ชาวนาอีสานพลิกวิกฤตราคาข้าวทำฟาร์มหนูนา ‘สร้างรายได้งาม’

จากปัญหาราคาผลผลิตข้าวตกต่ำส่งผลกระทบกับชาวนาทั่วประเทศ ต้องดิ้นรนหาอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้เลี้ยงชีพและครอบครัว โดยเฉพาะชาวนาตัวอย่างจาก จังหวัดกาฬสินธุ์ และ จังหวัดนครราชสีมา พลิกวิกฤตเป็นโอกาสเปลี่ยนจากทำนาหันมาสร้างฟาร์มเพาะพันธุ์หนูนาขาย ลงทุนน้อย แต่ให้ผลคุ้มค่า มีลูกค้าจากทั่วภาคอีสานสั่งซื้อตลอดปี ด้วยหนูนายังเป็นเมนูฮิตติดตลาดที่นิยมรับประทาน ปรากฏว่าสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดี

รายแรก ชาญชัย ภูทองกลม ชาวนาบ้านเหล่า ตำบลบัวบาน อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า เดิมประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก แต่ปีที่ผ่านมาประสบปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ รายได้ไม่คุ้มทุน จึงลดพื้นที่ทำนามาสร้างโรงเรือนเลี้ยงหนูนาและปลูกผักสวนครัวเป็นอาหารเสริมให้หนูนา เนื่องจากหนูนาเป็นอาหารยอดนิยมของชาวอีสาน มักนำมาประกอบอาหารในฤดูหนาว เนื่องจากมีเนื้อนุ่ม เหนียว ติดมัน ทำอาหารได้หลายเมนู บางคนเชื่อว่าการเปิบหนูนาในฤดูหนาวช่วยให้ร่างกายอบอุ่น“เมื่อเนื้อหนูนาเป็นที่นิยมบริโภค

ทำให้หนูนาตามธรรมชาติหายากมากขึ้น จึงทดลองเลี้ยงหนูนาจำหน่าย โดยใช้ภูมิปัญญาใช้กับดักหาจับเองบ้าง รับซื้อจากชาวบ้านบ้าง ตัวใหญ่จำหน่ายตัวละ 80-100 บาท หากจับได้ตัวเล็กจะนำมาขุนให้โตก่อนจำหน่าย โดยทำคอกเป็นพื้นคอนกรีต ก่ออิฐ มุงตาข่ายและสังกะสี วางท่อซีเมนต์และพีวีซี เป็นรังและที่หลบซ่อนตัว ป้องกันขุดรูหนี ขุนด้วยอาหารหมู เสริมด้วยข้าวเปลือก ข้าวโพด หญ้า หัวมันสำปะหลัง ปรากฏว่ามีลูกค้าสั่งซื้อจำนวนมากทั้งใกล้และไกล โดยเฉพาะในฤดูแล้งจะขายดีมากจนไม่เพียงพอส่งขาย“จากนั้นจึงเกิดไอเดียเพาะพันธุ์หนูนาขาย

โดยขยายโรงเรือนเป็นฟาร์มเลี้ยงหนูนา เพื่อขุนหนูนาจำหน่ายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ซึ่งเพิ่มมูลค่า เพิ่มประชากรหนูนาได้หลายเท่าทวีคูณ ขายในราคาคู่ละ 500 บาท หากชาวบ้านหาหนูนามาขายให้ จะรับซื้อคู่ละ 100 บาทมาขุนต่อ ธุรกิจนี้ใช้ต้นทุนต่ำแต่จำหน่ายตลอดปี มีลูกค้าทั่วภาคอีสานและบางจังหวัดแถบภาคกลาง ซึ่งการเลี้ยงในฟาร์มให้รสชาติไม่ต่างจากหนูนาธรรมชาติ เพราะจะเพิ่มความมันของเนื้อหนูด้วยอาหารหมู หัวมันสำปะหลัง ซึ่งการบริหารจัดการในฟาร์มอย่างดี การันตีว่าไม่มีพยาธิ ไม่มีโรคติดต่อ จึงมีนักเปิบหนูนา

ผู้ต้องการทำฟาร์มเลี้ยงหนูนา และกลุ่มวิสาหกิจฯติดต่อซื้อมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีรายได้เดือนละไม่น้อยกว่า 5 หมื่นบาท”ส่วนฟาร์มเลี้ยงหนูนา “มีตังค์ฟาร์ม” ที่บ้านกุดปลาเข็ง หมู่ 1 ตำบลโนนท่า อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ของ เพชรรัตน์ ฉัตรสูงเนิน ได้รับความนิยมจากนักเปิบไม่ต่างกัน“เพชรรัตน์” เล่าว่า ครอบครัวมีอาชีพทำไร่ทำนาเป็นหลัก ในอดีตตามไร่นาจะมีหนูนา หนูพุกอาศัยจำนวนมาก ชาวบ้านมักนิยมนำมาทำอาหาร ช่วงที่มีหนูนามากจะเป็นช่วงเกี่ยวข้าว เพราะหนูนาจะออกมากัดกินข้าวที่กำลังสุก

แต่ปัจจุบันจากการใช้สารเคมี ทำให้หนูนาตามธรรมชาติลดลง จึงคิดไอเดียเลี้ยงหนูนาขึ้นเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา โดยหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต และสั่งซื้อพ่อแม่พันธุ์จากชาวบ้านที่จับได้มาทดลองเพาะเลี้ยง เป็นหนูพุก ซึ่งเป็นหนูนาพันธุ์ใหญ่ เหมาะกับการเลี้ยงเพื่อรับประทานเนื้อ ในช่วงแรกสามารถขยายพันธุ์หนูนาได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีหนูนาที่เพาะเลี้ยงกว่า 1,000 ตัว มีการสั่งซื้อมากจนเพาะขายแทบไม่ทัน “การเลี้ยงหนูนาจะใช้บ่อซีเมนต์ทรงกลม กว้าง 80 เซนติเมตร สูง 40 เซนติเมตร มาต่อกัน 2 บ่อ พร้อมนำฝาปูนปิดก้นบ่อซีเมนต์ไม่ให้หนูขุดดินหนี

จากนั้นนำอิฐบล็อกมาวางเรียงเป็นช่องสำหรับให้หนูหลบ ใส่ฟางหรือหญ้า ให้หนูสามารถทำรังซุกนอน มีภาชนะใส่น้ำ อาหาร 1 ชุด ราดจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงลงบนพื้นเพื่อให้จุลินทรีย์กินของเน่าเสียเพื่อกำจัดกลิ่นแบบธรรมชาติ แล้วนำกระเบื้องเจาะให้มีช่องอากาศระบายมาปิดด้านบน จากนั้นปล่อยพ่อแม่พันธุ์หนูนา อายุ 4 เดือน ลงไป 1 คู่ ให้อาหารเป็นข้าวเปลือก วันละ 1-2 ขีด สามารถใส่อาหารอื่นเพิ่มได้ เช่น ข้าวโพด รำ แกลบ กล้วย และมันสำปะหลัง เลี้ยงจนอายุประมาณ 3 เดือนครึ่ง-4 เดือน หนูจะโตเต็มที่มีน้ำหนักตัว 5-6 ขีด

พร้อมจับขายได้ “การเลี้ยงหนูนา 1 ตัว มีค่าใช้จ่ายประมาณ 50 บาท หากขายเนื้อ ในภาคอีสานราคากิโลกรัมละ 200-250 บาท ส่วนพ่อแม่พันธุ์ขายได้คู่ละ 800 บาท ถือว่าได้กำไรสูงมาก เนื่องจากความต้องการตลาดสูงมาก โดยเฉพาะร้านอาหารป่าและกลุ่มผู้ชื่นชอบรับประทาน แต่ฟาร์มเพาะพันธุ์หนูนามีน้อย ทำให้เพาะพันธุ์ได้เท่าไหร่ก็ไม่พอ ตอนนี้จะขายเป็นพ่อแม่พันธุ์เป็นหลัก

รวมทั้งได้ร่วมกับศูนย์เรียนรู้เกษตรรุ่นใหม่ “ไร่อรหันต์” อำเภอสูงเนิน จัดกิจกรรมส่งเสริมการเลี้ยงหนูนา มีนายปา ไชยปัญหา ปราชญ์ชาวบ้านมาฝึกอบรมให้ชาวบ้านฟรี”นับเป็นทางเลือกใหม่ของชาวนาที่พลิกสถานการณ์จากวิกฤตรายได้ มาจับอาชีพเสริมที่สร้างรายได้เลี้ยงชีพได้ไม่แพ้อาชีพทำนา ทั้งยังเป็นแบบอย่างที่สร้างกำลังใจให้ชาวนาที่กำลังท้อถอยได้ลุกขึ้นสู้ต่อขอบคุณข้อมูลจาก ชมพิศ ปิ่นเมือง ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ

กรมควบคุมมลพิษ จ่อออกประกาศคุมการปล่อยมลพิษในรถยนต์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติทั้ง NGV-LPG เหมือนกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน สกัดรถยนต์แต่งขึ้นแบบผิดกฎหมาย
รายงานข่าวจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระบุว่า ในการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมเมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการหารือในประเด็น การปรับปรุงมาตรฐานการระบายก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) และก๊าซไฮโดรคาร์บอน (HC) จากรถยนต์ขนาดเล็กที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง (NGV-LPG) โดยมีมติเห็นชอบ ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เตรียมออกประกาศใหม่ 2 ฉบับ คือ 1) ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำหรับรถยนต์ขนาดเล็กที่ใช้เครื่องยนต์จุดระเบิดด้วยประกายไฟและใช้น้ำมันปิโตรเลียมเป็นเชื้อเพลิง และ 2) ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำหรับรถยนต์ขนาดเล็กที่ใช้เครื่องยนต์จุดระเบิดด้วยประกายไฟ และใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง เนื่องจากประกาศเดิมของกรมการขนส่งทางบก เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบ ที่มีอยู่ไม่ได้ครอบคลุมถึงรถยนต์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง จึงต้องดำเนินการยกร่างประกาศดังกล่าวขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานเดียวกันกับรถยนต์ขนาดเล็กที่ใช้น้ำมันปิโตรเลียมเป็นเชื้อเพลิง โดยรายละเอียดของเกณฑ์ต่างๆ ยังคงเป็นมาตรฐานเดิม ที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงทรัพยากรฯ ก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ ยังมีการเห็นชอบประกาศกำหนดมาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และก๊าซไฮโดรคาร์บอน จากท่อไอเสียรถยนต์ขนาดเล็กให้มีค่าเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ตามประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั้ง 2 ฉบับ โดยกรมควบคุมมลพิษจะต้องนำร่างดังกล่าวเสนอต่อ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรฯ เพื่อพิจารณาลงนามต่อไป

นายเถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ์ ผู้อำนวยการสำนักจัดการคุณภาพ อากาศ และเสียง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า รถยนต์ที่ใช้ก๊าซเดิมทีไม่ได้อยู่ภายใต้ประกาศ แต่ช่วงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับขึ้นไปสูงสุดถึง 150 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ส่งผลให้มีการติดตั้งระบบก๊าซในรถยนต์มากขึ้น แม้ว่าก๊าซธรรมชาติจะเป็นพลังงานสะอาด แต่เมื่อเผาไหม้แล้วก็ยังมีการปล่อยมลพิษออกสู่อากาศด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรถยนต์ที่มีการปรับแต่งเครื่องยนต์ ถือว่ามีความเสี่ยงที่อาจจะปล่อยมลพิษได้พอๆ กับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันด้วยซ้ำ

หลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงนี้ ยังต้องประสานไปยังกรมการขนส่งทางบก เพื่อใช้เกณฑ์ต่างๆ ตรวจสอบสภาพรถยนต์ประจำปี และเพื่อบังคับใช้เป็นการทั่วไป ซึ่งผู้ใช้รถยนต์จะต้องดูแล บำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดีสม่ำเสมอ ไม่เพียงแต่จะช่วยในประเด็นสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ยังช่วยเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนด้วย
“รถยนต์ก็ถือเป็นกลุ่มที่มีการปล่อยมลพิษค่อนข้างมาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งรถที่มีการดัดแปลง มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการปล่อยมลพิษเกินค่ามาตรฐานที่กำหนด เพราะรถยนต์ที่ออกมาจากโรงงานผลิตได้มาตรฐานตามที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กำหนดไว้อยู่แล้ว”

นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยผลการประชุมร่วมกับกรมราชเลขานุการในพระองค์ และ นางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมี พล.อ.อ. สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นประธาน ว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ทรงมีพระบรมราโชบายช่วยเหลือประชาชนในการกำจัดวัชพืช และแก้ไขบำบัดน้ำเน่าเสียในคลองเปรมประชากร พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมบริเวณใกล้เคียง

อีกทั้งยังทรงห่วงใยประชาชนที่มีที่พักอาศัยอยู่ริมแม่น้ำลำคลอง ไปจนถึงการสัญจรทางน้ำที่มีผักตบชวาอยู่เป็นจำนวนมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดหน่วยพระราชทาน และจิตอาสาลงพื้นที่กำจัดผักตบชวามาโดยตลอด ดังนั้นเพื่อป้องกันการเพิ่มปริมาณของผักตบชวาอย่างยั่งยืน ที่ประชุมจึงมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) คิดค้นนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยนวัตกรรมของเด็กอาชีวะนั้น จะมุ่งเน้นการกำจัดผักตบชวาในคลองรังสิต กำจัดขยะมูลฝอยในคลองเปรมประชากร การขุดลอกคูคลอง และการบำบัดน้ำเสียเพิ่มปริมาณออกซิเจน โดยตนได้รายงานให้ นพ. ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) รับทราบแล้ว

สอศ.จะสนองพระบรมราโชบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยขณะนี้ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาแล้ว จากนี้จะระดมผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมจากทุกวิทยาลัยมาร่วมกันวางแนวทางการแก้ไขปัญหาการกำจัดวัชพืช และบำบัดน้ำเสียในแม่น้ำลำคลองต่างๆ ซึ่งการดำเนินการนี้ยังเป็นการพัฒนานักเรียนนักศึกษาให้คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ที่ช่วยเหลือประชาชนได้ และยังเป็นต้นแบบขยายการแก้ไขปัญหาให้ครอบคลุมแม่น้ำลำคลองทั่วประเทศ ทั้งนี้นวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์วางกรอบระยะเวลาจะต้องคิดค้นให้เสร็จสิ้นภายในเดือนมกราคม 2561

รายงานข่าวจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) แจ้งว่าทีมโคโคนัท การ์เดน แคร์ (COCONUT GARDEN CARE) นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ประกอบด้วย นายกฤตธัช สารทรานนท์ นายวีระชาติ ค้ำคูณ นายวุฒิภัทร โชคอนันตทรัพย์ นายณัฐพงษ์ ฉางแก้ว และนายชินวัตร ชินนาพันธ์ โดยมี ดร.อรพดี จูฉิม เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรรมของประเทศ โดยสร้างอากาศยานไร้คนขับหรือยูเอวี (Unmanned Aerial Vehicle : UAV) หรือโดรน (Drone) ระบบอัตโนมัติพ่นยากำจัดศัตรูพืชให้กับสวนมะพร้าวที่ก้าวผ่านข้อจำกัดในเรื่องความสูง ป้องกันอุบัติเหตุ และการใช้งานไม่ยุ่งยาก ชิ้นส่วนทุกชิ้นสามารถหาซื้อได้ในประเทศ ทำให้การซ่อมบำรุงเป็นเรื่องง่าย ที่สำคัญคือราคาต่ำกว่าเมื่อเทียบกับราคา UAV พ่นปุ๋ยทางการเกษตรในท้องตลาด

นายกฤตธัช สารทรานนท์ กล่าวถึงที่มาของแนวคิดดังกล่าวว่า เกิดจากความสนใจเข้าร่วมประกวดยูเอวี สตาร์ตอัพ 2017 จึงได้รวมกลุ่มกับเพื่อนสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้ทำสวนมะพร้าวในประเทศไทยมีจำนวนมาก เพื่อการกำจัดศัตรูพืช เนื่องจากต้นมะพร้าวมีขนาดสูง การสังเกตศัตรูพืชจากด้านล่างจึงทำได้ยาก โดยปกติเกษตรกรจะต้องจ้างคนปีนขึ้นไปพ่นยากำจัดศัตรูพืช หากเป็นสวนขนาดใหญ่ก็ไม่สามารถทำได้ หรือหากใช้เครื่องแรงดันสูงพ่นยากำจัดศัตรูพืชขึ้นไป หรือวิธีการฉีดยากำจัดศัตรูพืชเข้าสู่ลำต้นจะพบปัญหาค่าใช้จ่ายสูง ทีมจึงช่วยกันสร้างนวัตกรรมขึ้นมาแก้ปัญหา

นายณัฐพงษ์ ฉางแก้ว เล่าว่า เริ่มจากศึกษาข้อมูล วิธีการดูศัตรูพืช โดยใช้โดรนบินถ่ายภาพต้นมะพร้าวจากด้านบน แล้วนำภาพมาศึกษาร่วมกับเจ้าของสวนมะพร้าวว่าต้นใดมีศัตรูพืช จากนั้นใส่ข้อมูลลงโปรแกรม และสร้างให้มีการประมวลผล หากพบใบมะพร้าวที่มีสีเหลืองก็จะสามารถบอกได้ว่าตรงจุดนี้มีปัญหา และทำการพ่นยากำจัดศัตรูพืช

นายวีระชาติ ค้ำคูณ กล่าวว่า ระบบการทำงานของ UAV เกือบจะเป็นระบบอัตโนมัติทั้งหมด เพียงแค่ครั้งแรกต้องสร้างเส้นทางการบินให้กับ UAV ในการขึ้นบินครั้งแรก ด้วยแผนที่กูเกิลแมป UAV จะจดจำเส้นทางการบินจากตำแหน่งที่สร้างไว้ หลังจากนั้นผู้ใช้เพียงแค่เติมน้ำยากำจัดศัตรูพืช จากนั้นส่ง UAV ขึ้นบินและสำรวจสวนมะพร้าวด้วยระบบอัตโนมัติ เมื่อพบจุดที่มีต้นมะพร้าวมีลักษณะใบสีเหลือง เครื่องจะฉีดพ่นยากำจัดศัตรูพืช ด้วยการประมวลที่เป็นระบบอัตโนมัติ ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบการทำงานและตำแหน่งของ UAV ได้จากคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ UAV ยังมีชุดคำสั่งป้องกันการตก หากจีพีเอส หรือเซ็นเซอร์ทำงานผิดปกติ มอเตอร์จะไม่ทำงาน และมีระบบควบคุมโดยการบังคับ กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินกับตัว UAV ในขณะกำลังบินปฏิบัติหน้าที่

นายวุฒิภัทร โชคอนันตทรัพย์ กล่าวว่า ในส่วนของการออกแบบโครงสร้าง UAV ที่มี 4 ใบพัดแบบในท้องตลาด แต่เพิ่มขนาดของมอเตอร์ให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น สามารถรับน้ำหนักได้เทียบเท่ากับ UAV ที่มี 6 – 8 ใบพัด สามารถบรรจุน้ำยากำจัดศัตรูพืชได้มากกว่า 10 ลิตร ทางทีมเลือกใช้วัสดุชิ้นส่วนที่หาซื้อได้ภายในประเทศมาประกอบทั้งหมด ส่งผลให้การหาซื้ออะไหล่ หรือการซ่อมบำรุงสะดวก

ดร.อรพดี จูฉิม กล่าวว่า นักศึกษาได้นำประสบการณ์จากในห้องเรียนและนอกห้องเรียน จากการที่เคยทำระบบอัตโนมัติ จึงได้นำข้อผิดพลาด ปัญหาที่เคยพบมาปรับปรุงแก้ไข นักศึกษากลุ่มนี้สร้างนวัตกรรมที่จะสามารถต่อยอดไปเป็นผู้ประกอบการได้ในอนาคต และได้รับรางวัลรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันรายการยูเอวี สตาร์ต อัพ 2017 จัดโดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 การประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมจากเวทีดิจิทัลไทยแลนด์บิ๊กแบง 2017 นอกจากนี้นักศึกษายังได้ศึกษาความเป็นไปได้ทางธุรกิจ เพื่อเตรียมพร้อมพัฒนารูปแบบเชิงพาณิชย์ โดยวางแผนพัฒนา UAV รุ่นต่อไป เพิ่มศักยภาพในการทำงาน รองรับน้ำยากำจัดศัตรูพืชได้มากขึ้น และประยุกต์การทำงานให้เข้ากับการใช้งานทางการเกษตรในรูปแบบอื่นๆ ในอนาคต

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์ในแม่น้ำสะแกกรัง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ตั้งแต่บริเวณบ้านน้ำตก ผ่านวัดอุโปสถาราม หรือวัดโบสถ์ โบราณสถานและสถานที่ท่องที่สำคัญของจังหวัดอุทัยธานี ไปจนถึงบริเวณพญาไม้รีสอร์ท พบระดับน้ำในแม่น้ำสะแกกรังลดระดับลงอย่างรวดเร็วผิดปกติ ส่งผลให้ชุมชนชาวแพ 2 ริมฝั่งแม่น้ำสะแกกรัง ตั้งตัวแทบไม่ทันและกำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากแพที่อยู่อาศัยของชุมชนชาวแพหลายหลัง มีลูกบวบไม้ไผ่ที่ใช้พยุงแพให้ลอยน้ำเริ่มติดค้างบนเนินดินจนได้รับความเสียหาย ส่วนเรือนแพหลังอื่นๆ อีกนับร้อยหลังต้องเร่งชักลากลงร่องน้ำลึก เพื่อป้องกันลูกบวบไม้ไผ่ทุ่นลอยน้ำของแพได้รับความเสียหายกันอย่างเร่งด่วน ตามที่ได้รับร้องเรียน

สาเหตุที่ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำสะแกกรังแห้งหนักครั้งนี้ คาดว่าเกิดจากผลพวงของการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา อยู่ต่ำลงไปใน จ.ชัยนาท รวมทั้งแหล่งต้นน้ำแม่น้ำสะแกกรังจากอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ที่ไหลผ่านเขื่อนวังร่มเกล้า ตำบลทุ่งใหญ่ อำเภอเมืองอุทัยธานี ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำสะแกกรังนั้นแห้งลง ไม่มีไหลลงมาเติมในแม่น้ำสะแกกรังได้ และหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ จะส่งผลกระทบต่อชุมชนชาวแพมากกว่า 200 ครอบครัว รวมไปถึงการสัญจรทางเรือ การค้าขาย และการเลี้ยงปลากระชัง ซึ่งเป็นอาชีพหลักทำรายได้ของชุมชนชาวแพ จะได้รับความเสียหายไปด้วย

ดร. สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เลขาธิการ กกอ.) กล่าวในการเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาและมอบนโยบายการคัดเลือกนักศึกษาเพื่อรับรางวัลพระราชทานระดับอุดมศึกษา และมอบโล่เชิดชูเกียรติแก่สถาบันอุดมศึกษาที่นักศึกษาได้รับคัดเลือกให้รับรางวัลพระราชทานระดับอุดมศึกษา 3 ปีการศึกษา และสถาบันอุดมศึกษาที่มีนักศึกษาพิการได้รับรางวัลพระราชทาน ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้ดำเนินการคัดเลือกนิสิตนักศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มีผลการเรียน กิจกรรม และมีผลงานดีเด่น เพื่อเข้ารับพระราชทานเกียรติบัตร เข็มเชิดชูเกียรติ และเงินรางวัลพระราชทาน มาตั้งแต่ปีการศึกษา 2547 เป็นประจำต่อเนื่องทุกปีการศึกษาจนถึงปัจจุบัน

เลขาธิการ กกอ.กล่าวด้วยว่า สมัครเว็บ SBOBET การคัดเลือกนักศึกษาเพื่อรับรางวัลพระราชทานนี้ ถือเป็นงานที่สนองพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงยินดีพระราชทานรางวัลให้นักเรียน นักศึกษาที่มีความประพฤติดี มีความมานะพยายามในการศึกษาเล่าเรียน มีผลการเรียนดี มีคุณธรรม จริยธรรมที่สมควรเป็นต้นแบบของเยาวชนของชาติต่อไป

ดร. สุภัทร กล่าวต่อไปว่า ประเด็นสำคัญที่ควรตระหนัก คือ ขั้นตอนและกระบวนการในการดำเนินการคัดเลือกนักศึกษาเพื่อเป็นตัวแทนของสถาบัน รวมถึงกระบวนการประเมินและคัดเลือกนักศึกษาเพื่อรับรางวัลพระราชทานของคณะอนุกรรมการประเมินและคัดเลือกนักศึกษาระดับเขต/ภูมิภาค และของคณะอนุกรรมการประเมินและคัดเลือกนักศึกษาพิการ ควรจะต้องให้ความสำคัญในการประเมินและคัดเลือกนักศึกษาโดยคำนึงถึงคุณลักษณะในทุกๆ ด้านของนักศึกษาที่สมควรจะได้รับรางวัลพระราชทาน ประกอบด้วย ด้านความรู้และความสามารถ ด้านทักษะความเป็นนักคิด นักบริหารจัดการ ทักษะการเป็นผู้นำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง

“รวมทั้งด้านบุคลิกอุปนิสัยเป็นผู้ที่มีจริยธรรมและค่านิยมที่ดีงามอยู่ในพื้นฐานของจิตใจ เช่น การมีจิตอาสา มีวินัยในตนเอง มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม มีความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข รวมถึงการมีทัศนคติและค่านิยมเพื่อการปฏิสัมพันธ์ที่ดี ตลอดจนการมีจิตสำนึกในจริยธรรมสากล” เลขาธิการ กกอ.กล่าว

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือไทยแพน (Thai-PAN) โดย นางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานได้แถลงผลการเฝ้าระวังผักและผลไม้ซึ่งไทยแพนดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 พบว่า จากการเก็บตัวอย่างผักและผลไม้จากทั่วประเทศจำนวน 150 ตัวอย่าง เมื่อเดือนสิงหาคม 2560 ครอบคลุมผักยอดนิยม 5 ชนิด ได้แก่ ถั่วฝักยาว คะน้า พริกแดง กะเพรา และกะหล่ำปลี กับผักพื้นบ้านยอดฮิต 5 ชนิด ได้แก่ ใบบัวบก ชะอม ตำลึง และสายบัว ส่วนผลไม้ 6 ชนิด ได้แก่ องุ่น แก้วมังกร มะละกอ กล้วย มะพร้าว สับปะรด

โดยตรวจครอบคลุมตลาด จำนวน 9 ตลาดในจังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่น ปทุมธานี ราชบุรี และสงขลา รวมทั้งจากห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ 3 ห้าง และซุปเปอร์มาร์เก็ต 4 แห่ง พบว่าโดยภาพรวมมีสารพิษปนเปื้อนในผักและผลไม้เกินมาตรฐานถึง 46% สุ่มตรวจผักพื้นบ้านยอดนิยมเพื่อเปรียบเทียบกับผักทั่วไป และผลไม้พบว่า ผักยอดนิยมทั่วไปมีสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐาน 64% ผักพื้นบ้านยอดนิยม 43% และผลไม้ 33% ตามลำดับโดยในผักผลไม้ที่มีความเสี่ยงสูงได้แก่ ถั่วฝักยาว คะน้า ใบบัวบก กะเพรา พริกแดง องุ่น แก้วมังกร

เพราะพบการตกค้างเกินมาตรฐานตั้งแต่ 7-9 ตัวอย่าง จาก 10 ตัวอย่าง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นกังวลมากที่สุด คือไทยแพนพบว่ามีสารเคมีกำจัดวัชพืชหรือยาฆ่าหญ้าตกค้างในผักและผลไม้ในระดับสูงถึง 55% จากจำนวนตัวอย่างที่ส่งตรวจทั้งหมด 76 ตัวอย่าง ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะเท่าที่ผ่านมาแทบไม่เคยมีการสุ่มตรวจหาสารพิษกลุ่มนี้อย่างจริงจังมาก่อนเลย โดยผลการตรวจพบพาราควอตตกค้างในระดับเกินมาตรฐานสูงถึง 38 ตัวอย่าง จาก 76 ตัวอย่าง ที่ส่งตรวจ รองลงมา คือไกลโฟเสต ตรวจพบ 6 ตัวอย่าง และอะทราซีน 4 ตัวอย่างเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืชได้ทำการสำรวจครั้งนี้มีสาเหตุมาจากเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2560 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ. ปิยะสกล สกลสัตยาทร

ได้แถลงต่อผู้สื่อข่าวถึงผลการประชุมของคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ครั้งที่ 4/2560 ว่าที่ประชุมได้ร่วมกับ 5 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม มีมติให้ประกาศยกเลิกการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง 3 ตัว ได้แก่ พาราควอต, คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเสต เพื่อให้ประชาชนในประเทศทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคปลอดภัยจากสารเคมีอันตรายนพ.

ปิยะสกล กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกการใช้สารเคมี 2 ชนิด คือพาราควอต และคลอร์ไพริฟอส ภายในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 ซึ่งสารทั้ง 2 ตัวนี้ ถูกกำหนดเป็นวัตถุอันตรายชนิด 4 ที่ไม่อนุญาตให้ใช้ โดยระหว่างนี้จะไม่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียนเพิ่มและไม่ต่ออายุทะเบียน ยุติการนำเข้าเดือนธันวาคม พ.ศ.2561 เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการ และเกษตรกร มีเวลาเตรียมตัวหาทางเลือกอื่นและจัดการกับผลิตภัณฑ์คงค้างในตลาดทั้งนี้ พาราควอต เป็นสารฆ่าหญ้านั่นแหละ ที่มีการใช้ในประเทศไทยถึง 29.8 ล้านกิโลกรัม ในปี พ.ศ.2558 มีพิษเฉียบพลันสูง และยังไม่มียาถอนพิษ ชาวนาฆ่าตัวตายก็กินพาราควอตนี่แหละ ในปัจจุบันนี้มี 47 ประเทศทั่วโลกยกเลิกใช้แล้ว

ส่วนคลอร์ไพริฟอส เป็นสารกำจัดแมลงศัตรูพืช ผลิตภัณฑ์ในบ้านเรือน กำจัดมด ปลวก เห็บ แมลงสาบ พบตกค้างสูงสุดในกลุ่มสารกำจัดแมลง ทำให้เกิดความผิดปกติด้านพัฒนาสมอง ไอคิวเด็กลดลง สมาธิสั้น หลายประเทศห้ามใช้ในบ้านเรือน ผักผลไม้ส่วนสารไกลโฟเสตเป็นสารกำจัดวัชพืช หรือยาฆ่าหญ้า ที่มีปริมาณนำเข้าสูงสุด 58.1 ล้านกิโลกรัม และมีการใช้ในประเทศ 57.6 ล้านกิโลกรัม ในปี’58 องค์การอนามัยโลกกำหนดให้เป็นสารที่น่าจะก่อมะเร็ง มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคเพิ่มมากขึ้น 22 โรค เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง อัลไซเมอร์ เป็นต้น ที่ประชุมมีข้อเสนอให้บังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่โดยจำกัดการใช้อย่างเข้มงวด ดังนี้1. ห้ามใช้สำหรับเกษตรกรในพื้นที่สูงและพื้นที่ต้นน้ำ 2. ห้ามใช้ในบริเวณแม่น้ำ ลำคลองและแหล่งน้ำในพื้นที่ใกล้เคียง 3. ห้ามใช้ในพื้นที่สาธารณะ 4. ห้ามใช้ในเขตชุมชน