ชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมฯ เปิดตัวเว็บไซต์ รวบรวมความรู้-ใช้ชีวิต

อย่างมีความสุขชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทย (Thailand Breast Cancer Community) ได้ทำการเปิดตัวเว็บไซต์ ที่รวบรวมความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยและบุคคลทั่วไปให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

เพราะมะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับหนึ่งในผู้หญิงไทย และมีผู้ป่วยที่ใช้ชีวิตอยู่กับมะเร็งเต้านมประมาณ 34,000 คน พวกเรา “ชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทย (Thailand Breast Cancer Community) ” ชมรมที่เกิดจากการรวมตัวกันของ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ญาติ ผู้รอดชีวิต พยาบาล และผู้มีจิตอาสาจากโรงพยาบาลต่างๆ เข้าใจและรับรู้ความรู้สึกของการป่วยเป็นมะเร็งเต้านมว่ามีความยากลำบากทั้งในเรื่องการใช้ชีวิตประจำวันและขาดแคลนกำลังใจ จึงจัดทำเว็บไซต์ https://tbcc-community.com ขึ้นมา เพื่อทำการเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องในการเตรียมตัวรักษา การดูแลตัวเองขณะรักษา/หลังการรักษา

รวมไปถึงวิธีการป้องกัน สังเกต มะเร็งเต้านม รวมไปถึงพลังบวกและกำลังใจดี ๆ สำหรับผู้ป่วยและญาติ เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง

นอกจากเว็บไซต์ใหม่ที่ ชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทย ตั้งใจจัดทำขึ้นมาแล้ว ก็ยังมีช่องทางการติดต่อสื่อสารอื่น ๆ ทั้งอีเมลแฟนเพจ กรุ๊ปไลน์ ซึ่งเปิดโอกาสให้ทั้งคนทั่วไป จิตอาสา และผู้ป่วย เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ ซึ่งประชาชนและผู้ป่วยทั่วไป สามารถเข้ามาร่วมได้เช่นกัน
ชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทย จึงขอเชิญชวนผู้ป่วยและประชาชนที่สนใจ เข้ามาเยี่ยมชม https://tbcc-community.com พร้อมแชร์ไปให้กับคนที่สนใจ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในประเทศไทย

นายพิศาล พงศาพิชณ์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า แนวโน้วการส่งออกจิ้งหรีดไปสหภาพยุโรป หรืออียู (อียู) กำลังสดใส มีผู้นำเข้าจิ้งหรีดจากไทย ทั้งในรูปจิ้งหรีดแช่แข็ง ต้มบรรจุกระป๋อง และจิ้งหรีดอบและบดเป็นโปรตีนผงเพื่อใช้เป็นส่วนผสมอาหาร เป็นต้น แต่เนื่องจากการบังคับใช้กฎระเบียบว่าด้วยอาหารใหม่หรือโนเวลฟู้ด (Novel Food) ของ อียู ซึ่งเริ่มมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2561

ทั้งนี้ กฎระเบียบโนเวลฟู้ด ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสินค้าที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก โดยสินค้าเกษตรและอาหารหลายรายการ รวมทั้งจิ้งหรีดและผลิตภัณฑ์ ต้องดำเนินการยื่นขอขึ้นทะเบียนตามข้อกำหนดภายใต้กฎหมาย สถานะอาหารใหม่ (Novel Food) พร้อมทั้งจัดทำเอกสารข้อมูลทางวิชาการประกอบการยื่นขอ (Scientific Dossier) โดยสามารถยื่นคำขอในสถานะอาหารที่มีการบริโภคมานาน (Traditional Food) หรือสถานะอาหารใหม่ (Novel Food) เพื่อให้สำนักงานความปลอดภัยอาหารแห่งสหภาพยุโรป (EFSA) พิจารณาความปลอดภัยหรือหลักฐานการบริโภคก่อนอนุญาตเปิดตลาดนำเข้าอย่างเป็นทางการ

ดังนั้น มกอช. จึงเร่งประสานความร่วมมือกับสำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย (EU Delegation) จัดสัมมนาและฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง Workshop on EU Novel Food Regulation – Case of Insects (Crickets) หรือระเบียบอาหารใหม่ของสหภาพยุโรป กรณีศึกษาเปิดตลาดผลิตภัณฑ์แมลง (จิ้งหรีด) โดยเชิญอัครราชทูตที่ปรึกษาด้านอาหารและสุขภาพ ของ EU Delegation และผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงาน EFSA มาชี้แจงรายละเอียดเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมาย โนเวลฟู้ด รวมทั้งกรณีศึกษาจิ้งหรีดในสถานะอาหารใหม่ การประเมินความเสี่ยงของสินค้าและผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดเพื่อใช้เป็นอาหาร และแนวทางการจัดทำข้อมูลประกอบการยื่นคำขอรับรองสถานะอาหารใหม่ ตลอดจนการยื่นขอเปิดตลาด ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออกของไทย และเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่เกี่ยวข้องรวมกว่า 150 คน ได้รับทราบและเข้าใจแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจนมากขึ้น

นายพิศาล กล่าวว่า แมลงหลายชนิดรวมทั้งจิ้งหรีดถือเป็นความหวังสำคัญต่อการพัฒนาความมั่นคงทางอาหารของโลก เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนที่สามารถใช้เป็นวัตถุดิบอาหารมนุษย์และสัตว์ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ต้นทุนการผลิตต่ำ ปริมาณแลกเนื้อสูง ต้องการอาหารและน้ำในปริมาณที่น้อย ทำให้สามารถเลี้ยงได้ในพื้นที่แห้งแล้งที่ไม่สามารถเพาะปลูกผลผลิตอื่นๆ ได้

ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย มกอช. ประกาศมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี สำหรับฟาร์มจิ้งหรีด (มกษ.8202-2560) เป็นมาตรฐานทั่วไป โดยมีกรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการตรวจรับรองตาม มกษ. เพื่อรองรับการยกระดับมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีดทั้งสายพันธุ์ทองดำ ทองแดง และสะดิ้ง กว่า 20,000 ฟาร์ม กำลังการผลิตจิ้งหรีดรวมมากกว่า 700 ตัน/ปี ป้อนตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ มูลค่าปีละประมาณ 1,000 ล้านบาท

นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการด่วนที่สุดถึง นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และอธิบดีทุกกรมในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตข้าวเร่งตรวจสอบแนวโน้มการปลูกข้าวนาปรังปี 2560/61 เนื่องจากได้รับรายงานข้อมูลจากผู้นำหมู่บ้านและชุมชนบางแห่งในพื้นที่ภาคกลางว่าในปี 2560 ข้าวมีราคาดีกว่าปีก่อนๆ ประกอบกับมีปริมาณน้ำท่ามากขึ้นกว่าปีก่อน

ส่งผลให้ชาวนามีแนวโน้มจะหันมาทำนานอกฤดู หรือนาปรัง มากขึ้นกว่าเป้าหมายที่กระทรวงเกษตรฯ พยายามจำกัดการทำนาปรังปี 2560/61 ให้อยู่ในพื้นที่ไม่เกิน 8 ล้านไร่ โดยได้มีการรณรงค์ให้ชาวนาเข้าร่วมโครงการปลูกพืชหลากหลายของกรมส่งเสริมการเกษตร การปลูกพืชปุ๋ยสดของกรมพัฒนาที่ดิน และปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยกรมปศุสัตว์ ทดแทนการทำนานาปรัง ภายในเงื่อนไขที่ชาวนาจะได้รับเงินค่าปัจจัยการปลูกพืชดังกล่าวเฉลี่ยไร่ละประมาณ 1,000-2,000 บาท

ดังนั้น เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแนวโน้มการทำนานอกฤดูดังกล่าวและเป็นการเตรียมการแก้ไขปัญหาผลผลิตข้าวให้ทันต่อสถานการณ์ต่างๆในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นได้ จึงได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯและอธิบดีที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้ 1. สั่งการให้จังหวัดพื้นที่ปลูกข้าว เรียกประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเพื่อมอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัด/อำเภอตลอดจนเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯในพื้นที่ร่วมกันลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าชาวนามีแนวโน้มจะทำนานอกฤดูมากน้อยจำนวนเท่าไหร่เพียงใด

2. ขอให้ตรวจสอบว่าชาวนาที่เข้าร่วมโครงการปลูกพืชอื่นๆ แทนการทำนานอกฤดูและรับค่าชดเชยหรือค่าปัจจัยการผลิตไปแล้ว ได้ทำตามสัญญาหรือไม่ หากไม่ปฎิบัติตามสัญญาให้ระงับการจ่ายค่าชดเชยดังกล่าวไว้ด้วย 3. ให้เร่งรัดและเพิ่มความเข้มข้นในการประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการงดการทำนานอกฤดูให้กว้างขวาง ทั้งนี้ ให้สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดได้เข้าพบรายงานสถานการณ์การทำนานอกฤดูให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบทุกระยะพร้อมทั้งประสานงานกับปลัดจังหวัด เพื่อขอความร่วมมือให้นายอำเภอและกำนัน ผู้ใหญ่บ้านได้ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่เกษตรในพื้นที่ หรือ ศพก. ในการระดมกำลังแก้ไขปัญหาการทำนานอกฤดูด้วย

4. มาตรการอื่นๆ ที่คณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเห็นว่าเหมาะสมกับพื้นที่ 5. ในส่วนกลางขอให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ มอบหมายผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ และผู้ตรวจราชการกรมทุกกรมได้ไปตรวจราชการพร้อมทั้งติดตามสถานการณ์การทำนานอกฤดูในแต่ละจังหวัดแล้วรายงานกระทรวงทุกระยะเพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมการแก้ไขปัญหาผลผลิตข้าวนอกฤดูไว้ด้วย และ 6. ให้คกก. พัฒนาการเกษตรฯจังหวัดประสานพาณิชย์จังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัดและบริษัทประชารัฐรวมทั้งภาคเอกชนถึงความต้องการผลผลิตพืชหลังนา แล้วแจ้งข้อมูลดังกล่าวแก่เกษตรจังหวัด/อำเภอเพื่อสร้างความั่นใจให้ชาวนาว่าเมื่อผลผลิตพืชหลังนาออกมาจะมีตลาดรับซื้อด้วย

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจราชการและหารือร่วมภาคเอกชนในพื้นที่ภาคตะวันออก ในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2561 ณ จังหวัดจันทบุรี ระหว่างวันที่ 5-6 กุมภาพันธ์ 2561
โดยนายอุตตม เปิดเผยว่า ได้ร่วมหารือกับหัวหน้าส่วนราชการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และภาคเอกชนในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเอกชนมีความต้องการให้รัฐบาลช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้มีแนวทางแก้ไข โดยใช้มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารธุรกิจ SME มีระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561-2563 โดย SME ที่เข้าร่วมโครงการ จะสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ 10% และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายหรือลดต้นทุนได้ประมาณ 3-5% ของต้นทุนทั้งหมด

ทั้งนี้ จังหวัดระยองมีความต้องการให้มีศูนย์กำจัดของเสียไม่อันตรายจากโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ เพื่อรองรับระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในเบื้องต้นองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง กำลังศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดบ่อฝังกลบของเสียไม่อันตราย และการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งคาดว่าจะสามารถจัดตั้งศูนย์กำจัดขยะได้ในบริเวณพื้นที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง ซึ่งปัจจุบันนี้กำจัดขยะชุมชนทั่วไปอย่างครบวงจร และยังมีพื้นที่ว่างสามารถสร้างศูนย์กำจัดของเสียไม่อันตรายจากโรงงานอุตสาหกรรมได้

ส่วนความก้าวหน้าของโครงการศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ อำเภอสนามไชยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้ดำเนินการปรับพื้นที่จำนวน 375 ไร่แล้วเสร็จ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเตรียมการก่อสร้าง คาดว่าในระยะที่ 1 ซึ่งจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงเดือนเมษายน 2561 โดยสนามทดสอบยางล้อ R117 ห้องทดสอบและปฏิบัติการมาตรฐานยางล้อที่ยึดมาตรฐานของยุโรป มีกำหนดแล้วเสร็จในเดือนกันยายน ส่วนการดำเนินการก่อสร้างอาคารสำนักงานจะแล้วเสร็จตามลำดับ ซึ่งศูนย์ทดสอบฯ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

นอกจากนี้ นายอุตตม ได้กล่าวปาฐกถาในงานสัมมนาเชิงปฎิบัติการ “การยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนภายใต้แนวคิดเชิงเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน ด้วยการสนับสนุนองค์ความรู้เกี่ยวกับแนวคิดและความสำคัญของเทคโนโลยีและนวัตกรรมในยุค Thailand 4.0 การพัฒนาและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้วยคุณภาพและมาตรฐานในเชิงสร้างสรรค์ และการแก้ไขปัญหาคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน รวมทั้งส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนสามารถเข้าไปจำหน่ายในร้านตามโครงการ ร้าน มอก.”

“ซันสวีท” ผู้ส่งออกข้าวโพดหวานเบอร์ 1 ของประเทศ รุกหนักตลาดข้าวโพดหวานปี”61 ตั้งเป้ายอดขายเติบโต 10% เร่งยกระดับการผลิตระบบคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่งในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนสู่ “สมาร์ทฟาร์ม” บุกตลาด 70 ประเทศ พร้อมโชว์ศักยภาพจัดงานวันข้าวโพดหวานครั้งที่ 5 ที่เชียงใหม่

นายองอาจ กิตติคุณชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและส่งออกข้าวโพดหวานรายใหญ่อันดับหนึ่งของประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ “KC” เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในปี 2561 บมจ.ซันสวีทยังคงเดินหน้ารุกตลาดข้าวโพดหวานอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ตั้งเป้ายอดขายเติบโตที่ 10% จากยอดขายรวมในปี 2560 อยู่ที่กว่า 1,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการส่งออกสัดส่วน 80% และขายในประเทศราว 20%

สำหรับภาพรวมของตลาดข้าวโพดหวานในปัจจุบันถือว่าความต้องการด้านอาหารของตลาดโลกยังเพิ่มสูงขึ้น จึงเป็นผลให้ยอดการส่งออกของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยมีวัตถุดิบข้าวโพดหวานที่ส่งออกและขายในประเทศในปีที่ผ่านมาราว 100,000 ตัน และคาดว่าปี 2561 กำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นราว 120,000-125,000 ตัน ปัจจุบันบริษัทมีฐานตลาดลูกค้ามากกว่า 300 ราย อยู่ใน 70 ประเทศทั่วโลก

นายองอาจกล่าวว่า แผนงานสำคัญประการหนึ่งของ บมจ.ซันสวีท ในปีนี้จะมุ่งยกระดับการผลิตระบบแปลงเพาะปลูกข้าวโพดหวานแบบแม่นยำในรูปแบบฟาร์มอัจฉริยะ หรือ Smart Farm ในพื้นที่ปลูกข้าวโพดภาคเหนือตอนบน ซึ่งมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการกว่า 20,000 ราย ครอบคลุมพื้นที่ปลูกทั้งหมด 50,000-100,000 ไร่ ซึ่งทางบริษัทเริ่มทำโครงการ Smart Farm มาตั้งแต่ปี 2555 กระบวนการจะเริ่มจากการนำดินในพื้นที่เกษตรกรปลูกข้าวโพดหวานมาวิเคราะห์ธาตุอาหารหลักในดิน (N-P-K) การปลูกจะใช้วิธีการย้ายกล้าเพื่อให้ได้จำนวนต้นต่อไร่มากขึ้นตามเกณฑ์ที่กำหนด การวางระบบน้ำหยดในแปลงปลูกข้าวโพดหวานเพื่อให้ต้นข้าวโพดหวานได้รับความชื้นที่เหมาะสม และสามารถให้ปุ๋ยทางระบบน้ำหยด ซึ่งประหยัดต้นทุนและเป็นการใส่ปุ๋ยที่มีคุณภาพได้ ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 2,800-3,500 กิโลกรัมต่อไร่

ขณะที่ระบบการชลประทานเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการเพาะปลูกพื้นที่แปลงขนาดใหญ่ ซึ่งปริมาณของผลผลิตมีความสัมพันธ์กับระดับความชื้นในดินโดยตรง ดังนั้น ระบบควบคุมการให้น้ำแบบอัตโนมัติที่มีความเที่ยงตรงและแม่นยำ ทำให้ได้ผลผลิตและคุณภาพที่สูงขึ้น ซึ่งบริษัทได้มีการประยุกต์ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่หาได้ในประเทศนำมาพัฒนาเป็นชุดอุปกรณ์ตรวจวัดค่าความชื้นในดิน และมีระบบเปิด-ปิดจ่ายน้ำในพื้นที่นั้น ๆ อย่างแม่นยำ

นายองอาจกล่าวต่อว่า ในปีนี้ (2561) บมจ.ซันสวีทได้จัดงานวันข้าวโพดหวาน ครั้งที่ 5 ซึ่งเป็นการจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยจัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 27 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์เรียนรู้ KC Farm บนพื้นที่ 25 ไร่ ตำบลทุ่งปี้ อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ สำหรับปีนี้ต้องการแสดงให้เห็นถึงโอกาสการพัฒนาการปลูกข้าวโพดหวานเป็นพืชเศรษฐกิจสู่ตลาดโลก ซึ่งภายในงานมีการแสดงพื้นเมืองโดยนักศึกษาวิชาข้าวโพดหวาน กศน.แม่วาง นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการเกษตร เช่น การใช้โดรนให้สารเคมีทางอากาศกับข้าวโพดหวาน และถ่ายภาพทางภูมิศาสตร์ในฟาร์มข้าวโพดหวาน เป็นต้น โดยมีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในพื้นที่ภาคเหนือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกว่า 600 คน โดยตั้งเป้าจัดงานนี้เป็นประจำทุกปี เพื่อให้เป็นเวทีแห่งการเรียนรู้และศึกษาการพัฒนาการผลิตข้าวโพดหวานให้มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืนต่อไป

กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศอากาศหนาวเย็นบริเวณประเทศไทยตอนบนและคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้(มีผลกระทบจนถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561) ฉบับที่ 13 ลงวันที่ 05 กุมภาพันธ์ 2561 ระบุว่า

ในช่วงวันที่ 5-6 กุมภาพันธ์ 2561 บริเวณประเทศไทยตอนบนมีอากาศเย็นถึงหนาวกับมีลมแรง โดยอุณหภูมิลดลงได้อีก 2-4 องศาเซลเซียสในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ส่วนภาคเหนือ กรุงเทพมหานครและปริมณฑลอุณหภูมิลดลงได้อีก 1-3 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณภูเขาสูงในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด และมีน้ำค้างแข็งเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ในภาคเหนือ ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นไว้ด้วย

สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรงโดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่ง ส่วนชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561

ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทย ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรง

โดยกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศเย็นกับมีลมแรง และอุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 18-20 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 27-28 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลงานวิจัย ผลงานประดิษฐ์คิดค้น โครงการสื่อมวลชนสัญจร ประจำปี 2561 ครั้งที่ 1 เรื่อง “การบริหารจัดการโรคและแมลงศัตรูกุหลาบ และผักโดยชีววิธี ณ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยเสี้ยว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยศูนย์วิจัยควบคุมศัตรูพืชโดยชีวินทรีย์แห่งชาติ (ศช.) มีหน้าที่สำคัญในการวิจัยและพัฒนา วิจัยส่งเสริมขั้นพื้นฐานและขั้นประยุกต์ รวมทั้งการฝึกอบรม การบริการด้านการส่งเสริมและที่ปรึกษาการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี และการบริหารศัตรูพืชแบบบูรณภาพเพื่อคงไว้ซึ่งการเป็นผู้นำทางด้านการบริหารศัตรูพืชที่มีพื้นฐานด้านชีววิทยา และการควบคุมการจัดการแมลงศัตรูพืช วัชพืช และแมลงพาหะที่มีความสำคัญทางการเกษตร การแพทย์ และสาธารณสุขโดยไม่ใช้สารเคมีเพื่อลดภาวะในสภาพแวดล้อม

เนื่องจากสารกำจัดศัตรูพืชทางการเกษตร โดยทางศูนย์ได้กำหนดจัดการอบรมเรื่อง “การบริหารจัดการโรคและแมลงศัตรูกุหลาบโดยชีววิธี” ณ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เรื่อง “การบริหารจัดการโรคและแมลงศัตรูผักโดยชีววิธี” ณ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยเสี้ยว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นการนำความรู้ด้านการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธีไปเผยแพร่และถ่ายทอดให้ผู้รับการอบรมได้มีความรู้เรื่องการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี สามารถเพาะเลี้ยงศัตรูธรรมชาติและเพาะขยายเชื้อราปฏิปักษ์เพื่อควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืช เพื่อการผลิตพืชคุณภาพสูง ปลอดภัยแก่ผู้ผลิตและผู้บริโภค พร้อมกับการติดตามการใช้ชีวภัณฑ์

วช. โดยกลุ่มสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ ได้เห็นถึงความสำคัญของโครงการดังกล่าว จึงได้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลงานวิจัย ผลงานประดิษฐ์คิดค้น โครงการสื่อมวลชนสัญจร ประจำปี 2561 ครั้งที่ 1 เรื่อง “การบริหารจัดการโรคและแมลงศัตรูกุหลาบและผักโดยชีววิธี” เพื่อให้สื่อมวลชนได้เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวและเป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลงาน และกิจกรรมดังกล่าวไปสู่ชุมชนและสาธารณชนเพื่อให้ได้ทราบและนำไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางต่อไป

ที่จ.จันทบุรี นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ธ.ก.ส. ดำเนินงานตามมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ และมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ผ่านโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ตามนโยบายของรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับการดำเนินงานตามมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในครั้งนี้ ธ.ก.ส. วางแผนตั้งแต่การประชาสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมาย จ้างลูกจ้างเข้ามาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ มีการแต่งตั้งผู้ดูแลผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (AO) คอยให้คำแนะนำช่วยเหลือแก้ไขปัญหา ติดตามการพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตเป็นรายบุคคล พร้อมทั้งประสานความร่วมมือจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น กองทุนหมู่บ้าน เพื่อเปิดจุดบริการถึงในชุมชนให้กับผู้มีรายได้น้อยได้รับความสะดวกและประหยัด ค่าใช้จ่าย จัดตั้งห้องวอร์รูม และคอลเซ็นเตอร์ เพื่อติดตามรายงานผลการดำเนินงาน

ทั้งนี้ ธ.ก.ส.สาขาร่วมกับ ปรจ.(ทีมหมอประชารัฐสุขใจ) เข้าไปพบปะผู้มีรายได้น้อยทุกราย โดยกำหนดแผนในแต่ละพื้นที่ เริ่มช่วงเดือนกุมภาพันธ์ จัดทีมลงพื้นที่สัมภาษณ์เป็นรายบุคคลเพื่อวิเคราะห์แนวทางการพัฒนา ประสานงานและบูรณาการกับส่วนงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการพัฒนาเป็นรายบุคคล ในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม และติดตามประเมินผลเพื่อรายงานคณะทำงานเป็นระยะในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน 2561 โดย ธ.ก.ส.ลงพื้นที่ดำเนินงานไม่มีวันหยุดทั้งวันเสาร์อาทิตย์

“ธ.ก.ส.พร้อมให้การสนับสนุนด้านสินเชื่อเพื่อสร้างอาชีพ รวมถึงการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเกษตร ที่เป็นหัวขบวนในการรับซื้อผลผลิตจากผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพในชุมชน”นายอภิรมย์ กล่าว

นายอภิรมย์ กล่าวว่า ผู้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐที่เป็นเกษตรกรทั้งหมด 3,959,030 ราย เป็นหนี้นอกระบบ 448,496 ราย มูลหนี้เฉลี่ยต่อราย 59,520 บาท ธ.ก.ส.ได้ให้สินเชื่อแก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 977,613 ราย เป็นเงินจำนวน 193,760 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการให้สินเชื่อเพื่อแก้ไขและป้องกันปัญหาหนี้นอกระบบ จำนวน 79,662 ราย เป็นเงินจำนวน 4,499.69 ล้านบาท

สำหรับการแสดงความประสงค์เข้าร่วมโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตฯ เริ่มให้แสดงความประสงค์ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นมา ผลการดำเนินงานลงทะเบียนของผู้มีรายได้น้อยที่แสดงความประสงค์ต้องการพัฒนาอาชีพ ณ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 มีผู้แสดงความประสงค์แล้ว 103,436 ราย โดย ธ.ก.ส.จะสัมภาษณ์รายคนเพื่อหาแนวทางเพิ่มรายได้ที่เหมาะสมต่อไป

ทั้งนี้ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี มีเกษตรกรผู้ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 10,322 ราย เป็นเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยที่มีหนี้นอกระบบ 1,061 ราย มูลหนี้ 60.26 ล้านบาท เฉลี่ยต่อราย 56,798 บาท ซึ่ง ธ.ก.สได้เข้าไปช่วยเหลือลดภาระหนี้สินให้กับเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีแล้ว 101 ราย เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 24.43 ล้านบาท ด้วยการให้สินเชื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ สินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน และสินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพเสริมเพิ่มรายได้

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ติดตามสถานการณ์การค้ามันสำปะหลังอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด พบว่าราคาเฉลี่ยข้าวโพดจีนปรับตัวสูงขึ้นจากช่วงต้นเดือนธ.ค.ปีที่ผ่านมา ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 1,672 หยวน/ตัน ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ราคาเฉลี่ยในปัจจุบัน 1,795 หยวน/ตัน เพิ่มขึ้น 123 หยวน/ตัน หรือคิดเป็น 7% ส่งผลให้จีนมีความต้องการนำเข้ามันสำปะหลังจากไทยเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าตลาดจีนจะเพิ่มปริมาณการนำเข้าอีก หลังจากหยุดยาวช่วงเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึง

“ปัจจุบันราคาส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการของตลาดโลก ส่งผลให้ราคามันสำปะหลังทั้งของไทยและของประเทศเพื่อนบ้านดีขึ้นทั้งระบบ จึงอยากขอความร่วมมือไปยังผู้ประกอบการ ให้รับซื้อมันสำปะหลังจากเกษตรกรในราคาที่เป็นธรรมและสอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดด้วย เพื่อที่กระทรวงพาณิชย์จะได้ไม่ต้องออกมาตรการกำกับดูแลเพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นภาระของผู้ประกอบการในที่สุด”

นอกจากนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาการพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดจีน กระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) ได้ร่วมกับสมาคมมันสำปะหลังที่เกี่ยวข้องจัดกิจกรรมขยายตลาดสินค้ามันสำปะหลัง อย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ มีกำหนดนำคณะภาคเอกชน เดินทางไปเจรจาและขยายตลาดมันสำปะหลังในประเทศตุรกีและนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการนำเข้ามันสำปะหลังไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์

สำหรับการนำเข้ามันสำปะหลังจากเพื่อนบ้านในปีนี้ คาดว่าปริมาณการนำเข้าจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากผลการสำรวจในเบื้องต้นของคณะติดตามภาวะการผลิตมันสำปะหลัง ฤดูกาลผลิต 2560/61 พบว่าผลผลิตของประเทศเพื่อนบ้านเสียหายจากโรคใบด่างและโรคพุ่มแจ้ คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 20%

อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาประเทศเพื่อนบ้าน มีแสงแดดน้อย ทำให้ผลผลิตจำนวนหนึ่งมีความชื้นสูง คุณภาพไม่ตรงตามมาตรฐาน กระทรวงพาณิชย์ โดย คต. จึงจัดชุดเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่สุ่มตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่ไม่ได้มาตรฐานราคาต่ำ รั่วไหลเข้าสู่ตลาดภายในประเทศ และอาจทำให้ราคามันสำปะหลังทั้งระบบตกต่ำในที่สุด

ทั้งนี้ ประเทศไทยไม่ได้ห้ามการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่การนำเข้าต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเดือนที่ผ่านมากรมการค้าต่างประเทศ ได้ดำเนินการพักทะเบียนผู้นำเข้าที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องแล้ว จำนวนหนึ่ง เนื่องจากตรวจพบว่า มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น มีความชื้น หรือมีดินทราย เกินกว่าที่กำหนด จึงอยากขอความร่วมมือผู้นำเข้ามันสำปะหลังศึกษากฎระเบียบที่เกี่ยวข้องและปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด หากมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ สายด่วนกรมการค้าต่างประเทศ โทร. 1385

วันที่ 6 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงอำเภอคงและรถดับเพลิงของรื่นจิตอาสา อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ระดมกำลังเข้าสกัดเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้ป่าลำพัน ในพื้นที่ บ้านดอนใหญ่ หมู่ที่ 1 ตำบลดอนใหญ่ อำเภอคง ซึ่งมีเนื้อที่กว่า 100 ไร่ อยู่ติดกับบ้านเรือนประชาชน โดยไฟได้ลุกไหม้อย่างรวดเร็ว กินพื้นที่ราว 20-30 ไร่ เจ้าหน้าที่เร่งฉีดน้ำสกัดไม่ให้ไฟลุกลามไปติดบ้านเรือนประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง ใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงเอาไว้ได้ สว่นสาเหตุในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า เกิดจากชาวนาในพื้นที่ลักลอบจุดไฟเผาตอซังข้าว จึงทำให้ไฟลุกลามไปติดป่าลำพัน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ขณะเกิดเหตุมีลมพัดกรรโชกแรงทำให้การดับไฟเป็นไปอย่างยากลำบาก อีกทั้งเป็นพื้นที่กว้างติดกับเส้นทางเดินรถไฟจึงทำให้รถน้ำดับเพลิงขนาดใหญ่ เดินทางเข้าไประงับเหตุด้วยความยากลำบากเช่นกันอย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยอำเภอคง ได้ขอฝากแจ้งเตือนประชาชน ในพื้นที่ ไม่ให้จุดไฟเผาตอซังข้าว หรือ จุดไฟเผาหญ้าข้างทาง เนื่องจากในช่วงนี้เป็นช่วงย่างเข้าสู่ฤดูแล้งและมีลมกรรโชกแรงอาจจะส่องผลทำให้ไฟลุกลามไปติดบ้านเรือนทำให้ทรัพย์สินได้รับความเสียหายได้

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านในพื้นที่หมู่ที่ 3 ตำบลระวะ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ร้องเรียนผลกระทบจากโรงงานแอสฟัลต์ซึ่งรับเหมางานก่อสร้างถนนลาดยางสี่เลน บนทางหลวงสาย 408 สายสงขลา-ระโนด-นครศรีธรรมราช ตั้งอยู่ริมถนนสายดังกล่าวในพื้นที่หมู่ที่ 3 ตำบลระวะ หลังตั้งโรงงานตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา เกิดฝุ่นตลอดเวลาและกลิ่นเหม็นยางมะตอย ทำให้เด็กๆ ผู้ป่วย ผู้สูงวัย มีอาการป่วยจากฝุ่นหิน ควันพิษจากการผสมยางมะตอย บางรายต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยชาวบ้านร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วแต่ยังไม่มีการแก้ปัญหา

ต่อมา นายรุ่งโรจน์ และสุบ ผู้อำนวยการกลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสงขลา ร่วมกับฝ่ายปกครองอำเภอระโนด เดินทางเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง เบื้องต้นฝ่ายผู้ประกอบการแจ้งว่า รับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว และได้ทำตามข้อเรียกร้องของชุมชน โดยจำกัดเวลาทำงานตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น. ติดตั้งสแลนกันฝุ่นเพิ่มขึ้น ปรับปรุงเครื่องจักรติดตั้งถุงกรอง 400 ถุง ภายในเครื่องผสมแอสฟัลต์ และอยู่ระหว่างรออุปกรณ์เพื่อติดตั้งสแลนกันฝุ่นของชุมชน จึงกำชับให้ผู้ประกอบการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์