จากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลเกษตรและอุตสาหกรรม

เกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย “ระบบการปลูกและการจัดการไม้โตเร็วในการผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลบนที่ดินเสื่อมโทรม” ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการร่วมฯ ได้เข้ามาขอใช้พื้นที่ในการดำเนินโครงการวิจัย โดย ดร.มะลิวัลย์และคณะได้ศึกษาระบบการปลูกและการจัดการที่เหมาะสมของการปลูกไม้โตเร็วในพื้นที่เสื่อมโทรม เน้นพื้นที่ระดับเฝ้าระวังและระดับวิกฤต และไม่กระทบต่อพื้นที่เพาะปลูกพืชอาหาร ซึ่งมีพื้นที่ “โมเดลเชิงสาธิต” ใน 5 จังหวัดตามภูมิภาคต่าง ๆ รวมถึงสวนป่าช่องเม็ก จ.อุบลราชธานี ตลอดจนหารูปแบบธุรกิจที่เหมาะสม และขยายผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลอัตราการเติบโต ผลผลิต การหมุนเวียนสารอาหาร การเก็บกักคาร์บอน ค่าพลังงานที่ได้ รวมถึงผลตอบแทนทางการเงินและเศรษฐศาสตร์

“แนวคิดสำคัญของเราคือ การพยายามดึงคนรุ่นลูกขึ้นมาดูแลรับผิดชอบแทนรุ่นพ่อรุ่นแม่ที่มีอายุมากแล้ว ในอนาคตน่าจะขยายผลได้เพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้มากขึ้น ปัจจุบันแรงงานหนุ่มสาวที่ออกไปทำงานในกรุงเทพฯ ก็หมุนเวียนกันกลับมาเป็นแรงงานหลักของครอบครัวที่เข้าร่วมโครงการประมาณ 500 ครอบครัว ซึ่งไม้โตเร็วรวมทั้งไม้ยูคาลิปตัสมีรอบการตัดไม่ต่ำกว่า 2 ปี โดยจะขายไม้ให้กับบริษัทผลิตเยื่อกระดาษ ไม้แปรรูป และเป็นเชื้อเพลิงโรงไฟฟ้าชีวมวล”

จากการทดลองปลูกยูคาลิปตัสรวม 4 สายพันธุ์ พบว่าสายพันธุ์ของเวียดนามที่เพาะเมล็ดเติบโตดีที่สุด ทั้งนี้จะวัดเส้นผ่านศูนย์กลางเมื่อต้นมีความสูงที่ 1.3 เมตร และทุก ๆ เดือนจะเก็บใบยูคาลิปตัสที่ร่วงหล่นลงไปในลิตเตอร์แทร็ป (Litter trap) เพื่อดูปริมาณใบที่หลุดร่วงและวิเคราะห์ธาตุอาหาร การหมุนเวียน การสูญเสีย และการปลดปล่อยธาตุอาหาร ซึ่งจะเป็นการวิจัยเพื่อตอบคำถามว่าการปลูกไม้โตเร็วที่มีรอบตัดฟันสั้นทำให้ดินเสียหรือไม่ โดยในพื้นที่ได้มีการปลูกยูคาลิปตัส กระถินลูกผสม (เทพณรงค์) กระถินณรงค์ และสนชวา ซึ่งกระถินลูกผสม กระถินณรงค์ และสนชวา จัดอยู่ในพืชตระกูลถั่ว แม้อยู่ในรายชื่อพืชรุกรานแต่มีศักยภาพในการปลูกเป็นพืชพลังงานได้ อีกทั้งสามารถนำใบมาสับให้ละเอียดเพื่อนำไปเป็นอาหารสัตว์ได้เนื่องจากมีปริมาณโปรตีนในใบสูง

ด้าน ผศ. ดร.รุ่งเรือง พูลสิริ จากคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหน้าโครงการวิจัย “การศึกษารูปแบบที่เหมาะสมในการปลูกยูคาลิปตัสร่วมกับมันสำปะหลังในระบบวนเกษตรในพื้นที่ดินเสื่อมโทรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ซึ่งเป็นอีกโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการร่วมฯ ได้นำชมพื้นที่ปลูกยูคาลิปตัสร่วมกับมันสำปะหลังในแปลงทดลอง เพื่อหวังจะสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ซึ่งนอกจากรูปแบบที่เหมาะสมแล้วนักวิจัยยังต้องนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อหารูปแบบธุรกิจที่นำไปขยายผลได้ และหาแนวทางในการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมสำหรับการส่งเสริมพื้นที่ผลิตพืชอาหารและพืชพลังงานด้วย

นักวิจัยได้ทดลองแบบสุ่มในบล็อกสมบูรณ์ แบ่งเป็น 3 บล็อก ได้แก่ รูปแบบที่ 1 แปลงปลูกไม้โตเร็ว (ยูคาลิปตัส) ระยะ 3×1 เมตร สลับกับมันสำปะหลัง 1 แถว รูปแบบที่ 2 ไม้โตเร็วระยะ 2×1 เมตร เว้นระยะห่าง 8 เมตร ปลูกมันสำปะหลังระยะปลูก 1×1 เมตร จำนวน 6 แถว และรูปแบบที่ 3 ไม้โตเร็วระยะ 2×1 เมตร จำนวน 3 แถว เว้นระยะห่าง 4 เมตรเพื่อปลูกมันสำปะหลังระยะปลูก 1×1 เมตร จำนวน 3 แถว

ผลการวิจัยที่ผ่านมาในรอบ 1 ปี พบว่ายูคาลิปตัสสายต้น H4 มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับชิดดิน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก ความสูงโดยรวมเฉลี่ยมากกว่ายูคาลิปตัสสายต้น P6 ทุกรูปแบบการปลูก ทั้งนี้สายต้น P6 มีอัตราการรอดตายเฉลี่ยโดยรวมมากกว่าสายต้น H4 นอกจากนี้อัตราการรอดตายโดยรวมของมันสำปะหลังรอบปีที่ 2 ที่ปลูกร่วมกับยูคาลิปตัสอายุ 1 ปี ในแปลงปลูกยูคาลิปตัสสายต้น P6 มากกว่าสายต้น H4 ทุกรูปแบบการปลูก โดยมันสำปะหลังที่ปลูกร่วมกับยูคาลิปตัสสายต้น P6 มีอัตรารอดตายในแปลงรูปแบบที่ 1 มากที่สุด ส่วนมันสำปะหลังที่ปลูกร่วมกับยูคาลิปตัสสายต้น H4 มีอัตราการรอดตายแปลงปลูกรูปแบบที่ 3 มากที่สุด

น้ำหนักทั้งหมดของมันสำปะหลังและน้ำหนักแห้งของเหง้ามันรอบปีที่ 1 อายุ 6 เดือน พบว่าน้ำหนักทั้งหมดของสายพันธุ์ระยอง 5 (ก้านขาว) และ 9 (ก้านแดง) ที่ปลูกร่วมกับยูคาลิปตัสสายต้น H4 และ P6 มีค่าสูงที่สุดในแปลงปลูกรูปแบบที่ 1 ขณะที่น้ำหนักแห้งของเหง้ามันสายพันธุ์ระยอง 5 ที่ปลูกร่วมกับยูคาลิปตัสสายต้น P6 และ H4 มีค่าสูงสุดในแปลงปลูกรูปแบบที่ 2 และ 1 ตามลำดับ ส่วนน้ำหนักแห้งของเหง้ามันสายพันธุ์ระยอง 9 มีค่าสูงสุดในแปลงปลูกรูปแบบที่ 1

ในโอกาสนี้คณะของโครงการร่วม กฟผ. – สกว. ยังได้มีโอกาสไปดูงานโครงการวิสาหกิจชุมชนต้นแบบแปรรูปไม้สับ ซึ่งสนับสนุนโดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) และโรงงานเชื้อเพลิงอัดแท่งของบริษัท Power Pellet SRT จำกัด ซึ่งมีโรงงานแรกอยู่ที่ อ.วังชิ้น จ.แพร่ ส่วนที่จังหวัดอุบลราชธานีกำลังดำเนินการก่อสร้าง จะเสร็จสมบูรณ์ในปีหน้า ซึ่งได้มีการเจรจากับโรงไฟฟ้าของญี่ปุ่นเพื่อรับซื้อเชื้อเพลิงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยคณะวิจัยของ สกว. ได้เข้ามาช่วยเหลือแนะนำการปลูกไม้โตเร็วให้ชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อป้อนวัตถุดิบให้กับโรงงานและโครงการวิสาหกิจชุมชน เนื่องจากวัตถุดิบที่มีอยู่ผลิตได้ไม่เพียงพอ และประหยัดค่าขนส่งซึ่งเป็นอีกตัวแปรสำคัญของต้นทุนการผลิต โดยจะมีการอบรมการปลูกแก่สมาชิกปีละครั้ง

ทั้งนี้เชื้อเพลิงอัดแท่งจะต้องมีความชื้นไม่เกิน 12-15% โดยปกติไม้สับจะมีความชื้นอยู่ที่ประมาณ 45% ตากเพียง 2 แดดก่อนเข้าเครื่องอบไล่ความชื้นและอัดแท่ง จึงไม่สิ้นเปลืองพลังงานความร้อนในการผลิตมากนัก ยกเว้นในช่วงฤดูฝน โดยทางโรงงานตั้งเป้าไว้ว่าจะมีกำลังการผลิตชั่วโมงละ 4.5 ตัน วันละ 20 ชั่วโมง เป็นเวลา 300 วัน/ปี ราคาขายหน้าโรงงานตันละ 3,000 บาท นับเป็นธุรกิจพลังงานที่มีอนาคตอย่างมาก เพราะไทยเราอยู่ในระดับแถวหน้าของเอเชีย

ในส่วนของผู้สนับสนุนทุนวิจัย รศ. ดร.ศุภชาติ จงไพบูลย์พัฒนะ ผู้ประสานงานโครงการร่วมฯ ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับผลการดำเนินงานวิจัยว่าทั้งสองโครงการมีศักยภาพดี เป็นไปตามหลักวิชาการ และทำงานเชื่อมโยงกับ อ.อ.ป. ซึ่งเป็นผู้ใช้ประโยชน์โดยตรงตั้งแต่เริ่มโครงการ เป็นงานวิจัยระยะยาวที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง อีกทั้งเป็นการเก็บข้อมูลใหม่ที่ทันสมัย เพราะข้อมูลเดิมเมื่อสิบปีที่ผ่านมาอาจใช้ไม่ได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งเรื่องของพันธุ์ไม้และสภาพดินฟ้าอากาศที่เปลี่ยนไป ในขณะที่ผลกระทบต่อชาวบ้านนั้น แน่นอนว่าการทำงานของ อ.อ.ป. ต้องผูกติดกับชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งงานวิจัยของเราก็ทำตามความต้องการของชาวบ้านในการปลูกมันสำปะหลังระหว่างไม้โตเร็ว เนื่องจากสำปะหลังสามารถเก็บขายได้ในระยะสั้นกว่า ทำให้ชาวบ้านมีรายได้หมุนเวียนไปใช้จ่ายเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังมีการขยายผลต่อยอดงานวิจัยร่วมกับหน่วยงานอื่น เช่น การใช้ประโยชน์ด้านพลังงานชีวมวลของวิสาหกิจชุมชนผ่าน พพ. และการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ กฟผ. ในการปลูกป่าที่บึงกาฬ โดยจะนำผลงานวิจัยจากที่อุบลราชธานีไปเป็นแบบอย่าง

เป็นเรื่องน่ายินดีที่ สกว. ได้มีส่วนช่วยสนับสนุนการปลูกไม้โตเร็ว สร้างงานสร้างอาชีพแก่คนในพื้นที่ ให้ชาวเมืองดอกบัวมีรายได้มากขึ้น และที่สำคัญคือช่วยความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ

มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เดินหน้าส่งเสริมภาวะโภชนาการที่ดีให้เด็กนักเรียนทั่วประเทศ ปีนี้ส่งมอบเพิ่มอีก 70 โรงเรียน ให้นักเรียน 16,700 คน ได้รับโปรตีนคุณภาพดี ชุมชนใกล้เคียงได้บริโภคไข่สดราคาย่อมเยา

ในปีนี้พิธีส่งมอบโครงการจัดขึ้นที่่โรงเรียนไทยราษฎร์คีรี ต.ช่องแคบ อ.พบพระ จ.ตาก โดยมีตัวแทนของโรงเรียนเครือข่ายในโครงการฯ พร้อมด้วยผู้นำชุมชนและผู้บริหารซีพีเอฟร่วมโครงการในครั้งนี้ ซึ่งครอบคลุมโรงเรียนในพื้นที่ภาคเหนือ 25 โรงเรียน ภาคกลาง 8 โรงเรียน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 27 โรงเรียน และภาคใต้ 10 โรงเรียน พันธุ์ไก่ไข่รวม 11,000 ตัว อาหารสัตว์จำนวน 440,000 กิโลกรัม มูลค่ารวม 17 ล้านบาท

นางนงนุช ชุมภูเทพ ผู้อำนวยการโรงเรียนไทยราษฎร์คีรี กล่าวว่า “โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ที่ได้รับการสนับสนุนจากซีพีเอฟโดยผ่านมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท จะทำให้นักเรียนได้บริโภคโปรตีนคุณภาพดีจากไข่ไก่ได้ 2-3 วันต่อสัปดาห์ เป็นการส่งเสริมให้เด็กมีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง ลดภาวะทุพโภชนาการในเด็ก โดยโรงเรียนตั้งใจดำเนินการและบูรณาการสู่การเรียนการสอน ต่อยอดกิจกรรมเพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และมีทักษะในการประกอบอาชีพ หลังจากที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้การเลี้ยงสัตว์และรับมอบโครงการแล้ว

ปัจจุบัน โรงเรียนไทยราษฎร์คีรี มีนักเรียน 622 คน เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่1-6 ซึ่ง 80% ของจำนวนนักเรียนเป็นเด็กชาวเขาหลายชนเผ่า เช่น พม่า กะเหรี่ยง มอญ และม้งซึ่งคิดเป็น 50% ของทั้งหมด และส่วนใหญ่ผู้ปกครองมีฐานะยากจน ประกอบอาชีพด้านการเกษตร มีรายได้ไม่แน่นอน ที่ผ่านมาโรงเรียนพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้เด็กๆได้รับโภชนาการที่ดี จากการดำเนินโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ทั้งปลูกผักตามฤดูกาล เพาะเห็ดจิ๋ว เลี้ยงกบ และเลี้ยงปลา เพื่อใช้ปรุงอาหารกลางวันให้กับนักเรียน ทำให้ภาวะทุพโภชนาการลดลง

“โรงเรียนได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ใจดีทั้ง 2 องค์กร ซึ่งโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน ทำให้เด็กๆได้เรียนรู้เรื่องการเลี้ยงไก่ไข่ การทำบัญชีจากผลผลิตไข่ไก่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเด็กๆ ในอนาคตหลังจากที่จบการศึกษาไปแล้วสามารถนำไปประกอบอาชีพได้” ผู้อำนวยการโรงเรียนกล่าว

นายชุติเดช มีจันทร์ ปลัดจังหวัดตาก กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่โรงเรียนไทยราษฎร์คีรี ได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของ 70 โรงเรียนทั่วประเทศที่ได้รับการสนับสนุนโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน ซึ่งทุกโรงเรียนที่ได้รับการสนับสนุนโครงการในครั้งนี้ จะนำไปพัฒนาและต่อยอดโครงการไปสู่การเป็นต้นแบบแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นายสุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์ ประธานคณะผู้บริหารธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) ซีพีเอฟ กล่าวว่า ในฐานะผู้ผลิตอาหารชั้นนำ บริษัทให้ความสำคัญกับอาหารมั่นคงและการเข้าถึงอาหารภายใต้วิสัยทัศน์ “ครัวของโลก” เพื่อให้คนไทยและผู้บริโภคทั่วโลกได้บริโภคอาหารปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมโภชนาการที่ดีให้เด็กนักเรียนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ รวมไปถึงการแก้ปัญหาทุพโภชนาการของคนในประเทศ

“การรับผิดชอบต่อสังคมเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของบริษัท โดยเฉพาะการส่งมอบโครงการในวันนี้แก่ 70 โรงเรียน จะทำให้นักเรียน 16,700 คน ได้รับอาหารปลอดภัยและมีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยยกระดับโภชนาการของคนไทยอย่างยั่งยืน” นายสุขสันต์ กล่าว

ด้านนายอภัยชนม์ วัชรสินธุ์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท กล่าวว่า กว่า 20 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิฯน้อมนำงานตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาสนับสนุนให้แก่โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนทั่วประเทศ 660 แห่งเข้าร่วมโครงการฯ ประกอบด้วย โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) 128 แห่ง โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และอื่นๆ 532 แห่ง ส่งผลให้นักเรียน 140,000 คน ครูกว่า 8,000 คน และชุมชน 900 ชุมชนได้รับประโยชน์ ซึ่งการดำเนินโครงการได้รับการสนับสนุนจากซีพีเอฟในการจัดสรรผู้ชำนาญการและสัตวบาลมาร่วมพิจารณาคัดเลือกโรงเรียนร่วมโครงการ ติดตามให้ความรู้ ให้คำแนะนำปรึกษาด้านการเลี้ยงการจัดการแก่ครูและนักเรียนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับปี 2561 มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบทเปิดรับสมัครโรงเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาทั่วทุกภาคเข้าร่วมโครงการ โดยมีเป้าหมายคัดเลือกโรงเรียนที่มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดของโครงการจำนวน 90 โรงเรียน จากโรงเรียนที่สมัครเข้ามาทั้งหมด 200 กว่าโรงเรียน และมีเป้าหมายภายในปี 2564 จะมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนจำนวน 1,000 โรงเรียน

หน่วยงานตรวจสอบอาหารแคนาดาตรวจสอบระบบการควบคุมกำกับโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงของกรมปศุสัตว์ ส่งผลความเชื่อมั่นเปิดให้ส่งออกได้ต่อเนื่อง พร้อมปรับ MOU ปี ๒๕๕๒ ขยายระยะเวลาการมาตรวจเป็น ทุกๆ๕ ปี คาดส่งผลให้ปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้นอีก ๗๐๐ ตันหรือคิดเป็นมูลค่า ๑๐๐ ล้านบาทต่อปี

นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์เชิญเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานตรวจสอบอาหาร Canadian Food Inspection Agency (CFIA) ของประเทศแคนาดา มาตรวจรับรองโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงของประเทศไทยระหว่างวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน – ๔ ธันวาคม ๒๕๖๐ มีโรงงานที่เข้ารับการตรวจรับรองจากคณะเจ้าหน้าที่แคนาดามีทั้งหมด ๗ แห่ง ประกอบด้วย โรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงในภาชนะบรรจุปิดสนิท ๕ แห่ง และโรงงานผลิตขนมขบเคี้ยวสำหรับสัตว์เลี้ยง จำนวน ๒ แห่ง เพื่อตรวจติดตามระบบการตรวจสอบและกำกับดูแลโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงของกรมปศุสัตว์ ผลการตรวจอย่างไม่เป็นทางการ คณะเจ้าหน้าที่แคนาดาเชื่อมั่นในระบบการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดของกรมปศุสัตว์ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอนการผลิต โดยมีสัตวแพทย์ของกรมปศุสัตว์เป็น ผู้กำกับดูแลตามระบบมาตรฐานสากล ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงไปยังประเทศแคนาดาได้ต่อเนื่องและมีปริมาณเพิ่มขึ้น

“จากมาตรฐานการตรวจสอบรับรองที่เข้มงวดซึ่งกรมปศุสัตว์ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้หน่วยงาน CFIA ขอปรับรายละเอียดใน MOU ที่ได้ลงนามตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ด้วยการขยายระยะเวลาในการเดินทางมาตรวจประเมินกรมปศุสัตว์จากเดิมปีละ ๑-๒ ครั้ง เป็น ๕ ปีต่อครั้ง และยังส่งอานิสงส์ต่ออุตสาหกรรมการผลิตเนื้อไก่ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบภายในประเทศด้วย ตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นของแคนาดาที่มีต่อไทย” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

ด้าน นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงไทยเป็นสินค้าส่งออกที่มีชื่อเสียงมานาน สามารถส่งขายได้ทั่วโลก และนับเป็นสินค้าที่มีอนาคตไกล ในปี ๒๕๕๙ มีการส่งออกเป็นอันดับ ๔ ของโลก รองจาก เยอรมนี ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ ส่วนประเทศแคนาดาถือเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย โดยไทยมีการผลิตสินค้าประเภทอาหารสัตว์เลี้ยงส่งออกไปยังแคนาดามาตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ สำหรับอาหารสัตว์เลี้ยงที่ปริมาณการส่งออกไปยังแคนาดาสูงสุด ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยงในภาชนะบรรจุปิดสนิท อาหารเม็ด และขนมขบเคี้ยว ตามลำดับ โดยปริมาณการส่งออกรวมในปี ๒๕๖๐ นี้ ประมาณ ๓,๕๐๐ ตัน คิดเป็นมูลค่า ๔๖๐ ล้านบาท

“ปัจจุบันมีโรงงานผลิตอาหารสัตว์ที่กรมปศุสัตว์ให้การรับรองและอยู่ในบัญชีที่สามารถส่งออกไปยังแคนาดาได้ จำนวน ๑๗ โรงงาน และหลังจากเสร็จสิ้นการตรวจรับรอง คาดว่าจะมีโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงที่ได้รับการรับรองจาก CFIA เพิ่มเติมอีกอย่างน้อย ๖โรงงาน รวมเป็น ๒๓ โรงงาน จะส่งผลให้ปริมาณเพิ่มขึ้นอีก ๗๐๐ ตัน คิดเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้นราว ๑๐๐ ล้านบาทต่อปี” รองอธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากที่กลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดตรัง ให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาราคาน้ำมันปาล์มตกต่ำนั้น กระทรวงพาณิชย์ขอชี้แจงว่าคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ได้ประชุมเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2560 และมีมติเห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม ด้วยการลดปริมาณสต็อกน้ำมันปาล์มดิบคงเหลือที่ปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์สูงกว่าระดับปกติ เพื่อบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศให้มีเสถียรภาพ โดยให้ผู้ส่งออก

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มเร่งส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ให้กระทรวงพลังงานประสานผู้ค้าน้ำมันซื้อน้ำมันปาล์มดิบไปผลิตเป็นน้ำมันไบโอดีเซลเพื่อเพิ่มสต็อก นอกเหนือจากที่ผู้ค้ามาตรา 7 สำรองไว้เดิม ให้กระทรวงพาณิชย์ พิจารณาการสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกการส่งออก เช่น การขนส่งน้ำมันปาล์มและเรือในการส่งออก และให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) หารือกับเกษตรกรและโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม กำหนดแนวทางการช่วยเหลือให้เกษตรกรได้รับราคาที่ดีขึ้น โดยเน้นการผลิตปาล์มคุณภาพ ปัจจุบันราคาผลปาล์มทะลาย (อัตราน้ำมัน 18%) อยู่ที่ กก.ละ 3.20 – 3.30 บาท

และน้ำมันปาล์มดิบที่ กก.ละ 19.00 บาท ลดลงจากช่วงที่ผ่านมาเป็นผลมาจากภาวะการค้าน้ำมันปาล์มดิบทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ ประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และอินเดีย ซึ่งมีผลผลิตปาล์มน้ำมันเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ประกอบกับในปี 2560 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดว่าจะมีผลผลิตปาล์มน้ำมันที่ออกสู่ตลาดประมาณ 13.51 ล้านตัน เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาปรากฏว่าเพิ่มขึ้น ร้อยละ 18.30 ซึ่งคิดเป็นน้ำมันปาล์มดิบ (ที่เปอร์เซ็นต์ร้อยละ 17.60 ) จะได้ 2.377 ล้านตัน (น้ำมันปาล์มดิบ) ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบในประเทศปี 2560 อยู่ในระดับทรงตัว คาดว่าจะใช้ 2.068 ล้านตัน ปริมาณผลผลิตมีเกินความต้องการใช้ ประมาณ 309,000 ตัน เมื่อรวมกับสต็อกน้ำมันปาล์มดิบคงเหลือเมื่อต้นปี 2560 ทำให้ปริมาณสต็อกน้ำมันปาล์มดิบคงเหลือทั้งระบบอยู่ในเกณฑ์สูงตามที่กลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดตรังทราบ

อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ kodiakcamera.com กระทรวงพาณิชย์ยังได้ดำเนินการประสานกับฝ่ายความมั่นคง (ทหาร) และกระทรวงการคลัง โดยให้กรมศุลกากรเพิ่มความเข้มงวด กวดขัน ตรวจสอบ ปราบปรามการลักลอบนำเข้าและนำผ่านหรือผ่านแดนน้ำมันปาล์มทั้งทางบกและทางทะเลอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการเพิ่มปริมาณน้ำมันปาล์มในประเทศ รวมทั้งได้แต่งตั้งคณะทำงานสนับสนุนการส่งออกน้ำมันปาล์ม เพื่อเร่งหาตลาดใหม่รองรับการส่งออกน้ำมันปาล์มตามกลไกตลาดปกติเพิ่มขึ้น ตลอดจนจะดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาในเชิงระบบและสนับสนุนให้มีการพัฒนาปาล์มอย่างยั่งยืนที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ โดยให้องค์การคลังสินค้าเป็นเจ้าภาพในการแก้ไขปัญหาร่วมกันในลักษณะของสัญญาประชาคม และกำหนดมาตรการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกปาล์มในเชิงคุณภาพให้ได้มาตรฐานและให้โรงงานสกัด/ลานเทรับซื้อผลปาล์มสดตามเปอร์เซ็นต์น้ำมันจริง (ไม่ต่ำกว่า 18 เปอร์เซ็นต์) รวมถึงกำหนดราคารับซื้อตามตลาดโลกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้

3 กระทรวงจับมือ ธ.ก.ส.ชงแผนล้างคนจน 4 ล้านคนทั่วประเทศเข้า ครม. ส่งท้ายปีླྀ ด้านเกษตรฯพร้อมดัน 1,000 สหกรณ์หัวแถวเป็นหัวขบวนฟื้นฟูการประกอบอาชีพ รวมทั้งทุ่มงบ 4.8 หมื่นล้าน

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแผนการทำงานของกระทรวงเกษตรฯร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อร่วมประกาศเรื่องการร่วมขจัดความยากจนให้เกษตรกรทั่วประเทศ ภายหลังการประชุมร่วมกับ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ว่า พร้อมจะร่วมกันทำงานเชิงรุกเข้าหาเกษตรกรภายใน 2 สัปดาห์ จะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ครม.) เพื่ออนุมัติแผนงาน เบื้องต้นจะใช้ฐานข้อมูลจากทะเบียนคนจนของกระทรวงการคลัง ที่มีเกษตรกรจำนวน 3.96 ล้านคน ที่ยากจนและมีรายได้ 30,000-100,000 บาท/ปี

ทั้งนี้ โครงการร่วมขจัดความยากจนครั้งนี้จะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนด้านหนี้สินและกองทุนฟื้นฟูเกษตรกร โดยจะสร้างพลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และขอความร่วมมือไปยัง

ผู้ว่าราชการจังหวัด ทำงานเชิงรุกลงลึกตรวจสอบรายพื้นที่ อาทิ จังหวัด อำเภอ หมู่บ้าน เป็นต้น ก่อนจะนำข้อมูลไปร่วมกับหน่วยงานอื่น เชื่อว่าจะมองเห็นภาระหนี้สินของเกษตรกรว่ามีอยู่เท่าไหร่ รวมทั้งภาระหนี้สินนอกระบบด้วย หากพบว่าเกษตรกรเป็นหนี้ในระบบของ ธ.ก.ส. ก็จะปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยขอให้รัฐบาลมาช่วยอีกทางด้วย

ส่วนการทำแผนฟื้นฟูการประกอบอาชีพรายบุคคล อาจจะใช้เวลา 3-5 ปีกว่าจะฟื้นตัว ทำตามแผนแล้วเกษตรกรดีขึ้นอย่างไรบ้าง และแนวทางในการแก้ไขที่รองนายกรัฐมนตรีหมายมั่น คือจะต้องมีเอสเอ็มอีเกษตร ที่มีความรู้สามารถเข้าถึงการตลาดได้ ซึ่งเป็นหัวขบวนช่วยเกษตรกรยากจนเหล่านี้ โดยทางกระทรวงเกษตรฯเสนอว่า ทางกระทรวงเกษตรฯมีสหกรณ์ที่จัดลำดับชั้นอยู่แล้วพอจะเป็นหัวขบวนช่วยเกษตรกรได้เหมือนกันอยู่ประมาณ 1,000 สหกรณ์ที่อยู่หัวแถว และยังมีวิสาหกิจชุมชน 5,000-7,000 แห่งในการเป็นหัวขบวนได้

ขณะที่โครงการลดต้นทุนค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวเปลือกให้แก่เกษตกร ปีการผลิต 2560/2561 ภายใต้งบประมาณทั้งสิ้น 48,000 ล้านบาท รัฐบาลจะเร่งจ่ายเข้าถึงมือเกษตรกรภายในสิ้นปีนี้ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ เพื่อทำให้เกษตรกรมีกำลังใจ ในส่วนนี้อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการตรวจสอบว่า หากเกษตรกรที่รับเงินช่วยเหลือจากน้ำท่วมแล้วก็ไม่มีสิทธิ์ในโครงการ โดยจะโอนเงินให้กับเกษตรกรผ่าน ธ.ก.ส. ถือเป็นมาตรการอัดเงินลงรากหญ้าช่วยการจับจ่าย

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในงานสัมมนา “ไทยแลนด์ 2018 จุดเปลี่ยนและความท้าทาย” ว่า ในปีหน้ารัฐบาลจะใช้โอกาสที่มีอยู่เร่งแก้ปัญหาความยากจนของประเทศ โดยตั้งเป้าหมายคนไทยทุกคนที่ยังมีความยากจนอยู่ จะต้องหายจนให้ได้ในปีหน้า ตอนนี้กำลังคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ รวมไปถึงธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อหาทางออกมาตรการพิเศษมาดูแล โดยเฉพาะการกระจายเม็ดเงินลงไปยังชุมชนมากขึ้น

ทั้งนี้ในแนวที่จะเริ่มทำเป็นลำดับแรก คือ การปลดล็อกกฎระเบียบเพื่อดึงเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่มีอยู่กว่า 200,000 ล้านบาท มาใช้ในการพัฒนาชุมชนด้านต่าง ๆ ทั้งการจ้างงานในพื้นที่ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชน สาธารณสุขชุมชน ดูแลผู้พิการ และผู้สูงอายุในชุมชน โดยเรื่องนี้จะหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อหาทางแก้ไขโดยด่วน และจะให้ อปท.เสนอโครงการขึ้นมาพิจารณา ตั้งเป้าหมายเร่งผลักดันออกมาโดยเร็วที่สุด และเน้นการจ้างงานในชุมชน