จึงต้องสอนคนด้วยซากสัตว์ และรูปปั้นต่างๆ เพื่อให้คนที่เข้าวัด

ได้ศึกษาเรียนรู้การทำความดี ความชั่ว ด้วยตัวเอง โดยภายในวัด ยังได้ปั้น รูปสัตว์ รูปคนที่ทำบาป ทำความชั่ว แล้วตกนรก ไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งได้เปิดให้ญาติโยม ได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ โบสถ์กลางน้ำได้ทุกวัน อีกหนึ่งเรื่องราวสุดประทับใจที่ถูกแชร์ต่อไปในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง จากกรณีที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กแฟนเพจ YouLike (คลิปเด็ด) ได้แชร์สเตตัสมาจากผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Armani Wachirawit Samart โดยมีใจความว่า

ด.ช. วชิรวิทย์ สามารถ อายุ 11 ปี ได้ใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนวาดภาพๆหนึ่งเป็นเวลาจำนวน 79 วัน โดยเริ่มวาดตั้งแต่วันที่ 2 ธ.ค. 2560 – 19 ก.พ. 2561 โดยชื่อผลงานคือ “สืบสานหัวโขนไทยให้ยั่งยืน”
ขนาด 200×200 cm เทคนิค สีน้ำมัน สีอะคริลิก ทองคำเปลว โดยเป็นผลงานที่หนุ่มน้อยวัย 11 ขวบ มุ่งมั่นและตั้งใจมากๆ

ทั้งนี้ชายในภาพที่กำลังนั่งทำหัวโขนอยู่ คือ คุณครูสมชาย ล้วนวิลัย ซึ่งอนุญาตให้นำภาพของคุณครูมาวาด และมาอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของไทยต่อไป ซึ่งได้รับคำชมจากคนในโลกออนไลน์อย่างมากมายถึงฝีมือ และความวิจติรที่เด็กวัย 11 ปีทำออกมาได้อย่างงดงาม

กรณีนายเพชร มโนปวิตร รองหัวหน้ากลุ่มงานอนุรักษ์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ไอยูซีเอ็น) ระบุว่าสถานการณ์ท้องทะเลไทยในช่วง 2 ปี ดีขึ้นมาก โดยพบว่ามีปลาสวยงามและปลาหายากเพิ่มมากขึ้นและตัวใหญ่ขึ้น ปะการังฟื้นตัว ซึ่งชาวประมงพื้นบ้านตั้งข้อสังเกตว่าเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลมีมาตรการกฎ ระเบียบว่าด้วยการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ไม่รายงานและไร้การควบคุม หรือ ไอยูยู ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการท่องเที่ยวทางทะเลของประเทศไทย และอาจถึงเวลาที่ไทยจะต้องทบทวนเครื่องมือประมงบางประเภท เพื่อลดผลกระทบต่อสัตว์ทะเลหายาก รวมไปถึงกำหนดขอบเขตการอนุรักษ์ที่เหมาะสมและครอบคลุมระบบนิเวศทางทะเลที่มีความเชื่อมโยงถึงกันนั้น

รศ.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะกรรมการปฏิรูปประเทศ และกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีกฎหมายที่กำกับดูแลทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจำนวนมาก และมีหลายหน่วยงานกำกับดูแล ในการแก้ไขเดิมกองทัพเรือพยายามเข้ามามีบทบาทโดยระดมทุกหน่วยงานเข้ามาช่วยทำงานภายใต้ชื่อ “ศรชล” แต่กองทัพเรือก็ทำได้เพียงประสานงาน ไม่สามารถทำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ แต่จากนี้ไปจะมีการยกระดับ บูรณาการการทำงานใหม่ ให้มีองค์กรที่มีอำนาจอำนวยการชัดเจน และใช้กฎหมายที่มีอยู่ไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้เป้าหมายการทำงานสัมฤทธิผล

“เรื่องนี้อยู่ในแผนพัฒนาประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ และกำลังมีการผลักดันให้เกิดอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการแบ่งพื้นที่ใช้สอยทางทะเล หรือ Marine spatial planning: MSP ต่อไปจะมีแผนที่รวม มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมทำงาน ขณะนี้เรามีคณะกรรมการส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน” รศ.ธรณ์ กล่าวและว่า เนื่องจากรัฐบาลไทยได้แถลงต่อองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ว่าภายในปี ค.ศ.2030 หรือปี พ.ศ.2573 จะเพิ่มพื้นที่คุ้มครองทางทะเลให้ได้ร้อยละ 10 ของพื้นที่ทางทะเลทั้งประเทศ ซึ่งจะต้องให้ได้จำนวน 32,000 ตารางกิโลเมตร (ตร.กม.) จากที่มีทั้งหมด 320,000 ตร.กม.แต่ขณะนี้มีพื้นที่คุ้มครองทางทะเลเพียง 17,000 ตร.กม. ดังนั้นจึงต้องเร่งดำเนินการจัดหาพื้นที่ให้ครบ

ด้านนายเพชร กล่าวว่า ในส่วนของไอยูซีเอ็นนอกจากติดตามสถานการณ์แล้ว ยังได้ลงพื้นที่ไปส่งเสริมให้เกิดการทำประมงยั่งยืนในชุมชนประมงพื้นบ้านหลายพื้นที่

“ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวทางทะเล หากเราไม่ช่วยกันดูแล ไม่ช่วยกันอนุรักษ์ในอนาคตก็จะไม่เหลือ แต่หากเราทำร่วมกัน เป็นภาพเดียวกัน จะเป็นผลดีต่อประเทศ ทั้งนี้การอนุรักษ์ไม่ได้ห้ามเด็ดขาด แต่อาจจะใช้วิธีการจำกัด และวางขอบเขตพื้นที่ใช้สอย ยกตัวอย่าง มัลดีฟส์ และ ฮ่องกง ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยว มีทะเลและชายฝั่ง มีรายได้จากการท่องเที่ยวเช่นเดียวกับประเทศไทย ปัจจุบันทั้ง 2 แห่งนี้ ได้ประกาศควบคุมการใช้อวนรุน อวนรากในการทำประมงแล้ว เพราะเชื่อว่าห้ามใช้เครื่องมือเหล่านี้ แต่จะได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวมากกว่า” นายเพชร กล่าว

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังกลุ่มเกษตรกรข้าวโพดและมันสำปะหลัง เข้าพบและรายงานสถานการณ์ ว่า ขณะนี้ยังคงมาตรการดูแลการนำเข้าข้าวสาลีและผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในสัดส่วน 3 ต่อ 1 โดยให้ผู้นำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน ต้องรับซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วน ซึ่งจะทบทวนมาตรการเมื่อสถานการณ์ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพียงพอกับความต้องการแท้จริง รวมถึงดูผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย เกษตรกรแข่งขันได้ และคำนึงถึงระเบียบสากลขององค์การการค้าโลก (WTO)ในประเด็นเข้าข่ายกีดกันทางการค้าหรือไม่

ทั้งนี้ หากช่วงไหนไม่มีผลผลิตในประเทศเลย อาจลดเหลือ 2 ต่อ 1 หรือ 1 ต่อ 1 ในช่วงสั้นๆ ซึ่งยังเป็นเพียงแนวคิดยังไม่มีข้อสรุป โดยต้องคำนึงถึงรายได้เกษตรกร และการบริหารจัดการที่เหมาะสม แม้ว่าสัดส่วนของมาตรการจะออกมาเท่าไหร่ กระทรวงพาณิชย์ยังเชื่อมโยงให้โรงงานผลิตอาหารสัตว์รับซื้อข้าวโพดในราคาที่ดี ขอให้เกษตรกรสบายใจได้ ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่ควรต่ำกว่า 7 บาทต่อกิโลกรัม(กก.) ปัจจุบันราคาอยู่ที่ 9.50-9.60 บาท สำหรับหัวมันสำปะหลังสด (เชื้อแป้ง 25%) ปัจจุบันราคาอยู่ที่ 2.40-2.50 บาทต่อกก. ถือเป็นราคาที่สูงมากและเกษตรกรพอใจ

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยังให้ความสำคัญกับการดูแลเสถียรภาพของพืชผลเกษตร ให้เกษตรกรสามารถยืนด้วยขาของตัวเองได้ ด้วยการดำเนินการกลไกต่างๆ ที่มีอยู่ให้เกษตรกรขายของมีกำไร อยู่ได้ ขณะเดียวกันเกษตรกรต้องรวมกลุ่มกัน สร้างความเข้มแข็ง เร่งเพิ่มผลิตภาพการผลิตให้มีคุณภาพ และลดต้นทุนการผลิตด้วย เพื่อให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันได้ เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค เวลาเปลี่ยนรัฐบาลแล้ว เกษตรกรก็ยังสามารถอยู่ได้ เพราะนโยบายการช่วยเหลือจากภาครัฐ เป็นเพียงการเข้ามาช่วยบรรเทา ไม่ได้ยั่งยืนตลอดไป โดยเชื่อว่าแนวโน้มราคาข้าวโพดและมันสำปะหลังปีนี้น่าจะดีพอสมควร ราคาอาจไม่ได้สูงมากเท่าขณะนี้ เพราะอากาศดี ไม่น่าจะมีปัญหาภัยแล้ง ผลผลิตมากขึ้น แต่เชื่อว่าเกษตรกรจะมีกำไรและอยู่ได้

นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย นายกสมาคมการค้าพืชไร่ กล่าวว่า การเข้าพบกระทรวงพาณิชย์ ครั้งนี้ เป็นตัวแทนจากเกษตรกร 22 จังหวัด จากภาคเหนือ กลาง ตะวันออกเฉียงเหนือ และ ตะวันตก รวม 50-60 คน โดยกลุ่มเกษตรกรพอใจกับนโยบายดูแลพืชเกษตรของรัฐบาล ถือว่าประสบความสำเร็จและน่าพอใจ ส่งผลให้เกษตรกรอยู่ดีกินดีขึ้น จนราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ขึ้นมาอยู่ที่ 9 บาทกว่าต่อกก. ส่งผลให้เกษตรกรมีเงินเหลือใช้เลี้ยงชีพ และอยากให้เดินนโยบายมาตรการ 3 ต่อ 1 ต่อไป

กรมอุตุนิยมวิทยา ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ สำหรับบริเวณอ่าวไทยตอนล่างมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวังในระยะนี้ไว้ด้วย

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้และอ่าวไทยเข้าปกคลุมประเทศไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่ ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่างมีกำลังปานกลาง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 12:00 วันนี้ ถึง 12:00 วันพรุ่งนี้
ภาคเหนือ มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย พิจิตร และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 14-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา และบุรีรัมย์ อุณหภูมิต่ำสุด 20-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา และกาญจนบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดชุมพรขึ้นมา ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป ลมตะวันออก ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 19-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่จังหวัดสงขลา กล่าวว่า การสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่ต้อง กระทรวงเกษตรฯ ต้องสนับสนุนและให้ตรงกับความต้องการของเกษตรกรเอง โดยสนับสนุนงบประมาณ ศูนย์บ่มเพาะฯ ละ 50,000 บาท เพื่อพัฒนาพื้นที่ให้พร้อมเป็นแหล่งเรียนรู้ ซึ่งโครงการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น young smart farmer เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2557 ปัจจุบันมี 7,598 ราย

ส่วนในปีนี้ตั้งเป้าหมายพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ 3,280 ราย การตั้งศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ จึงเป็นการสร้างจุดเรียนรู้ และตอบโจทย์ความต้องการในระดับพื้นที่ได้อย่างแท้จริง รวมทั้งเด็กๆ ยุวเกษตรกร เกษตรกรรุ่นใหม่ และผู้ที่สนใจ ได้จะมาศึกษาหาความรู้ ฝึกปฏิบัติจริงในแปลงเรียนรู้ เป็นแหล่งเชื่อมโยง young smart farmer ต้นแบบ เสมือนแหล่งถ่ายทอดความรู้เฉพาะด้านทุกสาขาการเกษตร สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เทคโนโลยีสมัยใหม่ นวัตกรรม หลักการธุรกิจเกษตร การผลิต การแปรรูป และการตลาด ตลอดห่วงโซ่อุปทาน”

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน กรมส่งเสริมการเกษตรจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะแล้ว 27 ศูนย์ และจะตั้งศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่อีก 50 ศูนย์ ให้ครบ 77 จังหวัด ตามโครงการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ ์เพื่อต่อยอดให้เกษตรกรรุ่นใหม่ เป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ที่จะมีเครือข่ายในการทำธุรกิจเกษตร และเป็นผู้นำด้านเกษตร 4.0 นอกจากนี้ศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ยังจะเป็นแหล่งรวบรวมสินค้าเกษตรของเกษตรกรรุ่นใหม่

เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้เครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ในพื้นที่อีกด้วย โดยศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่นี้ จะมี young smart farmer ต้นแบบ เป็นเจ้าของศูนย์ และต้องจะได้รับการคัดเลือกจากกรมส่งเสริมการเกษตร ในคุณสมบัติต่างๆ เช่น มีจิตอาสา ได้รับการยอมรับจากเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ มีความรู้เฉพาะด้าน สามารถถ่ายทอดความรู้ได้เป็นต้น และที่สำคัญจะต้องมีความเป็นผู้ประกอบการด้านการเกษตร สามารถผลิต แปรรูป และมีช่องทางการจำหน่ายผลผลิต ผลิตภัณฑ์ ต่างๆของตนเอง ในส่วนของสถานที่ตั้งศูนย์บ่มเพาะฯ

จะประกอบไปด้วย แปลงเรียนรู้ สถานที่แสดงสินค้า (Show Room) ของเกษตรกรรุ่นใหม่ ในพื้นที่ การคมนาคมสะดวก เข้าถึงได้ง่าย รวมถึงมีสถานที่สำหรับการเจรจาธุรกิจสำหรับเกษตรกรรุ่นใหม่ เป็นสถานที่แลกเปลี่ยน เรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง การจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ทั้ง 77 ศูนย์ทั่วประเทศนี้ จะเน้นกิจกรรมการเกษตรสมัยใหม่ ทั้ง การท่องเที่ยวเชิงเกษตร

เน้นกิจกรรมท่องเที่ยววิถีชุมชนโดยชุมชน การแปรรูปผลผลิตเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารและทำการตลาด การเกษตรผสมผสาน เน้นการปลูกพืชที่หลากหลาย โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของดินแล้วจึงวางแผนการผลิต การออกแบบฟาร์ม และการวางระบบน้ำ สร้างความน่าเชื่อถือให้กับผลผลิต มีมาตรฐานรับรอง ทำการเกษตรแบบปลอดภัย

นำเทคโนโลยีสมัยใหม่และนวัตกรรมต่างๆ มาใช้เช่น การปลูกผักในโรงเรือนที่สามารถควบคุมสภาพอากาศได้ โรงเรือนเพาะเห็ดที่สามารถปรับอุณหภูมิและความชื้นได้ การทำการตลาดหลากหลายใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ เช่น การขายผ่านระบบออนไลน์ ศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่เหล่านี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาภาคการเกษตรของไทยให้เกษตรกรก้าวขึ้น เพื่อให้เป็นผู้ประกอบการเกษตรที่มีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งตนเองได้ ก้าวทันโลกและเทคโนโลยีต่างๆ ได้อย่างภาคภูมิ” นายสมชาย กล่าว

สำหรับศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ จ.สงขลา มีนายกรวิชญ์ มาระเสนา เป็นประธานศูนย์บ่มเพาะฯ อายุ 43 ปี อดีตวิศวกรโยธา เริ่มเข้าโครงการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้เป็น young smart farmer ตั้งแต่ปี 2557 ทำการเกษตรปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ใช้การตลาดนำการผลิต ด้วยการมองหาความต้องการของลูกค้าว่าชอบผักประเภทไหนมากที่สุด แล้วจึงปลูกผักชนิดนั้นเป็นอย่างแรก แล้วจึงตามด้วยผักชนิดอื่นรองลงมาตามความต้องการ นอกจากนี้ยังใช้การปลูกพืชสลับพืชอื่นคู่กับผักไทยในโรงเรือนเดียวกัน ซึ่งแนวทางนี้ช่วยทำให้พืชสามารถเจริญเติบโตแบบเกื้อกูลกัน แล้วนำมาด้วยการช่วยลดต้นทุนทั้งค่าปุ๋ยและอาหารเสริม ขณะเดียวกัน ได้ใช้ความรู้จากวิชาชีพวิศวกรด้วยการออกแบบโรงเรือนให้มีความประหยัด

ความฝันของมนุษย์เงินเดือนคือได้ไปเที่ยวสูดอากาศบริสุทธิ์ในป่าธรรมชาติยามเมื่อมีวันหยุดยาว หลังจากที่ผจญกับชีวิตซ้ำซากและอากาศที่เต็มไปด้วยมลพิษในเมืองใหญ่ บ้านเราถ้าหน้าหนาวก็จะไปเที่ยวภาคเหนือ ภาคอีสาน เพื่อสัมผัสลมหนาว ถ้าเป็นหน้าร้อนต้องนึกชายทะเลภาคตะวันออกหรือภาคใต้ ถ้าอย่างนั้นเราลงภาคใต้กันเลยนะครับ

ช่วงปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา หนุ่มๆ ขบวนการท่องเที่ยวของผมได้ชักชวนไปเที่ยวเกาะคอเขา ซึ่งเป็นตำบลหนึ่งของอำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา เกาะคอเขาตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำตะกั่วป่า เป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ราบเรียบคล้ายสันทราย ด้านฝั่งตะวันตกของเกาะหันหน้าสู่ทะเลอันดามัน ส่วนด้านฝั่งตะวันตกเป็นป่าโกงกาง เกาะยาวประมาณ 15 กิโลเมตร กว้าง 5 กิโลเมตร ที่นี่เป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญ เมื่อหลายร้อยปีก่อนมีคนอาศัยอยู่จำนวนมาก สันนิษฐานว่าอาจเป็นศูนย์กลางการค้าทางเรือแห่งหนึ่งของอาณาจักรศรีวิชัย เพราะพบซากตึกโบราณก่อด้วยอิฐ เศษเครื่องแก้วของเปอร์เซีย เครื่องปั้นดินเผาสมัยราชวงศ์ถัง และลูกปัดสมัยโบราณ เรื่องนี้ไว้วันหลังค่อยมาเล่าสู่กันฟัง

เพราะจุดประสงค์สำคัญไม่ได้มาเกาะคอเขาเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์แต่มาเพื่อดูธรรมชาติ แต่เนื่องจากเรามาในช่วงบ่ายทำให้มีเวลาบนเกาะคอเขาไม่นานนัก ฝนยังคงปรอยๆ และทะเลมีคลื่นทำให้เราไม่อยากข้ามฟากตอนกลางคืนสักเท่าไร เราจอดรถไว้ที่ท่าเรือข้ามเรือขนาดเล็กที่บรรทุกคนและรถเครื่อง (รถจักรยานยนต์) เท่านั้น ผมนั่งไปด้วยความไม่สบายใจนักเพราะแทบจะเหมือนกันทุกที่ของเรือโดยสาร ตามมาตรฐานในประเทศไทยคือไม่มีเสื้อชูชีพและห่วงยาง

ใช้เวลา 10-15 นาทีก็ถึงเกาะ เห็นชาวบ้านและนักท่องเที่ยวชาวตะวันออกไม่กี่คน ขอบอกว่าเหมาะกับการพักผ่อนเป็นส่วนตัวจริงๆ เราเหมารถเข้าไปถนนเส้นกลางเกาะ แล้วให้ปล่อยเราลงตรงที่หมายตามที่นักพฤกษศาสตร์อิสระเพื่อนเราที่ชื่อ คุณณรงค์ ครองชนม์ หรือ คุณเล็ก กำหนด เพราะคุณเล็กชอบปลูกกล้วยไม้และหม้อข้าวหม้อแกงลิงมาก และมีความเชี่ยวชาญหม้อข้าวหม้อแกงลิงบริเวณภาคใต้แทบทั้งหมด ด้วยความเป็นลูกเกษตรแม่โจ้ที่รักต้นไม้และธรรมชาติเราจึงมาดูหม้อข้าวหม้อแกงลิงได้วันนี้

สภาพพื้นที่บนเกาะคอเขาวันนั้นที่เราไปเป็นช่วงปลายปี ก็ยังฝนตกโปรยปรายเล็กน้อย มอสส์เขียวที่กระจายอยู่ตามใต้ต้นไม้พุ่มเล็กๆ ก็ยังมีให้เห็น ต้นหยาดน้ำค้าง เริ่มเจริญเติบโตขึ้นมาเป็นหย่อมๆ ตามพื้นทรายละเอียดชั้นบน ดูขาวโพลนไปหมด ต้นหยาดน้ำค้างเล็กๆ กำลังผลิต้นเหมือนผลิดอก ต้นสีแดงสดเหมือนใครมาบ้วนน้ำหมากกระเซ็นทั่วไป จัดกับพื้นทรายสีขาวยิ่งดูชัดเจนมาก พืชบ้างต้นไม่รู้จักแต่มีขนาดเล็กมากกำลังออกดอกสีสวย แต่บังเอิญกล้องที่เอาไปไม่สามารถบันทึกภาพได้เนื่องจากมีขนาดเล็กมาก จำเป็นต้องใช้กล้องที่มีคุณภาพและเลนส์ซูม จึงสามารถดึงภาพออกมาได้เป็นที่น่าเสียดาย

ทุ่งหญ้าสะวันนาบนเกาะคอเขา

จุดประสงค์ที่ไปวันนี้คือไปดูต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่อยู่ในธรรมชาติที่บนเกาะคอเขา จากจุดบนถนนที่รถเช่าปล่อยเราลงเดินเข้าไปก็เห็นสภาพธรรมชาติไปเรื่อยๆ บนเกาะคอเขาเป็นพื้นที่คล้ายกับสภาพทุ่งหญ้าสะวันนา เพียงแต่พื้นของเราเป็นทรายบนหน้าส่วนลึกลงไปเป็นดินดำ พบทุ่งหญ้าและต้นไม้พุ่มเตี้ยประปราย อยู่เป็นกลุ่มห่างๆ กัน ทุ่งหญ้าแบบนี้พบได้ในทวีปแอฟริกาและออสเตรเลีย ส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็พอมีให้เห็น ในแผนที่ของประเทศไทยมักระบุว่าเป็นพื้นที่ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์

ในป่าโปร่งแถบนี้เป็นป่าไม้เบญจพรรณ ซึ่งมี ต้นเสม็ด ต้นพะยอม ต้นยางนาเป็นไม้ใหญ่ของที่นี่ ต้นลูกธูปกำลังออกดอกสีม่วงแดงสวยงาม ต้นลูกธูปเป็นชื่อเรียกภาษาท้องถิ่น ในภาษากลางอาจเป็นต้นโคลงเคลงช้าง ผู้เขียนก็ไม่แน่ใจ ต้นชบาช้างซึ่งมีใบขนาดใหญ่แต่ตอนเราไปดอกโรยแล้วเหลือแต่ผล จึงไม่สามารถถ่ายรูปมาให้ดูได้

บนต้นไม้ขนาดย่อมนี้ยังมีกล้วยไม้หลายชนิดให้ดู เช่น แส้พระอินทร์หรือหวายตะมอย dendrobium crumenatum เป็นกล้วยไม้สกุลหวายพื้นเมืองที่จังหวัดพังงามีอยู่ทั่วไป กล้วยไม้ชนิดนี้ดอกสีขาวเล็กๆ มีกลิ่นหอมมาก ถ้าดอกบานจะได้กลิ่นทันทีเวลาเดินป่า แต่เสียดายกล้วยไม้ชนิดนี้บานเพียงแค่วันเดียว วันที่ไปเจอแต่ต้น ดอกไม่มีบาน แต่โชคดีเจอกล้วยไม้สกุลสิงโตรวงข้าว Bulbophyllum ชนิดหนึ่ง แต่ไม่กล้าฟันธงว่าเป็นชนิดไหนเพราะคล้ายๆ กันมาก

ส่วนหม้อข้าวหม้อแกงลิงพระเอกของเรื่องนี้ต้องเข้าไปไกลกว่านี้ตามทางได้แต่ชมต้นไม้ไปเรื่อยๆ มาถึงบริเวณหนึ่ง คุณเล็กบอกว่ามีรอยเสือ เป็นต้องสะดุ้ง แต่เป็นเสือปลาดูรอยเท้าแล้วมีขนาดแค่ตัวเท่าหมาเท่านั้นเองค่อยคลายใจหน่อย หลังจากนั้นก็เริ่มเห็นหม้อข้าวหม้อแกงลิงประปราย จนเดินลึกเข้าไปเรื่อยจึงเห็นหม้อข้าวหม้อแกงลิงจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนใกล้หนองน้ำจึงพบเป็นจำนวนมาก

หม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นพืชยุคไดโนเสาร์

หม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นพืชยุคไดโนเสาร์ ถ้าอยู่ที่สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมมีอายุได้เป็นหลายสิบปี คุณเล็ก บอกว่า “ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ มีเหง้ารากสะสมอาหารเป็นเถาเลื้อย ถ้าพื้นที่มีสภาพแห้งแล้งต้นจะตาย เมื่อความชื้นเหมาะสมก็จะเจริญเติบโตขึ้นมาใหม่ ต้นที่มีอายุมากจะเป็นเถาเลื้อยเกาะกับสิ่งที่อยู่ใกล้ไต่ขึ้นไปบนยอด ต้นเป็นพืชชนิดไม่สมบูรณ์เพศ ต้นตัวเมียกับต้นตัวผู้อยู่คนละต้นกัน

แต่ทั้งสองต้นจะมีหม้อซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของใบ ต้นตัวเมียช่อดอกจะมีรังไข่ ส่วนต้นตัวผู้จะมีอับเรณูที่เก็บเกสรตัวผู้ จึงจำเป็นต้องมีพาหะในการผสมพันธุ์ ซึ่งได้แก่แมลงเกือบทุกชนิดในบริเวณนั้น พืชกินแมลงจะมีถิ่นกำเนิดในสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งและดินไม่ดี การได้ธาตุอาหารอย่างเดียวโดยทางรากนั้นไม่พอเพียงเนื่องจากดินไม่ค่อยมีสารอาหารจึงจำเป็นต้องมีหม้อขึ้นมาเพื่อดักแมลงมาเพื่อใช้สังเคราะห์อาหารอีกด้วย”

หม้อของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง มีหม้อสองหม้อ หม้อล่างจะสังเกตว่ามีสายดิ่งอยู่หน้าหม้อ ปากหม้อจะผลิตน้ำตาลล่อแมลงเดินดินที่อยู่พื้นล่างเข้ามากิน ส่วนหม้อบนจะมีสายดิ่งอยู่ด้านหลัง และผลิตน้ำตาลและกลิ่นเหม็นหรือหอมแตกต่างกันเพื่อล่อแมลงปีกบินเข้ามากิน หลังจากนั้น หม้อก็จะปล่อยสารย่อยสลายซากแมลงเหล่านั้นเพื่อดูดกลืนสารอาหาร อายุหม้อใบหนึ่งจะมีอายุประมาณ 4 เดือน

ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง 3 สายพันธุ์ ของเกาะคอเขา

มิลาบิลิส (Mirabilis) หม้อบนจะมีสีเขียวอมชมพู หม้อล่างมีสีชมพูแดง หม้อมีเอวกิ่ว ไม่มีจุด ขนาดเล็ก พบทั่วไปเกือบทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย ในต่างประเทศพบที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย

ไวกิ้ง (Viking) พบที่เกาะคอเขา จังหวัดพังงา และจังหวัดตรัง ทรงกลมคล้ายเรือไวกิ้ง มีสีแดง แต่หม้อบนจะยาวกว่าและสีอ่อนกว่าหม้อล่าง อันดามันนา (Andamana) พบที่เกาะคอเขาแห่งเดียว หม้อบนจะยาวสีเขียวอมเหลือง หม้อล่างมีสีแดง ปากเขียวหรือลาย เกาะคอเขาเป็นสถานที่ที่ยังมีธรรมชาติหลงเหลืออยู่มาก เนื่องจากความเจริญยังรุกเข้าไม่ถึง สภาพพื้นที่ยังรกร้างว่างเปล่าเป็นส่วนใหญ่ ประชาชนที่อยู่อาศัยค่อนข้างเบาบาง มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาพักบ้าง เมื่อพบความเป็นส่วนตัว ไม่มีคนพลุกพล่านก็อยากกลับมาเที่ยวใหม่ บนเกาะมีโรงแรมที่ทันสมัยไว้บริการนักท่องเที่ยวอย่างเพียงพอ