จากความร่วมมือขององค์กรภาครัฐของไทย และญี่ปุ่น

ในการพัฒนาระบบดาวเทียมนำทางเพื่อประโยชน์ทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง สยามคูโบต้ามีศักยภาพพร้อมที่เป็นฐานการวิจัยและพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตร ด้วยงบลงทุนกว่า 600 ล้านบาท ในการก่อตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาคูโบต้าเอเชีย KUBOTA Research & Development ASIA (KRDA) ตั้งแต่ ปี 2559 รองรับมูลค่าการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรในกลุ่มประเทศอาเซียนที่เติบโตเพิ่มสูงขึ้น สอดรับกับทิศทางการใช้เครื่องจักรทดแทนแรงงานคน ด้วย Smart Agriculture ที่มุ่งสร้างการพัฒนาสินค้า KUBOTA Group สู่การเป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลก หรือ Global Major Brand

ปัจจุบัน การขยายพันธุ์มะม่วง เกือบทั้งหมดจะใช้วิธีการทาบกิ่ง มีบางส่วนใช้วิธีการเสียบยอดบนต้นตอในกรณีที่มียอดมะม่วงพันธุ์ดีจำนวนน้อย โดยปกติแล้วต้นที่เสียบยอดจะมีขนาดเล็กกว่ากิ่งทาบ ในความเป็นจริงแล้วมะม่วงจัดเป็นไม้ผลที่ขยายพันธุ์ได้ง่าย แม้ว่าต้นมะม่วงจะมีอายุหลายปี ถ้าเกษตรกรต้องการจะเปลี่ยนพันธุ์ก็ทำได้ไม่ยุ่งยากโดยมีเทคนิค ดังต่อไปนี้

การทาบกิ่งมะม่วงอาร์ทูอีทูแนวใหม่ แบบสวนคุณวารินทร์ ชิตะปัญญา เลขที่107/1 หมู่ 1 ต.บ้านฉาง จ.ระยอง การขยายพันธุ์โดยวิธีการทาบกิ่งแนวใหม่นี้เป็นการประยุกต์ การทาบมะม่วงแบบเก่าที่จะเพาะต้นตอในแปลงเพาะกล้า เมื่อต้นตอมีขนาดลำต้นเท่าแท่งดินสอก็จะสามารถถอนต้นไปปาดแผลขึ้นทาบกิ่งได้เลย โดยไม่ต้องนำต้นตอไปอัดถุงขุยมะพร้าวก่อนแล้วจึงจะนำไปขึ้นทาบได้ เริ่มต้นจากปาดกิ่งมะม่วงอาร์ทูอีทูที่ต้องการทาบให้เป็นแผลยาว ประมาณ 1-1.5 นิ้ว จากนั้นถอนต้นตอมะม่วงพื้นเมืองปาดให้เป็นลิ่มแผลยาว ประมาณ 1-1.5 นิ้ว เช่นกัน ส่วนด้านตรงข้ามให้ปาดเป็นแผลเล็กน้อย

จากนั้น ประกบแผลของต้นตอพื้นเมืองกับกิ่งอาร์ทูอีทูให้สนิทใช้พลาสติกพันกิ่งจากด้านล่างขึ้นบนให้แน่น จากนั้นนำขุยมะพร้าวที่ผ่านการแช่น้ำแล้วบีบน้ำออกให้พอหมาด ใส่ถุงพลาสติกหูหิ้ว ขนาด 6×7 นิ้ว ประมาณ 1-2 กำมือ ใช้ถุงหูหิ้วที่บรรจุขุยมะพร้าวมัดรวบรากต้นตอพื้นเมือง พร้อมกับมัดอ้อมให้หูหิ้วยึดกับกิ่งอาร์ทูอีทูที่ทาบ จากนั้นใช้เชือกฟางมัดถุงหูหิ้วให้แน่นติดกับกิ่งอาร์ทูอีทูเป็นอันเสร็จ อีกราว 35-45 วัน กิ่งทาบจะมีรากสีน้ำตาลเดินเต็มถุง แสดงว่าจะสามารถตัดไปชำต่อในโรงเรือนได้

ในกรณีขึ้นทาบกิ่งอาร์ทูอีทูขนาดใหญ่นั้น ก็สามารถใช้วิธีดังกล่าวได้ดี เพียงจะต้องมีการทาบสัก 2 ต้นตอ เป็นอย่างน้อย เพื่อให้กิ่งทาบมีรากหากินให้สมส่วนกับกิ่งขนาดใหญ่ จากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มขนาดถุงที่บรรจุขุยมะพร้าวนำไปล้อมถุงขุยมะพร้าวเดิมให้มีขนาดถุงใหญ่ขึ้นเพื่อให้เพิ่มจำนวนรากให้มากขึ้น เมื่อมีรากเต็มถุงขุยมะพร้าวจึงจะตัดลงมาชำ อนุบาลในโรงเรือนหรือลงปลูกในแปลงปลูกได้เลย การตัดกิ่งทาบที่มีขนาดต้นใหญ่ แล้วลงปลูกในแปลงเลยนั้นจะต้องมีการดูแลที่ดีคือ จะต้องมีการกางซาแรนบังแดดให้สัก 2 เดือน มีการให้น้ำอยู่อย่างสม่ำเสมอ มีไม้ค้ำยันให้ต้นไม่โยกคลอน

การเสริมขามะม่วงที่เปลี่ยนยอดใหม่ ต้นมะม่วงที่มีการเปลี่ยนยอดใหม่ เช่น สวนคุณวารินทร์ เปลี่ยนต้นมะม่วงพันธุ์เดิมอย่าง น้ำดอกไม้สีทองมาเป็นอาร์ทูอีทูทั้งสวนนั้น รอยต่อของแผลระหว่างต้นมะม่วงเดิมกับกิ่งพันธุ์อาร์ทูอีทูจะเป็นจุดที่เสี่ยงต่อการฉีกขาด หากกิ่งอาร์ทูอีทูโตขึ้น กิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น เมื่อมีลมแรงกิ่งก็จะฉีกขาดได้ง่าย และต้นตอมีอายุเกือบ 10 ปี สวนคุณวารินทร์จึงใช้วิธี “เสริมขา” คือ ใช้กิ่งหรือยอดที่แตกออกมาจากต้นตอหรือต้นมะม่วงเดิม (น้ำดอกไม้สีทอง) โดยจะทำการเฉือนยอดต้นตอแล้วเสียบแปะไว้กับกิ่งอาร์ทูอีทู นอกจากช่วยลดปัญหากิ่งมะม่วงฉีกขาดแล้ว การเสริมขาดังกล่าวช่วยในเรื่องของการหาอาหารดีอีกด้วย

การขยายพันธุ์มะม่วงของ “ไต้หวัน” ที่ไต้หวัน จะเตรียมต้นตอเหมือนกันบ้านเราโดยจะเพาะเมล็ดมะม่วงพื้นบ้านไว้ในถุงดำ ประมาณ 5-8 เดือน ต้นตอจะมีขนาดเท่าดินสอจึงจะใช้ได้ เตรียมยอดพันธุ์ดี โดยตัดเป็นท่อนๆ แต่ละท่อนยาว 5-8 เซนติเมตร และต้องมีข้อใบทุกท่อน วิธีการขยายพันธุ์ กะระยะความสูงของต้นตอ 20-30 เซนติเมตร ตัดยอดทิ้งแล้วปาดข้างให้แผลยาว 1 นิ้ว นำยอดพันธุ์ดีที่เตรียมไว้ ปาดข้างเช่นเดียวกัน แผลยาว 1 นิ้ว ประกบกับรอยแผลที่ต้นตอ ใช้เชือกหรือยางยืดรัดตรงรอยประกบให้แน่น หลังจากนั้นใช้ถุงพลาสติกครอบและห่อด้วยหนังสือพิมพ์อีกชั้นเพื่อป้องกันแสงแดด มัดด้วยเชือกฟางให้แน่น หลังจากนั้น ประมาณ 30-40 วัน ยอดพันธุ์ดีก็จะแตกยอดออกมา ก็ให้เอาหนังสือพิมพ์และถุงพลาสติกที่ครอบไว้ออก ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและใช้อุปกรณ์น้อย

การเปลี่ยนยอดบนต้นตอขนาดใหญ่ วีธีคือ ตัดต้นตอเก่าโดยให้สูงจากพื้นดินประมาณ 30 เซนติเมตร เตรียมยอดพันธุ์ดี โดยเลือกยอดที่มีตุ่มตาผุดออกมาเพื่อความรวดเร็วในการแตกยอด ใช้มีดเปิดเปลือกต้นตอ กว้าง 1 เซนติเมตร ยาว 1 นิ้ว เฉือนแผลต้นตอเป็นรูปลิ่มยาว 1 นิ้ว เสียบลงไปบนต้นตอที่กรีดแผลไว้ ใช้เทปพันแผลให้แน่นครอบด้วยถุงพลาสติกและใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อไว้เพื่อป้องกันแสงแดด ประมาณ 15-20 วัน ตุ่มตาจะเริ่มผลิออกมา ให้แกะกระดาษหนังสือพิมพ์และถุงพลาสติกออก

เทคนิคในการขยายพันธุ์มะม่วงกิ่งใหญ่ คุณเสน่ห์ ลมสถิต บ้านเลขที่ 53/1 หมู่ที่ 5 ตำบลขุนศรี อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ได้ผลิตกิ่งทาบที่ได้มาตรฐาน มีวิธีการทาบกิ่งมะม่วงขนาดกลางและใหญ่ โดยใช้หลักการทาบกิ่งเหมือนกับการทาบกิ่งเล็กเพียงแต่กิ่งทาบขนาดกลางและขนาดใหญ่นั้น ต้นตอมะม่วงที่จะนำมาทาบกับกิ่งพันธุ์ดีจะต้องมีขนาดต้นตอใหญ่ด้วยและถ้าจะให้กิ่งพันธุ์มีความแข็งแรงและมีเปอร์เซ็นต์รอดตายสูงจะต้องเพิ่มจำนวนต้นตอที่ใช้ทาบมากขึ้น อย่างกรณีการทาบกิ่งของคุณเสน่ห์ถ้าเป็นกิ่งเล็กยังใช้ต้นตอทาบ อย่างน้อย 2 ต้นตอ ขนาดของกิ่งพันธุ์ดีใหญ่มากขึ้นเท่าไรจะต้องใช้จำนวนต้นตอทาบมากขึ้นเพิ่มไปด้วย บางกิ่งจะใช้จำนวนต้นตอทาบถึง 20 ต้น ก็มี

และอย่าลืมว่าถ้ากิ่งพันธุ์ดียิ่งมีขนาดใหญ่เท่าใด ระยะเวลาของการออกรากจะใช้เวลานานขึ้นตามลำดับ บางกิ่งอาจจะใช้เวลาเป็นปีถึงจะตัดลงมาชำได้ คุณเสน่ห์ย้ำให้ดูที่ปริมาณและสีของรากในตุ้มมะพร้าวเป็นหลัก (ถ้ารากมีสีน้ำตาลและปลายรากสีเหลืองอ่อนๆ ตัดกิ่งทาบลงมาได้) คุณเสน่ห์ยังได้บอกถึงเคล็ดลับเพิ่มเติมในการทาบกิ่งและเพิ่มเปอร์เซ็นต์การรอดตาย หลังจากทาบกิ่งเสร็จให้ใช้มีดลอกเปลือกของกิ่งพันธุ์ดีบริเวณใต้ตุ้มทาบลงมาเล็กน้อยให้เป็นแผลเช่นเดียวกับการตอนกิ่งเพื่อเป็นการเตือนและให้กิ่งพันธุ์ดีได้ปรับตัวเมื่อพร้อมจะตัดลงมาชำเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม หมั่นสังเกตตุ้มมะพร้าวของต้นตออย่าให้น้ำขังแฉะ เพราะจะทำให้รากเน่า เกษตรกรจะต้องกรีดบริเวณปลายตุ้มมะพร้าวเพื่อระบายน้ำออกโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน

เทคโนโลยีการ “ฝากท้อง”มะม่วง เทคโนโลยีการฝากท้องมะม่วงหรือที่ชาวสวนมะม่วงทั่วไป เรียกว่า “อุ้มบุญ” เป็นวิธีการเพิ่มผลผลิตมะม่วงที่ชาวสวนทั่วไปนิยมทำกันมาก เพราะนอกจากจะได้ผลผลิตจากต้นแม่ตามปกติแล้ว ยังได้ผลผลิตจากกิ่งที่นำไปเสียบฝากไว้อีก เรียกว่าได้ผลผลิต 2 ต่อ การฝากท้องก็คือ การขยายพันธุ์พืชด้วยวิธีการเสียบยอด ที่เราไม่ต้องตัดต้นแม่ทิ้งในช่วงปีแรกๆ เราสามารถเก็บต้นแม่ไว้ให้ผลผลิต รอจนกว่ากิ่งพันธุ์ดีที่เสียบไว้หรือฝากท้องไว้ในปีแรกโตพอจึงตัดต้นแม่ทิ้งเหลือแต่กิ่งพันธุ์ดีให้เจริญเติบโตต่อไป วิธีการนี้จะไม่เสียประโยชน์จากต้นแม่เลย

ตัวอย่างเกษตรกร คุณจตุพร พึ่งประดิษฐ์ เจ้าของสวน “ไร่ไทรทอง” เลขที่ 1 หมู่ 1 ต.วังทับไทร กิ่ง อ. สากเหล็ก จ.พิจิตร ที่ปลูกมะม่วงพันธุ์ฟ้าลั่นและเพชรบ้านลาดในพื้นที่จำนวน 10 กว่าไร่ และได้นำมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง และน้ำดอกไม้เบอร์ 4 มาเสียบฝากไว้ ปีหนึ่งๆ เก็บผลผลิตได้กว่า 30 ตัน ขายได้เงิน 5-6 แสนบาท สอบถามได้ความว่า ตามปกติแล้วปลูกมะม่วงพันธุ์ฟ้าลั่นและเพชรบ้านลาด ปีหนึ่งจะได้ผลผลิตอย่างสูงไม่เกิน 20 ตัน และได้เงินประมาณ 2 แสนบาท แต่พอนำมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้มาเสียบฝากไว้ ผลผลิตเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ขายได้เงินมากขึ้น

คุณจตุพร เล่าว่า เทคโนโลยีเกี่ยวกับการฝากท้องมะม่วงเริ่มเป็นที่นิยมของเกษตรกรชาวสวนมะม่วงทั่วไป ก่อนหน้านี้ที่สวน ปลูกมะม่วงพันธุ์เพชรบ้านลาดและฟ้าลั่นนับพันต้น ในตอนนั้นราคาถือว่าถูกมากราคาสู้มะม่วงน้ำดอกไม้ไม่ได้ ถ้าจะให้ตัดต้นเพื่อเปลี่ยนยอดเป็นพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองเลย ก็เสียดายเวลา เพราะกว่ายอดน้ำดอกไม้สีทองที่เสียบไว้จะให้ผลผลิตต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ปี จึงศึกษาเทคนิคการฝากท้องจนเข้าใจและตัดสินใจฝากท้องน้ำดอกไม้สีทอง กับต้นพันธุ์เพชรบ้านลาดและฟ้าลั่น

วิธีการฝากท้องก็คือ การเสียบยอด แต่มี “เคล็ดลับอยู่ว่าต้นพันธุ์เดิมจะต้องไม่ มีการแตกใบอ่อนเพราะหากต้นมีใบอ่อนแล้วการเสียบยอดจะไม่ค่อยติด” แล้วยอดพันธุ์ดี (น้ำดอกไม้สีทอง) ที่จะนำมาเสียบฝากต้องเป็นยอดที่ไม่เป็นโรคและต้องเป็นยอดที่มีตาเต่ง ยอดอวบอ้วน ตามปกติแล้วการเสียบฝากสามารถเสียบได้กับกิ่งทุกขนาด แต่กิ่งขนาดเล็กจะทำได้ง่ายกว่ากิ่งขนาดใหญ่ เพราะกิ่งใหญ่จะลอกเปลือกยากและเปลืองเทปพลาสติกพันยอดมากกว่า

ส่วนตำแหน่งการเสียบนั้นจะต้องเสียบด้านบนของกิ่ง เพื่อป้องกันการฉีกขาดและควรเลือกเสียบบนกิ่งหลักๆ ประมาณต้นละ 3-5 กิ่ง ต้นพันธุ์เดิมจะกรีดแผลเป็นรูปตัวยู (U) คว่ำ กรีดแผลยาวประมาณ 1.50 นิ้ว แล้วใช้มีดงัดเปลือกต้นมะม่วงออก ส่วนยอดพันธุ์ดีใช้มีดปาดเป็นปากฉลามให้แผลด้านหนึ่งยาว 1.50 นิ้ว อีกด้านหนึ่งปาดแผลยาวเพียง 1 เซนติเมตร เท่านั้น ในการปาดยอดพันธุ์ดีจะต้องใช้มีดคมๆ ปาดครั้งเดียวให้ขาด ห้ามให้แผลช้ำ เพราะหากแผลช้ำจะติดเชื้อ แล้วนำยอดพันธุ์ดีไปเสียบใต้ เปลือกต้นพันธุ์เดิม จากนั้นให้พันเทปพลาสติก วิธีพันจะต้องพันจากด้านล่างขึ้นข้างบน เปรียบเหมือนการมุงหลังคาบ้าน และการพันต้องใช้มือกดยอดให้แน่นๆ ถ้าพันแน่นกิ่งจะติดง่าย

อีกอย่างหนึ่งที่เป็นเคล็ดลับก็คือ หลังพันพลาสติกเสร็จ ต้องเอาใบมะม่วง 1 ใบ มาปิดยอด ป้องกันแดดส่องตา หากไม่เอาใบมะม่วงมาปิดโอกาสที่ยอดโดนแดดไหม้จะมีมาก ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดจะเป็นช่วงปลายฤดูฝน เพราะจะมีโอกาสติดดีมาก แต่ถ้าคนที่ทำมีความชำนาญ ฤดูไหนก็ทำได้ ยกเว้นฤดูหนาว เพราะช่วงอากาศหนาวยอดจะไม่ค่อยติด เสียบฝากไว้ประมาณ 7 วัน ถ้ายอดพันธุ์ดีที่นำมาเสียบยังเขียวอยู่ โอกาสติดจะสูงมาก ให้อดใจรออีกจนถึง 15 วัน ถ้ายอดเริ่มแทงถือว่าติดแน่นอน เพราะยอดที่ไม่ติดจะดำ เมื่อเห็นว่ายอดเริ่มแทงให้ใช้มีดเจาะพลาสติกด้านบนให้ตาแทงยอดออกมา แต่ห้ามแกะพลาสติกออกหมด ยอดพันธุ์ดีดูแลไม่ยาก เมื่อเราฉีดพ่นสารเคมีให้กับต้นพันธุ์เดิมก็พ่นให้ยอดใหม่บ้าง หรือหากสังเกตเห็นแมลงรบกวน ก็ฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดได้

ในการเสียบฝากท้องนั้น ถ้าเสียบยอดในช่วงเดือนกันยายน ยอดพันธุ์ดีจะแตกเป็นช่อดอกสูงมาก ซึ่งถ้าพบว่ายอดที่แตกมาใหม่เป็นช่อดอกให้ตัดทิ้ง เพราะหากปล่อยไว้ให้ติดผล พบว่ายอดนั้นจะตายภายหลังจากที่เก็บผลเสร็จ แต่ความจริงแล้วเราสามารถปล่อยให้ติดได้ตั้งแต่ปีแรกถ้าเราเสียบฝากในเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน เพราะกว่าจะถึงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่เราดึงช่อดอก กิ่งที่เสียบไว้ก็จะแตกเป็นพุ่มเล็กๆ แล้ว แต่ถ้าต้องการให้กิ่งที่เสียบแตกเป็นพุ่มเร็วแนะนำให้ตัดปลายยอดมะม่วงที่แตกมาบ่อยๆ กิ่งที่แตกมายืดยาวให้ตัดจะเป็นพุ่มเร็ว ยกตัวอย่าง น้ำดอกไม้สีทอง เสียบบนต้นเพชรบ้านลาด

เมื่อเข้าสู่ปีที่สอง เราตัดแต่งทรงพุ่มของต้นเพชรบ้านลาดและดูแลตามปกติจนถึงเวลาดึงช่อ ดอกก็ทำตามปกติ แต่ผลผลิตแทนที่เราจะได้ผลเพชรบ้านลาดต้นละ 50 กิโลกรัม เหมือนเดิมแต่จะได้ผลผลิตจากน้ำดอกไม้สีทองเพิ่มอีก ต้นละ 10-15 กิโลกรัม พอเข้าปีที่สาม ผลผลิตเพชรบ้านลาดก็ยังได้ต้นละ 50 กิโลกรัม แต่ผลผลิตจากน้ำดอกไม้สีทองที่เสียบฝากไว้จะได้เพิ่มขึ้นเป็นต้นละ 25-30 กิโลกรัม และพอเข้าสู่ปีที่ 5-6 เราก็เริ่มตัดกิ่งเพชรบ้านลาดออกปีละ 2-3 กิ่ง จนหมด เราจะได้ต้นมะม่วงต้นใหม่ที่เป็นพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง

หลายคนคงคุ้นเคยและรู้จักผักสวนครัวรั้วกินได้ที่เป็นผักกินใบต่างๆ อาทิ กะเพรา โหระพา ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นพืชทางเลือกสำหรับเกษตรกรที่ต้องการอาชีพเสริม โดยเกษตรกรหลายคนพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เลิกทำนาหันมาปลูกพืชผักเหล่านี้ รับทรัพย์เข้ากระเป๋ากันทุกวัน

สำหรับผักสวนครัวตระกูลกะเพรา โหระพา และใบแมงลัก เป็นพืชล้มลุก ใบเป็นรูปไข่ บางและนุ่ม ลำต้นและใบมีขนปกคลุม มีรสเผ็ดร้อน ช่อดอกตั้งตรง มีดอกติดรอบแกนช่อเป็นชั้นๆ จัดเป็นเครื่องเทศที่ยอดนิยม ถือว่าเป็นราชาแห่งเครื่องเทศเลยก็ว่าได้ โดยในปัจจุบันนิยมนำมาใช้ปรุงอาหารและนำมาทานเป็นผักเคียงกับอาหารชนิดต่างๆ

ป้ามณี วงศ์มหิง เกษตรกรผู้ปลูกใบกะเพรา โหระพา และใบแมงลัก จำหน่ายที่ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้เคยทำนา แต่สู้กับภาวะแล้งไม่ไหว เลยหันมาปลูกผักสวนครัว ซึ่งทำรายได้ทุกวัน ตกวันละ 500 บาท โดยบอกว่า แค่ 1 ไร่ ก็ตัดขายไม่ทันแล้ว

“อย่างกะเพรา เป็นผักสวนครัวที่ปลูกง่าย ชอบดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี ส่วนการปลูกก็ง่ายมาก ขุดหลุมตื้นๆ ปลูก รดน้ำ แล้วใส่ปุ๋ยคอก จากนั้น รดน้ำวันละครั้ง” สำหรับกะเพราที่ปลูกกันทั่วไปมีอยู่ 2 ชนิด คือ กะเพราขาวและกะเพราแดง สามารถขึ้นได้ดีในดินทุกชนิด แต่จะชอบดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ ร่วนซุย ระบายน้ำดี โดยแต่ละพันธุ์จะมีอายุเฉลี่ย 1-2 ปี

“พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ถึง 15,000 ต้น หลังจากปลูกแล้ว 30 วันก็เก็บขายได้ และเก็บขายได้นาน 6-7 เดือน เก็บเกี่ยวได้ 10-15 ครั้ง แต่หลังจากนั้นผลผลิตจะลดลง กิ่งก้านแข็ง แตกยอดน้อย ต้องรื้อและปลูกใหม่”

และหลังจากเก็บมาแล้ว จะนำไปล้างน้ำเปล่า ผึ่งลมให้แห้ง ตัดแต่งใบออกบางส่วน และนำมามัดเป็นกำ กำละ 1.5 ขีด เกษตรอำเภอเขาย้อย ร่วมกับหน่วยงานภาคี จัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) เชื่อมโยงตลาดข้าวเปลือกพันธุ์ปทุมธานี 1 ระหว่างเกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่กับผู้ประกอบการโรงสีข้าว จังหวัดเพชรบุรี เพื่อให้เกษตรกรขายข้าว GAP ได้ราคาสูง และสร้างความเชื่อมั่นแก่เกษตรกรนาแปลงใหญ่

นางสาวสุจิรา กิจเจริญ เกษตรอำเภอเขาย้อย เปิดเผยว่า ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรมอบหมายให้สำนักงานเกษตรอำเภอเขาย้อย ดำเนินการส่งเสริมเกษตรกรเข้าร่วมโครงการระบบ ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) ซึ่งอำเภอเขาย้อยมีการส่งเสริมนาแปลงใหญ่ จำนวน 3 แปลง ประกอบด้วย 1) กลุ่มนาแปลงใหญ่ตำบลบางเค็ม 2) กลุ่มนาแปลงใหญ่สหกรณ์ผู้ใช้น้ำดอนทราย ตำบลทับคาง 3) กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านหนองประดู่ ตำบลหนองชุมพล พื้นที่รวม 2,479 ไร่ 3 งาน มีสมาชิกแปลงใหญ่จำนวน 170 ราย

ในปี 2562 สำนักงานเกษตรอำเภอเขาย้อย ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพชรบุรี สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี ดำเนินการประสานเชื่อมโยงการตลาดกับโรงสีทวีรวมมิตร 2 จังหวัดเพชรบุรี ในการรับซื้อข้าวเปลือกพันธุ์ปทุมธานี 1 จากสมาชิกผู้เข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ นาแปลงใหญ่ของอำเภอเขาย้อย และมีการจัดทำพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงตลาด ข้าวเปลือกพันธุ์ปทุมธานี 1 ตามโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ประจำปี 2562 ในวันที่ 8 สิงหาคม 2562 ณ ห้องประชุมสำนักงานเกษตรอำเภอเขาย้อย อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ให้มีตลาดรองรับ โดยการเชื่อมโยงตลาดร่วมกันระหว่างผู้ผลิตข้าวแปลงใหญ่และผู้ซื้อ รวมทั้งส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มการผลิต การจำหน่ายและการบริหารจัดการร่วมกัน ซึ่งมีเกษตรกรเข้าร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) ดังกล่าว จำนวน 59 ราย พื้นที่จำนวน 600 ไร่ 2 งาน คาดการณ์ผลผลิตน้ำหนักสด จำนวน 515 ตัน ดังนี้

1) กลุ่มนาแปลงใหญ่ตำบลบางเค็ม จำนวน 21 ราย พื้นที่ปลูกจำนวน 159 ไร่ 2 งาน คาดการณ์ผลผลิตน้ำหนักสด จำนวน 152 ตัน

2) กลุ่มนาแปลงใหญ่สหกรณ์ผู้ใช้น้ำดอนทราย ตำบลทับคาง จำนวน 24 ราย พื้นที่ปลูกจำนวน 256 ไร่ คาดการณ์ผลผลิตน้ำหนักสด จำนวน 223 ตัน

3) กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านหนองประดู่ ตำบลหนองชุมพล จำนวน 14 ราย พื้นที่ปลูกจำนวน 185 ไร่ คาดการณ์ผลผลิตน้ำหนักสด จำนวน 140 ตัน

ทั้งนี้ การดำเนินกิจกรรมดังกล่าว สำนักงานเกษตรอำเภอเขาย้อยร่วมกับหน่วยงานภาคีดังกล่าวใช้กระบวนการตลาดนำการผลิต โดยสมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการฯ และมีใบรับรองมาตรฐาน GAP จะได้ราคาสูงกว่าการตลาดทั่วไปประมาณ 200-500 บาท ต่อตัน

เกษตรอำเภอเขาย้อย กล่าวเพิ่มเติมว่า การเชื่อมโยงการตลาดข้าวเปลือกพันธุ์ปทุมธานี 1 กับ ผู้ประกอบการโรงสีข้าวในครั้งนี้ สำนักงานเกษตรอำเภอเขาย้อย กรมส่งเสริมการเกษตร มีเป้าหมายที่จะพัฒนากลุ่มนาแปลงใหญ่ให้มีการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพของผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐาน มีการเชื่อมโยงการตลาดและมีตลาดรองรับที่แน่นอน รวมทั้งกลุ่มนาแปลงใหญ่มีการบริหารจัดการที่เข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรสมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่มีรายได้เพิ่มมากขึ้น เกิดความมั่นคงในอาชีพและสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

นายดำรงฤทธิ์ หลอดคำ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง เปิดเผยว่า พริกไทยเป็นพืชที่สำคัญต่อเศรษฐกิจ มีการบริโภคและส่งออกของประเทศไทยมาช้านาน และเป็นอีกพืชเศรษฐกิจที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดจันทบุรี นอกเหนือจากผลไม้ที่ขึ้นชื่อชนิดอื่นๆ อาทิ ทุเรียน มังคุด ลองกอง และสละ เป็นต้น

ประเทศไทยมีการปลูกพริกไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2300 โดยปลูกทางภาคใต้และแพร่กระจายมาทางภาคตะวันออก เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมที่คล้ายคลึงกัน ส่วนแหล่งปลูกแหล่งใหญ่ในปัจจุบันจะอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี มีพื้นที่ปลูกไม่น้อยกว่า 6,757 ไร่ ให้ผลผลิตประมาณ 2,889 ตัน คิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 387 ล้านบาท ต่อปี ที่ผ่านมาเกษตรกรที่ปลูกพริกไทยมักประสบปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืช ทำให้ผลผลิตลดลงทั้งปริมาณและคุณภาพ สาเหตุเกิดจากการขาดความรู้ความเข้าใจในการจัดการโรคและแมลงศัตรูพืช จึงทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างที่ควรจะเป็น

“สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ร่วมบูรณาการสนองงานในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อส่งเสริมด้านการเกษตรให้แก่เกษตรกรได้จัดทำแปลงสาธิตการปลูกพริกไทย โดยการใช้สารชีวภัณฑ์ในการกำจัดแมลงศัตรูพืช ตามแนวทางการให้ความรู้ในการทำการเพาะปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ตลอดถึงแนวทางการดูแลอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการในพื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี และได้ขยายผลสู่การปฏิบัติใช้ของเกษตรกรที่ปลูกพริกไทยในพื้นที่ใกล้เคียงมาอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรให้ความสนใจและสามารถแก้ไขปัญหาโรคในพริกไทยได้อย่างน่าพึงพอใจ” นายดำรงฤทธิ์ กล่าว

จากการลงพื้นที่แปลงปลูกพริกไทยของเกษตรหมู่บ้านรอบศูนย์และหมู่บ้านขยายผลของศูนย์ นำโดย นางอาภาพร ช่างถม นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำงานส่งเสริมการเกษตร ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี พบว่าปัญหาเรื่องโรคพืชและแมลงศัตรูพืชเข้าทำลาย ส่วนใหญ่จะเป็นโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราทำให้มีอาการใบร่วงให้ผลผลิตต่ำและไม่มีคุณภาพนั้น ได้ให้เกษตรกรนำสารชีวภัณฑ์คือเชื้อราไตรโคเดอร์มามาใช้ซึ่งประสบผลสำเร็จสามารถแก้ไขปัญหาได้ และเพื่อให้เกษตรกรมีผลกำไรเพิ่มขึ้นได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรร่วมกันผลิตปุ๋ยหมักไว้ใช้เองโดยเกษตรกรจะรวมกลุ่มกันผลิตปุ๋ยหมักแล้วจำหน่ายให้กับสมาชิกนำไปใช้ ส่วนรายได้จากส่วนนี้ก็จะได้เป็นทุนในการผลิตปุ๋ยหมักรอบต่อๆ ไป ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีปุ๋ยหมักไว้ใช้อย่างต่อเนื่อง เป็นการประหยัดและลดต้นทุนการผลิตได้มากขึ้น

นายบุญชัย กิ่งมณี เกษตรกร บ้านสองห้อง ตำบลรำพัน อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี หนึ่งในเกษตรกรขยายผลฯ กล่าวว่า ตนเองมีพื้นที่ 14 ไร่ ปลูกพริกไทยประมาณไร่ครึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2540 สามารถเก็บผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องจวบจนถึงปี พ.ศ. 2557-2558 มีโรคแมลงเข้ามาทำลายต้นพริกไทย มีโรครากเน่า โคนเน่า ก็ใช้สารเคมีป้องกันโรค ต่อมาสภาพดินก็เสื่อมและมีโรคเพิ่มมากขึ้น

“มีนักวิชาการเกษตร เข้ามาแนะนำให้ใช้ปุ๋ยหมัก หลังใช้พบว่าดีมาก แถมมีเงินเหลือกว่าใช้ปุ๋ยเคมีมาก เปรียบเทียบถ้าใช้ปุ๋ยเคมีมันก็มีส่วนดีตรงที่มีน้ำหนักเบาใช้ง่าย แต่มีส่วนทำให้ดินเสีย เปรียบเทียบกับปุ๋ยหมัก ถ้าหากซื้อมาจากบริษัทเอกชนราคาจะสูงนิดหนึ่ง แต่หากทำเองผสมเองราคาจะแตกต่างกันเกินครึ่ง แต่ต้องออกแรงหนักหน่อยเพราะต้องทำเอง สำหรับส่วนผสมของปุ๋ยหมักนั้นเกษตรกรสามารถหาได้ในพื้นที่ของตนเอง ก็มี แกลบดิบ แกลบดำหรือขี้เถ้าแกลบ ขุยมะพร้าว มูลสัตว์ จะเป็นมูลไก่ มูลโคก็ได้ซึ่งจะใช้เป็นหลัก และน้ำหมัก พด.2 เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต ใช้เวลาในการหมักตามสูตรที่กรมพัฒนาที่ดินและกรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำ คือประมาณ 45-60 วัน ก็นำไปใช้ได้ สำหรับกลุ่มที่ร่วมกันผลิตปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง จะร่วมกันผลิต เมื่อสามารถใช้ได้ก็นำออกจำหน่ายให้กับสมาชิก ราคาอยู่ที่ตันละ 2,760 บาท แต่ถ้าไปซื้อสำเร็จ จะอยู่ที่ 5,000 บาท สรุปแล้วทำเองจะประหยัดได้มาก ซึ่งเงินที่ได้จากการประหยัดนี้ก็คือกำไรจากการผลิตพริกไทยที่เกษตรกรจะได้รับเพิ่มนั้นเอง” นายบุญชัย กล่าว

สำหรับพริกไทยของจังหวัดจันทบุรีนั้นถือว่ามีคุณภาพดีเพราะปลูกในเขตที่เหมาะสมทำให้มีกลิ่นหอมฉุน มีสรรพคุณทางสมุนไพรดี เป็นที่ต้องการของตลาด เมื่ออดีตผู้ที่ทำสวนพริกไทยส่วนใหญ่เป็นชาวจีนแต้จิ๋ว แหล่งปลูกที่สำคัญจะอยู่ในอำเภอท่าใหม่ ปัจจุบันพริกไทยที่นิยมปลูกมี 2 พันธุ์ คือพันธุ์ซาราวัดหรือมาเลเซีย ซึ่งเหมาะแก่การนำมาผลิตเป็นพริกไทยดำและพริกไทยขาว ส่วนอีกพันธุ์หนึ่งคือพันธุ์ซีลอน เป็นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับเก็บเป็นพริกไทยอ่อนเหมาะใส่อาหารคาวเพื่อการปรุงรสและกลิ่น

เรื่องราวของสัตว์ปีก โดยเฉพาะไก่ พบหลายลักษณะด้วยกัน ด้วยเหตุนี้ จึงเรียกแตกต่างกันออกไป อย่างไก่แจ้ ไก่อู ไก่ชน ไก่ต๊อก ไก่งวง ไก่คอล่อน ไก่เก้าชั่ง ไก่เบตง

แต่ละลักษณะที่พบอยู่ มีพันธุ์แยกย่อย เช่น ไก่ชน มีพันธุ์เหลืองหางขาว ประดู่หางดำ เขียวพาลี และอื่นๆส่วนไก่งวง เป็นไก่ตัวใหญ่ มีลักษณะแตกต่างจากไก่ทั่วไป

ไก่งวง ภาษาอังกฤษคือ Turkey จัดอยู่ในวงศ์ไก่ฟ้าและนกกระทา จัดอยู่ในวงศ์ย่อย Meleagridinae สกุล Meleagris มีปากสั้นเรียวบาง บริเวณหัวบางส่วนและลำคอไม่มีขนที่เห็นชัด แต่มีหนังย่นๆ และตุ่มคล้ายหูด…ขนหางมี 28-30 เส้น แพนหางชี้ตั้งขึ้น ขายาว ลักษณะนิ้วตีนเหมือนกับไก่ในวงศ์ Phasianidae ตัวผู้มีเดือย ขนตามลำตัวเป็นเงา

ไก่งวง ดั้งเดิมเป็นไก่ป่า ที่พบ 2 ชนิด คือ Meleagris gallopavo พบบริเวณตอนเหนือ และตอนกลางของทวีปอเมริกา และ Agriocharis ocellata พบบริเวณประเทศเม็กซิโก และอเมริกากลางตอนเหนือ ลักษณะของไก่งวงป่า ตัวผู้จะมีน้ำหนัก 22-27 กิโลกรัม บริเวณคอและหัวมีลาย คอมีเหนียง มีต่างหูสีสดใสห้อยลงมาตั้งแต่จะงอยปาก และห้อยลงมาทางด้านข้าง ต่างหูนี้สามารถหดหรือขยายตัวได้ ตัวผู้มีกระจุกขนสีดำแข็งบริเวณตรงหน้าอก ขนลำตัวสามารถพองออกได้เหมือนกับนกยูง ขนเป็นมันเงา บริเวณแข้งมีเดือย