทร็กต์ฟาร์มกับซีพีเอฟทันที

“เรามองว่าอาชีพนี้ไม่มีอะไรต้องเสี่ยง ถ้าเราขยันและตั้งใจ เพราะบริษัทรับความเสี่ยงไปทั้งหมด ทั้งเรื่องพันธุ์หมู อาหารสัตว์ รวมถึงเป็นตลาดรับซื้อผลผลิต และตัวเองก็มีโครงสร้างเล้าไก่ 4 หลังที่ยังแข็งแรงอยู่ จึงตกลงร่วมโครงการ เริ่มก่อสร้าง “อันธพันธ์ฟาร์ม” ด้วยการปรับปรุงเล้าไก่ให้เป็นโรงเรือนเลี้ยงหมูขุนแบบปิดด้วยระบบอีแว้ปตามแบบที่บริษัทแนะนำ เลี้ยงหมูหลังละ 600 ตัว รวม 2,400 ตัว” คุณสำรวย เล่าถึงจุดเริ่มต้นอาชีพ

ช่วงเริ่มแรกคุณสำรวยและคุณชุมพลเลี้ยงดูหมูและทำทุกอย่างด้วยตัวเอง โดยมีทีมงานซีพีเอฟมาช่วยให้ความรู้ คำแนะนำ และสอนเทคนิคการเลี้ยง จนเมื่อปิดการเลี้ยงรุ่นแรกผลตอบแทนการเลี้ยงที่ได้ทำให้หายเหนื่อยและยิ้มออกอีกครั้ง เธอและสามีเห็นตรงกันว่าการเลี้ยงหมูนี้จะสร้างความมั่นคงได้อย่างแน่นอน ที่สำคัญบริษัทยังช่วยแนะนำหนทางแก้ปัญหาเรื่องค่าไฟฟ้าที่เป็นปัญหาหนักอกในช่วงปีแรก ด้วยการทำระบบไบโอแก๊ส ที่จะได้แก๊สมาปั่นเป็นไฟฟ้าทดแทนการใช้ไฟหลวง และยังช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมเรื่องกลิ่นเหม็นที่อาจรบกวนชุมชน โดยได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาช่วยทำระบบให้ ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากกว่า 50% รายได้ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

จากเป้าหมายเดิมที่จะเลี้ยงหมูเป็นอาชีพเสริม ก็กลายมาเป็นอาชีพที่สร้างรายได้หลักให้กับครอบครัวอันธพันธ์ ส่วนการทำไร่กลับกลายเป็นอาชีพเสริมที่มีผลพลอยได้คือปุ๋ยขี้หมูหลังจากการหมักในระบบไบโอแก๊ส ที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางอาหารที่พืชต้องการ ถือเป็นการลดต้นทุนค่าปุ๋ยในการทำไร่ลงได้ถึงเท่าตัว ประมาณ 1,000 บาท ต่อไร่

“เราโชคดีที่เลือกทางเดินอาชีพนี้ โดยเฉพาะในภาวะที่ราคาหมูค่อนข้างตกต่ำอย่างทุกวันนี้ ซึ่งน่าเป็นห่วงเพื่อนเกษตรกรที่ลงทุนเลี้ยงและขายหมูเอง เพราะต้องเจอกับภาวะขาดทุนสะสมมาตั้งแต่กลางปีที่แล้ว เราสองคนพูดกันว่าถ้าไม่ร่วมโครงการกับซีพีเอฟ ก็คงจะเจอปัญหาขาดทุนไม่ต่างกัน เพราะทุกวันนี้ต้นทุนการเลี้ยงค่อนข้างสูง ไม่สอดคล้องกับราคาหมู เกษตรกรต้องเสี่ยงกับตลาดที่ผันผวน เราดีใจที่ตัดสินใจเลือกอาชีพนี้” คุณชุมพล บอกอย่างมั่นใจ

วันนี้คุณสำรวยและคุณชุมพลมุ่งมั่นพัฒนาการเลี้ยงหมูขุนให้ได้มาตรฐานและสร้างอันธพันธ์ฟาร์มให้เติบโตขึ้น โดยในปี 2553 ได้เพิ่มโรงเรือนอีก 2 หลัง เลี้ยงหมูหลังละ 700 ตัว พร้อมขยายขนาดโรงเรือนเดิมให้สามารถเลี้ยงหมูเพิ่มเป็นหลังละ 660 ตัว รวมโรงเรือน 6 หลัง มีความจุหมูรวม 4,040 ตัว นอกจากนี้ ยังต่อยอดความสำเร็จสู่ธุรกิจใหม่ด้วยการทำระบบขนส่งหมูและอาหารสัตว์ ทั้งการเลี้ยงหมูและทำระบบขนส่ง ทำให้ครอบครัวนี้มีรายได้ที่มั่นคง เฉลี่ยเดือนละ 440,000 บาท แต่ก็ไม่ลืมที่จะปรับปรุงและพัฒนาให้ประสิทธิภาพการเลี้ยงหมูดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นพื้นฐานอาชีพที่ยั่งยืนให้กับลูกๆ ต่อไป

สภาพอากาศแห้งแล้ง กลางวันอุณหภูมิสูง และกลางคืนอุณหภูมิต่ำ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟอะราบิก้าให้เฝ้าระวังมอดเจาะผลกาแฟเข้าทำลายในระยะเก็บเกี่ยวผลผลิตกาแฟ โดยจะพบมอดตัวเต็มวัยเข้าทำลายผลกาแฟได้ตั้งแต่กาแฟมีขนาดผลเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.3 มิลลิเมตร ขึ้นไป และมอดเพศเมียจะเจาะผลกาแฟบริเวณปลายผลหรือสะดือของผล สำหรับภายในผลกาแฟ จะสามารถพบแมลงได้ทุกระยะการเจริญเติบโต (ระยะไข่ หนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัย) ซึ่งตัวมอดจะอาศัยกัดกินและขยายพันธุ์อยู่ภายในผลกาแฟจนกระทั่งผลกาแฟสุก

นอกจากนี้ ตัวมอดจะยังสามารถอาศัยอยู่ภายในผลกาแฟที่แห้งคาอยู่บนต้นได้ ส่วนผลกาแฟที่ร่วงหล่นลงพื้นดิน หากในเมล็ดกาแฟมีความชื้นเหมาะสม ตัวมอดจะอาศัยอยู่ภายในกาแฟกะลาได้อีกระยะหนึ่ง ซึ่งมอดยังคงทำลายเมล็ดกาแฟกะลาระหว่างการตากเมล็ดได้อีกด้วย

แนวทางการป้องกันและแก้ไขการเข้าทำลายของมอดเจาะผลกาแฟ หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตกาแฟ เกษตรกรควรเก็บเกี่ยวผลผลิตกาแฟให้หมดทั้งต้น โดยไม่ให้มีผลกาแฟติดค้างอยู่บนต้นหรือร่วงหล่นตามพื้นดินใต้ต้นกาแฟ เพื่อลดการสะสมและขยายพันธุ์ของมอดเจาะผลกาแฟในแปลงปลูก หากพบการระบาดรุนแรง ให้เกษตรกรเลือกใช้สารชนิดใดชนิดหนึ่ง คือ สารไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 80 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร

บ้านเมืองปอน ที่อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ของคนเชื้อสายไทยใหญ่ ขุนยวม เป็นเมืองกลางขุนเขา มีแม่น้ำยวมไหลผ่าน ธรรมชาติสวยจนละเมอ ยามหนาวหมอกจะคลุมเมือง เห็นแล้วจะเพ้ออยากไปใช้ชีวิตที่นั่น แต่ฉันว่าเอาแค่ไปเที่ยว ไปเยี่ยมเยือนเขาก็น่าจะพอ

อีกไม่นานชายแดนตรงนี้จะเปิดผ่านไปยังพม่า เดินทางไปอีกไม่กี่สิบกิโลจะถึงเมืองลอยก่อ และต่อไปอีกราว 300 กิโลเมตร จะไปถึงเมืองเนปิดอว์ เมืองลอยก่อนี่ ถ้าใครไม่รู้จัก ให้ถามคนไทยใหญ่ที่ทำงานในประเทศเรา ส่วนใหญ่เขามาจากที่นั่น เดินเท้ากันข้ามพรมแดนเข้ามา ยากเข็ญนักกว่าจะรอดชีวิตมาถึง เพราะฉะนั้นเจือจานอะไรเขาได้ก็ทำเถิด

ชาวบ้านเมืองปอนรวมตัวกันทำโฮมสเตย์มา 2-3 ปีแล้ว เริ่มเป็นที่รู้จัก มีนักท่องเที่ยวแวะไปเรื่อยๆ แต่ไม่หนาตานัก เพราะชุมชนเขาก็รองรับได้ไม่มากมาย เขามีบ้านที่พร้อมรับนักท่องเที่ยวราว 10 หลัง เป็นบ้านแบบไทยใหญ่ดั้งเดิม ปัดกวาดเอี่ยมอ่อง นอนสบาย กินสบาย เดินเที่ยวในหมู่บ้าน ซึ่งมีทั้งวัด โบราณสถาน ศูนย์วัฒนธรรม มีวิถีชีวิตตามธรรมชาติที่ยังคงดำรงอยู่

อย่างการตัดเสื้อไทยใหญ่ที่เราเห็นใส่กันในเมืองแม่ฮ่องสอน เขาผลิตที่นี่ส่งไปขายทั่วประเทศ มีทั้งเสื้อแบบพื้นๆ และเสื้อลายฉลุที่ทำกันประณีตระดับงานศิลปะ เดินเล่นในหมู่บ้านทักทายกับชาวบ้านที่ยิ้มแย้มแจ่มใส หรือจะเดินไปดู การทำจองพารา (ปราสาท) ของ ลุงแหลมคำ คงมณี อายุ 76 ปี ช่างทำจองพาราคนเดียวของหมู่บ้าน หรือจะไปดูเขาฉลุสังกะสีเป็นเชิงหลังคา หรือจะไปดูกลุ่มแม่บ้านเขาแปรรูปผลไม้นานาพันธุ์ให้เป็นขนมส่งไปขายตามงานต่างๆ เรียกว่าอยู่ที่นี่ไม่มีเหงา

ทำกันแบบธรรมชาติ ไม่ใส่จริต ไม่พยายามดัดแปลงเอาใจนักท่องเที่ยว เขาอยู่อย่างไร กินอย่างไร เขาก็ต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างนั้น ต้อนรับด้วยน้ำใจงดงามอันเป็นปกติของคนที่นั่น ฉันว่ามันดีมาก ไม่มากไม่น้อย สุภาพแต่ไม่อ้อล้อ มีน้ำใจแต่ไม่เอาอกเอาใจเกินงาม

ฉันได้นอนบ้านป้าคำหลู่ กับลุงประจวบ เป็นบ้านไม้อายุ 84 ปี สวยงามและยังแข็งแรง ฉันว่าสวยกว่าหลังใดในหมู่บ้านนี้แล้ว ป้าคำหลู่ บอกว่า เกิดมาก็เจอบ้านหลังนี้ ด้านล่างเป็นร้านขายของชำ บ้านป้าเป็นครอบครัวค้าขาย แม่ค้าขายอยู่กับบ้าน พ่อเป็นพ่อค้าวัวต่าง นัยว่ามีฐานะอู้ฟู่ไม่น้อย

ป้าคำหลู่ อารมณ์ดี ตื่นแต่เช้าทำกับข้าวให้กินแล้วก็เล่านั่นนี่ให้ฟัง ตอนค่ำป้าคำหลู่จะนั่งรอจนทุกคนเข้านอน ก่อนตัวเองจะเข้านอนด้วย ก่อนนอนป้าจะบอกว่าถ้าจะไปเข้าห้องน้ำ ให้เปิดประตูแบบนี้ๆ นะ ประตูนี่มันรีโมตคอนโทรลแบบนี้ๆ ป้าหยอดมุขแล้วหัวเราะเอง เอิ๊กๆ ป้าบอกว่าเคยคิดอยากรื้อบ้านนี้ แต่ผู้ว่าฯ มาที่หมู่บ้านและขอให้รักษาไว้ ป้าก็เลยไม่รื้อ ทุกวันนี้ลูกสาวป้าที่เรียนจบมีการงานทำ ก็มาช่วยป้าดูแลแขกด้วย และยืนยันจะไม่รื้อ

บ้านที่เมืองปอน มีหลักๆ 2 แบบ แบบแรกเป็นเรือนใต้ถุนสูง มีสองหลังคาต่อกัน มีเรือนชาน และห้องครัวอยู่ในตัวบ้านเหมือนบ้านป้าคำหลู่ เรียกว่าเรือนโหลงสองส่องสำหรับครอบครัวใหญ่ อีกแบบเป็นเรือนเดี่ยวใต้ถุนสูง เรียกว่า เฮินโหลงตอยเหลียว สำหรับครอบครัวเล็ก

แขกจะแยกพักบ้านละไม่เกิน 4 คน แยกหญิงชาย เขาคิดค่าที่พักคนละ 350 บาท รวมอาหาร 2 มื้อ คือมื้อเย็นและมื้อเช้า คุ้มแสนคุ้ม คุ้มจนฉันเสนอไปว่าขึ้นราคาอีกหน่อยเถอะ ฉะนั้น ถ้าใครไปหลังจากนี้แล้วราคาขึ้นมาอีกนิด อย่าไปว่าชาวบ้านเขาเลย มาว่าฉันนี่

ระหว่างรับประทานอาหารเย็นลูกหลานชาวเมืองปอนจะมาฟ้อนรำแบบไทยใหญ่แท้ให้เราได้ดู น่ารักเป็นธรรมชาติมาก

คุณกมล ศิลามณี เป็นหนุ่มหัวเรี่ยวหัวแรงของกลุ่มโฮมสเตย์ เช้ามืดคุณกมลจะขายของในตลาด พอตลาดวายคุณกมลก็เริ่มทำงานให้ชุมชนต่อ วิ่งวุ่นวายกับการดูแลแขก พาแขกไปเรียนรู้วัฒนธรรมไทยใหญ่ที่ยังมีอยู่ในทุกบ้านเรือน ในทุกวัด ในทุ่งข้าวกลางหมู่บ้าน ในภาษาที่ให้พูดคุยกัน และในทุกลมหายใจ

พูดถึงตลาด ตลาดเขาน่ารักมาก สร้างด้วยไม้ทั้งหลังรวมทั้งหลังคา มีพ่อค้าแม่ค้าอยู่ราว 20 คน ขายกันหงุงหงิง น่ารัก แต่ว่าคนบ้านอื่นก็มาจับจ่ายที่บ้านนี้นะ เพราะเป็นศูนย์กลางของหมู่บ้านแถบนี้ ใครจะเดินตลาดต้องตื่นเช้ามาก เพราะราว 6 โมงกว่า ตลาดก็วายแล้ว

ชุมชนคนไตเมืองปอน อยู่ที่ หมู่ที่ 1 และ 2 ต.เมืองปอน อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน ถ้าไปทางรถจากเชียงใหม่ให้ไปเส้นทางฮอด ผ่าน อ.แม่สะเรียง และ อ.แม่ลาน้อย จะถึงเมืองปอนก่อนถึงตัวอำเภอขุนยวมราว 12 กิโลเมตร ถ้าไปเครื่องบินก็ลงที่ตัวเมืองแม่ฮ่องสอน นั่งรถไปอีก 79 กิโลเมตร เส้นทางวกวนผ่านป่าเขางดงาม แต่อย่าเพลินดูมาก จะเวียนหัวตาลายเอาง่าย และให้ทำใจรับกับเส้นทางที่คดโค้งนั้น

ณรงค์ ตนานุวัฒน์ เป็นนักธุรกิจชาวเชียงใหม่ บริหารกิจการของครอบครัวเจริญรุ่งเรืองดีทั้งบริษัทผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ ศูนย์การค้าขนาดกลาง จนต่อมาก็ไปลงทุนทำร้านอาหารใหญ่โตที่เมืองลาว ขายดิบขายดี และมีความสุขกับการทำธุรกิจในลาวจนคิดอยากทำธุรกิจอื่นอีก

ขณะเดียวกันเจ้าตัวเป็นกรรมการในสถาบันการศึกษาหลายแห่งในภาคเหนือ ทำให้ได้พบครูบาอาจารย์จำนวนมาก และมีโอกาสศึกษาทดลองปลูกกัญชงในพื้นที่สูง ได้พบเห็นว่ากัญชงนั้นมีประโยชน์เพียงใด

“เขาพาไปดูชาวม้งปลูกและแปรรูปกัญชง เห็นเขาลอกเปลือกกัญชงไปทำสิ่งทอ แต่เอาแก่นมาเผาทิ้ง เห็นเรารันทด เลยใช้เงินส่วนตัวร่วมกับทุนของ สวทช. มาวิจัยว่า จะเอาแก่นมาทำอะไรได้บ้าง จนออกมาเป็นแผ่นอัดที่สามารถทำเป็นพาร์ติเคิลบอร์ดหรือเฟอร์นิเจอร์ได้อย่างดี”

จากนั้นเจ้าตัวยังได้ติดสอยห้อยตามนักวิชาการไปประชุมเฮมพ์หรือกัญชงโลกที่เยอรมนี และพบว่า กัญชง หรือเฮมพ์ นี้เป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกกันอยู่ทุกมุมโลก และประเทศส่วนใหญ่ประกาศให้เป็นพืชถูกกฎหมาย นอกจากบางประเทศรวมทั้งไทยที่ยังรวมเอากัญชงนี้เข้าไปอยู่ในหมวดเดียวกันกับกัญชา และจัดเป็นพืชเสพติดผิดกฎหมาย ทำให้เสียประโยชน์จากพืชเศรษฐกิจนี้อย่างมาก

แต่หลังจากรู้ถึงประโยชน์มหาศาล คือตั้งแต่เมล็ดยันเปลือก ณรงค์ ก็แสวงหาที่ดินที่จะปลูกกัญชงนี้เชิงเศรษฐกิจ และก็ไปเจอที่ดินมหาศาลบนภูเขาควาย นครเวียงจันทน์ ประเทศลาว ที่ตัวเองทำธุรกิจอยู่แล้ว

จึงขอเช่าที่ดินบนภูเขาควาย 400 ไร่ ระยะเวลา 20 ปี เพื่อปลูกและทำวิจัยกัญชง ส่งออกจำหน่ายตลาดโลก จดทะเบียนบริษัท ลาวเฮมพ์ จำกัด เริ่มลงมือเมื่อ 2 ปีก่อน ปลูกแล้วราว 200 ไร่

นอกจากปลูกที่ภูเขาควายแล้ว ยังจะส่งเสริมให้ชาวลาวปลูกทั่ว 17 แขวง และ 1 เขตเศรษฐกิจ ลาวมีชาวเขาอยู่มาก คุ้นเคยกับกัญชงเป็นอย่างดี ตอนนี้ก็มีปลูกกันบ้างแล้วทางตอนเหนือคือ แขวงหัวพัน

พืชสารพัดประโยชน์เรื่องไม่มาก

“กัญชง ทำให้ได้เกือบทุกอย่าง เส้นใยเหนียวมาก ทำเชือก ทำสิ่งทอได้ทุกอย่าง เมล็ดทำเครื่องสำอาง เครื่องตกแต่ง หมวก รองเท้า ใช้ได้ทุกส่วน เมล็ดใช้ทำยาและอาหารเสริม แกนทำกระดาษ วัสดุก่อสร้าง เป็นไบโอไฟเบอร์คุณภาพสูง ไม่ต้องพึ่งพาเคมี”

ขั้นตอนการทำฟาร์มกัญชง ไม่มีอะไรมากไปกว่าปลูก เก็บเกี่ยว ลอกเปลือก แช่ ล้าง ปั่น ถักทอ แต่ก็ใช่ว่าจะง่าย “ปีแรกปลูกแล้วตายหมด ต้องทำไปเรียนรู้ไป น้ำที่เขาควายดี แต่ดินยังต้องปรับปรุงให้เหมาะกับกัญชง

เอกสารจากสำนักพัฒนาพื้นที่สูงของไทย ลองเปรียบเทียบปริมาณเส้นใย ระหว่างกัญชงกับฝ้าย ในระยะเวลา 1 ปี เท่ากัน พบว่า ปลูกกัญชง 10 ไร่ ให้เส้นใยเท่ากับฝ้าย 20-30 ไร่ เส้นใยกัญชงมีคุณภาพดีกว่าเส้นใยจากฝ้าย เส้นใยกัญชงยาวเป็น 2 เท่า ของเส้นใยฝ้าย มีความแข็งแรงและความนิ่มกว่าฝ้าย ปัจจุบันมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเส้นใยกัญชง 100% เช่น เสื้อเชิ้ต กางเกง กระเป๋า

ในด้านเทคนิคการเพาะปลูก เมื่อเทียบกับฝ้าย ฝ้ายต้องการอุณหภูมิที่เหมาะสมและน้ำมากกว่าการปลูกกัญชง ฝ้ายยังต้องการสารกำจัดศัตรูพืชในปริมาณสูง ซึ่งนักเกษตรพบว่า ประมาณ 20% ของสาร กำจัดศัตรูพืชที่ใช้อยู่ในโลกถูกใช้ในการเพาะปลูกฝ้าย ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์และสัตว์ โดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมในขณะที่การปลูกกัญชงไม่จำเป็นต้องใช้สารกำจัดศัตรูพืช จะใช้เพียงปุ๋ยและน้ำในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น นอกจากนี้ ยังพบว่าการปลูกกัญชงยังเป็นการช่วยปรับปรุงคุณภาพของดินที่ใช้เพาะปลูกอีกด้วย

การปลูกกัญชงเพื่อใช้ประโยชน์ในการทำกระดาษ จะเป็นตัวอย่างด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมชัดเจน พืชที่ใช้ทำกระดาษคุณภาพดี อาทิ สน ยูคาลิปตัส และปอกระสา ล้วนเป็นพืชยืนต้น การเจริญเติบโตช้ามากเมื่อเทียบกับกัญชง กว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ต้องปลูกเป็นลักษณะสวนป่า ใช้เวลานานหลายปี ปอกระสาประมาณไม่น้อยกว่า 3 ปี ยูคาลิปตัสและสน ประมาณ 6-8 ปี การปลูก ก็ต้องใช้พื้นที่มาก และเมื่อตัดไม้แล้ว จะฟื้นคืนคุณภาพพื้นที่ได้ยาก ปลูกซ้ำได้ไม่กี่ครั้ง เพราะจะมีเหง้าและตออยู่ทำให้ดูเป็นลักษณะทำลายสิ่งแวดล้อม

ส่วนกัญชงจะสามารถปลูกซ้ำในพื้นที่เดิมได้โดยต่อเนื่อง ไม่ต้องการมีการดูแลรักษา หรือจัดการพื้นที่มาก ตลอดจนการเก็บผลผลิต และค่าใช้จ่ายในการแปรรูป และการขนส่งต่างๆ ก็สะดวกมาก นอกจากนี้ ยังสามารถดำเนินการได้ โดยกลุ่มชาวบ้านทั่วๆ ไป ในการทำเป็นเชิงธุรกิจ ค่าใช้จ่ายในการลงทุนและกำไรจึงจะต่างกันเป็นจำนวนมหาศาล

เมล็ดกัญชงจะประกอบไปด้วยโปรตีน ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าโปรตีน จากถั่วเหลือง มีปริมาณเส้นใยสูงและยังมีราคาที่ถูกกว่า น้ำมันในเมล็ดกัญชงยังให้กรดไขมัน Omega-3 ซึ่งเป็นกรดไขมันที่มีอยู่ในน้ำมันจากปลา และกัญชงเท่านั้น

อเมริกามีกฎหมายห้ามปลูกเฮมพ์ตั้งแต่หลังสงครามโลก เพราะมีอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเข้ามา มีไนลอนเกิดขึ้น รัฐบาลอยากรักษาผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่กำลังจะเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศษฐกิจ จึงบอกว่าเฮมพ์ผิดกฎหมาย หลายประเทศ รวมทั้งไทยและญี่ปุ่นเลยบอกว่า ผิดกฎหมายไปด้วย แต่ปัจจุบัน 22 ใน 28 มลรัฐของอเมริกา ประกาศให้เฮมพ์ถูกกฎหมายแล้ว

เส้นใยกัญชงนั้นเหนียวถึงขั้นว่ามีคนเอาไปทำเสื้อกันกระสุน และตอนนี้เอาไปทำส่วนประกอบรถยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่กำลังเห่ออีโคโปรดักท์อีโคคาร์กันจ้าละหวั่น เครื่องสำอางบอดี้ช็อปที่ประกาศตนเป็นเครื่องสำอางธรรมชาติ มีน้ำยาล้างมือทำจากเฮมพ์

นักประวัติศาสตร์ค้นพบว่า เมื่อ 3 พันปีก่อน เสื้อของฮ่องเต้จีนทำจากใยกัญชง แม้แต่ใบเรือของเจิ้นเหอ ซึ่งออกเดินทางรอบโลกครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 1964 ก็ทำจากใยกัญชง ในอนาคตทรัพยากรพืชของประเทศจะขาดแคลนมากขึ้น พืชเส้นใยและเยื่อกระดาษ จะเป็นอีกวัตถุดิบหนึ่งที่ประเทศไทยจะมีการใช้เพิ่มขึ้นอย่างมาก และจะขาดแคลน ทุกวันนี้เราก็สั่งซื้อเยื่อกระดาษจากต่างประเทศ คือ จีน และแคนาดา หลายพันล้านบาทต่อปี

กัญชงจะเป็นพืชหลักอีกชนิดหนึ่งที่จะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ และจะสามารถทำรายได้ให้กับประเทศ อย่างมหาศาล เพราะเป็นพืชที่มีอายุสั้น ปลูกได้หลายครั้งต่อปี ใช้ทุนน้อยและไม่ต้องมีการดูแล รักษามาก ไม่ต้องการดินดีและพื้นที่กว้างมาก อีกทั้งยังเป็นพืชที่สามารถปลูกซ้ำได้ในพื้นที่เดิม จึงจะช่วยลดการตัดไม้ทำลายป่าและรักษาสิ่งแวดล้อมไว้ได้อีกส่วนหนึ่งด้วย

ก็หวังว่า ประเทศไทย จะรีบขยับเสียที เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เรื่อง ร่างมาตรฐานผลิตเมล็ดพันธุ์พริก สนองนโยบาย กระทรวงเกษตรฯ เพื่อพัฒนาให้ไทยเป็น SEED HUB รองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นโดยเชิญ นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรการสุขอนามัยพืชจากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และผู้ประกอบการ ร่วมหารือ แลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ ในเรื่อง ร่างมาตรฐานวิธีการสุขอนามัยพืชสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์พริก ในประเด็นของศัตรูพืชในพริก การผลิตเมล็ดพันธุ์พริก รวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่สำคัญ เพื่อให้อยู่ในแนวทางที่เหมาะสมและสามารถปฏิบัติได้ตามข้อกำหนดการค้าเมล็ดพันธุ์ระหว่างประเทศ

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ (SEED HUB) เพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยมีแผนยุทธศาสตร์ศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ไว้ 2 ด้าน คือ 1. การเพิ่มศักยภาพการส่งออกเมล็ดพันธุ์ไทย 2. การต่อยอดความมั่นคงและความยั่งยืนของเมล็ดพันธุ์ไทยในภูมิภาค ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อรักษาความเป็นผู้นำ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อการส่งออก โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และพืชผัก

ทั้งนี้ การค้าเมล็ดพันธุ์ระหว่างประเทศนอกจากจะต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองพันธุ์พืชแล้ว จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับมาตรการด้านสุขอนามัยพืช ที่สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ ด้านมาตรการสุขอนามัยพืช (International Standard for Phytosanitary Measures – ISPMs) ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการอารักขาพืชระหว่างประเทศ (International Plant Protection Convention – IPPC) เนื่องจากเป็นมาตรการที่ประเทศผู้นำเข้า จะนำมาใช้เพื่อป้องกันศัตรูพืชที่อาจติดมากับเมล็ดพันธุ์ มิให้เข้ามาแพร่ระบาดและสร้างความเสียหายในประเทศ

เลขาธิการกล่าวต่อว่า การนำมาตรฐานไปปฏิบัติจำเป็นต้องพิจารณาถึงวิธีปฏิบัติด้านสุขอนามัยพืชที่เฉพาะเจาะจงกับพืชแต่ละชนิด เนื่องจากมีความเสี่ยงศัตรูพืชที่ต่างกัน ดังนั้น สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จึงร่วมมือกับกรมวิชาการเกษตร ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นผู้นำการผลิตเมล็ดพันธุ์ส่งออกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงได้เสนอต่อที่ประชุม

คณะกรรมาธิการอารักขาพืชระดับภูมิภาคเอเซียและแปซิฟิก (Asia and Pacific Plant Protection Commission –APPPC) ครั้งที่ 30 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 ณ เมืองโรโตรัว ประเทศนิวซีแลนด์ ในการจัดทำมาตรฐานระหว่างประเทศด้านมาตรการสุขอนามัยพืชระดับภูมิภาค (Regional Standard For Phytosanitary Measure – RSPM) และในที่ประชุมครั้งนั้น ประเทศสมาชิก APPPC ได้มีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยดำเนินการตามที่เสนอได้ โดยเห็นควรให้จัดทำมาตรฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์พริกก่อน เป็นฉบับแรก

“เพื่อให้มาตรฐานที่จะกำหนดขึ้นนั้น อยู่ในแนวทางที่ผู้ผลิตในประเทศสามารถปฏิบัติได้ มกอช. และกรมวิชาการเกษตร จึงยกร่างมาตรฐานวิธีการสุขอนามัยพืชสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์พริกขึ้น และเปิดเวทีให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนร่วมกันเสนอแนะ ให้ข้อคิดเห็นโดยมีเป้าหมายให้ได้ร่างมาตรฐานวิธีการสุขอนามัยพืชสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์พริก ที่สามารถนำไปสกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำไปเสนอคณะกรรมการวิชาการที่ประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศสมาชิก APEC พิจารณาในลำดับต่อไป”

การจัดทำมาตรฐานฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ เพื่อใช้เป็นแนวทางให้องค์กรอารักขาพืชแห่งชาติ (National Plant Protection Organization) กำหนดมาตรการด้านสุขอนามัยพืชสำหรับลดความเสี่ยงศัตรูพืชจากการเคลื่อนย้ายเมล็ดพันธุ์ระหว่างประเทศ ด้วยการรับรองกระบวนการผลิตที่มีการควบคุมและลดความเสี่ยงศัตรูพืชในขั้นตอนต่างๆ ของการผลิตเมล็ดพันธุ์ ตั้งแต่แหล่งที่มาของพ่อแม่พันธุ์ การตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ การตรวจสอบในแปลงปลูก จนถึงการตรวจสอบเพื่อออกใบรับรองสุขอนามัยพืช เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าเมล็ดพันธุ์ที่ส่งออก นำเข้า หรือนำผ่าน ปลอดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงที่จะติดมากับเมล็ดพันธุ์ได้ เลขาธิการกล่าว

ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสรักสุขภาพกำลังมาแรงแซงโค้งกันเลยทีเดียว ผู้รักสุขภาพทั้งหลายก็จะหาเวลาให้กับตัวเอง ในช่วงเช้าหรือเย็นเพื่อออกกำลังกาย เป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่ง

แม้แต่ในเรื่องของอาหารการกินนั้น ก็เป็นสิ่งที่ผู้รักสุขภาพใส่ใจด้วยไม่แพ้กัน จะเห็นได้จากการบริโภคข้าวอินทรีย์ หรือแม้แต่การกินผักออร์แกนิกต่างๆ ที่ปลูกโดยไม่มีเรื่องของการใช้สารเคมีเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมดินตลอดจนการเก็บเกี่ยว ทุกขั้นตอนต้องเป็นไปตามการปลูกแบบระบบอินทรีย์เท่านั้น โดยจะเห็นผักอินทรีย์เหล่านี้มีจำหน่ายตามซุปเปอร์มาร์เก็ตมากขึ้น

คุณณรงค์ชัย ปาระโกน อยู่ที่ตำบลน้ำแพร่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เล่าให้ฟังว่า เกษตรกรในแถบนี้ได้มีการทำเกษตรแบบอินทรีย์มากว่า 20 ปีแล้ว ซึ่งเป็นแบบเกษตรที่ครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปลูกผัก ตลอดจนถึงการปลูกข้าวอินทรีย์และแปรรูปส่งจำหน่ายทำการตลาดเอง

“ผมเริ่มทำเกษตรอินทรีย์มาตั้งแต่ ปี 2538 เราก็ใช้การผลิตแบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ (มอน.) ต่อมาเมื่อมีมาตรฐาน พีจีเอส ที่เป็นมาตรฐานระดับประเทศเข้ามา ทางสมาชิกภายในกลุ่มก็เริ่มที่จะสนใจ ทำให้เราได้มีการปรับเปลี่ยนมาเป็น พีจีเอส จึงทำให้เวลานี้ทางกลุ่มมีสมาชิกเพิ่มขึ้น และที่สำคัญในเรื่องของการตลาดก็เข้ามาหาทางกลุ่มเรามากขึ้นอีกด้วย” คุณณรงค์ชัย กล่าว

ณ ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์แห่งนี้ และสมาชิกภายในกลุ่ม ได้มีการปลูกผักหลากหลายชนิด เพื่อให้สอดคล้องต่อความต้องการของตลาด และที่สำคัญภายในกลุ่มยังได้เน้นการพัฒนาปรับปรุงดิน โดยการใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก รวมทั้งปุ๋ยพืชสดเป็นการปรับปรุงบำรุงดิน