ชวนชมป่าโกงกาง ล่องอ่าวปัตตานีที่บางปูจากตัวเมืองปัตตานี

บนถนนสายปัตตานี-นราธิวาส หรือทางหลวงแผ่นดินสาย 42 จะเจอทางเข้าชุมชนท่องเที่ยวบางปู อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี หนึ่งในโมเดลของการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ประสบความสำเร็จของจังหวัดปัตตานี เป็นความร่วมไม้ร่วมมือของชาวมุสลิมในชุมชนทั้งหนุ่มสาวไปถึงคนเฒ่าคนแก่

แม้ว่าปัจจุบันความไม่สงบในพื้นที่ยังเกิดขึ้นเป็นระยะ แต่ชุมชนยังคงเดินหน้าให้บริการนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังบางปูแห่งนี้อย่างเต็มที่ เพราะการท่องเที่ยวโดยชุมชน ซึ่งถือว่าเป็นโมเดลใหม่ของชุมชนต่าง ๆ ในขณะนี้ ที่มีแต่ประโยชน์ ทั้งนักท่องเที่ยวที่จะได้รับบริการจากชาวบ้านในพื้นที่แท้ ๆ ทำให้ได้เรียนรู้ และเข้าใจวิถีชุมชนอย่างลึกซึ้ง ไม่ฉาบฉวย ขณะเดียวกันชาวบ้านในชุมชนเองนอกจากมีรายได้เพิ่มขึ้น ยังสามารถกำหนดการบริหารจัดการ และดูแลรักษาทรัพยากรในท้องถิ่นตัวเองให้ยั่งยืน

สำหรับบางปู พื้นที่ริมขอบอ่าวของปัตตานี มีจุดเด่น คือ ป่าโกงกางอันอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งพักพิงของปลาน้อยใหญ่ จนเกิดวิถีประมงพื้นบ้านรอบอ่าว เป็นเสบียงของชาวปัตตานีมานานนับ 100 ปี

เจ้าหน้าที่รายหนึ่งที่ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวโดยชุมชน ชุมชนท่องเที่ยวบางปู อธิบายว่า ชุมชนแห่งนี้เริ่มมีการจัดการท่องเที่ยวกันเองตั้งแต่ปี 2547 โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานวัฒนธรรม จังหวัดปัตตานี ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเฉลี่ยวันละ 50-100 คน เป็นกลุ่มนักเรียน นักศึกษา นักท่องเที่ยวต่างถิ่น และต่างชาติ

หลังจากฟังการอธิบายจากเจ้าหน้าที่ ก็ได้เวลาลงเรือ ที่ส่วนใหญ่จะใช้เรือประมงของชาวบ้านที่ว่างเว้นจากการออกจับปลา ลำหนึ่งนั่งได้ 5-8 คน

เราก้าวลงเรือด้วยความตื่นตาตื่นใจไปกับวิวรอบตัว ทั้งกำแพงป่าโกงกางสีเขียวครึ้ม นกหลากชนิดที่บินโฉบไปมา สลับกับดูวิววิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ที่เป็นที่ตั้งของมัสยิด บ้านเรือนชุมชน และวิถีประมงพื้นบ้าน อาทิ การทำกุ้งแห้ง ไส้กรอก แกะสลักลายไม้ลายมลายู และอาหรับ ซึ่งผลงานนั้นถือว่าสวยงามระดับเป็นที่ยอมรับใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

ส่วนไฮไลต์ของการชมป่าโกงกาง คือ อุโมงค์โกงกาง ซึ่งถือเป็นสถาปัตยกรรมที่ธรรมชาติสรรค์สร้าง ลักษณะคือ ต้นโกงกางสองฝั่งค้อมตัวเข้าหากันจนเหมือนเป็นอุโมงค์อันร่มรื่น มีระยะทางยาวหลายร้อยเมตร จุดนี้สามารถจอดเรือ เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด ใครอยากขยับแข้งขาก็สามารถขึ้นไปปีนป่ายบนรากของโกงกาง ที่กลายเป็นที่นวดเท้าธรรมชาติชั้นดี พร้อมกับกิจกรรมเดินหาหอยลอแด หรือ หอยกัน เป็นที่สนุกสนาน

ออกจากอุโมงค์โกงกาง เรือพาจอดแวะพักที่ลานแคร่ไม้ไผ่ ซึ่งเป็นจุดพักสบาย ๆ ในการชมวิวสุดลูกหูลูกตา 180 องศา ชมหมู่นกกานับหมื่น อาทิ นกยางเปีย นกยางเทา นกหัวขวาน นกเป็ดน้ำ เป็นต้น ที่มุ่งหน้ากลับรังหลังออกไปหาอาหารตั้งแต่เช้า ที่พลาดไม่ได้ คือ ช่วงพระอาทิตย์ตกยามเย็น และหากเป็นเวลากลางคืน ก็เอกเขนกบนเรือปล่อยใจให้สงบ ชมหิ่งห้อย พร้อมกับนับดาวอย่างเพลิดเพลิน

การท่องเที่ยวที่บางปู มีทั้งเช้าไปเย็นกลับ และค้างคืน ค่าใช้จ่าย สำหรับแพ็กเกจ 2 วัน 1 คืน ราคา 600 บาท/คน ส่วนเรือเที่ยวละ 600 บาท/ลำ โดยที่พักขณะนี้ยังมีบ้านรับรองเพียงแค่ 1 หลัง พักได้ 40-50 คน

ส่วนข้าวปลาอาหารนั้นหายห่วง บรรดาแม่บ้านเข้าครัวบรรเลงสุดฝีมือจนต้องยกนิ้วให้ ของเด็ดหนีไม่พ้นอาหารทะเลสด ๆ โดยเฉพาะปูของที่นี่อุดมสมบูรณ์สมชื่อ และพลาดไม่ได้ ยำสาหร่ายอาหารท้องถิ่นของขึ้นชื่อเมืองปัตตานี

ความอุดมสมบูรณ์ของบางปูไม่เพียงเป็นความประทับใจของนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นที่เรียนรู้ระบบนิเวศ และปลูกฝังจิตสำนึกเรื่องการอนุรักษ์ให้เด็ก ๆ ที่ผู้ใหญ่ในวันนี้ต้องส่งไม้ต่อ เพื่อดูแลรักษาทรัพยากรของท้องถิ่นตนเองให้ยั่งยืนสืบไป

เรืออากาศเอกปรารถนา พัฒนศิริ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายความปลอดภัย ความมั่นคงและมาตรฐานการบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลลอยกระทงของทุกปีหลายจังหวัดทางภาคเหนือได้จัดให้มีการปล่อยโคมลอยในช่วงเทศกาลดังกล่าว ทั้งนี้ การปล่อยโคมลอยอาจมีผลกระทบต่อความปลอดภัยในการปฏิบัติการบิน ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษามาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดของการปฏิบัติการบิน บริษัทฯ จึงทำการปรับตารางการบินและยกเลิกบางเที่ยวบินในช่วงวันที่ 3-4 พ.ย. 2560 ดังนี้

1. ยกเลิกเที่ยวบินเส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 3-4 พ.ย. 2560 ได้แก่ เที่ยวบินทีจี 120 เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ วันที่ 3-4 พ.ย. และ เที่ยวบินทีจี 121 เส้นทางเชียงใหม่-กรุงเทพฯ วันที่ 3-4 พ.ย.

2. ปรับเปลี่ยนเวลาบิน ระหว่างวันที่ 3-4 พ.ย. ดังนี้ เที่ยวบินทีจี 103 วันที่ 3 พ.ย. เดิมออกจากเชียงใหม่ เวลา 10.05. น. ถึงกรุงเทพฯ เวลา 11.25 น.
ปรับเปลี่ยนเวลาบินใหม่เป็น ออกจากเชียงใหม่ เวลา 09.55 น. ถึงกรุงเทพฯ เวลา 11.15 น.

เที่ยวบินทีจี 105 วันที่ 3 พ.ย. เดิมออกจากเชียงใหม่ เวลา 10.40 น. ถึงกรุงเทพฯ เวลา 11.55 น. ปรับเปลี่ยนเวลาบินใหม่เป็น ออกจากเชียงใหม่ เวลา 12.05 น. ถึงกรุงเทพฯ เวลา 13.15 น.

เที่ยวบินทีจี 116 วันที่ 3-4 พ.ย. เดิมออกจากกรุงเทพฯ เวลา 17.10 น. ถึงเชียงใหม่ เวลา 18.30 น. ปรับเปลี่ยนเวลาบินใหม่เป็น ออกจากกรุงเทพฯ เวลา 16.00 น. ถึงเชียงใหม่ เวลา 17.10 น.

เที่ยวบินทีจี 117 วันที่ 3-4 พ.ย. เดิมออกจากเชียงใหม่ เวลา 19.20 น. ถึงกรุงเทพฯ เวลา 20.40 น. ปรับเปลี่ยนเวลาบินใหม่เป็น ออกจากเชียงใหม่ เวลา 18.00 น. ถึงกรุงเทพฯ เวลา 19.10 น.

“พาณิชย์” เคาะขายข้าวนึ่งจีทูจีให้บังคลาเทศ 150,000 ตัน 69.75 ล้านเหรียญสหรัฐ จัดสรรผู้ส่งออกส่งมอบ-ก.เกษตรฯ ประชุมระดมสมองรับมือผลผลิตข้าวนาปี 6 พ.ย .นี้

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า บังคลาเทศได้เจรจาซื้อขายข้าวนึ่ง 5% แบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (GtoG) จำนวน 150,000 ตัน มูลค่า 69.75 ล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้นจากปัจจัยดังกล่าวก็มั่นใจว่าราคาข้าวปีนี้จะดีขึ้น และทำให้การส่งออกทั้งปีทำได้ถึง11 ล้านตัน แม้ว่าหลายพื้นที่จะประสบปัญหาน้ำท่วม แต่พื้นที่นาดอนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะได้ผลดี โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ประกอบกับการที่ภาครัฐมีโครงการสินเชื่อชะลอการขายให้กับชาวนา และโครงการประกันความเสียหายจากภัยธรรมชาติก็จะบรรเทาความเสียหายให้กับชาวนาที่ได้รับผลกระทบได้มาก

รายงานข่าวระบุว่า เมื่อเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา กรมการค้าต่างประเทศทำสัญญาขายข้าวแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (GtoG) ให้กับรัฐบาลบังคลาเทศ โดยกำหนดราคาพร้อมค่าส่งมอบถึงโกดังภายในประเทศ (ซีแอนด์เอฟ) ตันละ 465 เหรียญสหรัฐฯ โดยหลังจากนี้กระทรวงจะจัดสรรให้ผู้ส่งออกที่เป็นสมาชิกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เริ่มดำเนินการส่งมอบในเดือนนี้

นายสุเทพ คงมาก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า ผลกระทบจากน้ำท่วมในหลายพื้นที่ขณะนี้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การปลูกข้าวค่อนข้างมาก โดยเฉพาะที่ลุ่ม ซึ่งบางพื้นที่อาจเก็บเกี่ยวได้ แต่จะมีความชื้นสูง มีผลต่อราคาจำหน่าย โดยขณะนี้ข้าวเปลือกจ้าวความชื้น 15% ราคาค่อนข้างต่ำอยู่ที่ 7,600-7,700 บาทต่อตัน จากเดิมที่เคยราคาอยู่ที่ 8,000-8,500 บาทต่อตัน แต่นาในที่ดอนผลผลิตจะดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา ทำให้คาดว่าผลผลิตข้าวในภาพรวมในปีนี้จะไม่ลดปริมาณลงมาก หรืออาจจะปริมาณใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลมีโครงการสินเชื่อชะลอการขาย เชื่อว่าจะทำให้ชาวนาชะลอการขายข้าวพร้อมๆกันในช่วงหลังการเก็บเกี่ยวได้มาก คาดว่าชาวนาจะนำข้าวร่วมโครงการกว่า 3 ล้านตัน เพราะปีที่แล้วผลจากโครงการดังกล่าวก็ทำให้ราคาข้าวในภาพรวมดีขึ้น

ทั้งนี้ ในวันที่ 6 พ.ย. นี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือในประเด็นต่างๆ เช่นประเมินความเสียหายของผลผลิตข้าวจากปัญหาน้ำท่วม ผลผลิตข้าวในภาพรวม และทางสมาคมก็จะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาปรับปรุงเงื่อนไขการชดเชยประกันความเสียหายใหม่ ให้ครอบคลุมมากขึ้น

นายเกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า มาตรการสินเชื่อชะลอการขายของภาครัฐจะช่วยพยุงราคาข้าวภายในประเทศได้เป็นอย่างดี ทำให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น โดยปีนี้ราคาซื้อขายในตลาดข้าวหอมมะลิความชื้น 28% ราคาดีขึ้นกว่าปีก่อน โดยอยู่ที่ 9,500-10,000 บาทต่อตัน เชื่อว่าหากราคาตลาดอยู่ในระดับนี้หรือใกล้เคียง ชาวนาก็น่าจะเลือกขายข้าวออกไปในท้องตลาดมากกว่านำข้าวเข้าโครงการ ซึ่งทางสมาคมโรงสีฯ ก็พร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐ แต่ยอมรับว่ามีความกังวลเกี่ยวกับสินเชื่อที่จะได้รับอนุมัติจากธนาคารโดยเฉพาะธนาคารกรุงไทย ที่ได้อนุมัติสินเชื่อในโครงการดังกล่าวในปีที่ผ่านมาถึง 70,000 ล้านบาท ซึ่งเกินเพดานไปถึง 20,000 ล้านบาท ทำให้ปีนี้อาจมีปัญหาในการอนุมัติสินเชื่อให้กับโรงสี

ส้มโอ ผลไม้ที่ขายได้ทุกฤดูกาล มีผลออกตลอดปี ทำให้แม่ค้าส้มโอมีรายได้ไม่ขาดมือ ที่ตลาดไทมีส้มโอหลากหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น ขาวน้ำผึ้ง ขาวแตงกวา ทองดี หรือท่าข่อย แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ส้มโอทับทิมสยาม

เจ้าของแผงส้มโอ คุณสนธยา ว่องกุล หรือเจ๊หมวย อายุ 71 ปี เจ้าของผู้จำหน่ายส้มโอทับทิมสยามเจ้าเดียวในตลาดไทเล่าว่า ทำอาชีพแม่ค้ามากว่า 40 ปีแล้ว เดิมเคยขายอยู่ที่ตลาดสี่มุมเมือง แล้วย้ายมาขายที่ตลาดไทได้ 10 ปี พื้นเพเจ๊หมวยเป็นคนจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีสามีเป็นคนจังหวัดนครศีธรรมราช อาชีพทำสวนส้มโอ และเจ๊หมวยนำมาขายเองที่ตลาด

เริ่มขายส้มโอทับทิมสยามเมื่อ 3 ปีก่อน แต่เมื่อปีที่แล้วมีปัญหาในเรื่อสภาพแวดล้อมอากาศ พายุเข้าทำให้ขายไม่ค่อยได้ และรสชาติไม่อร่อยเท่าที่ควร แต่ปัจจุบันกลับมาขายได้ราคาดี รสชาติอร่อย เหตุผลที่ขายส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม เพราะที่สวนปลูกไว้ มีคาราขายตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไป ตามขนาดของลูก นอกจากพันธุ์ทับทิมสยาม ยังมีพันธุ์อื่นๆอีกเช่น ทองดี มาจากปากพนังราคาขายตั้งแต่ 30-60 บาท ขาวน้ำผึ้งปากพนัง ลูกใหญ่ หวานอร่อย มีราคาตั้งแต่ 40-100 บาท

ส้มโอทับทิมสยาม ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก จึงทำให้ขายไม่ค่อยได้ บวกกับมีราคาสูง เจ๊หมวยใช้วิธีแกะขายหน้าร้าน เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นเนื้อ เพราะส้มโอทับทิมสยามมีความแปลกที่สีของเนื้อส้มโอจะเป็นสีแดง รูปทรงคล้ายลูกมะกรูดแต่มีขนาดใหญ่ผิวเรียบ สัมผัสเปลือกจะมีขนอ่อนๆ และเมื่อแกะขายก็จะมีราคาถูกลงนิดหน่อยทำให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

วิธีเลือกส้มโอทับทิมสยามให้อร่อย จากคำแนะนำของเจ๊หมวยคือ ดูที่ผิวเม็ดน้ำมันจะไม่นูนออกมาเยอะ ถ้านูนออกมาเยอะเนื้อจะแข็ง ไม่อร่อย ส่วนใหญ่จะขายส่งในห้าง 100-200 ลูก ต่อครั้ง ส้มโอที่ขายในร้านทั้งหมดเป็นส้มโอใต้ มาจากปากพนัง สวนของสามีเจ๊หมวยโดยตรง

สำหรับคนที่สนใจส้มโอเจ๊หมวยหาซื้อได้ที่ ตลาดไทซอย 8 เดินเข้ามาจะมีแพงส้มโอทับทิมสยามแกะขายอยู่ เบอร์โทร (081) 554-3618 ส้มโอใต้แท้มาจากปากพนัง รับรองหวานอร่อย

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ที่การยางแห่งประเทศไทยจังหวัดตรัง มีการจัดอบรมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการแปรรูปยางพารา และผลิตภัณฑ์ยางจากสหกรณ์ต่างๆ ในสังกัดการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และวิสาหกิจชุมชน รวมกว่า 60 แห่งในจังหวัดตรัง รวมประมาณ 100 คน เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการเขียนแผนธุรกิจโครงการ เพื่อขอรับเงินสนับสนุนจากสถาบันการเงินในการนำไปต่อยอดพัฒนาธุรกิจสหกรณ์และวิสาหกิจของตนเอง เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตแปรรูปยาง และผลิตภัณฑ์ยางให้ได้คุณภาพต่อสู้กับปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ขณะนี้เกิดขึ้นจากความผิดพลาดของนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ กยท.จัดตั้งบริษัท ร่วมทุนยางพาราไทย จำกัด ขึ้นมาด้วยการดึงผู้ส่งออกยางรายใหญ่ 5 บริษัท ลงทุนถือหุ้นจัดตั้งบริษัทร่วมกับ กยท.ด้วยเงินลงทุนรายละ 200 ล้านบาท โดย กยท.ร่วมทุนด้วยจำนวนเงินเดียวกัน รวมเงินทั้งหมด 1,200 ล้านบาท

ที่ประชุมมีการถกการดำเนินงานของ กยท.ที่เป็นผู้กำกับดูแลบริษัทร่วมทุน ทำหน้าที่บริหารกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง เข้าไปเปิดประมูลยางในตลาดกลางยางพาราของ กยท.ทั้ง 6 แห่งทั่วประเทศ แต่กลับบริหารงานล้มเหลวทั้ง การตั้งราคากลางสูงเกินความเป็นจริงกิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 3-4 บาท และยางที่ กยท.ประมูลได้แล้วจากตลาดกลาง แต่ 5 เสือบริษัทยางไม่รับซื้อยาง แต่กลับไปซื้อยางจากนอกตลาด ด้วยการตั้งราคาเอง กดดันราคาให้ต่ำลงทุกวัน บริษัทที่ร่วมทุนไม่ทำตามข้อตกลงที่จะต้องซื้อยางจากการประมูล ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นเป็นการทำลายระบบกลไกของตลาดกลางยางพาราไทย ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน ผลประโยชน์ไปตกกับคนบางกลุ่ม

นายประทบ สุขสนาน รองประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางระดับประเทศ กล่าวว่า เครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางระดับประเทศ ได้มีข้อเสนอไปยังนายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และ พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย ในการแก้ปัญหาวิกฤตยางพาราตกต่ำ จำนวน 5 ข้อ คือ 1.ให้บริษัท ร่วมทุนยางพาราไทย จำกัด ชะลอการซื้อยางผ่านระบบตลาดกลาง และให้ดำเนินการรับมอบยางให้แก่ 5 บริษัทที่ร่วมทุนแล้วเสร็จทั้ง 4 ตลาด (สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และยะลา) ภายใน 15 วัน นับจากวันที่ 30 ตุลาคม 2560 เนื่องจากว่าขณะนี้ยางที่ กยท.ในนามบริษัทร่วมทุนฯเข้าไปประมูลไว้ในตลาดกลาง แต่บริษัทยาง 5 เสือ ไม่รับซื้อต่อ เก็บไว้จนล้นโกดังตลาดกลาง ระบายออกไม่ได้มีมากกว่า 10,000 ตัน

“ 2.กรณีที่บริษัท ร่วมทุนยางพารา จำกัด ประสงค์ซื้อยางผ่านระบบตลาดกลางต้องเข้าซื้อทุกตลาด โดยซื้อในราคาที่ไม่สูงหรือต่ำกว่าราคากลางเกินกว่า 2 บาทต่อกิโลกรัม เพราะที่ผ่านมาบริษัทร่วมทุนฯเข้าไปประมูลในบางตลาด และตั้งราคาสูงเกินจริง ทำให้ระบบกลไกราคาตลาดเสียหาย และบริษัท 5 เสือที่ร่วมทุนก็ไม่เอายางที่บริษัทร่วมทุนฯเข้าไปประมูล แต่กลับไปซื้อยางนอกระบบ และตั้งราคาต่ำหรือกดราคาจนตกต่ำ 3.ให้มีการกำหนดราคากลางที่สะท้อนความเป็นจริงตามกลไกของตลาด 4.ในกรณีที่มีการเสนอราคาประมูลต่ำกว่าราคากลางเกิน 2 บาท ให้หน่วยธุรกิจ การยางแห่งประเทศไทย เข้ารับซื้อในราคาชี้นำตลาดและเป็นไปตามกลไกลของตลาด 5.ให้ตลาดยางพารา การยางแห่งประเทศไทย ยึดถือและปฏิบัติตามระเบียบการยางแห่งประเทศไทย ว่าด้วยตลาดยางพาราการยางแห่งประเทศไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2560 อย่างเคร่งครัด” นายประทบกล่าว

นายประทบกล่าวอีกว่า ปัญหาวิกฤตราคายางพาราขณะนี้เกิดขึ้นจากความผิดพลาดของนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ กยท.จัดตั้งบริษัท ร่วมทุนยางพาราไทย จำกัด ขึ้นมาด้วยการดึงผู้ส่งออกยางรายใหญ่ 5 บริษัท ลงทุนถือหุ้นจัดตั้งบริษัทร่วมกับ กยท.ด้วยเงินลงทุนรายละ 200 ล้านบาท โดย กยท.ร่วมทุนด้วยจำนวนเงินเดียวกัน รวมเงินทั้งหมด 1,200 ล้านบาท โดย กยท.เป็นผู้กำกับดูแลบริษัทร่วมทุนดังกล่าว เพื่อทำหน้าที่บริหารกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง เข้าไปเปิดประมูลยางในตลาดกลางยางพาราของ กยท.ทั้ง 6 แห่งทั่วประเทศ แต่กลับบริหารงานล้มเหลวทั้ง การตั้งราคากลางสูงเกินความเป็นจริงกิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 3-4 บาท และยางที่ กยท.ประมูลได้แล้วจากตลาดกลาง แต่ 5 เสือบริษัทยางไม่รับซื้อยาง แต่กลับไปซื้อยางจากนอกตลาด ด้วยการตั้งราคาเอง กดดันราคาให้ต่ำลงทุกวัน บริษัทที่ร่วมทุนไม่ทำตามข้อตกลงที่จะต้องซื้อยางจากการประมูล ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นเป็นการทำลายระบบกลไกของตลาดกลางยางพาราไทย ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน ผลประโยชน์ไปได้กับคนบางกลุ่ม

“ดังนั้น เครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางขอส่งมติในเบื้องต้น ไปยังผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย และประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทยรีบนำไปแก้ไข แต่หากยังทำให้เกิดปัญหาขึ้นกับตลาดกลางยางพาราอีก ก็จะพิจารณาปัญหารายวัน เพื่อเข้าร่วมกับกลุ่มชาวสวนยางที่ออกขับไล่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย และบอร์ดบริหารการยางทั้งคณะต่อไป ทั้งนี้ เห็นด้วยที่กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางออกขับเคลื่อนขับไล่ผู้เกี่ยวข้องทั้ง 3 ตำแหน่ง เพราะถือเป็นต้นเหตุของความล้มเหลว ซึ่งทางเครือข่ายสถาบันเกษตรกรก็จะยกระดับการเรียกร้องเช่นกัน หากตลาดกลางยังเกิดปัญหา”

นายประทบกล่าว และว่า ในการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการผู้นำสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่แปรรูปและพัฒนาผลผลิตยาง ที่จัดขึ้นที่จังหวัดกระบี่ในวันนี้ โดยมีนายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เดินทางมาเปิดการประชุม ทางตัวแทนสถาบันเกษตรกรจะเข้าร่วมน้อยมาก เนื่องจากทุกคนไม่พอใจการบริหารงานที่ล้มเหลวของ กยท.

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ bestsitez.com คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยฯ จัดทำดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ 420 ตัวอย่าง ด้านภาวการณ์ทางสังคมในเดือน ต.ค.2560 เพื่อทำการวัดการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางสังคมและการเปลี่ยนแปลงของความสุขโดยรวมของประชาชนในภาคใต้

ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ กล่าวว่า ผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ด้านภาวการณ์ทางสังคม เดือน ต.ค. เปรียบเทียบ เดือน ก.ย. ดัชนีความเชื่อมั่นโดยรวมปรับตัวลดลง จากเดือน ก.ย. ร้อยละ 48.04 เดือน ต.ค. ร้อยละ 45.20

ผศ.ดร.วิวัฒน์กล่าวว่า ความสุขในการดำเนินชีวิต ฐานะการเงิน ความมั่นคงในอาชีพ และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มีความเชื่อมั่นลดลง ความกังวลจากรายได้ที่ลดลงในภาคเกษตร เนื่องจากราคายางพาราและปาล์มน้ำมัน มีแนวโน้นลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งเดือน ต.ค. และเป็นช่วงของการกำหนดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับประชาชน

“การแก้ปัญหายาเสพติด การแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเสถียรภาพทางการเมือง ประชาชนมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น เนื่องจากภาครัฐสามารถจับกุมและดำเนินคดียาเสพติดได้เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับภาครัฐได้มีนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้คนจน จึงส่งผลให้เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลเพิ่มมากขึ้น”

ผศ.ดร.วิวัฒน์กล่าวว่า คาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าความสุขในการดำเนินชีวิตดีขึ้น ร้อยละ 30.60 ฐานะการเงินดีขึ้น ร้อยละ 24.10 การแก้ปัญหายาเสพติดดีขึ้น ร้อยละ 30.50 และเสถียรภาพทางการเมืองดีขึ้น ร้อยละ 38.20

“ปัจจัยที่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่ามีผลกระทบต่อความสุขในการดำเนินชีวิตในปัจจุบันมากที่สุดคือ ราคาพืชผลทางการเกษตรคิดเป็นร้อยละ 36.20 รองลงมา ค่าครองชีพ ร้อยละ 22.50” ผศ.ดร.วิวัฒน์กล่าว

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย คลายปมประเด็นสถานการณ์ราคายางที่เกิดขึ้นว่า ราคายางเป็นไปตามกลไกการตลาด โดยจะปรับตัวขึ้นหรือลงขึ้นอยู่กับความต้องการซื้อและขาย หากย้อนหลังไปในปี พ.ศ.2554 ราคายางพุ่งสูงขึ้นมากที่สุด เนื่องจากมีปริมาณความต้องการใช้ยางเป็นจำนวนมาก ประกอบกับการเก็งกำไร ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ยางฟีเว่อร์ ไม่เพียงแต่ในประเทศไทยที่มีการปลูกยางพาราเพิ่มมากขึ้น แต่หลายๆ ประเทศก็หันมาปลูกยางเพิ่มขึ้นเช่นกัน ทำให้พื้นที่ปลูกยางในช่วงปี 2553 – 2555 เพิ่มขึ้นประมาณ 11.9 ล้านไร่ ฉะนั้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ปลูกยางเหล่านี้ ซึ่งเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว โดยเฉพาะพื้นที่ประเทศผู้ปลูกยางรายใหม่มีผลผลิตเพิ่มมากขึ้นจากปี 2559 สูงมาก เช่น กัมพูชา ผลผลิตเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 33.1 รองลงมา คือ อินเดีย ผลผลิตเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 21.0 และ เวียดนาม ผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.3 จะเห็นได้ว่า ปริมาณผลผลิตย่อมเข้าสู่ตลาดมากขึ้นเป็นทวีคูณ สะท้อนสู่ความเป็นจริงที่ว่า ผลผลิตยางล้นตลาด (over supply) และนี่คือสถานการณ์ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ โดยเฉพาะประเทศผู้ผลิตยางที่จะต้องรับมือและแก้ปัญหา และในอนาคต ยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้น หากเราไม่ปรับวิธีคิด วิธีดำเนินงาน ก็ยังคงเผชิญอยู่กับวัฏจักรการขึ้นลงของราคาแบบเดิมๆ ซ้ำรอยปัญหาเดิมๆ ที่เป็นกับดักความยากจนของภาคเกษตร