ชวนชาวอีสานใช้ผลงานวิจัยตอบโจทย์รองผู้อำนวยการ

สวทช. กล่าวต่อว่า สำหรับกิจกรรมที่น่าสนใจของการประชุมครั้งนี้ ไฮไลต์ที่น่าสนใจ ได้แก่ การบรรยายพิเศษและการสัมมนา เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของเทคโนโลยีว่าเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายและมีต้นทุนที่ต่ำ (Accessible) ที่ประชาชนต้องนำไปใช้ประโยชน์ตามความเหมาะสมของตนเอง อาทิ “วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อชุมชน” “สวทช.

กับการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศสู่ Thailand 4.0” “SME ไทยเข้มแข็งด้วยบริการจากภาครัฐ” เทคนิคสู้ชีวิต ทำธุรกิจให้ติดปีก พร้อมด้วยเสวนา “เกษตรกรรุ่นใหม่ ก้าวไกลด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม”, “วิทย์เพื่อธุรกิจ” รวมถึงการบูรณาการ STEM Education สู่การปฏิบัติจริง กิจกรรมเรียนรู้การสื่อสารระหว่างคนกับเครื่องจักรกลแบบง่าย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

การจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัย และบริการภาคเอกชนในรูปแบบต่างๆ ของ สวทช. เครือข่ายพันธมิตร ชุมชน และการจำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการ ชุมชนที่ใช้เทคโนโลยีในการผลิต อาทิ สารยืดอายุน้ำยางสดสำหรับทำยางแผ่น ชุดตรวจเชื้อก่อโรคในพืชตระกูลแตง 3 ชนิด ในคราวเดียวกัน นวัตกรรมลูกอมเจลลี่หญ้าดอกขาวช่วยเลิกบุหรี่ การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากงาแบบครบวงจร เป็นต้น

เชิดชูเกียรติบุคคลใช้ วทน. พัฒนาชุมชน-ธุรกิจ
รองอำนวยการ สวทช. กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ สวทช. ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) พร้อมทั้งมีการบูรณาการนำไปใช้ประโยชน์จากทุนทางสังคมในการพัฒนาท้องถิ่นอย่างเหมาะสม เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจคุณงามความดีแก่บุคคลต้นแบบในภาคตะวันออกเฉียงหนือ จึงได้มอบโล่เชิดชูเกียรติรางวัล “วิทย์แปงบ้าน อีสานแปงเมือง” ให้กับบุคคลที่นำความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม สร้างผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจและสังคม ใน 2 สาขา ได้แก่

สาขาพัฒนาสังคม ได้แก่ นายปิยะทัศน์ ทัศนิยม ประธานกลุ่มวิสาหกิจเกษตรอินทรีย์บ้านหนองมัง ผู้เป็นเกษตรกรที่มีคุณสมบัติเป็นนักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการที่ไม่เคยหยุดเรียนรู้บนเส้นทางอาชีพเกษตรกร ยกระดับการทำเกษตรอินทรีย์ด้วยความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ประยุกต์ใช้ร่วมกับภูมิปัญญาชาวบ้าน เติมเต็มด้วยเทคโนโลยี ผลักดันแนวคิดส่งต่อความรู้สู่สมาชิกกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านหนองมัง และร่วมกันกระจายความรู้สู่สังคมเกษตรผ่าน “ศูนย์เรียนรู้วิสาหกิจเกษตรอินทรีย์ตำบลโนนกลาง” เกิดเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ในหลายพื้นที่ทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สำหรับ สาขาพัฒนาเศรษฐกิจ ได้แก่ นายพฤฒิ เกิดชูชื่น กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้ง บริษัท แดรี่โฮม จำกัด เป็นผู้ริเริ่มโครงการอนุรักษ์ลำน้ำมวกเหล็กขึ้น เพื่อกระตุ้นและปลุกจิตสำนึกของชาวมวกเหล็ก ให้ร่วมกันรักษาลำน้ำให้สะอาดสมกับเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเป็นต้นน้ำสำคัญของแม่น้ำป่าสัก และเป็นผู้ผลักดันและจัดตั้งกลุ่มโคนมอินทรีย์ขึ้น ให้เกษตรกรในบริเวณโดยรอบบริษัทฯ ดำเนินกิจการโคนมแบบเกษตรอินทรีย์คือ ไม่ใช้สารเคมีใดๆ ทั้งสิ้นในทุกกระบวนการเลี้ยงโคนม

ในส่วนของบริษัทแดรี่โฮม เป็นผู้ริเริ่มการส่งเสริมให้เกษตรกรโคนมปรับเปลี่ยนการเลี้ยงโคนมเป็น แบบเกษตรอินทรียและนำผลผลิตที่ได้มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มจำหน่ายทั่วไป นอกจากนี้ ยังมีผลงานวิชาการที่ได้ทำงานร่วมกับ ITAP และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ผลิตนมก่อนนอนซึ่งมี เมลาโตนินสูง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้มีปัญหา เรื่องนอนไม่หลับ รวมถึงโครงการโรงงานสีเขียว โดยมีผลงานวิจัยร่วมกับ ITAP และ มทส. เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนความร้อน นำมาความร้อนเหลือทิ้งจากการทำความเย็นในห้องเย็นมาใช้กระบวนการผลิตนมพร้อมดื่ม และทำกระบวนการบำบัดขยะตลอดจนน้ำเสีย ให้สามารถนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์

อย่างไรก็ตาม สวทช. คาดหวังว่าการจัดงาน “สวทช.-วิทย์สัญจร” ภายใต้แนวคิด “วิจัยเข้มแข็ง เสริมแกร่งภูมิภาค” จะเป็นการช่วยขยายผลการถ่ายทอดผลงานวิจัยออกไปสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล นำไปสู่โจทย์วิจัยที่ต้องพัฒนาต่อยอดในทุกกลุ่มไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ รายย่อย เกษตรกร หรือแม้กระทั่งนักเรียนและสถานศึกษาต่างๆ เพื่อให้เกิดความร่วมมือกับ สวทช. กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ในด้านต่างๆ ให้สามารถทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายส่งเสริมเศรษฐกิจจากฐานรากให้เข้มแข็งสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจระดับมหาภาคของประเทศต่อไป

ข้อมูลเพิ่มเติม

ชื่อรางวัล “วิทย์แปงบ้าน อีสานแปงเมือง”

– วิทย์แปงบ้าน ความหมายคือ การนำ (สร้าง/ปรับปรุง) วิทยาศาสตร์มาใช้ในชุมชน หรือพัฒนาชุมชน

– อีสานแปงเมือง ความหมายคือ เมื่อชุมชนมีความรู้แล้วนำมาต่อยอดในพื้นที่ ที่ใหญ่กว่าชุมชนนั่น หมายถึง เมืองหรือประเทศ

– คำว่า “แปง” ภาษาอีสาน หมายถึง สร้าง หรือ ทำให้ดีขึ้น เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ที่ด้านหน้าสำนักงานเทศบาลตำบลท่าแลง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ชาวบ้านหมู่ 6 บ้านท่าแลง หมู่ 7 บ้านเขาปากช่อง หมู่ 8 บ้านหนองน้ำถ่าย และหมู่ 9 บ้านลุ่มสมอ ตำบลท่าแลง กว่า 200 คน นำโดย นายอนุวัฒน์ เวชสว่าง เดินทางมาทวงถามจากที่เคยยื่นหนังสือถึง นายสงวน จิตต์พุ่ม นายกเทศมนตรีตำบลท่าแลง ให้แก้ปัญหาความเดือดร้อนจากบ่อขยะ โดยมี พ.ต.อ. อาชวิน บุญธรรมเจริญ ผกก.สภ.ท่ายาง และ ร.ท. พรศักดิ์ มณีรัตน์ มทบ.ที่ 15 พร้อมเจ้าหน้าที่ดูแลรักษาความสงบ

นายอนุวัฒน์ เปิดเผยว่า บ่อขยะใช้งานมานานนับสิบปี สร้างมลพิษ กลิ่นเหม็น น้ำเน่าเสียซึมลงใต้ดินเข้าสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ที่ผ่านมาหน่วยงานราชการไม่ดำเนินการแก้ไข ต่อมาเทศบาลตำบลท่าแลงอนุญาตให้บริษัท ดับเบิ้ลยูพีจีอี เพชรบุรี ก่อตั้งโรงงานกำจัดขยะเป็นพลังงานไฟฟ้า นำขยะเข้ามาทิ้งเพิ่มขึ้นทุกวัน ชาวบ้านจึงรวมตัวยื่นหนังสือถึงนายกเทศมนตรีตำบลท่าแลงให้แก้ปัญหากลิ่นเหม็น น้ำจากบ่อขยะ ยกเลิกโรงงานกำจัดขยะ และปิดบ่อขยะ ต่อมาชาวบ้านพบการนำเเบ๊กโฮขุดลอกบริเวณบ่อขยะ และพบ น้ำเสียจากเชิงเขาใต้บ่อขยะไหลไปยังแหล่งน้ำธรรมชาติ และเข้าพื้นที่เกษตรของชาวบ้าน จึงแจ้ง ร.ต.อ. สัญญา จันทร์ยิ้ม ร้อยเวรสอบสวน สภ.ท่ายาง ตรวจสอบ พร้อมขอให้เทศบาลตรวจสอบด้วย

นายปิยะฉัตร แพทย์พงษ์ ปลัดเทศบาลตำบลท่าแลง ชี้แจงว่า โรงงานดังกล่าวเป็นประเภทที่ 3 เทศบาลไม่มีอำนาจในการอนุญาต ผู้อนุญาตก่อตั้งโรงงานนี้คือ ประธานกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน กระทรวงพลังงาน และชาวบ้านไม่พอใจนายกท่าแลง ที่ไม่ยอมมาพบหน้า จึงพากันไปยังศาลากลางจังหวัดเพชรบุรียื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ให้แก้ปัญหาจากบ่อขยะ โดยมีตัวแทนรับหนังสือแทน ส่งมอบให้ผู้ว่าฯ ต่อไป

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จังหวัดชุมพรว่า กรณีเครือข่ายเกษตรกรผู้เดือดร้อนไม่มีที่ทำกินจังหวัดชุมพร ประมาณ 200 คน เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรไม่มีที่ทำกิน สรุปได้ว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งที่ 36/2559 เรื่อง มาตรการในการแก้ปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบกฎหมาย ต่อมาสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จังหวัดชุมพร ได้ดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าวที่แปลงหมายเลข No.83 เนื้อที่ประมาณ 6,400 ไร่

ครอบครองโดย บริษัท สหไทยน้ำมันพืช จำกัด และต่อมา ส.ป.ก.ชุมพร แจ้งให้บริษัทดังกล่าวออกจากพื้นที่ตั้งแต่ปี 2559 แต่ปัจจุบันยังไม่ยอมออกจากพื้นที่ ส่วน ส.ป.ก.ยังไม่เข้ายึดพื้นที่เพื่อนำที่ดินมาจัดสรรให้เกษตรกร ทางเครือข่ายจึงรวมตัวยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเร่งรัดให้ ส.ป.ก.เข้ายึดพื้นที่คืน หากยังไม่ดำเนินการจะร่วมกันเข้ายึดและควบคุมพื้นที่เอง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ มีคำสั่งให้เลขาธิการ ส.ป.ก. มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรและปฏิรูปที่ดินจังหวัดชุมพร ให้ดำเนินการตามกฎหมาย ส.ป.ก.และตามคำสั่ง คสช.ที่ 36/2559 เรียกคืนที่ดินจาก บริษัท สหไทยน้ำมันพืช จำกัด จำนวน 6,083-0-67 ไร่ ที่หมดอายุสัมปทานจากรมป่าไม้แต่ปี 2552 นำมาจัดให้เกษตรกรตามกฎหมาย และแนวทางของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) และเพื่อเป็นการแก้ไข หนังสือของเลขาธิการ ส.ป.ก. ด่วนที่สุด ที่ กษ.1204/4157 ลงวันที่ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2561 ที่ให้จังหวัดชุมพรและ ส.ป.ก.จังหวัดชุมพร ชะลอดำเนินการเอาไว้ก่อน เมื่อได้รายละเอียดว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความไว้ชัดเจนแล้วว่าเป็นที่ดินของ ส.ป.ก.ตามประกาศ ส.ป.ก.ที่ 8/2559 เรื่องกำหนดพื้นที่เป้าหมายการดำเนินการกับผู้ครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. ลงวันที่ 12 กรกฎาคม 2559 จึงสั่งการให้เลขาธิการ ส.ป.ก. ส่งหนังสือฉบับใหม่ให้จังหวัดชุมพรดำเนินการตามกฎหมายทันที

นายกฤษฏ์ แก้วรักษ์ นายก อบต.ท่าข้าม อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ในฐานะแกนนำเครือข่ายเกษตรกรผู้เดือดร้อนไม่มีที่ทำกินจังหวัดชุมพร กล่าวว่า ทางบริษัทได้ติดป้ายมีข้อความว่า “ที่ดินแปลงนี้เป็นเขตความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ บริษัทสหไทยฯ ได้ครอบครองและทำประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย” ชาวบ้านสับสนว่าเกิดอะไรขึ้น ขอให้ ส.ป.ก.นำป้ายออก หากไม่ดำเนินการจะฟ้องร้องในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และชาวบ้านก็จะให้เวลาอีก 7 วัน จากนั้นในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ ผู้เดือดร้อนจะเดินทางไปติดตามเรื่องที่หน้า อำเภอท่าแซะ อีกครั้ง

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ที่ห้องประชุมสำนักงานเกษตรจังหวัดขอนแก่น นายอลงกต วรกี ปลัดจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560/61 ภายใต้มาตรการรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตรและรายได้เกษตรกรและโครงการการปลูกพืชหลากหลาย เพื่อทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง จังหวัดขอนแก่น โดยมี ว่าที่ ร.ท. วรวุฒิ ขอดจันทึก เกษตรจังหวัดขอนแก่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

ว่าที่ ร.ท. วรวุฒิ กล่าวว่า หลังจากที่สำนักงานเกษตรจังหวัดขอนแก่นเปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการพบว่ามีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการส่งเสริมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 14 อำเภอ 1,679 ราย พื้นที่ 9,859 ไร่เศษ ผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการและเห็นชอบ จำนวน 995 ราย 4,821 ไร่ เข้าร่วมโครงการส่งเสริมปลูกพืชหลากหลาย 13 อำเภอ 930 ราย 3,617 ไร่เศษ ผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการและเห็นชอบ จำนวน 921 ราย 3,404 ไร่ โดยเกษตรกรจะได้รับเงินช่วยเหลือตามเงื่อนไขในโครงการไร่ละ 2,000 บาท ซึ่งได้ส่งเรื่องทั้งหมดไปยังส่วนกลางเพื่อส่งต่อไปยังสำนักงบประมาณ คาดว่าเกษตรกรที่ผ่านเกณฑ์จะได้รับการโอนเงินเข้าบัญชีภายในเดือนกรกฎาคมนี้

นายประสงค์ กองมะลิ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เชียงบาน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา เกษตรกรชาวสวนลำไยเจ้าของเกษตรแปลงใหญ่ลำไย กล่าวว่า ข่าว “อาลีบาบา”-จะสั่งลำไยจากประเทศไทย 10,000 ตัน ถือเป็นข่าวดีสำหรับชาวสวนลำไยไทย เนื่องจากหากผลผลิตลำไยกระจายจากแหล่งต่างๆ ไปถึงมือผู้บริโภคได้หลากหลายช่องทาง ย่อมทำให้ผลผลิตไม่ล้นตลาด เมื่อความต้องการตลาดสูง จะนำไปสู่ราคาดีตามไปด้วย ถือว่าข่าวอาลีบาบาจะทำให้ราคาลำไยปี 2561 สูงกว่าปีที่ผ่านมา

“ผลผลิตลำไยปีการผลิต 2561 ลดลงจากปี 2560 ประมาณร้อยละ 30-40 เนื่องจากประสบภัยธรรมชาติ พายุลูกเห็บพัด ต้นลำไยหักโค่นเสียหายจำนวนมาก ดังนั้นเมื่อกระแสของอาลีบาบาจะสั่งซื้อลำไยสด กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ลำไย จะทำลำไยคัดสดช่อจำหน่าย เกษตรกรบางรายทำลำไยนอกฤดู สามารถส่งออกไปประเทศจีนได้ ปีการผลิต 2561 ปัญหาราคาลำไยตกต่ำไม่หนักหนาเหมือนปีที่ผ่านมา คาดการณ์ว่าราคาลำไยต้นฤดูกาลผลิตทั้งสดช่อและลำไยร่วงจะเริ่มต้นที่กิโลกรัมละ 20-25 บาท” นายประสงค์ กล่าวและว่า

ขณะนี้ชาวสวนลำไย ตำบลเชียงคำ และ ตำบลน้ำแวน ซึ่งเป็นสวนลำไยแปลงใหญ่ มีพื้นที่รวมประมาณ 800 ไร่ กำลังเข้าโครงการพัฒนาลำไยแปลงใหญ่ โดยกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ลำไยเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งมีนักวิชาการด้านการเกษตรและนักวิจัยมาช่วยเหลือด้านองค์ความรู้การพัฒนาคุณภาพลำไยแปลงใหญ่ คาดว่าปีนี้จะให้ผลผลิตประมาณ 800 ตัน เฉลี่ยผลผลิตไร่ละ 1 ตัน ขณะเดียวกันผลผลิตดังกล่าวจะทำเป็นคุณภาพคัดสดช่อให้ได้มาตรฐาน GAP เพื่อสามารถส่งออกไปยังประเทศจีนด้วย

“กลุ่มแปลงใหญ่มีแผนพัฒนาลำไยคุณภาพสดช่อระดับพรีเมียม AA ส่งตรงถึงมือผู้บริโภคในอนาคต คาดว่าจะเปิดรับออเดอร์ต้นเดือนกรกฎาคม 2561 เมื่อทราบราคาต้นฤดูกาล และจำนวนผลผลิตที่ชัดเจน จะเปิดรับออเดอร์จากผู้บริโภคทั่วประเทศ สามารถสั่งตรงกลุ่มแปลงใหญ่จะช่วยกระจายลำไยของเกษตรกรออกสู่ผู้บริโภค ทั้งส่งออกต่างประเทศ ประกอบกับผลผลิตลำไยที่ลดลงเหลือประมาณร้อยละ 60 ทำให้ปีนี้สถานการณ์ราคาลำไยจะดีกว่าปีที่ผ่านมา”

นายชิตชนก สมประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 นครราชสีมา กล่าวว่า ภายหลังฝนทิ้งช่วงในพื้นที่ จังหวัดนครราชสีมา ส่งผลให้ระดับในเขื่อนต่างๆ โดยเฉพาะเขื่อนลำตะคอง อำเภอสีคิ้ว ซึ่งเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนกว่า 4 แสนลูกบาศก์เมตร ทำให้ปัจจุบันมีปริมาณน้ำอยู่ในเขื่อน 198 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 63 ของความจุกักเก็บทั้งหมด 314 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยเขื่อนได้ปิดประตูระบายน้ำไว้ทั้งหมด เนื่องจากน้ำท้ายเขื่อนมีปริมาณเพียงพอต่อระบบนิเวศ และใช้ทำการเกษตรตามแผนที่วางไว้แล้ว ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเก็บน้ำไว้ในเขื่อนให้ได้มากที่สุด สำหรับใช้อุปโภคบริโภคและบริหารจัดการสำหรับทำการเกษตร รวมถึงใช้ในช่วงฤดูแล้งปีหน้าด้วย

“ส่วนที่เหลืออีก 4 เขื่อน ประกอบไปด้วย เขื่อนมูลบน อำเภอครบุรี มีปริมาณน้ำอยู่ 75 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 53 ของความจุ เขื่อนลำแชะ อำเภอครบุรี มีปริมาณน้ำ 120 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 44 ของความจุ, เขื่อนลำพระเพลิง อำเภอปักธงชัย มีปริมาณน้ำ 95 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 62 ของ ความจุ และเขื่อนลำปลายมาศ อำเภอเสิงสาง มีปริมาณน้ำ 68 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 69 ของ ความจุ”

หนู เป็นศัตรูพืชที่สำคัญ ทำลายผลผลิตพืชในทุกฤดูกาล แพร่ขยายพันธุ์รวดเร็วมาก เป็นอันตรายต่อมนุษย์ แพร่โรคฉี่หนู ทำให้คนเจ็บป่วยถึงตายได้ เกษตรอุตรดิตถ์ แนะนำการป้องกันกำจัดหนู และเตือนระวังการติดเชื้อโรคฉี่หนู

“นายอดุลย์ศักดิ์ ไชยราช” หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ สำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ แนะนำว่า หนูเป็นศัตรูพืชที่สำคัญ มีมากมายหลายประเภท ได้แก่ หนูพุกใหญ่ หนูพุกเล็ก หนูนาเล็ก หนูนาใหญ่ หนูหริ่งหางสั้น หนูหริ่งหางยาว หนูท้องขาว หนูป่ามาเลย์ หนูบ้านมาเลย์ หนูฟันขาวใหญ่ หนูฟานเหลือง หนูท้องขาวสิงคโปร์ หนูจี๊ด ซึ่งมักจะระบาดทำลายในนาข้าว สวนไม้ผล ในไร่นา ยุ้งฉาง คอกปศุสัตว์ บ้านเรือน ฯลฯ

แนะนำให้ป้องกันกำจัดหนูอย่างต่อเนื่องและกว้างขวาง หนู นอกจากจะเป็นศัตรูพืชที่สำคัญแล้ว ยังเป็นพาหะแพร่เชื้อ “โรคเลปโตสไปโรซีส” หรือ “โรคฉี่หนู” (leptospirosis หรือ Wail’s disease) เป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุข อัตราการแพร่เชื้อจะมีมากในช่วงฤดูฝน ในสภาพที่มีน้ำท่วมขังนานๆ เช่นแปลงนาข้าว หรือสภาวะน้ำท่วม น้ำขังที่ล้นมาจากท่อระบายน้ำ หรือแหล่งขยะโสโครกต่างๆ เชื้อโรคที่ปนมากับปัสสาวะหนู เมื่อสัมผัสถูกตัวคน จะเข้าทางแผลเล็กๆ ที่ผิวหนัง รอยขีดข่วน ซอกเล็บ เยื่อบุตา ปาก จมูก และไชเข้าทางผิวหนังที่เปียกชื้นชุ่มน้ำนานๆ โรคฉี่หนู มีสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังหลายชนิด ที่เป็นพาหะนำเชื้อโรคแพร่กระจายมาสู่คนได้ทางปัสสาวะ สัตว์กินพืชจะเป็นพาหะได้เป็นเวลานาน เพราะปัสสาวะเป็นด่าง เหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อในไต สัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะหนูแล้ว ที่สามารถเป็นพาหะแพร่เชื้อโรคได้ ได้แก่ สุกร โค กระบือ สำหรับ สุนัข แมว จะเป็นพาหะได้ไม่นาน เพราะไตมีสภาวะเป็นกรด

สัตว์จำพวกหนู เป็นสัตว์ที่ติดเชื้อโดยไม่แสดงอาการ เป็นรังของโรคได้นานหลายเดือน หรือตลอดชีวิต โดยเฉพาะหนูพุก จะเป็นหนูประเภทที่เป็นพาหะเชื้อโรคนี้มากที่สุด ถึงร้อยละ 30 ของชนิดหนูทั้งหมด ส่วนหนูบ้านไม่พบการติดเชื้อ เป็นเพราะหนูบ้านไม่ชอบความชื้น และไตไม่เหมาะสมกับการเจริญของเชื้อ ในการป้องกันกำจัดหนู ขอแนะนำวิธีการดังนี้

ให้ปรับปรุงสภาพแวดล้อม บริเวณแปลงไร่นาสวน กำจัดวัชพืช กำจัดแหล่งที่อยู่อาศัยของหนู เช่น จอมปลวก ตอไม้ พุ่มไม้ กองเศษวัสดุเหลือใช้ ไม่ให้มีแหล่งอาศัยของหนู

การขุด ดัก โดยใช้กรง หรือกับดักชนิดต่างๆ การล้อมตี การยิง หรือการที่มีหน่วยรับซื้อหางหนู
ให้ศัตรูธรรมชาติ ช่วยจัดการกำจัดหนู เช่น งูสิง งูแมวเซา งูแสงอาทิตย์ งูเห่า งูทางมะพร้าว งูเหลือม พังพอน เหยี่ยว นกแสก นกฮูก นกเค้าแมว แมว ตุ๊กแก นำเอาไปปล่อย หรืออนุรักษ์ไว้ในไร่นาสวน ซึ่งช่วยกำจัดหนูได้ดีมาก

4.การใช้สารเคมี เป็นวิธีการลดจำนวนประชากรหนูที่มีประสิทธิภาพมาก สามารถกำจัดทำลายหนูได้รวดเร็ว แต่แนะนำให้ใช้ในเวลาจำเป็น ในพื้นที่ไร่นาสวน ที่มีหนูระบาดมาก ใช้ก่อนลงมือปลูกพืช วางยากำจัดหนู 1 รอบ โดยใช้สารออกฤทธิ์เร็ว ประเภทซิงค์ฟอสไฟด์ หรือประเภทสกิลลิโรไซด์ นำเหยื่อพิษผสมกับเมล็ดพืช ปลายข้าว วางเป็นจุดๆ กลบด้วยแกลบ แต่ควรใช้ครั้งเดียว เพราะจะเกิดความเข็ดขยาด ครั้งต่อไป ใช้สารออกฤทธิ์ช้า เช่น คลีแร็ต สะตอม เสด บารากี้ ราคูมีน ส่วนใหญ่สารเหล่านี้จะผลิตเป็นเหยื่อพิษสำเร็จรูปชนิดก้อนขี้ผึ้ง (wax bl0ck) ใช้วางล่อให้หนูกิน หนูจะคาบเข้าไปกินในรู ในรัง แบ่งปันให้สมาชิกในรังกิน ควรวาง 2-3 ครั้ง หนูกินจะตายภายใน 3-15 วัน

มีปัญหาสงสัย ต้องการทราบรายละเอียด ปรึกษาหารือ ขอคำแนะนำ ได้ที่นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่าน หรือ สำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. 055-411-769, 055-440-894

เค.เอส.เอฟ ปลื้มปลาร้าได้มาตรฐานสุขอนามัยระดับสากล ทั้ง GMP และ HACCP ปลอดภัย ไร้กังวล ด้านรองเลขาฯ มกอช. ชี้มาตรฐานปลาร้าไทยเน้นเชิงคุณภาพ ไม่บังคับให้ผู้ประกอบการต้องทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ ยกเว้นสินค้าส่งออกไปตลาด อียู บังคับต้องระบุชัด “ปลาเลี้ยง” หรือ ปลาจับจากธรรมชาติ” ต้องจับให้ถูกกฎ IUU ด้วย

นางวีรดาอร พึ่งโพธิ์เจริญพันธ์ ผู้จัดการ บริษัท เค.เอส.เอฟ ฟู้ดโปรดักส์ จำกัด อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า บริษัทเป็นโรงงานผู้ผลิตปลาร้ารายใหญ่ในจังหวัดมหาสารคาม มีการใช้วัตถุดิบจากปลาเดือนละประมาณ 10,000 กิโลกรัม เพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้แก่ ปลาร้าบด ปลาร้าบอง น้ำปลาร้าปรุงต้มสุก เป็นต้น ทั้งนี้ สินค้าของบริษัทมีขายทั้งในประเทศและภูมิภาคเอเชีย โดยไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ จากมาตรการควบคุมของภาครัฐที่ออกมาใหม่ หลักเกณฑ์ต่างๆ ที่มีอยู่และการตรวจสอบอย่างเข้มข้น สินค้าสามารถขายในประเทศและต่างประเทศได้ตามปกติ