ชาวนาหนองคายเร่งเก็บเกี่ยวไม่มีที่ตาก พร้อมใจกันนำข้าวมา

ตากริมฝั่งโขงยาวนับกิโลฯชาวนาในเขตตำบลหินโงม นำข้าวมาตากไว้บนถนนของเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำโขง เป็นระยะทางยาวราว 1 กิโลเมตร และตามลานวัด เหตุมีการเก็บเกี่ยวพร้อมกัน และต้นข้าวถูกลมพัดล้ม ต้องเร่งเก็บเกี่ยว จนไม่มีพื้นที่ในการตากข้าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงนี้ชาวนาในเขตอำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย โดยเฉพาะในเขตตำบลงินโงม ได้นำข้าวเปลือกที่เพิ่งเก็บเกี่ยวและนวดเสร็จมาตากตามถนนของเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำโขง เพื่อให้ข้าวแห้งก่อนนำไปขายหรือเก็บไว้ในยุ้งข้าว ทำให้ถนนมีข้าวเปลือกตากยาวเป็นระยะทางราว 1 กิโลเมตร นอกจากนี้ตามลานวัดต่าง ๆ ในหมู่บ้านก็มีชาวบ้านนำข้าวเปลือกมาตากจนเต็มพื้นที่

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ต้องมีการนำข้าวเปลือกมาตากถนนและตามลานวัด เนื่องจากมีการเก็บเกี่ยวในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ประกอบกับต้นข้าวบางส่วนถูกลมพัดจนล้ม จึงต้องรีบเก็บเกี่ยว ส่งผลให้ข้าวมีความชื้นสูง หากนำไปขายก็จะถูกกดราคา และหากนำไปเก็บไว้ในยุ้งฉางทันทีก็จะทำให้ข้าวเสียหายจากเชื้อรา ส่วนที่ต้องเลือกตากบนถนนและตามลานวัดที่เป็นคอนกรีต เนื่องจากไม่มีพื้นที่ตาก เพราะต้องเตรียมพื้นที่ในการปลูกพืชชนิดอื่นต่อไป และที่สำคัญการตากบนถนนและตามลานวัดทำให้ข้าวที่ตากแห้งไว ตากเพียง 2-3 วันก็สามารถนำไปขายหรือเก็บในยุ้งฉางได้ทันที ชาวนาที่ตากต้องคอยเฝ้าข้าวของตนเอง หรือฝากเพื่อนบ้านที่ตากข้าวใกล้ ๆ กันไว้ และในช่วงเย็นก็จะเก็บไว้ก่อน ค่อยมาตากใหม่ในวันรุ่งขึ้น แต่ที่ผ่านมายังไม่มีเหตุการณ์ข้าวที่ตากไว้ถูกขโมยแต่อย่างใด

สื่อต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ประมงของประเทศอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า พบวาฬเสปิร์ม 10 ตัวเกยตื้นบริเวณชายหาดในจังหวัดอาเจะห์ ซึ่งในจำนวนนั้นตายไป 10 ตัว สาเหตุจากพวกมันบาดเจ็บและอ่อนแรง

โดยกลุ่มวาฬสเปิร์มเหล่านี้ว่ายเข้ามาเกยตื้นที่ชายหาดอูจง คาเรง สร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้พบเห็น จนมีหลายคนถ่ายภาพและโพสต์ลงในโซเชียลมีเดียเนอร์ มาห์ดี หัวหน้าหน่วยประมงและทะเล สำนักงานจังหวัดอาเจะห์ กล่าวว่า ในจำนวนนั้นมีวาฬ 2 ตัวที่มีบาดแผลเป็นรอยขีดข่วนและฟกช้ำ ตายลงในเช้าวันอังคารนี้ (14 พ.ย.) ขณะที่อีก 2 ตัวก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ และตายลงในไม่กี่ชั่วโมงต่อมา

นายมาห์ดีกล่าวว่า หลังพวกมันเริ่มว่ายเข้ามาใกล้ชายฝั่ง เจ้าหน้าที่ได้พยายามผลักดันพวกมันกลับคืนสู่ท้องทะเล แต่คลื่นก็พัดกลับมา ซึ่งเรือประมงก็พยายามพาพวกมันออกจากฝั่งอีกครั้งแต่ไม่สำเร็จ ทั้งนี้ วาฬนั้นจะว่ายน้ำตามจ่าฝูง และจะเข้าสู่การเกยตื้นได้หากจ่าฝูงว่ายน้ำเข้าใกล้ชายฝั่งเนื่องจากป่วยหรือเหตุผลอื่น

ทั้งนี้ แต่ละปีจะมีวาฬ โลมา และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเลอื่นๆ เกยตื้นและตายลงในอินโดนีเซียเป็นจำนวนหลายสิบตัวสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ภูขัด ภูเมี่ยง ภูสอยดาว ตำบลบ่อภาค อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก ส่งเสริมการปลูกฟักทองญี่ปุ่นขายสร้างรายได้เสริม หลังจากตลาดกำลังเป็นที่นิยม ราคาดีกิโลกรัม 30-50 บาททีเดียว

นายปรีชา ปัญญาสงค์ หัวหน้าสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ภูขัด ภูเมี่ยง ภูสอยดาว ตำบลบ่อภาค อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก กล่าวว่า ขณะนี้ทางสถานีฯ ได้ส่งเสริมให้เกษตรกร ต.บ่อภาค อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก ใช้พื้นที่ว่างเปล่าเพาะปลูกฟักทองญี่ปุ่น เพื่อนำไปบริโภคและจำหน่ายสร้างรายได้เสริมจากการทำนา หรืออาชีพหลัก เนื่องจากฟักทองญี่ปุ่น เป็นพืชอายุสั้น เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็ว และที่สำคัญในช่วงนี้กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด เนื่องจากฟักทองญี่ปุ่น มีรสชาตที่อร่อย มัน เนื้อนุ่มกว่าฟักทองชนิดอื่นๆ ทำให้ประชาชนเริ่มหาซื้อๆปรับประทานกันจำนวนมาก โดยราคาขณะนี้อยู่ที่30-50 บาท ต่อกิโลกรัมทีเดียว

โดยในพื้นที่ ต.บ่อภาคมีเกษตรกรเริ่มนำพันธุ์ฟักทองญี่ปุ่นไปปลูกกันกว่า20 รายแล้ว และในช่วงนี้ผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาด ซึ่งเกษตรกรแตาละรายสามารถเก็บผลฟักทองไม่ต่ำ300-500 กิโลกรัม ซึ่งจากการสำรวจพบมีลูกค้าสั่งจองกันเยอะ ขณะที่บางรายก็นำไปขายที่ตลาดชาติตระการ จนหมดเช่นกัน

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 16 พฤศจิกายน ที่ ร.16 พัน 2 ค่ายบดินทรเดชา อ.เมืองยโสธร นายชนาส ชัชวาลวงศ์ ปลัดจังหวัดยโสธร เป็นประธานเปิดอบรมโครงการกองทัพบกส่งเสริมพลังงานทางเลือกใหม่ ไบโอดีเซล ร.16 พัน 2 เดินตามรอยพ่อ โดยการเอาน้ำมันจากต้นยางนามาผลิตเป็นน้ำมันไบโอดีเซล ทดแทนน้ำมันดีเซล ใช้งานสำหรับเครื่องจักรทำการเกษตรรอบต่ำ เพื่อเป็นการต่อยอดนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ในการเกษตร ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้ โดยมีนายไพโรจน์ วงศ์หนายโกฐ คณะกรรมการศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตำบลพิมาน อ.นาแก จ.นครพนม เป็นวิทยากร ภายในงานมี พ.ท.กล้าณรงค์ วิสุตกุล ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 16 ค่ายบดินทรเดชา เจ้าหน้าที่ทหาร ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก

พ.ท.กล้าณรงค์กล่าวว่า ตามที่กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 16 ได้จัดโครงการกองทัพบกส่งเสริมพลังงานทางเลือกใหม่ไบโอดีเซล เดินตามรอยพ่อ ร.16 พัน 2 โดยได้เชิญวิทยากรมาให้ความรู้และสาธิตการเจาะยางนาเพื่อสร้างองค์ความรู้ในการผลิตน้ำมันยางมาใช้ประโยชน์ทดแทนน้ำมันดีเซล เพื่อนำไปพัฒนาใช้ในการทำเกษตรแบบพอเพียง

นายไพโรจน์กล่าวว่า สามารถนำน้ำมันต้นยางนา มาใช้ทดแทนน้ำมันดีเซล ใช้เติมรถไถนาเดินตาม 100% แต่ต้องเริ่มสตาร์ทจากน้ำมันดีเซลก่อน ส่งผลดีต่อเกษตรกร เป็นการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ เป็นอย่างดี จากการวิจัยพบว่าน้ำมันจากต้นยางนาสามารถลดต้นทุนได้ 100% ซึ่งต้นยางนาจะเริ่มเจาะน้ำมันได้เมื่ออายุ 15-20 ปี วิธีการไม่ยุ่งยาก เริ่มจากการนำสว่านไฟฟ้า 5 หุน เจาะลงไปในเนื้อต้นยางนาเฉียงขึ้น 45 องศา เจาะห่างจากพื้น 30-50 ซม. ลึก 15-20 ซม. จากนั้นใช้ขวดพลาสติกที่ต่อเป็นจุกสายยางประดิษฐ์ขึ้นเองเสียบเข้ากับรูที่เจาะไว้

แล้วนำดินน้ำมันปิดเพื่อไม่ให้สายหลุด ให้น้ำมันยางนาไหลลงขวด ทิ้งไว้ 2-3 วัน จะได้น้ำมันประมาณ 500-600 มิลลิลิตร และสามารถย้ายไปจุดอื่นได้อีก ส่วนรูแผลจากการเจาะก็จะเอากิ่งยางนาตอกอุดแทน ใช้เวลา 1 เดือนแผลที่เจาะจะประสานเซลล์เป็นเนื้อไม้เช่นเดิม เป็นการคืนเนื้อไม้เป็นธรรมชาติ ซึ่งน้ำมันจากต้นยางนาคล้ายน้ำมันดีเซล สามารถนำไปเติมเครื่องจักรกล รถไถนาเดินตาม เครื่องสูบน้ำ เครื่องตัดหญ้าได้เลย ปัจจุบันเราใช้น้ำมันดีเซล 1 ลิตร สามารถทำงานได้1ชม. แต่หากผสมน้ำมันยางนาลงไปกับดีเซล อัตราส่วน 50 ต่อ 50 เครื่องยนต์สามารถทำงานได้นานถึง3ชม. เพราะน้ำมันยางนาเป็นน้ำมันทึ่ให้ค่าพลังงานที่สูง อย่างไรก็ตาม ที่ศูนย์ในจังหวัดนครพนมได้ทดลองใช้น้ำมันดังกล่าวมานานกว่า2ปีแล้ว และที่มีการทดลองใช้กับรถไถนาเดินตามเครื่องยนต์รอบต่ำ ก็ไม่มีปัญหา

กรมส่งเสริมการเกษตรชวนคุณลิ้มลอง กาแฟดีของคนไทย 1 ในผลิตภัณฑ์เด่นจากโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ เอกลักษณ์ความหอมที่ไม่อาจห้ามใจ กาแฟกลิ่นหอมละมุนผสานกลิ่นดอกไม้ป่า ให้รสชาติของพืชตระกูลถั่วที่ผสมกันอย่างลงตัวกับน้ำผึ้ง ของขวัญสุดพิเศษจากธรรมชาติท่ามกลางสายฝน สายลมและสายหมอก บนเทือกเขาสูงของชุมชนแม่ตอนหลวง ตำบลเทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ในงาน ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยม ระหว่างวันที่ 6- 26 พฤศจิกายน 2560 ณ ริมคลองผดุงกรุงเกษม ด้านข้างทำเนียบรัฐบาล

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟเทพเสด็จ ได้เข้าร่วมในโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ น้อมนำหลักการ ทฤษฏี แนวทางแก้ไข ตามที่พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้พระราชทานไว้มาปฏิบัติ โดยมีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นศูนย์การเรียนรู้และกลไกการพัฒนา สร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ทำให้ชุมชนพึ่งพาตนเอง เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

โดยจุดเด่นของกาแฟเทพเสด็จมีคุณลักษณะแตกต่างจากกาแฟของที่อื่นๆ ในเรื่องพื้นที่การปลูก เนื่องจาก หมู่บ้านแม่ตอนเป็นหมู่บ้านต้นน้ำ ที่มีความอุดมสมบรูณ์ของดิน น้ำ และแร่ธาตุ กาแฟได้รับการดูแลและปลูกภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ซึ่งในการปลูกกาแฟร่วมกับป่าไม้ทำให้เกิดการสะสมธาตุอาหารได้เต็มที่ อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีระดับความสูงที่สุด เมื่อเทียบกับหมู่บ้านอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียง คือบนเทือกเขาสูงกว่า 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล จึงทำให้กาแฟที่ได้จากหมู่บ้านแม่ตอนมีความแตกต่างของรสชาติและกลิ่นกาแฟจากแหล่งปลูกอื่นๆ

นอกจากการเข้าร่วมในโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ แล้ว เกษตรกรมีการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนกาแฟสดแม่ตอน ทำการผลิตและแปรรูปผลผลิตกาแฟอราบิก้า จนได้ผลผลิต กาแฟสารและกาแฟคั่วที่มีคุณภาพสูง ตามมาตรฐานการผลิตของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟสดแม่ตอน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตกาแฟของเกษตรกร นอกจากนี้ กาแฟเทพเสด็จยังได้รับการรับรองมาตรฐานจากหลากหลายหน่วยงาน ดังนี้ มาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) มาตรฐานจากองค์การอาหารและยา (อย.) มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ GI (Geographical Indication) ซึ่งมาตรฐานเหล่านี้ เป็นตัวการันตีได้ถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์และแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของชุมชนนี้ได้เป็นอย่างดี

กรมส่งเสริมการเกษตร ขอเชิญชวนประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมชมงานและแวะชิมกาแฟเทพเสด็จ ผลิตภัณฑ์จากโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ มากมาย ทั้งผลิตภัณฑ์จากระบบแปลงใหญ่ และผลิตภัณฑ์จาก Young Smart Farmer ในงานตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยม เพื่อสนับสนุนสินค้าคุณภาพดีจากเกษตรกร ระหว่างวันที่ 6- 26 พฤศจิกายน 2560 ณ ริมคลองผดุงกรุงเกษม ด้านข้างทำเนียบรัฐบาล เวลา 10.00 – 19.00 น. ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันนักขัตฤกษ์

บ้านปูฯ หนุน 5 กิจการเพื่อสังคมดีเด่นจากโครงการ Banpu Champions for Change 7 พร้อมส่งเสริมการสร้างพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคมแก่ประชาชนทั่วไปในงาน ‘Impact Day: เพราะการเปลี่ยนแปลงเริ่มได้จากตัวเรา’

นับเป็นการเฟ้นหาที่เข้มข้นและท้าทายอยู่ไม่น้อย สำหรับทีมผู้ชนะจาก “โครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม ปีที่ 7” หรือ Banpu Champions for Change 7 โดยล่าสุด บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจพลังงานแห่งเอเชียที่มุ่งมั่นพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน ร่วมกับสถาบัน Change Fusion องค์กรไม่แสวงผลกำไร สองหัวเรือใหญ่ในฐานะผู้ริเริ่มโครงการฯ

ประกาศผล 5 กิจการดีเด่นในปีนี้เป็นที่เรียบร้อย พร้อมมอบทุนสนับสนุนรวมทั้งสิ้นกว่า 1.25 ล้านบาทให้แก่ทั้ง 5 ทีม เพื่อนำไปพัฒนา สานต่อความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นแผนการดำเนินกิจการที่ตอบทั้งโจทย์ทางธุรกิจ และสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นแก่สังคมต่อไป นอกจากนั้น ในปีนี้โครงการฯ ยังขยายผลสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับกิจการเพื่อสังคมแก่ประชาชนทั่วไปผ่านงาน “Impact Day: เพราะการเปลี่ยนแปลงเริ่มได้จากตัวเรา” ให้นักศึกษาและประชาชนทั่วไปเข้าใจในแนวคิดของกิจการเพื่อสังคม มีโอกาสแลกเปลี่ยน เรียนรู้กับผู้มีประสบการณ์จากโครงการฯ ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อกระตุ้นการมีจิตสาธารณะและจุดประกายการทำงานกิจการเพื่อสังคมแก่คนรุ่นใหม่ต่อไป

นางอุดมลักษณ์ โอฬาร ผู้อำนวยการสายอาวุโส-องค์กรสัมพันธ์ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา เราได้สนับสนุนกิจการเพื่อสังคมรวม 61 กิจการ และเมื่อเร็วๆ นี้เราทำการประเมินผลลัพธ์ทางสังคม (Social Impact Assessment) ของโครงการฯ ซึ่งมีกิจการจำนวน 51 กิจการเข้าร่วมกระบวนการดังกล่าว เราพบว่าในจำนวนนี้ ร้อยละ 63 อยู่รอดมาจนถึงปัจจุบัน และร้อยละ 50 มีผลการดำเนินงานที่ดี สำหรับการดำเนินโครงการฯ ในปีที่ 7 นี้ เราได้ 11 ทีมที่มีไอเดียสร้างสรรค์เข้ารอบมาในเฟสแรกให้ทดลองดำเนินกิจการ และ 5 ทีมโดดเด่นในเฟสที่สองที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นผลตลอด 8 เดือนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ในปีนี้ ยังมีแนวคิดพิเศษจัดงาน “Impact Day: เพราะการเปลี่ยนแปลงเริ่มได้จากตัวเรา” เพื่อต่อยอดในการขยายเครือข่ายโครงการฯ และกิจการเพื่อสังคมนอกโครงการฯ ให้มาร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคมให้ไปสู่ประชาชนในวงกว้างมากขึ้น ด้วยการเชิญกิจการต่างๆ มาออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์และบริการที่จะไปสร้างประโยชน์แก่สังคมต่อไป และเชิญนิสิตนักศึกษาที่สนใจทำกิจการเพื่อสังคมมาร่วมพูดคุยกับรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์ในการดำเนินกิจการมาแล้ว ซึ่งจะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นเพื่อประกอบการตัดสินใจการเลือกเส้นทางอาชีพต่อไป ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาระบบนิเวศกิจการเพื่อสังคมไทยให้ก้าวไกลยิ่งขึ้น สอดคล้องกับความเชื่อของบ้านปูฯ ที่ว่า พลังความรู้ คือพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา”

ภาพรวมของโครงการฯ ในปีนี้ มีกิจการเพื่อสังคมที่โดดเด่นและตอบโจทย์ปัญหาสังคมในหลายด้าน อาทิ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม การเงิน และผู้พิการทางสมอง เป็นต้น ซึ่งนอกจากความตั้งใจของทีมต่างๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมแล้ว พวกเขายังมาพร้อมกับความคิดสร้างสรรค์ในการเปลี่ยนแนวทางการแก้ปัญหาให้เป็นแผนทางธุรกิจ โดยหลังจากเปิดรับสมัครผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคมรุ่นใหม่ให้ส่งแผนเข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา โครงการฯ ก็ได้จัดเวิร์คช็อปเบื้องต้นครอบคลุมทั้งเรื่องการบริหารธุรกิจ

การจัดการกระบวนการสร้างผลลัพธ์ทางสังคม พร้อมทั้งทดสอบความมุ่งมั่นตั้งใจ หรือ passion และความพร้อมในการเป็นผู้ประกอบการ จนกระทั่งคัดเลือก 11 กิจการให้ได้รับทุนสนับสนุนรวมทั้งสิ้น 800,000 บาทนำไปดำเนินกิจการจริงในระยะแรก พร้อมจัดเวิร์คช็อปในหัวข้อต่างๆ เชิญกูรูในแวดวงที่เกี่ยวข้อง มาให้ความรู้และชี้แนะแนวทางเพิ่มเติมเสริมรากฐานไปสู่การดำเนินกิจการที่สามารถสร้างรายได้และประโยชน์เพื่อสังคมอย่างยั่งยืน โดย 5 กิจการที่มีความโดดเด่นที่ได้รับทุนสนับสนุนต่อเนื่องรวมกว่า 1.25 ล้านบาท ประกอบไปด้วย

ผัก Done – ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจากการจัดการขยะอินทรีย์ มุ่งแก้ปัญหาทางด้านการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม
FarmTO – ช่องทางการจำหน่ายผลผลิตของเกษตรกรออนไลน์โดยมีการจับจองแปลงผลผลิตล่วงหน้า มุ่งแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ สร้างช่องทางการขายและส่งเสริมให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น

ภูคราม – ผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายย้อมครามโดยชุมชนในจังหวัดสกลนคร มุ่งสร้างอาชีพและปรับเปลี่ยนทัศนคติให้แก่คนในชุมชน
Art for Cancer – ช่องทางในการสร้างอาชีพเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง มุ่งสร้างกำลังใจ ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคที่ถูกต้อง และสร้างรายได้ให้แก่ผู้ป่วยมะเร็ง
Heartist – แบรนด์กระเป๋าที่ผลิตจากเนื้อผ้าถักทอโดยผู้พิการทางสมอง มุ่งบำบัดพัฒนาการทางด้านอารมณ์ให้แก่ผู้พิการทางสมอง และสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ครอบครัวของผู้พิการทางสมอง

นายสุนิตย์ เชรษฐา ผู้อำนวยการสถาบัน Change Fusion องค์กรไม่แสวงผลกำไรภายใต้มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า “เนื่องด้วยเทรนด์ในปัจจุบัน ที่คนรุ่นใหม่มองเห็นถึงปัญหาทางสังคมและมีความฝันที่จะประกอบกิจการของตัวเองกันมากขึ้น สถาบัน Change Fusion และ บ้านปูฯ จึงเล็งเห็นว่า กิจการเพื่อสังคม คือรูปแบบธุรกิจที่คนรุ่นใหม่กำลังมองหาที่ทั้งสามารถแก้ไขปัญหาสังคมที่พวกเขาสนใจ และสร้างรายได้ให้พวกเขาอยู่รอดได้ไปพร้อมกัน จากตรงนี้เอง เราจึงเชื่อว่า “โครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม” หรือ Banpu Champions for Change จะเป็นอีกหนึ่งประตูบานสำคัญที่จะเปิดไปสู่ความช่วยเหลือ และคำปรึกษา เชื่อมโยงเครือข่ายในระบบนิเวศกิจการเพื่อสังคมไทย และเปิดมุมมองทั้งทางด้านธุรกิจและสังคมของพวกเขาให้กว้างออกไป”

“นอกเหนือจากการเป็นผู้ช่วยส่งเสริมคนรุ่นใหม่แล้ว โครงการ Banpu Champions for Change ยังสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่เริ่มโครงการฯ เมื่อปี 2554 กิจการเพื่อสังคมที่เข้าร่วมโครงการได้ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกหลากหลายด้านแก่ชุมชน 50 แห่ง องค์กรภาคสังคม 15 องค์กร ครอบคลุม ผู้คนกว่า 120,000 คนให้มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทางด้านสิ่งแวดล้อมเองก็เช่นกัน โดยกิจการเพื่อสังคมที่เข้าร่วมโครงการฯ สามารถช่วยลดของเสียไปได้กว่า 3,000 กิโลกรัม อีกทั้งยังสร้างแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ให้แก่ชุมชนหลายสิบแห่ง นอกเหนือจากนั้นแล้ว บางกิจการยังสามารถต่อยอดไปคว้ารางวัล สร้างชื่อเสียงและรายได้ในระดับนานาชาติอีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของโครงการฯ ที่ได้มองเห็นกิจการศิษย์เก่าได้มีโอกาสและนำความตั้งใจของพวกเขาไปสร้างประโยชน์ และสร้างชื่อเสียงให้แก่สังคมและประเทศชาติต่อไป” นายสุนิตย์กล่าวสรุป

ม.เกษตรศาสตร์ เปิดระบบบริการ “ห้องสมุดเพื่อเกษตรกรไทย” เข้าถึงคลังความรู้การเกษตรที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ บริการแจ้งข่าวเตือนภัย และไขปัญหาการเกษตรจากกูรูเกษตรศาสตร์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

การพัฒนาการผลิตทางการเกษตรในปัจจุบัน นอกจากจะต้องต่อสู้กับการแข่งขันในตลาดโลกแล้ว ยังต้องเผชิญกับปัญหาภัยธรรมชาติและความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ การผลิตทางการเกษตรที่อาศัยเพียงประสบการณ์เดิมซึ่งได้รับการถ่ายทอดสืบต่อกันมา ไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาในยุคปัจจุบัน เกษตรกรจำเป็นต้องใช้องค์ความรู้ในการผลิต สามารถวางแผนบริหารจัดการเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตอบโจทย์แก้ไขปัญหาของเกษตรกรและการเป็นแหล่งบริการความรู้ทางการเกษตรครบวงจรที่ใหญ่ที่สุด มีความสมบูรณ์ที่สุด ทันโลกและทันสมัย เพื่อให้เกษตรกรไทยนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาการผลิตทางการเกษตร ด้วยฐานความรู้ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ตามนโยบาย Thailand 4.0 โดยวันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 ณ ห้องประชุมชั้น 5 อาคารเทพรัตน์วิทยาโชติสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดงานแถลงข่าวแก่สื่อมวลชน

เปิดระบบบริการ “ห้องสมุดเพื่อเกษตรกรไทย” neswsports.com ระบบแรกของประเทศ พร้อมสาธิตวิธีการใช้งานระบบห้องสมุดเพื่อเกษตรกรไทย โดยมี ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ดร.สุมิท แช่มประสิทธิ์ ประธานกรรมการดำเนินการโครงการคนกล้าคืนถิ่น Dr.Sivapragasam Annamalai CABI Regional Director Ms. Kanyakarn Nontiwatwanich EBSCO Thailand and Indo-China Regional Manager Mr. Kittipong Supkongdee iGroup (Asia Pacific) General Manager ผู้แทนสำนักพิมพ์ CABI,EBSCO,iGroup และ ดร.อารีย์ ธัญกิจจานุกิจ ผู้อำนวยการสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกันแถลงข่าวให้ข้อมูล

ห้องสมุดเพื่อเกษตรกรไทย ภายใต้โครงการห้องสมุดดิจิทัลด้านการเกษตร ของสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นการผสานความรู้ด้านการเกษตรแบบครบวงจรระบบแรกของประเทศ โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภูมิใจสรรค์สร้างให้เป็นระบบบริการความรู้ออนไลน์ ที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งความรู้ด้านการเกษตรที่มีความสมบูรณ์ที่สุดในประเทศ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายโดยความสนับสนุนของโครงการด้านการเกษตร อาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ ในการขับเคลื่อนไทยสู่ Thailand 4.0 ผ่านบริการ ข่าวสารเกษตร คัดสรรเรื่องราวน่าสนใจในวงการเกษตร

ถามตอบกูรูเกษตรศาสตร์ ตอบปัญหาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร แจ้งเตือนเรื่องสำคัญด้านการเกษตรเพื่อเตรียมการเฝ้าระวัง และแหล่งความรู้ ให้บริการความรู้ด้านการเกษตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผู้ใช้บริการสามารถเข้าไปใช้บริการได้ด้วยตนเองที่เว็บไซต์ http://thaifarmer.lib.ku.ac.th สำหรับการถามตอบปัญหา กูรูเกษตรศาสตร์ สามารถใช้บริการผ่านเว็บไซต์ http://thaifarmer.lib.ku.ac.th และ ส่งคำถามผ่านไลน์ @GuruKasetsart บริการห้องสมุดเพื่อเกษตรกรไทย ประกอบด้วย

ระบบบริการคลังความรู้ดิจิทัลด้านการเกษตรของประเทศไทย เป็นระบบริการความรู้จากคลังความรู้ด้านการเกษตรที่รวบรวมหนังสือ ตำรา เอกสาร บทความด้านการเกษตร ที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศ ทั้งที่เป็นผลงานวิจัย และบทความรู้ทั่วไป จากสื่อหลากหลายประเภท ซึ่งรวบรวมโดยศูนย์สนเทศทางการเกษตรแห่งชาติ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานในสังกัดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานในเครือข่ายสารสนเทศเกษตรไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันเติมเต็มข้อมูล

ระบบบริการสารสนเทศเกษตรโลก เป็นระบบบริการความรู้ด้านการเกษตรจากต่างประเทศ ได้แก่ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ สำนักพิมพ์ CABI, Ebsco, iGroup และอีกหลากหลายองค์กรจากทั่วโลก
ระบบบริการคลังความรู้ดิจิทัล มหาวิทยลัยเกษตรศาสตร์ เป็นระบบบริการความรู้ จากคลังผลงานสร้างสรรค์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ได้สั่งสมมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนานกว่า 75 ปี
ระบบ “กูรูเกษตรศาสตร์“ เป็นระบบตอบคำถามด้านการเกษตรผ่านไลน์ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้ทรงความรู้ด้านการเกษตรของประเทศ