ชมรมรากแก้ว วิทยาลัยการโรงแรมและการท่องเที่ยว มทร.ศรีวิชัย

ตรัง จัดกิจกรรมร่วมกันลงแขกเกี่ยวข้าว และพิธีทำขวัญข้าว ในโครงการเยาวชนไทยเข้าใจ ข้าวไทย วิถีชาวนาชมรมรากแก้ว วิทยาลัยการโรงแรมและการท่องเที่ยว มทร.ศรีวิชัย ตรัง จัดกิจกรรมร่วมกันลงแขกเกี่ยวข้าว และพิธีทำขวัญข้าว ในโครงการเยาวชนไทยเข้าใจ ข้าวไทย วิถีชาวนา ณ บ้านนาหมื่นศรี อ.นาโยง จ.ตรังซึ่งได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ และผู้นำชุมชนทั้งสำนักงานเกษตรอำเภอนาโยง กำนัน -ผู้ใหญ่บ้าน ตลอดจนปราชญ์ชาวบ้านเข้าร่วมให้ความรู้แก่นักศึกษา พร้อมทั้งลงแขกเกี่ยวข้าวร่วมกันโดยโครงการนี้มุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะสร้างจิตสำนึกแก่นักศึกษาในการทำประโยชน์ต่อชุมชน
และเรียนรู้วิถีชีวิตพอเพียงตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9

พันตำรวจโท หม่อมหลวง กิติบดี ประวิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการจังหวัดกระบี่เคลื่อนที่และคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ โดยมีนายไพศาล ศรีเทพ นายอำเภอคลองท่อม กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน และนายประคอง อุสาห์มัน หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร รักษาการเกษตรจังหวัดกระบี่ กล่าวรายงานในส่วนของการบูรณาการจัดงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ณ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยน้ำขาว หมู่ที่ 7 ตำบลห้วยน้ำขาว อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ สำนักงานเกษตรอำเภอคลองท่อม ส่วนราชการ ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมให้บริการแก่พี่น้องเกษตรกร ประชาชนในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง คาดว่าจะมีผู้มารับบริการไม่ต่ำกว่า 300 คน

นายไพศาล ศรีเทพ นายอำเภอคลองท่อม กล่าวว่า โครงการจังหวัดกระบี่เคลื่อนที่ประจำปี 2561 จัดขึ้นเพื่อนำคณะหัวหน้าส่วนราชการ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ออกเยี่ยมเยียน และสอบถามความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน เพื่อให้ทราบถึงข้อมูลของประชาชนในพื้นที่ และสามารถนำไปแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง ทำให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข พร้อมทั้งนำบริการของทางส่วนราชการมาให้ประชาชนในท้องที่ เพื่อเป็นการเติมเต็มการบริการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งถือเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างจังหวัด กับประชาชนในระดับอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน

นายประคอง อุสาห์มัน กล่าวว่า ในส่วนของสำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมจัดกิจกรรมคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ให้บริการทางการเกษตรรวมถึงการแก้ปัญหาให้พี่น้องเกษตรกรในระดับพื้นที่ เพื่อให้ได้รับบริการได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง อาทิเช่น การบริการตรวจวิเคราะห์ดิน การผลิตเชื้อราไตรโคเดอร์มาเพื่อกำจัดโรคพืช การให้บริการทำหมันแมวและสุนัข การมอบพันธุ์ปลา พันธุ์ผัก และยังมีการสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายในราคาประหยัดอีกด้วย

จากข้อมูลของธนาคารกสิกรไทย เผยว่า ปัจจุบันผลิตภัณฑ์อาหารเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่ประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญสามารถผลิตส่งขายได้ทั่วโลก โดยในปี 2560 ธุรกิจผลิตอาหารมีมูลค่า 619,201 ล้านบาท และคาดว่าในปี 2561 จะมีมูลค่า 653,267 ล้านบาท เติบโต 4.50-6.50% ซึ่งถือว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศมาก

ด้วยเหตุนี้ ธนาคารกสิกรไทย จึงร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมสำหรับธุรกิจผลิตอาหาร

“สุรัตน์ ลีลาทวีวัฒน์” รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า การร่วมมือดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ตรงกันคือต้องการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีนำงานวิจัยและนวัตกรรมมาเพิ่มศักยภาพธุรกิจ ที่สำคัญคือ ต้องการผลักดันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เข้าร่วมโครงการสามารถพัฒนาสินค้าด้วยงานวิจัยและนวัตกรรมได้จริงหลังจบโครงการ

ซึ่งแตกต่างจากคอร์สอบรมทั่วไปอย่างแน่นอน สำหรับรายละเอียดโครงการจะแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ 1) งานสัมมนาให้ความรู้เทรนด์และภาพรวมของธุรกิจผลิตอาหาร 2) การอบรมเชิงลึก 4 วัน กับผู้เชี่ยวชาญตัวจริง โดยคัดเลือกผู้สมัครเพียง 50 รายเท่านั้นเพื่อเข้าร่วมการอบรม และ 3) การให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัวในการทำวิจัยและพัฒนานวัตกรรม สำหรับ 5 ผู้ประกอบการที่แกร่งที่สุด ซึ่งจะได้รับเงินรางวัลรายละ 100,000 บาท เงินสนับสนุนในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงช่องทางจัดจำหน่าย

โดยธนาคารหวังว่าโครงการนี้จะช่วยยกระดับและเสริมความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมผลิตอาหารของไทย ให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้หากผู้ประกอบการต้องการเพิ่มศักยภาพธุรกิจด้วยงานวิจัยและนวัตกรรมกับทาง สวทช. และ สกว. ธนาคารก็มีสินเชื่อพิเศษเตรียมพร้อมให้การสนับสนุน

ด้าน “ดร.ฐิตาภา สมิตินนท์” รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า สวทช. มีพันธกิจหลักในด้านการทำวิจัยและพัฒนาเพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมและสังคม และมีภารกิจหนึ่งในการถ่ายทอดและบริหารจัดการเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ

รวมทั้งมีความพร้อมทางด้านบุคลากรในการวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของภาคอุตสาหกรรม สามารถช่วยเหลือให้ภาคอุตสาหกรรมมีการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมไปใช้เพิ่มผลิตภาพ คุณภาพ พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ผ่านกลไกของโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ ITAP ที่มีความเชี่ยวชาญในการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าที่ผ่านมาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยมีโอกาสในการเข้าถึงนวัตกรรมยังไม่มากนัก จากปัญหาตรงนี้เอง สวทช. จึงพยายามช่วยเหลือและผลักดันผ่านโครงการต่างๆ

ที่ผ่านมา ITAP ได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไปแล้วกว่า 7,000 โครงการ โดยในปี 2560 ที่ผ่านมา โปรแกรม ITAP สวทช. ได้สนับสนุนธุรกิจผลิตอาหารจำนวน 1,500 ราย โดยช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตที่นำเทคโนโลยีมาใช้ให้ผลิตภัณฑ์เกิดมูลค่าที่สูงขึ้นและต้นทุนลดลง

สำหรับโครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมสำหรับธุรกิจผลิตอาหาร เป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการได้เข้าถึงองค์ความรู้ที่จะสามารถนำมาต่อยอดเป็นนวัตกรรม และช่วยเพิ่มพูนทักษะที่จำเป็นในด้านต่างๆ และยังสามารถเข้าถึงแหล่งสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเชิงนวัตกรรม ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ

การดำเนินการเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคธุรกิจ และนำความเข้มแข็งของทั้ง 3 หน่วยงานไปช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นข้อต่อสำคัญที่จะทำให้เกิดความเชื่อมโยงงานทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ไปสู่ภาคอุตสาหกรรมได้อย่างแท้จริง

“รศ.ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์” ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเผยว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ภาคเอกชนมีแนวโน้มการทำวิจัยพัฒนาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่

โครงการนี้จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับผู้ประกอบการในการเข้าถึงนวัตกรรมได้มากขึ้น โดยทั้ง 3 หน่วยงานร่วมเป็นภาคีในการสร้างและสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างครบวงจร ทั้งงบประมาณวิจัย การวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมและการออกแบบบรรจุภัณฑ์ การให้ความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ การเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงช่องทางการขายสินค้า และร่วมกันคัดเลือกผู้ประกอบการ

โดยกระบวนการคัดเลือกจะมีเกณฑ์กำหนด เช่น การมีแนวคิดและความตั้งใจในการสร้างสินค้านวัตกรรม มีความกระตือรือร้นในการประกอบธุรกิจ มีมุมมองทางการตลาดและกลุ่มเป้าหมายชัดเจน เป็นต้น ทาง สกว. หวังว่าโครงการนี้จะเกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่จะได้รับการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้เกิดการขายได้จริงในเชิงพาณิชย์ อันก่อให้เกิดรายได้เพิ่มกับผู้ประกอบการ

ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยดูรายละเอียดโครงการและสมัครได้ที่ www.ksmegoodtogreat.com หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ K BIZ Contact Center โทร. 02 888 8822

ผศ.ดร.สาลินันท์ บุญมี คณบดีคณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) สุวรรณภูมิ นำนักศึกษา คว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดเขียนแผนธุรกิจ รางวัลชนะเลิศการประกวดผลงานบัณฑิตนักปฏิบัติ (ด้านภาษาอังกฤษ) รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 การประกวดผลงานสหกิจศึกษา และรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 การประกวดเขียนแผนธุรกิจ จากการแข่งขันทักษะวิชาการวิชาชีพด้านบริหารธุรกิจ 9 มทร. ครั้งที่ 6 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

สศก. เปิดผลสำเร็จโครงการ “นาแปลงใหญ่ ” ปี 60 ช่วยเกษตรกรมีรายได้เพิ่ม 35.89 % ลดต้นทุนการทำนาลง 15% และมีผลผลิตเพิ่มขึ้น12 ก.ก./ไร่

สศก. ติดตามผลโครงการนาแปลงใหญ่หลักเกณฑ์ใหม่ ปี 2560 เกษตรกรยิ้มรับ ได้รับปัจจัยการผลิต องค์ความรู้ และเทคโนโลยีต่างๆ มาปรับใช้ ช่วยเกษตรกรต้นทุนลด ผลผลิตดี รายได้เพิ่ม สร้างความสามัคคี ความเข้มแข็งในการรวมกลุ่มนาแปลงใหญ่ได้เป็นอย่างดี

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลประเมินโครงการนาแปลงใหญ่หลักเกณฑ์ใหม่ ของปี 2560 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์รวมกัน ผลิตข้าวคุณภาพได้มาตรฐานข้าวไทย ลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ภายใต้การบูรณาการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยปี 2560 มีพื้นที่ที่สามารถดำเนินการในระบบนาแปลงใหญ่หลักเกณฑ์ใหม่ ปี 2560 รวม 51 จังหวัด จำนวน 747 แปลง พื้นที่ 752,659 ไร่ เกษตรกร 55,087 ราย โดย สศก. ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ รวมทั้งประธานกลุ่ม และผู้จัดการแปลง ใน 15 จังหวัด จำนวน 585 ตัวอย่าง ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2560 พบว่า

กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว ได้ให้การสนับสนุนปัจจัยการผลิตแก่ เกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่เป็นสมาชิกไปใช้และบริหารจัดการร่วมกัน ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ข้าว กระสอบบรรจุภัณฑ์ เครื่องหยอดข้าวแห้งติดรถไถเดินตามชนิดใบผ่านร่อง เครื่องหยอดข้าวแห้งติดรถแทรคเตอร์เครื่องหยอดข้าวรุ่นดัดแปลงสำหรับนาน้ำตม เครื่องคัดทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ รวมทั้งมีการถ่ายทอดความรู้ด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ และการผลิตข้าวคุณภาพดี (GAP) ตามกระบวนการโรงเรียนเกษตรกร

ด้านค่าใช้จ่าย เกษตรกร ร้อยละ 84 สามารถลดค่าใช้จ่ายปัจจัยการผลิตในการทำนา โดยลดลง 512 บาทต่อไร่ หรือลดลงร้อยละ 15 (ค่าใช้จ่าย 3,359 บาทต่อไร่ ในปี 2559/60 ลดเหลือ 2,847 บาทต่อไร่ ในปี 2560/61) ซึ่งค่าใช้จ่ายที่ลดลงส่วนใหญ่เป็นค่าพันธุ์ ปุ๋ยเคมี และการใช้สารเคมีน้อยลง

ด้านผลผลิต เกษตรกรร้อยละ 78 มีผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 12 กิโลกรัมต่อไร่ หรือร้อยละ 2 (ผลผลิตประมาณ 631 กิโลกรัมต่อไร่ ในปี 2559/60 เพิ่มเป็น 643 กิโลกรัมต่อไร่ ในปี 2560/61) ขณะเดียวกันผลผลิตที่ได้มีคุณภาพเพิ่มขึ้นด้วย โดยเกษตรกรร้อยละ 53 ผลิตข้าวได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะเดินหน้าสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าสู่การรับรองมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ได้สนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่ม เพื่อทำข้อตกลงซื้อขายกับเอกชน (MOU) จำนวน 221 แปลง ส่งผลให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตสูงกว่าราคาในท้องตลาดประมาณ 100 – 200 บาทต่อตัน

ด้านผลตอบแทนสุทธิ เกษตรกรมีผลตอบแทนสุทธิเพิ่มขึ้นประมาณ 533 บาทต่อไร่ หรือร้อยละ 35.89 (ผลตอบแทนสุทธิ 1,485 บาทต่อไร่ ในปี 2559/60 เพิ่มเป็น 2,018 บาทต่อไร่ ในปี 2560/61) และจากการสนับสนุนปัจจัยและเทคโนโลยีมาใช้ พบว่า เกษตรกรร้อยละ 73 มีความพึงพอใจในระดับมาก เนื่องจากได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ มีการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ มาปรับใช้ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร และสามารถสร้างความสามัคคีความเข้มแข็งในการรวมกลุ่มนาแปลงใหญ่ได้เป็นอย่างดี

สำหรับการดำเนินการในปี 2561 กระทรวงเกษตรฯ จะดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง สร้างการรับรู้ให้เกษตรกรเห็นถึงผลประโยชน์ที่ได้รับ มีรายได้ที่มั่นคง ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าโดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต บูรณาการหน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้มีการเชื่อมโยงโดยใช้ตลาดนำการผลิต ทั้งนี้ เพื่อให้กลุ่มแปลงใหญ่มีการบริหารจัดการด้วยเกษตรกรเอง สามารถเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรได้ในระยะต่อไป และเป็นกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่ยั่งยืนในระยะยาว

เวลา 06.30 น.วันที่ 17 กุมภาพันธ์ ผู้ใกล้ชิด ศาสตราจารย์ระพี สาคริก ปราชญ์แห่งแผ่นดิน บิดาแห่งกล้วยไม้ไทย แจ้งว่า ศ.ระพีเสียชีวิตแล้ว ที่บ้านพักย่านงามวงศ์วาน ภายหลังจากก่อนหน้านี้เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ประมาณ 6 เดือน ด้วยอาการติดเชื้อในกระแสเลือด เมื่ออาการดีขึ้นก็กลับมาพักผ่อนที่บ้าน หลังจากนั้นไม่นานก็สิ้นลมอย่างสงบด้วยวัย 95 ปี

สำหรับกำหนดการฌาปนกิจนั้น ญาติจะแจ้งให้ทราบภายหลัง ศ.ระพีเกิดที่วรจักร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรชายคนโตของขุนตำรวจเอก พระมหาเทพกษัตริยสมุห (เนื่อง สาคริก) และคุณแม่สนิท ภมรสูตร เริ่มต้นการศึกษาระดับประถมที่โรงเรียนสามเสนวิทยาคาร และจากนั้นได้ย้ายโรงเรียนอีกหลายแห่ง ตั้งแต่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล โรงเรียนจิตรลดา โรงเรียนนาฏศิลป โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร หรือโรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตรในปัจจุบัน จนจบชั้นมัธยมบริบูรณ์และได้รับประกาศนียบัตรจากกระทรวงศึกษาธิการถึง 2 ใบ

จากนั้นจึงได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ต่อมาสถาปนาขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หลักสูตรปริญญาตรี 5 ปี เมื่อ พ.ศ.2486) ซึ่งเปิดสอนระดับเตรียมมหาวิทยาลัยที่แม่โจ้ จ.เชียงใหม่ (แม่โจ้รุ่น 7) โดยศึกษาในคณะเกษตร

ศ.ระพี สาคริก ได้เลือกศึกษาด้านกสิกรรมและสัตวบาล สาขาปฐพีวิทยาระดับปริญญาตรีและได้รับพระราชทานปริญญาบัตรเมื่อ พ.ศ.2490 ศ.ระพียังได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขานวัตกรรมเกษตรจากมหาวิทยาลัยรังสิต ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2558

ทช.ประกาศชายหาดไทยหลุดพ้นวิกฤตปัญหากัดเซาะ เผยจาก 800 กม.เหลือ 145 กม.เผยต้องใช้ธรรมชาติเข้าช่วย ที่ผ่านมาสร้างแต่เขื่อนกั้นคลื่นปัญหาเลยลามหนัก ชี้ สมุทรสาคร ใช้ไม้ไผ่กั้นคลื่นปลูกป่าชายเลน หยุดกัดเซาะมา 2 ปีแล้ว

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) แถลงข่าวเรื่องสถานการณ์การกัดเซาะชายฝั่งของไทย ปี 2560 โดยมีนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดี ทช.พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านการกัดเซาะชายฝั่งและนักวิชาการด้านทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง คือ ศศิน เฉลิมลาภ นายศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

นายจตุพร กล่าวว่า ตลอดระยะที่ผ่านมากว่า 50 ปี ประเทศไทยต้องประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งมาอย่างยาวนาน จากการรวบรวมข้อมูลการกัดเซาะชายฝั่งตั้งแต่ปี 2495-2551 พบว่ามีพื้นที่ชายฝั่งที่ประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งประมาณ 800 กิโลเมตร จากความยาวชายฝั่งทั้งสิ้น 3,151 กิโลเมตร คิดเป็น 25% ของความยาวชายฝั่งประเทศไทย

ซึ่งประเทศไทยได้พยายามแก้ไขปัญหาการกัดเซาะมาเป็นเวลาหลายสิบปี โดยการแก้ไขปัญหาในสมัยก่อนนั้นเน้นการแก้ไขปัญหาเฉพาะจุด หรือเฉพาะพื้นที่ที่มีการกัดเซาะ โดยใช้โครงสร้างทางวิศวกรรม ซึ่งการแก้ไขปัญหาโดยวิธีดังกล่าว จะส่งผลให้ชายฝั่งที่อยู่ใกล้เคียงกับโครงสร้าง หรืออยู่ท้ายโครงสร้างเกิดการกัดเซาะลุลามกลายเป็นปัญหาที่รุนแรงมากขึ้น

“จากการสำรวจแนวชายฝั่งประเทศไทยปี 2560 โดยทช.เราพบพื้นที่กัดเซาะชายฝั่งได้ดำเนินการแก้ไขแล้วเป็นระยะทางประมาณ 559 กิโลเมตร คิดเป็นประมาณ 18% ของแนวชายฝั่ง คงเหลือพื้นที่กัดเซาะที่ยังไม่รับการแก้ไขเป็นระยะทางประมาณ 145 .73 กิโลเมตร คิดเป็นประมาณ 5% ของความยาวชายฝั่ง และพื้นที่ที่ไม่มีปัญหาการกัดเซาะระยะทาง 2,447 กิโลเมตร คิดเป็นประมาณ 77% ของแนวชายฝั่ง “ นายจตุพร กล่าว

นายศักดิ์อนันต์ กล่าวว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตนและนายศศินได้ลงพื้นที่สำรวจการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ทั่วประเทศ พบว่า ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่ผ่านมานั้นเกิดจากการแก้ปัญหาที่หนึ่งแล้วจะไปสร้างปัญหาให้อีกที่หนึ่ง การใช้ของแข็งเช่น กำแพง ก้อนหินไปสู้กับแรงคลื่น ทำให้เกิดการกัดเซาะมากยิ่งขึ้น เช่นพื้นที่ชายหาดปากพนัง แหลมตะลุมพุก และ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช

“เราพบว่าเมื่อคลื่นปะทะกับของแข็งก็จะสูงขึ้นจากเดิม 7 เท่า และยังเบี่ยงเบนไปด้านข้างเข้าไปกัดเซาะอีกด้วย อีกทั้งน้ำหนักของน้ำที่ทิ้งตัวลงมาทำให้ทรายหายไปด้วย ความล้มเหลวของการแก้ปัญหาการกัดเซาะ แบบสะเปะ สะปะเช่นนี้ ทำให้ที่ผ่านมา เราไม่สามารถแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งได้เลย”นายศักดิ์อนันต์ กล่าว

นายศักดิ์อนันต์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามมีหลายพื้นที่ที่เอาธรรมชาติเข้าไปช่วยแก้ปัญหา ทำให้ การกัดเซาะในพื้นที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เช่น พื้นที่ จ.สมุทรสาคร สมุทรสงคราม จ.ตราด จันทบุรี ใช้ไม้ไผ่ ปลูกป่าชายเลน ทำให้ปัญหาการกัดเซาะนิ่งมานานแล้ว อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่ยังถือว่า มีความวิกฤตเรื่องการกัดเซาะอยู่ เช่น จ.สงขลา สมุทรปราการ ปัตตานี และนครศรีธรรมราช

นายจตุพร กล่าวว่า ทช.ทำ แผนงาน และโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งโดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้คณะทำงานบูรณาการแนวทาง แผนงานโครงการและงบประมาณการจัดการป้องกันแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง โดยผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชน หน่วยงานในท้องถิ่นพื้นที่ชายฝั่งทะเล 23 จังหวัด แนวทางดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ และผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2561

โดยแนวทางดังกล่าวเป็นการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง โดยมุ่งเน้นความสอดคล้องกับธรรมชาติไม่ส่งผลต่อเนื่องไปยังพื้นที่ข้างเคียงเป็นหลักซึ่งแบ่งได้เป็น 4 แนวทาง 3 มาตรการ 8 รูปแบบ คือแนวทางการปรับสมดุลชายฝั่งโดยธรรมชาติ แนวทางการป้องกันปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง แนวทางการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง แนวทางการฟื้นฟูเสถียรภาพชายฝั่ง ด้านมาตรการการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง อีก 3 มาตรการ 8 รูปแบบ

คือ มาตรการสีขาว หมายถึงการดำเนินการ เพื่อลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ที่อาจเกิดขึ้นจากการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งดำเนินการในรูปแบบการกำหนดพื้นที่ถอยร่น ห้ามก่อสร้างหรือกระทำกิจกรรมที่เปลี่ยนแปลงสภาพสัณฐานชายหาดและเนินทราย เพื่อให้ธรรมชาติปรับสมดุล มาตรการสีเขียว คือการดำเนินการที่จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับพื้นที่ข้างเคียง เหมาะกับบริเวณชายฝั่งทะเลแบบปิดขนาดเล็ก ชายฝั่งที่มีความลาดชันต่ำ มี 3 รูปแบบ การดำเนินการ คือ การปลูกป่า การฟื้นฟูชายหาด และการปักเสาดักตะกอน เพื่อปลูกป่าชายเลน มาตรการสีเทา

“การดำเนินงานโดยใช้โครงการทางวิศวกรรม เพื่อให้เหมาะสมกับชายฝั่งที่มีคลื่นขนาดใหญ่ชายฝั่งมีความลาดชันสูง มีมาตรการดำเนินการทั้งหมด 4 รูปแบบ คือ การสร้างเขื่อนกันคลื่นนอกชายฝั่ง รอดักทราย เขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล และกำแพงป้องกันคลื่นริมชายหาด

นอกจากนี้ในช่วงระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมากรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งมีการศึกษาวิจัย พัฒนานวัตกรรมด้านต่าง ๆ และได้ดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทั้งในพื้นที่หาดโคลนและหาดทราย เช่น การปักไม้ไผ่ชะลอความรุนแรงของคลื่น การฟื้นฟูป่าชายเลน การถ่ายเททราย

พร้อมทั้งเผยแพร่องค์ความรู้ ด้านการกัดเซาะชายฝั่งให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้ตระหนักถึงสาเหตุของปัญหา และแนวทางการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง รวมถึงการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และยั่งยืน”นายจตุพร กล่าว

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics

แม้คาดว่าการส่งออกไทยปี 2561 แนวโน้มจะขยายตัว ต่อเนื่องที่ 4.8% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นเฉลี่ย 64 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สร้างรายได้จากการส่งออกเฉลี่ย 2.1 หมื่นล้านเหรียญต่อเดือน

แต่หลังจากเข้าสู่ปี 2561 เป็นต้นมา ธุรกิจส่งออกต้องเผชิญกับปัจจัยที่กระทบต่อการดำเนินงาน ทั้งเรื่องการแข็งค่าของเงินบาทอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นปี โดยคาดว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นถึง 5% ในปีนี้

ผนวกกับการเพิ่มขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำจากปีก่อน 1-7% ขึ้นกับพื้นที่ตั้ง เริ่มมีผลตั้งแต่เดือนเม.ย.นี้

จากปัจจัยทั้ง 2 ส่วนนี้ ประเมินผลกระทบต่อธุรกิจผ่านโครงสร้างธุรกิจและการเงิน และคาดการณ์การส่งออกในปี 2561 เพื่อช่วยให้เห็นภาพผลกระทบและการปรับตัวของธุรกิจส่งออกในปีนี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยรวมพบว่า อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจากระดับปกติเฉลี่ยที่ 0.6% จากผลของเงินบาทที่แข็งทำให้กำไรลดลง 0.2% เนื่องจากรายได้จากการส่งออกเป็นเงินบาทลดลง

ส่วนของค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้นทำให้กำไรลดลง 0.4% จากภาระต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยจัดกลุ่มธุรกิจที่ได้รับ ผลกระทบออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มธุรกิจได้รับผลกระทบมาก ได้แก่ สินค้าเกษตร เครื่องนุ่งห่ม และเฟอร์นิเจอร์/ชิ้นส่วน เนื่องจากธุรกิจเหล่านี้พึ่งพารายได้จากการส่งออกสูงและมีการจ้างแรงงานสูง ทำให้กำไรขั้นต้นลดลงจากระดับปกติ 1-3%
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเฉพาะด้าน ด้วยลักษณะผลกระทบที่แตกต่างกัน จึงแยกออกมาเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มที่ได้ผลกระทบด้านอัตราแลกเปลี่ยน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยางพารา ข้าว และอาหาร ด้วยการพึ่งพารายได้จากการส่งออกที่สูง แต่การจ้างแรงงานต่ำ ทำให้กำไรขั้นต้นลดลงจากระดับปกติ 1-2%

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบด้านการตลาด ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภค กระดาษ/สิ่งพิมพ์ บรรจุภัณฑ์ เนื่องจากธุรกิจถูกกระทบจากต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นเป็นหลัก ทำให้กำไรขั้นต้นลดลงจากระดับปกติ 0.1-0.5%

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด คือ ผู้ผลิตรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์/คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า และเคมีภัณฑ์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีในปีนี้ กำไรขั้นต้นจึงได้รับผลกระทบน้อยเพียง 0.1% จากระดับปกติ

จากข่าวการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งมติ ครม.เห็นชอบการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของทุกจังหวัดอยู่ในช่วง 308-330 บาท/วัน (เฉลี่ย 315.97 บาท/วัน) จากอัตราเดิมในปี 2560 ที่ 300-310 บาท/วัน (เฉลี่ย 305.44 บาท/วัน) โดยการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในปีนี้ เป็นการปรับขึ้นแบบไม่เท่ากันตามแต่ละพื้นที่ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเพิ่มตัวแปร เช่น ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI), ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) รวมถึงผลิตภัณฑ์มวลรวม โดยจังหวัดที่ปรับสูงสุดคือ ภูเก็ต ชลบุรี และระยองที่ 330 บาท และกรุงเทพฯ อยู่ที่ 325 บาท

ผลกระทบที่เกิดแน่ ๆ จากการปรับครั้งนี้คือต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นขององค์กรโดยเพิ่มขึ้นมาประมาณ 3.44% ซึ่งศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า แรงงานที่อยู่ในกลุ่มที่จะต้องขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในครั้งนี้มีประมาณ 20.2% คิดเป็นสัดส่วนต้นทุนแรงงานต่อต้นทุนรวมอยู่ที่ระหว่าง 8-14% การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอาจส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อประมาณ 0.06% และคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยในปี 2561 จะอยู่ที่ 1.1%