จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาล และกรมการค้าภายใน ที่ทำหน้าที่

กำกับดูแลเร่งทบทวนผลกระทบจากมาตรการประกันราคารับซื้อข้าวโพด และการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์บ้าง เช่นเดียวกับที่ได้ช่วยดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดมาตลอด นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าร่วมกับธนาคารออมสิน และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จัดทำโครงการแฟรนไชส์สร้างอาชีพเพื่อผู้มีรายได้น้อยต่อยอดจากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของรัฐบาล สนับสนุนให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงดูตนเองได้อย่างยั่งยืน

ซึ่งเป็นการลดปัญหาช่องว่างระหว่างคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย ส่งผลเชิงบวกให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นในภาพรวม โดยเป็นการคัดเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่ใช้เงินลงทุนไม่สูงประมาณ 50 ยี่ห้อ มาพบกับประชาชนผู้มีรายได้น้อย 200 ราย และมีแผนจะดำเนินการลักษณะเดียวกันนี้ตามภูมิภาคต่างๆ เบื้องต้นพบว่าผู้มีรายได้น้อยสนใจประกอบธุรกิจ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มขนาดเล็ก การลงทุนตั้งแต่ 1-5 หมื่นบาท

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ธนาคารได้เตรียมวงเงินเพื่อสนับสนุนผู้มีรายได้น้อยในการสร้างอาชีพ 3 พันล้านบาท เฉลี่ยหากมีการกู้เพื่อลงทุนรายละ 3 หมื่นบาท ก็จะมีผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงแหล่งทุนประมาณ 1 แสนราย ซึ่งผู้มีรายได้น้อยสามารถขอวงเงินสินเชื่อสูงไม่เกิน 1 ล้านบาท ปีแรกปลอดดอกเบี้ย และปีต่อไปคิดดอกเบี้ย 0.50-1.00% ต่อเดือน โดยสมัครขอสินเชื่อได้ถึงเดือนมิถุนายน 2561

พิษณุโลก – หลังจากทางจังหวัดพิษณุโลก เปิดพื้นที่ให้ชาวนานำข้าวสารมาวางจำหน่ายในตลาดนัดเกษตรถนนราชดำเนิน หน้าอำเภอเมืองพิษณุโลก หลังจากเจอวิกฤตราคาข้าวสารตกต่ำ มีเกษตรกรร่วม 10 กลุ่ม นำข้าวสารมาขายโดยเฉพาะวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปรับปรุงคุณภาพชาวบ้านหางไหล หมู่ที่ 4 ตำบลมะต้อง อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก นับเป็นกลุ่มชาวนาที่มีความเข้มแข็งมาก สมาชิกในกลุ่ม 50 ราย ซึ่งปลูกข้าวหอมมะลิปลอดสารเคมีเป็นหลัก โดยทางกลุ่มรับซื้อและสีเป็นข้าวสารแพ็กใส่ถุง และนำมาจำหน่ายที่ตลาดนัดเกษตรกรทุกวันจันทร์และศุกร์ และที่ถนนคนเดินพิษณุโลกทุกวันเสาร์ จนมีลูกค้าขาประจำมาอุดหนุนขายได้ถึง วันละ 200 กิโลกรัม

นายสุรียา ช้างรบ กรรมการกลุ่มปรับปรุงคุณภาพข้าวบ้านหางไหล เผยว่า ได้รวมกลุ่มเกษตรในพื้นที่ได้ 3 ปีแล้ว ปลูกข้าวพันธุ์หอมมะลิ ข้าว กข พิษณุโลก 2 รับซื้อข้าวปลูกจากสมาชิกในราคาสูงกว่าราคาโรงสี เช่น โรงสีให้ตันละ 6,000 บาท แต่กลุ่มซื้อ 8,000 บาท เพราะได้เงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำจากธ.ก.ส. สาขาหนองตม วงเงิน 500,000 บาท มาตั้งโรงสีชุมชน และเงิน 200,000 บาท มาลงทุนผลิตข้าว และธ.ก.ส. สาขาหนองตม ช่วยหาตลาดให้กลุ่มหลังจากขายหมดจะนำกำไรมาแบ่งให้สมาชิก ข้อดีของการรวมกลุ่มคือ ไม่ต้องวิ่งหาซื้อข้าว โดยรับซื้อข้าวจากสมาชิก รายละ 1-2 ตัน ลดการเสียเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง

ทั้งนี้ กลุ่มขายอย่างต่อเนื่องที่อำเภอพิษณุโลก สัปดาห์ละ 3 วัน และขายบริเวณที่ทำการกลุ่ม รวมถึงขายผ่านเพจของกลุ่ม ชื่อข้าวสาร ไข่เป็ด บ้านหางไหล ทำให้มีลูกค้าประจำอย่างต่อเนื่อง และปีนี้ได้ราคาดีขึ้น เนื่องจากหลายพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วม ทำให้ราคาข้าวขยับตัวขึ้น กลุ่มได้ปรับราคาขายปลีกข้าวหอมมะลิขึ้นเป็น กิโลกรัมละ 30 บาท จากปี 2559 ที่ขาย กิโลกรัมละ 25 บาท ขณะนี้รับซื้อจากสมาชิก ตันละ 10,500-10,800 บาท ราคาจะขยับมากกว่าปีที่แล้ว ที่รับซื้อตันละ 8,000-9,000 บาท

นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมอาหารไทยในปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปี 2560 ในอัตรา 7.0% มูลค่าส่งออก 1.07 ล้านล้านบาท มีปัจจัยสนับสนุนจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญฟื้นตัวต่อเนื่อง ผลผลิตวัตถุดิบสินค้าเกษตรในปีการผลิต 2560/61 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามปริมาณน้ำฝน นโยบายสนับสนุนภาคเกษตรกรรมและเศรษฐกิจฐานรากของรัฐบาล โดยสินค้าที่คาดว่าจะมีมูลค่าส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ข้าว ไก่ น้ำตาลทราย กุ้ง และทูน่ากระป๋อง ส่วนสินค้าที่คาดว่าจะมีมูลค่าขยายตัวเพิ่มขึ้นสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มะพร้าว แป้งมันสำปะหลัง อาหารพร้อมรับประทาน กุ้ง น้ำตาลทราย เครื่องปรุงรส ไก่ และน้ำผลไม้ โดยปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม ได้แก่ การแข็งค่าของค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง ราคาพลังงานที่สูงขึ้นกระทบต่อต้นทุนสินค้าและค่าขนส่ง แนวโน้มการขาดแคลนแรงงานทั้งภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรม และต้นทุนแรงงานมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น

นายยงวุฒิ กล่าวว่า นอกจากนี้สถาบันอาหารขึ้นอยู่กับการผลักดันอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปและอาหาร ซึ่งเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมตามนโยบายของรัฐ โดยเฉพาะการเพิ่มการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่ภาครัฐ สถาบันอาหาร รวมทั้งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกันผลักดันให้เกิดการลงทุนในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อผลสำเร็จเป็นรูปธรรม

นายประเทศ บุญยงค์ นายกเทศมนตรีตำบล (ทต.) ทองผาภูมิ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า ทต.ทองผาภูมิ ร่วมกับชุมชนริมฝั่งแควน้อย ชุมชนวังท่าขนุน ชุมชนพัฒนาทองผาภูมิ โรงเรียนเทศบาลทองผาภูมิ และหน่วยงานต่างๆ ร่วมกันจัดงาน “ถนนนั่งยองทองผาภูมิ” วันที่ 30 ธันวาคม 2560-1 มกราคม 2561 บริเวณข้างตลาดสด ถนนบุษปวณิช ต.ทองผาภูมิ เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ และยุทธศาสตร์ที่กำหนด นำเสนอเอกลักษณ์รูปแบบวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวอำเภอทองผาภูมิ มาสู่การเชื่อมโยงการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชน และส่งเสริมการท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ อ.ทองผาภูมิ ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

สำหรับเอกลักษณ์ของตลาดนั่งยอง ผู้ที่จะมาจำหน่ายสินค้าจะตั้งโต๊ะแบบเตี้ยๆ บนถนนที่จัดงาน มีเก้าอี้ตัวเล็กให้ผู้คนที่มาจับจ่ายซื้อของนั่งรับประทานอาหาร เหมือนสมัยก่อนที่เป็นวิถีชีวิตของชาวตำบลท่าขนุน ภายในงานมีการจำหน่ายอาหาร ขนมพื้นบ้าน สินค้าโอท็อป การแสดงพื้นบ้านของชาวกะเหรี่ยง ชาวพม่า การแสดงของนักเรียน และทำบุญตักบาตรช่วงเทศกาลปีใหม่

นายมานะ เพิ่มพูน หัวหน้าพื้นที่อนุรักษ์แบบบูรณาการอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เผยว่า หลังจากชาวบ้าน ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ ต.ป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ได้รับความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง จากปัญหาโขลงช้างป่าละอูบุกทำลายพืชไร่ บ้านพักอาศัย และรถยนต์ ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว จึงได้ประสานของบประมาณจากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อทำโครงการแก้ไขปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เป็นระยะทาง 76 กิโลเมตร (กม.) ท้องที่ ต.ป่าเด็ง ระยะทาง 18 กม. และ ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ ระยะทาง 58 กม. เพื่อดำเนินการในปีงบประมาณ 2562-2564

“นอกจากนั้นทางผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เตรียมอนุมัติงบประมาณ 6.5 ล้านบาท พร้อมตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาช้างป่าอย่างเร่งด่วนด้วย” นายมานะกล่าว

นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า ช่วงวันที่ 16-18 ธันวาคมนี้ บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศเย็นลงโดยทั่วไปกับมีลมแรง อุณหภูมิลดลง 4-6 องศาเซลเซียส โดยเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคมเป็นต้นไป ส่วนภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะได้รับผลกระทบตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม เป็นต้นไป ส่งผลทำให้ในสัปดาห์หน้า มวลอากาศจะเย็นลงต่อเนื่องถึงวันที่ 22 ธันวาคม และอาจเห็นว่าในพื้นที่สูงทางภาคเหนือและอีสานอุณหภูมิเหลือเลขตัวเดียว ส่วนพื้นที่ทั่วไปทางภาคเหนือและอีสานอุณหภูมิอยู่ประมาณ 14-16 องศาเซลเซียส ส่วนกรุงเทพฯ อุณหภูมิ อาจจะต่ำถึง 17-18 องศาเซลเซียสได้

“ช่วงวันที่ 16-17 ธันวาคมนี้ หรือวันแรกๆ อาจมีฝนตกมาก่อน หลังจากนั้นอุณหภูมิจะเริ่มลดลง ภาคกลางตอนบน ภาคอีสานตอนล่างอุณหภูมิ จะลดลงหลังวันที่ 17-18 ธันวาคม ไปแล้ว เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนจะแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนจะยังคงมีอากาศหนาวเย็นลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในสัปดาห์หน้าเป็นช่วงหนาวที่สุดของปีนี้” นายวันชัย กล่าว

นายวันชัย กล่าวว่า สำหรับภาคใต้จะมีฝนเพิ่มขึ้นกับมีฝนตกหนักบางพื้นที่บริเวณจ.นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และ จ.นราธิวาส ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันจะมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ประชาชนบริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในระยะนี้ เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามันมีกำลังแรง

นายสุจินต์ ธรรมศาสตร์ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ สายธุรกิจสัตว์น้ำ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ผลผลิตกุ้งของไทยในปีนี้คาดว่าจะทำได้เพียง 3 แสนตันเท่านั้น มูลค่า 75,000 ล้านบาท ไม่เป็นไปตามเป้าที่คาดว่าจะได้ถึง 3.5 แสนตัน แต่เพิ่มขึ้นเมื่อทียบกับปีที่ผ่านมาที่ผลิตได้ 2.7 แสนตัน

ทั้งนี้ แม้ว่าไทยจะสามารถควบคุมการระบาดของโรคตายด่วนหรือ อีเอ็มเอสได้ แต่ในปีนี้ความรุนแรงของโรคขี้ขาว หรือ White feces syndrome มีมากขึ้น ทำให้กุ้งทะยอยตาย เกษตรกรไม่กล้าลงทุนการปรับปรุงบ่อเพื่อเลี้ยงกุ้งรอบใหม่ เนื่องจากต้องใช้เงินเยอะจากการสร้างระบบป้องกัน

“ขี้ขาวเป็นโรคประจำถิ่น ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ที่ผ่านไม่โดดเด่น เพราะความรุนแรงของโรคอีเอ็มเอสมีมากกว่า การป้องกันคือปล่อยกุ้งลงบ่อในจำนวนที่น้อยลง จึงต้องทำความเข้าใจกับเกษตรกรมากขึ้นร่วมกับการใช้เทคโนโลยีอื่นๆ เพื่อสร้างอัตรารอดให้กับกุ้ง คาดว่าในปี 2561 เกษตรกรที่พร้อมจะปรับตัว จะทำให้การเลี้ยงกุ้งได้ผล”

นายสุจินต์ กล่าวว่า กุ้งของไทยยังมีคุณภาพ ไซซ์ใหญ่ และราคาสูงกว่าเมื่อเทียบกับกุ้งประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอินเดีย ที่ปีนี้มีผลผลิตสูงถึง 5 แสนตัน จากการขยายกำลังการผลิต และอินเดียมีโอกาสที่จะผลิตได้มากถึง 7 แสนตันเพราะพื้นที่ชายทะเลมีมาก แต่การเลี้ยงกุ้งในอินเดียยังนิยมลงลูกกุ้งในบ่อจำนวนมาก ทำให้ได้กุ้งไซซ์เล็ก 50-60 ตัวต่อกิโลกรัม และราคาถูก ในขณะที่กุ้งขนาดใหญ่ 30 ตัวต่อกิโลกรัมจะมีราคาแพงมาก เพราะต้นทุนสูงและมีจำนวนน้อย ส่งผลให้ตลาดที่นิยมกุ้งขนาดใหญ่หันมาสั่งซื้อจากไทย มูลค่ากุ้งปีนี้จึงมากขึ้น

โดยตลาดที่สำคัญของไทยยังเป็นสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ส่วนตลาดในสหภาพยุโรปหรืออียูนั้น ส่งออกได้น้อยมากเนื่องจากการถูกตัดสิทธิพิเศษทางด้านภาษีหรือจีเอสพี ทำให้ไทยไม่สามารถแข่งขันได้ การส่งออกกุ้งสดในตลาดนี้ต้องจ่ายภาษีสูงถึง 12% และกุ้งแปรรูปภาษีสูงถึง 20%

หอการค้าไทยได้เผยแพร่รายงานการสำรวจ “ธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วงประจำปี 2561” ซึ่งเป็นผลสำรวจต่อเนื่องนับเป็นปีที่ 7 โดยในปีนี้พบว่า ธุรกิจการให้บริการด้านเทคโนโลยีการสื่อสารและอุปกรณ์-ธุรกิจบริการทางการแพทย์และความงาม-ธุรกิจ e-Commerce ยังคงเป็นธุรกิจเด่นมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธุรกิจดาวร่วง จะเป็น ธุรกิจหัตถกรรม-ธุรกิจด้านการผลิตเหมือนแร่-ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์นิตยสารและวารสาร และธุรกิจเช่าหนังสือ ที่ล้มหายไปกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงเกณฑ์การวัดและการสำรวจกลุ่มธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วงว่า จะพิจารณาจากข้อมูลทุติยภูมิ ได้แก่ ข้อมูลด้านการนำเข้าและส่งออกสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์, ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมและอัตราการใช้กำลังการผลิต, ดัชนีราคาผู้บริโภคและดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค, ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมและดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ ตารางปัจจัยการผลิต I-O table ภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย และประเทศคู่ค้าสำคัญ รวมถึงดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ

ประกอบกับข้อมูลปฐมภูมิจากการสำรวจของ “หอการค้าโพลล์” เช่น ผลการสำรวจผู้ประกอบการรายสาขา, ผลสำรวจสถานภาพธุรกิจไทย, ผลสำรวจปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจ แล้วนำมาประกอบการพิจารณาและให้คะแนน โดยเกณฑ์ให้คะแนน หอการค้าไทยจะให้คะแนนจากยอดขาย ต้นทุน ส่วนต่างของยอดขายต่อต้นทุน (กำไรสุทธิ) ผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงและภาวะการแข่งขัน และความต้องการความสอดคล้องกับกระแสนิยมรวม 100 คะแนน

แต่ทั้งนี้ก็อยู่ภายใต้ปัจจัยทางเศรษฐกิจไทยที่มีผลต่อธุรกิจ โดยประเมินปัจจัยทางเศรษฐกิจในปี 2561 ที่ว่า เศรษฐกิจขยายตัวอยู่ที่ 4.2% ซึ่งยังมองว่า เศรษฐกิจยังคงขยายตัวไปได้ในทิศทางที่ดี ประชาชนมีรายได้สูงขึ้น การลงทุนของภาครัฐยังต่อเนื่อง การท่องเที่ยวขยายตัว การเลือกตั้ง แนวโน้มราคาสินค้าเกษตรดีขึ้น ส่วนการส่งออกประเมินจากตัวเลขการขยายตัวอยู่ที่ 4.3% ผลจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้ามีการปรับตัว

อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.6% ขณะที่ปัจจัยการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2560 อยู่ที่ 3.9% การส่งออกขยายตัวอยู่ที่ 7.5% อัตราเงินเฟ้อขยายตัวอยู่ที่ 0.6% ที่มีผลต่อการประกอบธุรกิจ

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่บั่นทอนต่อการประกอบธุรกิจที่เป็นปัจจัยกระทบต่อธุรกิจให้ดาวรุ่ง หรือดาวร่วง เช่น เศรษฐกิจของสหรัฐ ได้สร้างความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลก สถานการณ์ความขัดแย้งและการก่อการร้ายระหว่างประเทศ หนี้สินครัวเรือนและหนี้เสียของเอสเอ็มอี ทำให้สถาบันทางการเงินมีความเข้มงวดมากขึ้นในกานพิจารณาสินเชื่อ มาตรการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ประกอบกับข้อตกลงเสรีการค้าอาเซียน-จีน ที่จะมีผลบังคับใช้ในปีหน้า ซึ่งจะส่งผลให้สินค้าจีนกว่า 703 รายการ ภาษีเป็น 0% ซึ่งจะทำให้สินค้าจีนส่งออกมากขึ้น

สำหรับธุรกิจดาวรุ่งในปี 2561 ใน 10 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจการให้บริการด้านเทคโนโลยีการสื่อสารและอุปกรณ์ (ผู้ให้บริการโครงข่าย), ธุรกิจบริการทางการแพทย์และความงาม, ธุรกิจ e-Commerce, ธุรกิจเครื่องสำอางและครีมบำรุงผิว, ธุรกิจด้านปิโตรเคมีและพลาสติก-ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์, ธุรกิจ Modern Trade-ธุรกิจบริการทางด้านการเงิน-ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม, ธุรกิจร้านขายยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์, ธุรกิจด้านการศึกษา-ธุรกิจเกี่ยวกับทางด้านท่องเที่ยว, ธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิต-ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และบ้านเช่าหรือห้องเช่า-ธุรกิจด้านความเชื่อ (โหราศาสตร์ เครื่องรางของคลัง), ธุรกิจวัสดุด้านก่อสร้างและรับเหมา และธุรกิจร้านเสริมสวย/ตัดผมแนวแฟชั่น

ขณะที่ธุรกิจดาวร่วง 10 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจหัตถกรรม, ธุรกิจด้านการผลิตเหมืองแร่, สื่อสิ่งพิมพ์นิตยสารและวารสาร/ธุรกิจการเช่าหนังสือ, ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเครื่องเล่น DVD-CD-ธุรกิจการผลิตและจำหน่ายแผ่น CD-DVD-ธุรกิจให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน, ธุรกิจเคเบิลทีวี, ธุรกิจการผลิตสินค้าเกษตรยาง-ปาล์ม-ข้าว, ธุรกิจร้านขายมือถือมือสอง, ธุรกิจร้านค้าดั้งเดิม และธุรกิจร้านอินเทอร์เน็ต

ด้าน นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวว่า หากธุรกิจไม่มีการปรับตัวไปตามเทรนด์ที่กำลังมาในปี 2561 ซึ่งจะเป็นการก้าวเข้าสู่ระบบดิจิทัล “การประกอบธุรกิจก็จะลำบากมากขึ้น” โดยเทรนด์การประกอบธุรกิจหรือธุรกิจดาวรุ่งในปี 2561 ซึ่งเข้ามาเป็นธุรกิจดาวรุ่งครั้งแรกก็คือ ธุรกิจการให้บริการด้านเทคโนโลยีการสื่อสารและอุปกรณ์ (ผู้ให้บริการโครงข่าย) กับธุรกิจความงาม ซึ่งเป็นธุรกิจดาวรุ่งอันดับ 1 ติดต่อมา 5 ปีซ้อน แต่ครั้งนี้ได้ตกอันดับลง เนื่องจากเทรนด์การประกอบธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป

“ในปี 2561 จะเป็นยุคไอทีเต็มรูปแบบที่จะส่งผลต่อระบบการค้า การประกอบธุรกิจ ที่จะหันมานำเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนสำคัญ การค้ารูปแบบ e-Commerce จะยิ่งได้รับความนิยม ขณะที่ธุรกิจกลุ่มอื่นก็จะยังดีต่อเนื่อง เช่น การท่องเที่ยว การก่อสร้าง ซึ่งหากไม่มีการปรับเทรนด์หรือปรับเปลี่ยนของการประกอบธุรกิจให้ทันสมัย หรือตามเทรนด์ที่เปลี่ยนไป ผู้ประกอบการก็อาจจะลำบาก อย่างไรก็ดี กรอบการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ประเมินไว้อยู่ที่ 4.2-4.5% นั้นจะฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัดช่วงปลายไตรมาส 2 ด้านการส่งออก-การท่องเที่ยวก็ยังดีต่อเนื่อง เห็นมาตั้งแต่ช่วงไตรมาส 1 ขณะที่สินค้าเกษตรยังคงทรงตัวและเห็นผลชัดเจนปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 4 ซึ่งทั้งหมดนี้ก็จะเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจในปี 2561” นายธนวรรธน์กล่าว

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์ walkoffbalk.com เปิดเผยว่า จากที่ได้เกิดอุทกภัยในพื้นที่หลายจังหวัด รวมทั้งกรุงเทพมหานคร ที่ได้เกิดฝนตกหนักทำให้มีน้ำท่วมขังหลายชุมชน ในช่วงเดือนกันยายน – พฤศจิกายน 2560 ประกอบกับพื้นที่ในจังหวัดภาคใต้ที่ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนตุลาคม – ปัจจุบัน ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือลดค่าครองชีพให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยภายหลังน้ำลด รวมทั้งผู้มีรายได้น้อยในแหล่งชุมชนต่างๆ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จึงได้ดำเนินการจัดรถยนต์โมบายธงฟ้า 60 คัน บรรทุกสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพไปจำหน่ายให้กับประชาชนในราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป ภายใต้ “โครงการธงฟ้าเคลื่อนที่สู่ชุมชน : Mobile Unit” โดยดำเนินการทั้งในส่วนภูมิภาค และกรุงเทพมหานคร

โดยพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง จำนวน 13 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ พิจิตร อุทัยธานี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ชัยนาท มหาสารคาม กาฬสินธุ์ เลย ตาก นนทบุรี นครปฐม และสมุทรปราการ รวม 69 จุด ซึ่งได้ดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ถึง ธันวาคม 2560

พื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลที่มีพื้นที่ติดต่อกับกรุงเทพมหานคร จำนวน 450 จุด ซึ่งดำเนินการตั้งแต่วันนี้ – 28 ธันวาคม 2560

พื้นที่ภาคใต้ จำนวน 11 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง ตรัง สุราษฏร์ธานี ยะลา ปัตตานี สตูล นราธิวาส เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมการจัดโมบายธงฟ้าหลังน้ำลด
สำหรับการจัดจัดหน่ายสินค้าในครั้งนี้จะนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพไปจำหน่ายในราคาต่ำกว่าท้องตลาดทั่วไป ประมาณร้อยละ 30 – 45 จำนวน 4 ชนิด ได้แก่ ข้าวสารหอมมะลิ (บรรจุถุง 5 กิโลกรัม) ราคาปกติถุงละ 185 บาท ลดเหลือ 105 บาทน้ำตาลทราย ราคาปกติกิโลกรัมละ 23.50 บาท ลดเหลือกิโลกรัมละ 16 บาท น้ำมันพืชปาล์มบรรจุขวด (1 ลิตร) ราคาปกติขวดละ 40 บาท ลดเหลือขวดละ 22 บาท ไข่ไก่ เบอร์ 2 (แผงละ 30 ฟอง) ราคาปกติแผงละ 90 บาท ลดเหลือแผงละ 50 บาท

ปลัดกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์คาดว่าการจัดทำ “โครงการธงฟ้าเคลื่อนที่สู่ชุมชน : Mobile Unit” ทั้งในส่วนภูมิภาคและกรุงเทพมหานครในครั้งนี้ จะสามารถช่วยเหลือลดค่าครองชีพผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภายหลังน้ำลดและผู้มีรายได้น้อยในแหล่งชุมชนทั่วประเทศ ประมาณ 60,000 ครัวเรือน และจะสามารถลดค่าครองชีพประชาชนได้ประมาณ 30 ล้านบาท