จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

ผอ.เขตแจง ตัดต้นจามจุรีอายุ 50 ปี เหตุมีผู้ร้อง รากกระทบโครงสร้างตึก ผอ.เขตแจง ตัดต้นจามจุรีใหญ่ อายุ 50 ปี ขึ้นหลังป้ายรถเมล์ ริมถนนประชานิเวศน์ 1 เหตุมีผู้ร้อง รากกระทบโครงสร้างตึก หวั่นสร้างความเสียหาย
เมื่อวันที่ 13 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณี เมื่อวันที่ 11 ส.ค. สำนักงานเขตจตุจักร ได้ส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความสะอาดและดูแลสวนสาธารณะ เข้าทำการตัดต้นจามจุรีอายุกว่า 50 ปี เส้นรอบวง 312 ซ.ม. บริเวณป้ายรถประจำทาง หน้าอาคารพาณิชย์ เลขที่ 19/8 ถนนเทศบาลสงเคราะห์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. (ถนนเส้นที่ผ่านวัดเสมียนนารีไปออกคลองประปา)

เนื่องจากทางเจ้าของอาคารทำหนังสือขออนุญาตสำนักงานเขตจตุจักร ตัดโค่นออกเพราะระบบรากของต้นไม้ทำให้พื้นบ้านแตกเสียหาย เกรงว่าจะเกิดอันตรายต่อโครงสร้างของตัวอาคาร

อ่านข่าว : โวยโค่นต้นจามจุรีอายุ 50 ปี จนท.เขตตัดเหลือแต่ตอ ชาวบ้านเสียดาย

ล่าสุดนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า เตรียมนำเรื่องดังกล่าว ฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ในวันอังคารที่ 14 ส.ค. เวลา 10.30 น. ณ ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กทม.

พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนชาวประชานิเวศน์ 1 ที่รักและหวงแหนต้นจามจุรีดังกล่าว หากเห็นว่าตนเองเป็นผู้เสียหายด้วยคนหนึ่ง สามารถมาเข้าชื่อร่วมกับสมาคมฯ ในการยื่นฟ้องดังกล่าวได้โดยสามารถติดต่อมายังสมาคมฯได้ตลอดเวลา ตามที่อยู่เบอร์โทร.ในเวปไซด์ของสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน หรือติดต่อที่ 02-152-8568-9 หรือใน Inbox

ด้านเครือข่ายต้นไม้ในเมือง ได้ส่งตัวแทนลงพื้นตั้งแต่วันที่ 12 ส.ค. ที่ผ่านมาเพื่อที่เก็บข้อมูล ส่งให้ อุ๊ ช่อผกา วิริยานนท์ ผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายต้นไม้ในเมือง นำไปพูดคุยวางแนวทางในการแก้ไขปัญหา ตามหลักวิชาการพฤกษศาสตร์ หากเกิดกรณีต้นไม้ใหญ่ขึ้นและเติบโตในที่ดินของเอกชนอย่างกรณีรายนี้ต่อไป

ขณะที่ นายปกครอง พลเมือง ผอ.เขตจตุจักร ชี้แจงว่า กรณีดังกล่าวเขตได้ดำเนินการตัดโค่น โดยต้นไม้เป็นต้นจามจุรี ที่ขึ้นเอง อยู่ระหว่างที่ดินของเอกชนผู้ร้องเรียนให้ตัดโค่นออก กับที่สาธารณะ

โดยลำต้นของต้นไม้ดังกล่าวได้เบียดจนทำให้รั้วของผู้ร้องเรียนเสียหาย และในส่วนของรากต้นไม้ได้ทำให้กระเบื้องในที่ของผู้ร้องเรียนเสียหายด้วย ซึ่งรวมทั้งอาจทำให้อาคารของผู้ร้องเรียนเสียหายด้วยเนื่องจากระบบรากขนาดใหญ่ที่อยู่ใต้ดิน

จึงได้ร้องเรียนขอให้สำนักงานงานเขตจตุจักรตัดโค่นเท่านั้น สำนักงานเขตจตุจักรได้ดำเนินการตัดโค่นไปเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2561 รายละเอียดตามรูปถ่ายที่ส่งมา

นายพงศ์ชาติ เชื้อหอมหัวหน้าศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเขาพระแทว คณะทำงานตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาลิงในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พร้อมเจ้าหน้าที่ นำอาหารจำพวกผลไม้หลากหลายชนิดไปส่งให้ลิงแสมที่เกาะปายู ต.เทพกระษัตรี อ.ถลาง พร้อมทั้งสังเกตและติดตามพฤติกรรมของลิงแสม หลังจากที่มีการทำหมันและปล่อยสู่ธรรมชาติบนเกาะปายู เมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา

นายพงศ์ชาติ เปิดเผยว่า จากการสังเกตุพบลิงแสมที่อยู่บริเวณชายป่า ชายหาด และโขดหินรอบเกาะ ประมาณ 20 ตัว ทุกตัวมีสุขภาพแข็งแรง อ้วนท้วนสมบูรณ์ ขณะที่ตัวอื่นๆ นั้นจากการสังเกตุพบว่า มีการปีนป่ายอยู่ตามต้นไม้ออกหากินเองตามธรรมชาติ

“การนำอาหารไปให้ครั้งนี้สืบเนื่องจากที่จังหวัดภูเก็ตมีมรสุม ทำให้คลื่นลมแรงต่อเนื่องมาหลายสัปดาห์ อาจส่งผลให้ลิงออกหากินอาหารตามธรรมชาติ เช่นกุ้ง หอย ริมชายหาดได้ยากลำบาก จึงต้องนำอาหารไปเสริมพร้อมทั้งทำการสำรวจดูประชากร และความสมบูรณ์ของลิง ซึ่งพบว่าลิงปรับตัวอยู่ได้เองตามธรรมชาติและลงมารับอาหารที่นำไปให้น้อยลง ไม่ต้องพึ่งพาอาหารที่นำไปเสริม ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ค่อนข้างดี”นายพงศ์ชาติ

“ไข่เค็มไชยา” เป็นของฝากขึ้นชื่ออย่างหนึ่งของอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื่องจากใช้ไข่เป็ดธรรมชาติมาทำด้วยเทคนิคที่แตกต่างจากไข่เค็มถิ่นอื่น จึงเป็นไข่เค็มที่ไข่แดงสีแดงที่เนื้อไข่คล้ายทราย มีรสชาติกลมกล่อมไม่เค็มมาก และอร่อยติดปากผู้ที่ได้ลองลิ้มชิมรสมาเป็นเวลายาวนาน

การนำไข่เค็มไชยามาบริโภคสามารถทำได้หลายวิธี ทั้งทอดทำไข่ดาว หรือต้ม ซึ่งจะต้องดูระยะเวลา จากสลากข้างกล่องที่ผู้ทำหรือผู้จำหน่ายระบุไว้ มิฉะนั้นจะจืดเกินไปหรือเค็มเกินไป หรืออาจทำเป็นอาหารหวาน เช่นทำไข่หวาน และไส้ขนมต่างๆ

ถนอมอาหารด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน

รสชาติถูกลิ้น เป็นอาหารยอดฮิต ไข่เค็มไชยาเป็นการถนอมอาหารชนิดหนึ่งเพื่อเก็บไว้กินนานๆ เป็นภูมิปัญญาที่ชาวไชยารู้จักทำมาตั้งแต่โบราณเนื่องจากในท้องที่อำเภอไชยา เป็นพื้นที่ที่มีการทำนามากที่สุดในจังหวัดสุราษฎร์ธานี การเลี้ยงเป็ดของชาวไชยามีเกือบทุกบ้านของผู้ที่มีอาชีพทำนา การเลี้ยงเป็ดส่วนใหญ่จะเลี้ยงแบบปล่อยทุ่ง เป็ดมักจะหาอาหารธรรมชาติในทุ่งนาอาทิ ปู ปลา หอย และชาวบ้านจะเสริมอาหารเป็ดด้วยข้าวเปลือก

ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้คุณภาพของไข่เป็ดแดงไม่มีกลิ่นคาว และวิธีการทำไข่เค็มไชยาค่อนข้างจะมีลักษณะพิเศษกว่าที่อื่นตรงที่มีการหุ้มด้วยดินและเคลือบด้วยขี้เถ้าแกลบ ซึ่งไข่เค็มที่อื่นมักจะใช้วิธีดองด้วยน้ำเกลือ ดังนั้นไข่เค็มไชยาจึงได้รับความนิยมและหาซื้อเป็นของฝากยอดฮิตสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านจังหวัดสุราษฎร์ธานี

เกษตรกรบางรายสอดไส้ ลดต้นทุน แต่เสียชื่อ

จากรสชาติและคุณสมบัติพิเศษเฉพาะของไข่เค็มไชยา จึงเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งในและต่างจังหวัดสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการแปรรูปไข่เค็มบางรายหาวิธีลดต้นทุนการผลิตและลดปัญหาการจัดการกับไข่สดด้วยการนำเข้าไข่เป็ดสดจากต่างจังหวัดที่มีราคาถูกมาผลิตและแปรรูปพร้อมกับติดเครื่องหมายการค้าระบุว่าเป็นไข่เค็มไชยาแท้ ซึ่งรสชาติ และคุณภาพของไข่เค็มดังกล่าวมีความแตกต่างจากไข่เค็มไชยาดั้งเดิม

วิธีดังกล่าวมีการทำกันอย่างแพร่หลายและนับวันจะทวีมากยิ่งขึ้น ฉะนั้นผลที่ตามมาจึงกระทบกับเกษตรกรผู้เลี้ยงเป็ดในพื้นที่ รวมไปถึงผู้ผลิตและแปรรูปอย่างมาก อีกทั้งผู้บริโภคเองยังไม่ได้ทานไข่เค็มไชยาที่แท้จริง

สำนักงานงานปศุสัตว์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวจึงจัดโครงการอาหารปลอดภัย พร้อมร่วมกับอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาผลิตภาพการเลี้ยงเป็ดไข่ รับรองการผลิตและแปรรูปไข่เค็ม และรับรองแหล่งผลิตสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของไข่เค็มไชยา ทั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิเกษตรกรผู้เลี้ยงเป็ดไข่,ผู้ผลิตและแปรรูปไข่เค็มในอำเภอไชยา รวมไปถึงคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคไข่เค็มไชยาด้วย ผลิตไข่เค็มไชยาแท้

เน้นแต่คุณภาพ

ร้าน “ราเชนไข่เค็ม”เป็นหนึ่งผู้ผลิตและแปรรูปไข่เค็มไชยาด้วยระบบ GI โดยมีคุณอารยา เชื้อกลัน หรือคุณปอ อยู่บ้านเลขที่ 90 หมู่ 4 ต.เลม็ด อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี และเป็นเจ้าของร้านเล่าให้ทีมงานฟังว่าทำอาชีพไข่เค็มมากว่า 10 ปี แต่ครั้งแรกเริ่มต้นจากครอบครัวที่มีฟาร์มเลี้ยงเป็ด แล้วตัวเธอมีหน้าที่ช่วยทางบ้าน พอโตขึ้นเลยสานต่ออาชีพนี้อย่างเต็มรูปแบบ

ต่อมาไม่นานได้ชักชวนเพื่อนบ้านที่มีอาชีพเดียวกันและเลี้ยงเป็ดรายละเล็กน้อยมารวมตัวกันแล้วจึงจัดตั้งเป็นกลุ่มขึ้นมาชื่อกลุ่มวิสาหกิจชุมชน อ.ไชยา เพื่อร่วมมือกันผลิตไข่เค็มคุณภาพของแท้แน่นอน ไม่ได้นำไข่เป็ดจากแหล่งที่อื่นมาปะปน และไม่มีสารเจือปน เป็นการเลี้ยงเป็ดแบบธรรมชาติ สำหรับฟาร์มเลี้ยงเป็ดของคุณอารยามีอยู่จำนวน 6 พันตัว ส่วนสมาชิกเลี้ยงกันรายละ 200-500 ตัว เป็นเป็ดพันธุ์กากีแชมเปญที่นำมาจากสุพรรณบุรี และเป็นพันธุ์ที่ชาวบ้านในอำเภอไชยานิยมเลี้ยงกัน

“ที่บอกว่าเป็นไข่เค็มไชยาที่มีคุณภาพแท้นั้น เวลาซื้อไข่เค็มไปแล้วลองผ่าดูไข่แดง ถ้าเป็นไข่ไชยาแท้เนื้อไข่แดงจะเนียนเป็นทราย ส่วนไข่ขาวจะนุ่มไม่เค็มมาก แต่ถ้าไม่มีลักษณะดังกล่าวแสดงว่าไม่ใช่ แต่ไข่จะมีสีแดงเหมือนกัน สรุปคือต่างกันที่เนื้อไข่แดง”

สำหรับขั้นตอนการผลิตไข่เค็ม GI นั้นจะมีวัสดุที่ประกอบด้วยไข่เป็ดสด,ดินจอมปลวกบดละเอียด 3-5 ส่วน,เกลือป่น 1-2ส่วน,น้ำบ่อ/น้ำบาดาลหรือน้ำสะอาดแล้วแต่ความเหมาะสมของพื้นที่และขี้เถ้าแกลบ

โดยมีขั้นตอนทางทำคือจะต้องคัดขนาดของไข่เป็ดคือขนาดใหญ่และกลาง ในกรณีที่ไข่สกปรกมากจะต้องใช้ผ้าชุบน้ำหมาดเช็ดทำความสะอาดก่อนจากนั้นจึงพอกด้วยดินที่เตรียมไว้

การเตรียมดินที่ใช้พอกไข่สามารถเตรียมได้โดยตวงดินและเกลือในอัตราส่วนข้างต้น แล้วเติมน้ำพอประมาณ แช่พักทิ้งไว้เป็นเวลา 1 คืน จากนั้น จึงผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน อย่างไรก็ตามผู้ผลิตบางรายอาจไม่แช่ค้างคืน

ภายหลังที่เตรียมดินแล้วให้นำไปใส่ในกะละมังขนาดใหญ่ จากนั้นนำไข่ที่เตรียมไว้ชุบลงไปในกะละมัง ชุบให้ทั่วทั้งฟอง แล้วจึงนำมาคลุกด้วยขี้เถ้าแกลบทันที เหตุผลของการคลุกขี้ถ้าแกลบเพื่อป้องกันไม่ให้ไข่ที่พอกติดกันแล้วยังป้องกันการระเหยของน้ำ จากนั้นจึงนำไข่ที่พอกเสร็จมาวางเรียงทับซ้อนเป็นชั้นและโรยปิดด้วยขี้เถ้าแกลบเพิ่มเติม แล้วมาถึงขั้นตอนสุดท้ายคือการบรรจุไข่ลงในถุงพลาสติกก่อนที่จะนำไปใส่ในกล่องกระดาษที่มีรายละเอียดของผู้ผลิต วัน/เดือน/ปี ในการนำไปบริโภคในแบบต่างๆ

คุณปอ บอกว่า จำนวนไข่ที่ทำแต่ละครั้งจะต้องดูสภาพอากาศในช่วงเวลานั้นประกอบด้วย ทั้งนี้อาจมีผลต่อความเสียหายหากขายไม่หมด แต่โดยเฉลี่ยจะทำอยู่ประมาณวันละ 560 ฟอง ส่วนอาหารที่ให้เป็ดคือข้าวเปลือก หัวกุ้ง และอาหารของเป็ดที่ต้องใช้วันละประมาณ 15 กระสอบ

“เวลาสั่งพันธุ์เป็ดมักจะสั่งเป็นเป็ดสาวอายุ 6 เดือนที่เพิ่งให้ไข่เป็นไข่ขนาดเล็ก พอเป็ดอายุได้ประมาณ 9-10 เดือนจะได้ไข่ที่มาตรฐาน แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาหารที่ใช้เลี้ยงกับสภาพแวดล้อมด้วย เป็ดแต่ละรุ่นมีความสามารถในการให้ไข่ที่มีคุณภาพได้ราว 1 ปี หลังจากนั้นคุณภาพไข่จะลดลงซึ่งไม่เหมาะนำมาทำไข่เค็มเพราะเปลือกบาง ดังนั้นเป็ดชุดที่ไม่เหมาะให้ไข่จะจำหน่ายให้พ่อค้าเพื่อนำไปใช้ทำเป็ดตุ๋นต่อไป”

เจ้าของร้านขายไข่เค็ม เผยว่า ตอนนี้อาชีพทำไข่เค็มใช้ทุนมาก ส่วนกำไรแทบมองไม่เห็น เพราะวัตถุดิบทุกชนิดต้องซื้อทั้งนั้น อย่างแกลบจะสั่งโดยตรงใส่รถสิบล้อมาจากเพชรบูรณ์ ตกกระสอบละ 60 บาท ,ดินจอมปลวกซื้อมาถุงขนาด 12 กิโลกรัมราคาถุงละ 30 บาท ,เกลือสั่งเป็นกระสอบละ 30 กิโลกรัม นอกจากนั้นจะเป็นค่ากล่องกระดาษใบละ 2.50 บาท,เชือกฟาง ถุงพลาสติก ซึ่งทั้งหมดล้วนปรับขึ้นราคาพร้อมกัน แต่เหตุผลที่ยังคงทำอยู่ได้เพราะเลี้ยงเป็ดเอง

คุณอารยา กล่าวว่า เดิมยังไม่มีร้านเป็นแหล่งจำหน่ายเอง แต่จะผลิตไข่เค็มส่งให้กับร้านขายของฝากแหล่งใหญ่ เธอเล่าว่าช่วงนั้นขายส่งดีมากมีรายได้เดือนละเป็นล้านบาท ทำเพียงสองปีต้องหยุดเพราะติดเงื่อนไขค่าตอบแทนลดลง อีกทั้งเขาหันมาทำไข่เค็มเองเพราะคุ้มกว่า

“สถานการณ์ค้าขายไข่เค็มในปัจจุบันทำกันมาก ยิ่งมีไข่ต่างถิ่นเข้ามาตียิ่งทำให้ขายลำบากมากขึ้น คุณภาพรสชาติความอร่อยของไข่เค็มแท้กับไข่เค็มเทียมจะแตกต่างกัน ซึ่งหากดูจากภายนอกคงลำบากเพราะเหมือนกัน ดังนั้นข้อแนะนำมีเพียงอย่างเดียวคือต้องผ่าออกดูภายหลังที่ซื้อมาแล้ว และไม่ว่าจะเป็นไข่แท้หรือเทียมควรจดจำร้านนั้นไว้ให้แม่นยำ ทั้งนี้เพื่อเป็นข้อมูลในการพิจารณาซื้อในคราวต่อไป”

การเดินทางมาร้านของคุณปอมีจุดสังเกตร้านคือถ้าขับมาจากกรุงเทพฯเพื่อเข้าสุราษฎร์ธานี เมื่อเลยแยกสวนโมกข์ ร้านจะอยู่ฝั่งซ้ายมือเลยโรงเรียนกาญจนามาเล็กน้อย เป็นร้านที่ชื่อว่า “ราเชนไข่เค็ม”

อยากเชิญชวนทุกท่านถ้ามีโอกาสแวะจังหวัดสุราษฎร์ธานีให้ลองมาซื้อไข่เค็มไชยาจากร้านราเชน เพราะท่านจะได้ทานไข่เค็มแท้ที่มีรสชาติถูกใจ แน่นอน…เพราะเมื่อนึกถึงไข่เค็มต้องที่อ.ไชยา แต่หากเป็นไข่เค็มที่มีรสชาติอร่อย รสเค็มกำลังพอดี เนื้อไข่แดงมันแล้วต้องที่ร้าน “ราเชนไข่เค็ม”เท่านั้น โทร.สอบถามเส้นทางได้ที่คุณอารยา หรือ คุณปอ โทรศัพท์ 088-4484655

จังหวัดน่าน เป็นจังหวัดหนึ่งในไม่กี่จังหวัด ที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ วัฒนธรรม สร้างความเป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดให้ติดตาตรึงใจผู้ที่ไปเยี่ยมเยือนให้ได้เห็นอยู่เสมอ

สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เลือกจังหวัดน่าน เป็นจังหวัดนำร่อง ในการส่งเสริมการนำมาตรฐานไปใช้ในสถานศึกษาระดับมัธยม ด้วยเหตุผลที่โรงเรียนหลายแห่งในจังหวัดน่าน มีโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาหลายแห่ง ที่ยังคงหลักสูตรการสอนในเชิงวิชาชีพ เพื่อนำทักษะที่ได้ไปประกอบอาชีพในอนาคต อีกทั้งยังมีโรงเรียนหลายแห่งเป็นโรงเรียนประจำ รับนักเรียนที่มีปัญหาครอบครัว ขาดความพร้อม และมีภูมิลำเนาห่างไกล จำเป็นต้องพักค้างที่โรงเรียน เป็นเสมือนโรงเรียนกินนอน ดังนั้น ภาระค่าใช้จ่ายเรื่องปากท้องก็เป็นส่วนหนึ่งที่โรงเรียนต้องรับผิดชอบ และการทำการเกษตรภายในโรงเรียน เพื่อให้ได้ผลผลิตมาใช้เป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหาร ก็เป็นวิธีหนึ่งในการลดภาระค่าใช้จ่ายภายในโรงเรียน

มกอช. เลือกโรงเรียน 6 แห่ง ที่จังหวัดน่าน เป็นโรงเรียนนำร่อง ในการส่งเสริมมาตรฐาน GAP (Good Agriculture Practice) ให้ได้อาหารปลอดภัย และนักเรียนปฏิบัติได้จริง แท้จริงแล้ว มกอช. เห็นความสำคัญของการส่งเสริมมาตรฐานสินค้าเกษตรในสถานศึกษา ซึ่งมีโครงการที่เกี่ยวข้อง 3 ระดับ ได้แก่ ระดับมหาวิทยาลัย (ความร่วมมือโครงการพัฒนาหลักสูตรผู้ตรวจประเมินตามมาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์ในระดับมหาวิทยาลัย) ระดับอาชีวศึกษา (โครงการเกษตรเพื่อชีวิต) และระดับมัธยมศึกษา (โครงการส่งเสริมการนำมาตรฐานไปใช้ในสถานศึกษาระดับมัธยม)

มกอช. เล็งเห็นว่า การผลิตที่ดีต้องเริ่มต้นที่ฟาร์ม โดยการนำมาตรฐาน GAP มาใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อให้ผลิตผลสินค้าเกษตรมีคุณภาพ ปลอดภัยต่อการบริโภค ซึ่งโดยทั่วไปแล้วกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งส่งเสริมและยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานที่เกษตรกรโดยตรง

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความตระหนักในเรื่องการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยอย่างยั่งยืน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย มกอช. และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จังหวัดน่าน อาทิ สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตรน่าน จึงร่วมกันดำเนินโครงการส่งเสริมการนำมาตรฐานไปใช้ในสถานศึกษาระดับมัธยม

วัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมการนำมาตรฐานไปใช้ในสถานศึกษาระดับมัธยม และสร้างสื่อการเรียนรู้ในรายวิชาชีพเกษตร มีกลุ่มเป้าหมายคือ สถานศึกษาระดับมัธยม ที่มีการผลิตสินค้าเกษตรในพื้นที่จังหวัดน่าน จำนวน 6 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนบ่อเกลือ อำเภอบ่อเกลือ โรงเรียนมัธยมพระราชทานเฉลิมพระเกียรติ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ โรงเรียนน่านปัญญานุกูล อำเภอภูเพียง โรงเรียนน่านประชาอุทิศ อำเภอเมือง โรงเรียนนันทบุรี ในพระบรมราชานุเคราะห์ อำเภอเมือง และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 56 อำเภอเวียงสา และมีนักเรียนเป้าหมายในโครงการ รวมทั้งสิ้น 300 คน

ทั้งนี้ มกอช. ได้นำร่องส่งเสริมการนำมาตรฐานไปใช้ในสถานศึกษาระดับมัธยม ด้วยการจัดกิจกรรมสร้างแปลงสาธิต เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม โดยสร้างความรู้ความเข้าใจแก่คณะครู อาจารย์ และนักเรียน เกี่ยวกับมาตรฐาน GAP สร้างจิตสำนึกทั้งในด้านการผลิตและการบริโภคสินค้าและอาหารที่ปลอดภัย และสนับสนุนให้เกิดการนำองค์ความรู้ไปปฏิบัติได้จริง ด้วยการฝึกปฏิบัติจริงในทุกๆ ข้อกำหนด เพื่อให้มีความพร้อมไปสู่การรับรองตามมาตรฐาน GAP ซึ่งจะทำให้คณะครู อาจารย์ และนักเรียน ได้รับความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องมาตรฐานอาหารปลอดภัย และนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้อย่างถูกต้อง

เดลีเมล รายงานว่า ที่เมืองโมรุนดา รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย นายเกรเซียร์ เลน แมคลีน ชาวนาวัย 69 ปี ได้บันทึกภาพของโครงกระดูก จิงโจ้ ซึ่งยืนแห้งตายเอาไว้ได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตความแห้งแล้งในออสเตรเลีย และสัตว์ป่าจำนวนมากต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อหาอาหารดำรงชีวิตในวิกฤตความแห้งแล้งดังกล่าว

“โครงกระดูกของมันดูสมบูรณ์มากและไม่ถูกแตะต้อง มันไม่ใช่เรื่องปกติ สัตว์อื่นๆ โดยปกติแล้วกระดูกก็จะแยกชิ้นส่วนออกจากกันตอนที่มันตาย” นายแมคลีนกล่าว และเพิ่มเติมว่า ซากสัตว์มักจะถูกกินโดยสัตว์กินเนื้อเช่นสุนัขจิ้งจอก

ประเทศออสเตรเลียกำลังเผชิญความแห้งแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบ 100 ปี และจากการพยากรณ์ของนักอุตุนิยมวิทยา ยังไม่มีวี่แววว่าความแห้งแล้งจะทุเลาลงในเร็วๆ นี้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้เผยแพร่แผนที่ที่เผยให้เห็นระดับความแห้งแล้งของพื้นที่ต่างๆ ซึ่งบางพื้นที่มีฝนตกน้อยมากถึงไม่ตกเลย ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. ถึงวันที่ 6 ส.ค. ที่ผ่านมา

นายแมคลีนกล่าวว่า เขาคิดว่าสภาพอากาศโหดร้ายกับจิงโจ้มากจนคร่าชีวิตมันได้อย่างรวดเร็ว รัฐนิวเซาท์เวลส์มีฝนตกน้อยลงกว่าปกติถึง 20 เปอร์เซนต์ตั้งแต่เดือน ม.ค. ที่ผ่านมา นายแมคลีนกล่าวว่ามันทำให้ฟาร์มของเขาแย่ลงทุกที ชาวนาจำนวนมากเองก็เดือดร้อนจากภัยแล้ง ส่งผลต่อพืชผลและปศุสัตว์ ชาวนาบางคนต้องจ่ายเงิน จำนวนมากซื้อฟางเป็นอาหารให้กับสัตว์ในฟาร์ม

จากวิกฤตภัยแล้งรุนแรงนี้ทำให้ชาวนาบางคนจำเป็นต้องเลือกหนทางที่โหดร้ายอย่างการยิงสัตว์ในฟาร์มของพวกเขาทิ้ง รัฐ-เอกชน-ประชาสังคม ร่วมหาทางออกปัญหาขยะไทย ในงาน SD Symposium 2018 แนะใช้ 3Rs Reduce-Reuse-Recycle ตั้งแต่ต้นทาง เพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันปัญหาขยะถือเป็นสิ่งที่ทั่วโลกต้องเผชิญ เนื่องจากส่งผลต่อระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งผู้คนอย่างมาก ซึ่งในส่วนของประเทศไทย มีรายงานสถานการณ์มลพิษประจำปี 2559 โดยกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า มีปริมาณขยะมูลฝอยทั่วประเทศถึง 27.04 ล้านตัน หรือคิดเป็น 74,073 ตันต่อวัน แต่ได้รับการกำจัดอย่างถูกวิธีเพียง 9.59 ล้านตันเท่านั้น ที่เหลือเป็นการเผาและนำไปเทกองรวม ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบตามมาอย่างมหาศาล

ดังนั้น เพื่อเป็นการหาทางออกให้กับการจัดการปัญหาขยะของประเทศ ในงาน “SD Symposium 2018 (Sustainable Development Symposium 2018)” ภายใต้แนวคิด “Circular Economy: The future we create” เอสซีจีจึงได้จัดเสวนาในหัวข้อ “Circular Waste Value Chain” โดยมีตัวแทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องร่วมพูดคุยหาแนวทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ได้แก่ “ธนา ยันตรโกวิท” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย, “สุวรรณา จุ่งรุ่งเรือง” รองปลัดกรุงเทพมหานคร, “สินชัย เทียนศิริ” ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (TIPMSE) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, “ศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ” Vice President – Polyolefins and Vinyl Business ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี และ “เพชร มโนปวิตร” องค์กรสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN)

ชู 3Rs ต้นทางการจัดการขยะ สร้างพฤติกรรมใหม่ให้ประชาชน

“ธนา” กล่าวว่า แม้จะมีการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะหลายฉบับ และเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย แต่ไม่ได้มีใครเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงในการเก็บขยะ ดังนั้น สถ. จึงเป็นหน่วยงานหลัก เนื่องจากมีองค์กรปกครองส่วนถิ่น (อปท.) อยู่กว่า 7,851 แห่ง ซึ่งมีศักยภาพแตกต่างกันไป แต่กว่าร้อยละ 70 ของ อปท. มีรายได้น้อยและไม่ได้รับเงินอุดหนุนที่เพียงพอ

“จากการสำรวจพบว่า อปท. กว่า 3,000 แห่ง ไม่มีรถเก็บขยะและมีสถานที่กำจัดขยะที่ไม่ถูกต้องอีกกว่า 2,810 กอง ซึ่งหลังจากรัฐบาลประกาศปัญหาขยะเป็นวาระแห่งชาติ โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบ จึงมีการวางแผนจัดการขยะแบบองค์รวม ทั้งขยะเก่าที่มีอยู่หรือขยะใหม่ที่จะเกิดขึ้น และการใช้มาตรการทางกฎหมายให้ครอบคลุม รวมถึงการสร้างจิตสำนึกให้ประชาชน”

“ปัญหาขยะที่เกิดขึ้น วงจรสำคัญคือต้นทางที่เป็นผู้บริโภค ซึ่งที่ผ่านมา สถ. ได้รณรงค์ “ใช้น้อย ใช้ซ้ำ ใช้ใหม่” ที่แปลงมาจาก 3Rs โดยให้ อปท. และชุมชน เชื่อมโยงชาวบ้านให้เกิดการคัดแยกขยะ และมีกิจกรรมต่างๆ ทั้งตลาดนัดขยะและผ้าป่าขยะ ทำให้เกิดกลไกการจัดการตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางเพื่อการรีไซเคิล อีกทั้ง สถ. ยังจัดทำโครงการ “From Bin to Bag” หรือการเปลี่ยนจากถังขยะมาเป็นถุงขยะ เพื่อให้มีการคัดแยกขยะก่อนทิ้ง ตลอดจนโครงการ “Fast track to zero waste” เพื่อสร้างชุมชนต้นแบบในการจัดการขยะให้เป็นศูนย์ ด้วยการคัดแยกและกำหนดวันจัดเก็บขยะ”

“อย่างไรก็ตาม การจะทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรมนั้น ทุกหน่วยงานต้องร่วมมือกันอย่างเป็นระบบและมีแนวทางที่ชัดเจน โดยเฉพาะการสร้างจิตสำนึกในการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้ปัญหาปลายทางที่เป็นการกำจัดขยะหมดไป ทั้งยังจะทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สมบูรณ์ได้อีกทางด้วย”

ด้าน “สุวรรณา” กล่าวเสริมว่า การจะทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยเฉพาะการจัดการของเสียเพื่อนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบอีกครั้งนั้น แนวทาง 3Rs ถือว่าสำคัญ เนื่องจากเป็นการรักษาต้นทุนทางธรรมชาติ การจัดการทรัพยากรอย่างเป็นระบบ รวมถึงการใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน โดยเฉพาะผู้ผลิตที่ต้องใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติให้น้อยที่สุดและทำให้นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ขณะที่ผู้บริโภคก็ต้องเลือกใช้สินค้าและบริการที่ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้

“การจัดการขยะของ กทม. เน้นดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการลดการฝังกลบให้เหลือน้อยที่สุดและให้เป็นแนวทางสุดท้าย เนื่องจากเราพยายามลดขยะที่ต้นกำเนิด ไม่ว่าจะเป็นการนำเศษอาหารและพืชผักผลไม้ไปทำปุ๋ย การส่งเสริมการคัดแยกขยะด้วยหลัก 3Rs ให้ครอบคลุม และการสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ลดปริมาณขยะไปได้อย่างมาก”

“แม้ว่าการจัดการขยะของ กทม. จะมีหลายชุมชนประสบความสำเร็จ แต่โมเดลเหล่านั้นกลับไม่ได้ขยายออกไปเพราะไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชน ดังนั้น ทุกฝ่ายจึงต้องร่วมกันส่งเสริมให้คนตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว ที่สำคัญภาครัฐต้องมีแนวทางดำเนินงานที่ชัดเจน ตลอดจนการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมาย เพื่อเชื่อมโยงให้การจัดการขยะเกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่ง กทม. จะร่วมทำงานอย่างบูรณาการ เพื่อสร้างโมเดลต้นแบบการจัดการขยะที่ต่อเนื่องระดับชาติต่อไป”

สร้างศูนย์กลางรับซื้อบรรจุภัณฑ์เก่าและใช้นวัตกรรมการผลิตที่มีประสิทธิภาพ

ขณะที่ “สินชัย” มองว่า การจัดการบรรจุภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็นกระดาษ แก้ว พลาสติก หรือโลหะ ต้องเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นทาง และส่งต่อให้สามารถนำกลับไปใช้ใหม่ได้ ซึ่งที่ผ่านมาการดำเนินงานของ TIPMSE เป็นความร่วมมือของภาคอุตสาหกรรมทั้งผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้บริโภค ผู้แยกขยะ/รับซื้อของเก่า และโรงงานรีไซเคิล ในการสนับสนุน สร้างความรู้ความเข้าใจ และเชื่อมโยงให้เกิดวงจร CLP (Closed Loop Packaging) เพื่อให้การกำจัดขยะไม่ได้เป็นเพียงการทำลาย แต่เป็นการจัดการปัญหาที่ได้ผลตอบแทน

“การจะทำให้ CLP เกิดขึ้นจริงนั้น ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อนด้วยโมเดลทางธุรกิจ ซึ่งอาจเป็นกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise – SE) ที่ให้ผู้สูงอายุเข้ามาร่วมดำเนินงาน โดยต้องมีศูนย์กลางรับบรรจุภัณฑ์หรือของที่ไม่ใช้แล้ว และต้องมีการเก็บข้อมูลปริมาณขยะทุกประเภทก่อน เพื่อหาความคุ้มทุนและแนวทางการขนส่ง จากนั้นควรหาพันธมิตรมาร่วมดำเนินการ โดยเฉพาะภาคเอกชนและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้เริ่มทดลองในลพบุรีและนนทบุรีไปแล้ว”

“วิธีการนี้เป็นอีกทางหนึ่งที่จะทำให้เกิดการแก้ปัญหาขยะได้อย่างยั่งยืน ที่สำคัญคือต้องมีพันธมิตรหลายภาคส่วนมาร่วมกัน โดยเปลี่ยนความคิดจาก “ภาระ” ให้เป็น “ภารกิจ” สร้างความตระหนักให้ประชาชน ด้วยการสร้างแรงจูงใจในการจัดการขยะ ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปพร้อมกัน”

สอดคล้องกับ “ศักดิ์ชัย” ที่มองว่า เศษบรรจุภัณฑ์หรือพลาสติกมีคุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างมาก แต่ส่วนใหญ่มักไม่มีการคัดแยกอย่างถูกต้อง ทำให้เกิดการปนเปื้อนในรูปแบบต่างๆ ดังนั้น โมเดลศูนย์กลางการรับซื้อขยะแบบซาเล้งจึงควรเกิดขึ้น เพื่อให้สามารถนำพลาสติกเหล่านั้นกลับมาใช้ใหม่ได้