ชาวนาไอเดียเจ๋ง ใช้บอร์ดบังแดดช่วงปักดำ ป้องกันแดดได้ทั้งตัว

ในฤดูฝนเป็นช่วงหว่านไถของพี่น้องเกษตรกร ชาวนาทุกคนต่างเตรียมข้าวกล้าเพื่อปักดำ และหนึ่งปัญหาที่พบคือ ต้องทำงานภายใต้อากาศร้อน หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน

ชาวนาหลายคนคิดหาวิธีป้องกันอากาศร้อน ด้วยการใส่หมวก ใส่งอบ ให้ช่วยบรรเทาความร้อนของแสงแดด เฟซบุ๊กเพจ เกษตรพารวย โพสต์ภาพไอเดียเจ๋งของชาวนา ที่ประยุกต์นำเอาวัสดุที่อยู่ในชีวิตประจำวันมาใช้บังแดด โดยนำฟิวเจอร์บอร์ดมาใช้ป้องกันความร้อนขณะปักดำ

โดยเพจดังกล่าว เขียนข้อความบรรยายว่า “กันแดดได้ทั้งตัว”

ทั้งนี้ ภาพดังกล่าวมีผู้แชร์ส่งต่อไปเป็นจำนวนมาก ทั้งยังเข้ามาแสดงความคิดเห็นชื่นชมความคิดของชาวนาคนดังกล่าวอีกด้วย นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน พร้อมด้วยปลัดกระทรวงพลังงาน และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงาน กล่าวในโอกาสเดินทางลงพื้นที่ตรวจราชการในจังหวัดนครสวรรค์ ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ว่า กระทรวงพลังงาน ติดตามโครงการระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์สู้ภัยแล้ง ที่บ้านหนองขาม ต.ตาคลี อ.ตาคลี จำนวน 2 แห่ง เป็นระบบสูบน้ำเพื่อการเกษตร

ที่ช่วยสูบน้ำจากบ่อบาดาลโดยใช้เครื่องสูบน้ำพลังงานไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ ไม่มีค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และโครงการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับกลุ่มครัวเรือน กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน/OTOP” ณ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านทัพชุมพล หมู่ที่ 1 ต.หนองกรด อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ตั้งเป้าหมายสร้างฐานรายได้ให้กับเกษตรกรทั้งประเทศ ไม่ต่ำกว่า 1,300 ล้านบาท ต่อปี

ทั้งนี้ ในอนาคตกระทรวงพลังงานจะมีการติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ อีกจำนวน 5,000 ระบบ ภายใต้วงเงินงบประมาณ 3,500 ล้านบาท ภายในปี 2561 เมื่อรวมกับที่มีอยู่แล้ว จำนวน 1,088 ระบบ รวมเป็น 6,088 ระบบ จะทำให้ประชาชนได้ประโยชน์รวมทั้งประเทศ ไม่ต่ำกว่า 350,000 ครัวเรือน รวมพื้นที่กว่า 1 ล้านไร่

ส่วนโครงการระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) กว่า 300 แห่ง ในปี 2561 จะช่วยลดระยะเวลาการอบแห้งในกระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ได้มากกว่า 50% และเพิ่มคุณภาพของผลิตผลการเกษตรตามความต้องการของตลาด

นอกจากนี้ ยังตรวจเยี่ยมการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพเอทานอลจากกากน้ำตาลที่เป็นผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้จากการผลิตน้ำตาล ของ บริษัท เคทิส ไบโอเอทานอล จำกัด ที่ ต.หนองโพ อ.ตาคลี ซึ่งมีโครงการขยายกำลังการผลิตจาก 230,000 ลิตร/วัน เป็นประมาณ 1 ล้านลิตร/วัน เพื่อศึกษาต้นทุนในการผลิตเอทานอลที่จะลดลงจากการใช้เทคโนโลยีใหม่ให้ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 12 มิถุนายน ที่ร้าน River Wine ต.คลองพระอุดม อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายชัยรัตน์ จำนงค์การ เจ้าของร้าน River Wine ผู้ที่ประมูลทุเรียนนนทบุรี ในราคาลูกละ 800,000 บาท ที่แพงที่สุดในโลก ในงานประมูลทุเรียนนนท์ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งในงาน นายชัยรัตน์ ยังประมูลทุเรียนอีก 2 ลูก ในราคา 250,000 บาท และ 180,000 บาท ได้มอบเงินที่ประมูลให้กับโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า โดย นายแพทย์ประสิทธิ์ มานะเจริญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า เดินทางมารับด้วยตนเอง จำนวน 800,000 บาท และมอบเงินให้แก่สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนปากเกร็ด 250,000 บาท และสถานแรกรับเด็กชายปากเกร็ด จำนวน 180,000 บาท โดยมี นายชลธี ยังตรง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี นายสมนึก ศรีเที่ยงตรง เกษตรจังหวัดนนทบุรี ร่วมเป็นสักขีพยานในการรับมอบเงินในครั้งนี้ นอกจากนี้ ยังมี นายธนกฤต ธัชสิริบุญจิรา ผอ.อยุธยาอลิอันซ์ มอบเงินสมทบทุนให้กับโรงพยาบาลพระนั่งเกล้าอีก 100,000 บาท

จากนั้น นายชัยรัตน์ พร้อมด้วย นายชลธี และนายแพทย์ประสิทธิ์ ได้ร่วมกันผ่าทุเรียนก้านยาวลูกที่แพงที่สุดในโลก ซึ่งมีทั้งหมด 16 เม็ด โดย นายชัยรัตน์ ได้ป้อนทุเรียนเม็ดแรกให้กับ น.ส.รุจาภา คำจุมพล ภรรยา และแจกจ่ายให้กับผู้ร่วมงานได้รับประทานกัน

นายชัยรัตน์ กล่าวว่า เป็นการร่วมทำบุญที่มีความสุขมาก และหลังจากกินทุเรียนแล้ว ยืนยันว่าทุเรียนนนท์อร่อยจริง 8 แสนบาทไม่แพงเลย และกล่าวติดตลกว่า ส่วนเม็ดทั้ง 16 เม็ด ก็จะนำไปเลี่ยมทองมาคล้องคอ

นายแพทย์ประสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณ ดร.ชัยรัตน์ เพราะ 800,000 บาท ที่มอบให้โรงพยาบาลพระนั่งเกล้าจะซื้อเครื่องช่วยหายใจได้ 2 เครื่อง สามารถช่วยคนได้หลายพันคนในแต่ละปี

ด้าน นายชลธี กล่าวว่า ขณะนี้ทุเรียนนนท์มีพื้นที่ปลูกน้อย เพราะที่ดินมีราคาแพง แต่ได้พยายามส่งเสริมให้บ้านจัดสรรต่างๆ ที่พอมีพื้นที่ได้ปลูกทุเรียน ปีนี้มีทุเรียนแค่ 900 ลูก เท่านั้น

กระทรวงวิทย์ นำ วทน.วิจัยพัฒนาปุ๋ยอินทรีย์จากของเหลือทิ้งอุตสาหกรรมน้ำตาล ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี ลดต้นทุนผลิตอ้อย 30% ในพื้นที่ส่งเสริมอ้อย 5 แสนไร่ จ.นครสวรรค์/อุตรดิตถ์/ชัยนาท สร้างความอุดมสมบูรณ์แก่ดินอย่างยั่งยืน

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมคณะ ตรวจติดตามผลการดำเนินงานของ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากของเหลือทิ้งอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง รวมทั้งโครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตปุ๋ยอินทรีย์เคมีเพื่อวิจัยและพัฒนาการผลิตปุ๋ยอินทรีย์สำหรับใช้ในการปรับปรุงดินและทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีลดต้นทุนการเพาะปลูกอ้อย ได้ร้อยละ 30 ปรับปรุงและสร้างความอุดมสมบูรณ์ของดินอย่างยั่งยืน ในพื้นที่เขตส่งเสริมอ้อยกว่า 500,000 ไร่ ของ บริษัท เกษตรไทยอินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการซึ่งมีกำลังการผลิตน้ำตาลต่อวันมากที่สุดในโลก โดยมี ดร.ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการ วว. พร้อมด้วยผู้บริหารและพนักงาน กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับ ในวันที่ 11 มิถุนายน 2561 ณ ตำบลหนองโพ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์

ดร.ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า วว. ดำเนินโครงการวิจัยฯ ดังกล่าวมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2560 ประสบผลสำเร็จในการดำเนินงาน คือ ได้กรรมวิธีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์โดยการหมักของเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และสามารถใช้เชื้อจุลินทรีย์ร่นระยะเวลาการย่อยสลายความสมบูรณ์ของปุ๋ยลงเหลือเพียง 1 เดือน จากปกติใช้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน โดยปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตได้สามารถใช้ในการปรับปรุงดินและทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี ช่วยลดต้นทุนการเพาะปลูกอ้อยและพืชอื่นๆ ได้ร้อยละ 30 รวมทั้งสามารถสร้างความอุดมสมบูรณ์ของดินได้อย่างยั่งยืน

“…กลุ่มเป้าหมายในการดำเนินโครงการนี้คือ เกษตรกรที่เป็นชาวไร่คู่สัญญาในพื้นที่เขตส่งเสริมอ้อยของโรงงานเกษตรไทยอินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น ในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ อุตรดิตถ์ และชัยนาท ซึ่งมีประมาณ 10,000 ราย บนเนื้อที่กว่า 500,000 ไร่ ทั้งนี้การพัฒนาวิทยาการ เทคโนโลยี และวิธีการจัดการ ในการผลิตอ้อยต้องการการวิจัยพื้นฐานและการวิจัยประยุกต์ต่อยอดที่สามารถนำมาใช้ได้จริงอย่างต่อเนื่อง ในทุกด้านของการผลิตอ้อย เช่น เทคโนโลยีการปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์ และการลดต้นทุนการผลิตอ้อยโดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เคมี ภาครัฐจะต้องดำเนินการเพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยมีอาชีพที่มั่นคงยั่งยืน และได้ปริมาณผลผลิตที่เพียงพอกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยการดำเนินงานของ วว. ภายใต้โครงการสามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้อย่างเป็นรูปธรรม…” ผู้ว่าการ วว. กล่าว

อนึ่ง ประเทศไทย เป็นประเทศผู้ปลูกอ้อยมากเป็น อันดับ 4-5 ของโลก และเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลทรายเป็นอันดับ 2 ของโลก สามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายน้ำตาลทรายทั้งในประเทศและส่งออก ได้ปีละ 180,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งสร้างงานสร้างรายได้แก่ชาวไร่อ้อยกว่า 200,000 ครัวเรือน คิดเป็นประชากรกว่า 1 ล้านคน และแรงงานอื่นอีกกว่า 1 ล้านคน ดังนั้น อ้อยซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมอ้อย น้ำตาลทราย และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง จึงเป็นพืชที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

กอปรกับปัจจุบันอ้อยยังเป็นวัตถุดิบที่นำไปใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่สำคัญอื่นๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตเอทานอล อ้อยจึงเป็นพืชที่มีความต้องการสูงกว่าปริมาณผลผลิตของเกษตรกร ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีอันดับในการส่งออกน้ำตาลเป็นอันดับต้นๆ ของโลกก็ตาม การพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตอ้อยเพื่อให้ได้ผลผลิตอ้อยเพียงพอ และยั่งยืนบนสภาวะของการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม และการขาดแคลนแรงงานในภาคการเกษตร ต้องการวิทยาการการจัดการ และเทคโนโลยีที่สามารถแก้ไขปัญหา และส่งเสริมให้การปลูกอ้อยมีประสิทธิภาพสูงสุดในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะทำให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น และเกษตรกรชาวไร่อ้อยมีความมั่นคงและเชื่อมั่นในระบบการผลิตอ้อยของประเทศ

เป็นระเบียบของการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ที่กำหนดให้นักศึกษาต้องนำวิชาเรียนพื้นฐานที่เรียนไปตั้งแต่เริ่มศึกษาในระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ในทุกวิชาที่เกี่ยวข้องกับสายงานตัวเอง มาประยุกต์เพื่อคิดโครงงานวิจัยให้เกิดชิ้นงานหรือสิ่งประดิษฐ์ที่ก่อให้เกิดประโยชน์หรือช่วยแก้ปัญหาให้กับท้องถิ่น หรือชุมชน และต้องเป็นชิ้นงานที่ไม่ได้ทำเพื่อตนเอง

เมื่อถึงเทอมสุดท้ายของการศึกษา นักศึกษาระดับชั้นปวส.ปีที่ 2 กลุ่มหนึ่ง นำเสนออุปกรณ์ตัดใบกล้วย โดยใช้ชื่อว่า “อุปกรณ์ตัดไม่ตก” แนวคิดนี้เป็นของ นายนัทธพงศ์ อินทรขัน นายอากร ขำเกลี้ยง และ นายนลธวัช หัวเขา นักศึกษาชั้นปวส.2 แผนกช่างยนต์ วิทยาลัยการอาชีพตรัง

ทั้ง 3 คน ให้คำตอบถึงแนวคิดว่า ผู้สูงอายุในชุมชนส่วนใหญ่ไม่ได้ประกอบอาชีพ ประกอบกับบริเวณที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ปลูกกล้วยตานี ผู้สูงอายุเกือบทั้งหมดจึงหารายได้จากการตัดใบกล้วยตานีไปขาย โดยใช้มีดทำครัวผูกติดกับไม้ที่มีขนาดยาว เช่น ไม้ไผ่ ด้วยยางในของรถจักรยานยนต์ เพื่อให้ด้ามมีดมีความยาวมากพอที่จะตัดก้านใบกล้วย เมื่อใช้ไปสักระยะการผูกเกิดหลวม เป็นเหตุให้มีดหล่น ผู้ใช้ถูกมีดบาด หรือการตัดก้านใบกล้วยแล้วใบกล้วยจะหล่นลงพื้น เมื่อหล่นถูกต้นไม้ ดิน หรือวัสดุอื่นที่พื้น โอกาสที่ใบกล้วยจะแตกมีสูง

จากนั้น เมื่อลองศึกษาการนำใบกล้วยตานีไปจำหน่ายพบว่า พ่อค้าที่รับซื้อจะให้ราคาจากคุณภาพของใบกล้วย หากใบกล้วยไม่แตก หรือฉีกแตกไม่เกิน 3 แฉก ถือว่าเป็นใบกล้วยเกรด A จะได้ราคาดี หากใบกล้วยแตกมาก ถือว่าตกเกรด ก็จะให้ราคาถูกลง

“แนวคิดการทำสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ ก็เพื่อแก้ปัญหามีดหล่นบาดผู้ใช้ และช่วยให้ใบตองไม่หล่นลงพื้น ลดโอกาสใบกล้วยแตก ซึ่งเป็นผลให้ราคารับซื้อถูก เมื่อใบกล้วยคุณภาพดี ราคาซื้อขายใบกล้วยก็ดีไปด้วย”

เมื่อแนวคิดนี้นำมาเสนอให้กับครูที่ปรึกษา ได้แก่ อาจารย์สิฐวิชญ์ แต้มประสิทธิ อาจารย์เธียรศักดิ์ ศรีขำ และ อาจารย์มนัส แก้วกูล จึงถูกนำมาขัดเกลา เพื่อให้สิ่งประดิษฐ์ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด

อาจารย์สิฐวิชญ์ กล่าวว่า นับตั้งแต่เริ่มนำเสนอแนวคิด ให้ข้อเสนอแนะ มีการปรับแก้เพื่อให้ชิ้นงานออกมาสมบูรณ์ที่สุด ใช้ระยะเวลาประมาณ 4 เดือน จึงได้สิ่งประดิษฐ์ที่สมบูรณ์แบบ โดยสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ส่งเข้าประกวดได้รับรางวัลที่ 3 ของสิ่งประดิษฐ์ประเภทที่ 1 ของสิ่งประดิษฐ์ด้านพัฒนาคุณภาพชีวิต ในการประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับภาคใต้ และได้รับรางวัลที่ 1 ของสิ่งประดิษฐ์ด้านพัฒนาคุณภาพชีวิต ในการประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับชาติ

“ในระยะแรกปรับแก้อยู่หลายครั้ง เกี่ยวกับกลไกและวัสดุที่ใช้ประดิษฐ์ เริ่มต้นจากการทำโครงสร้างทั้งหมดด้วยสแตนเลส ปรับแก้จากใบมีดสแตนเลสเป็นใบมีดของเครื่องตัดหญ้า เพราะใบมีดมีความสำคัญมาก ต้องตัดในครั้งเดียวให้ใบกล้วยขาด และไม่เกิดสนิม หรือการทำความสะอาดยางกล้วยที่ติดใบมีดทำได้ลำบาก ซึ่งใบมีดของเครื่องตัดหญ้าเป็นคำตอบ จึงนำมาใช้แทนใบมีดสแตนเลสเดิม เมื่อยางกล้วยติดที่ใบมีด ก็ทำความสะอาดได้และนำกลับไปใช้ได้ตลอดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ โดยประมาณไม่ต่ำกว่า 20 ปีแน่นอน”

คุณประโยชน์ที่เห็นได้ชัด และตรงกับวัตถุประสงค์ของการทำโครงงานสิ่งประดิษฐ์ คือ ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเกษตรกรผู้ตัดใบตองจำหน่ายให้มีเครื่องมืออุปกรณ์ที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อใช้ในการตัดใบตองจำหน่าย ซึ่งช่วยให้การจำหน่ายใบตองมีราคาสูงขึ้นไปด้วย เนื่องจากใบตองที่ตัดมาจำหน่ายไม่แตกหัก และสามารถช่วยลดระยะเวลาในการตัดใบตองให้น้อยลงด้วย

คุณลักษณะของอุปกรณ์ตัดไม่ตก มีใบมีดอยู่ด้านบน รูปร่างคล้ายตัวยู ด้านข้างมีเหล็กยื่นออกไปคล้ายงวงช้าง มีปลายแหลมเพื่อเสียบก้านใบตอง ด้านล่างมีสปริง สามารถเคลื่อนที่ขึ้นลงได้

“ตอนเราตัดเสร็จ ใบกล้วยจะติดกับใบมีด ตัวตัดจะติดกับปลายมีด มีตัวเกี่ยวใบไม่ให้ตกพื้น เมื่อนำลงมาก็สามารถสไลด์ด้ามให้สั้นยาวตามความถนัดของผู้ใช้ ตัวงวงช้างจะงอขึ้นบนและมีเหล็กเสียบ 4 ตัว แทงก้านใบ เมื่อแทงติดผู้ใช้ก็ดันด้ามขึ้นไป ใบมีดก็จะเลื่อนขึ้นไปตัดก้านกล้วยที่ติดกับต้นจนขาด จากนั้นจะหนีบติดอยู่กับใบมีดที่ออกแบบไว้ เมื่อสไลด์ด้ามลงมา ก็ถอดใบกล้วยออก เมื่อใบกล้วยไม่ตกถึงพื้นก็ไม่มีรอยฉีกขาด ทำให้ใบกล้วยที่นำไปขายได้ราคาดี”

สำหรับปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ และเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการแตกของใบกล้วย คือ สภาพดินฟ้าอากาศที่ไม่เป็นใจ โดยเฉพาะลมแรง ยังไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งในฤดูนั้นๆ จะทำให้ใบตองเกิดปัญหาฉีกขาดมาก เกษตรกรผู้ตัดใบกล้วยขายไม่ได้ราคา

ต้นทุนการผลิตประมาณ 600 บาท ถือว่าเป็นราคาที่เกษตรกรพอใจ รับได้ ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรที่สนใจสั่งซื้อจากวิทยาลัยการอาชีพตรังจำนวนมาก แต่ติดปัญหาการผลิตที่มีบุคลากรสำหรับการผลิตน้อย เนื่องจากนักศึกษาเพิ่งสำเร็จการศึกษาออกไป ทำให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องและสามารถประดิษฐ์สิ่งประดิษฐ์นี้ได้ มีเพียงอาจารย์ 3 ท่าน ประกอบกับมีภารกิจหน้าที่ในการสอนและอื่นๆ ตามหน้าที่อาจารย์ ทำให้ผลิตได้น้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร

แต่อย่างไรก็ตาม ถือเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นผลงานที่น่าภาคภูมิใจของนักศึกษาและอาจารย์ ของวิทยาลัยการอาชีพตรัง เพราะตรงตามวัตถุประสงค์ คือ ช่วยแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรผู้ตัดใบตองจำหน่าย และยังคงรับออเดอร์ได้อย่างต่อเนื่อง แต่ต้องรอ เพราะบุคลากรไม่เพียงพอตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ทั้งนี้ ผู้สนใจ ติดต่อได้ที่ อาจารย์สิฐวิชญ์ แต้มประสิทธิ ครูที่ปรึกษา โทรศัพท์ (087) 629-0544 หรือติดต่อได้ที่ วิทยาลัยการอาชีพตรัง เลขที่ 70 หมู่ที่ 4 ถนนตรัง-ปะเหลียน อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ในวัน และเวลาราชการ

นายวิชัย โภชนกิจ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการตลาดสับปะรด พร้อมทั้งตัวแทนจากเกษตรกรผู้ปลูก และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ว่า จากปัญหาสับปะรดล้นตลาด ทำให้ราคาตกต่ำอยู่ที่กิโลกรัมละ 2-3 บาท ขณะที่โรงงานผลิตสับปะรดกระป๋องก็ไม่สามารถรับซื้อเพิ่มเติมได้เนื่องจากยังมีสต๊อกอยู่ ทำให้ผลิตได้อยู่ที่ 7-8 พันตันต่อวันจากเดิมที่รับได้ 1-1.2 หมื่นตันต่อวัน ที่ประชุมจึงร่วมหารือเพื่อหาแนวทางแก้ไข

โดยปั๊มบางจากจะเข้ามาช่วยรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร เพื่อนำไปแปรรูปและแจกจ่ายให้กับผู้ที่เข้ามาใช้บริการในปั๊มน้ำมันบางจาก เป้าหมายรับซื้อ 200 ตันภายใน 2 วันนี้ ราคารับซื้ออยู่ที่ 2.5 บาทต่อกิโลกรัมแบบคละเกรด พร้อมทั้งผลักดันการส่งออกโดยมองตลาดรัสเซีย

อย่างไรก็ดี เป้าหมายต้องการดูดซับพลายออกจากตลาด 2,000 ตัน ซึ่งหากดำเนินการได้จะทำให้ผลผลิตและราคาเข้าสู่ภาวะปกติได้ในปลายเดือนก.ค. 2561 นี้ สำหรับผลผลิตที่เกินนั้นมีประมาณ 10,000 ตัน

นพ.สุริยะ คูหะรัตน์ นายแพทย์สาธารณะสุขจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวถึงสถานการณ์โรคไข้เลือดออก ว่า ล่าสุดระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา พบมีแนวโน้มการระบาดมากขึ้น และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 รายเป็นเด็กหญิงวัย 11 ปี ชาวตำบลแม่กลอง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งติดเชื้อมาจากต่างจังหวัด และเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลใกล้เคียง ก่อนถูกส่งตัวไปที่โรงพยาบาลในกรุงเทพมหานคร และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

นพ.สุริยะ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังได้รับรายงานมีผู้ป่วย 57 ราย ในจำนวนนี้ เป็นชาย 26 ราย และหญิง 31 ราย คิดเป็นอัตรา 29.40 ต่อประชากรแสนคน แยกเป็นอำเภอเมืองสมุทรสงคราม 32.96 ต่อประชากรแสนคน, รองลงมาคือ อำเภออัมพวา 32.37 ต่อประชากรแสนคน และอำเภอบางคนที 12.45 ต่อประชากรแสนคน ในจำนวนนี้กลุ่มอายุ 15-24 ปี มีผู้ป่วยสูงสุด 20 ราย รองลงมาอายุ 25-34 ปี มีผู้ป่วย 11 ราย โดยในจำนวนนี้แยกเป็นนักเรียน 25 ราย รองลงมาคือ อาชีพรับจ้าง 20 ราย และเมื่อเทียบกับระดับประเทศ ณ วันที่ 31 พฤษภาคมนี้ อยู่ในอันดับที่ 23 และระดับเขต 5 อยู่อันดับที่ 6

“ช่วงเข้าหน้าฝนนี้ เพื่อความไม่ประมาทจึงฝากเตือนประชาชนให้ช่วยกันดูแลกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายในบ้านและบริเวณใกล้เคียง เช่น หมั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำในแจกันดอกไม้ จานรองน้ำตู้กับข้าว รวมทั้งคว่ำยางรถยนต์หรือกระถางแตกที่มีน้ำขัง เป็นต้น ส่วนสถานที่สาธารณะต่างๆ เช่น วัด โรงเรียน ที่เก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ ก็ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำอย่างน้อยทุกสัปดาห์เพื่อป้องกันยุงวางไข่ นอกจากนี้ หากพบเด็กมีอาการไข้ขึ้นสูงต่อเนื่องกัน 2-3 วัน ไม่มีน้ำมูกใสๆ เหมือนคนเป็นไข้หวัดหรืออาจจะมีอาการเจ็บท้อง ถ่ายเป็นสีดำ และมีตุ่มสีแดงขึ้นตามลำตัว ให้รีบนำส่งแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นโรคไข้เลือดออกและเสียชีวิตได้” นพ.สุริยะ กล่าว

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.กาญจนา คงเมือง อายุ 38 ปี เจ้าของร้านคุณปลาซาลาเปา ซึ่งตั้งอยู่ในซอยริมถนนเพชรเกษม หลังธนาคารกรุงเทพ ในเขตเทศบาลตำบลห้วยยอด และเป็นเจ้าของไอเดียซาลาเปาแฟนซีเจ้าแรกของจังหวัดตรัง ได้คิดเมนูใหม่ล่าสุดเพื่อการตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ชื่นชอบทุเรียน ราชาแห่งผลไม้ของไทย ด้วยการทำซาลาเปาไส้ทุเรียนขึ้น นอกเหนือไปจากซาลาเปารสชาติอื่นๆ ที่โด่งดังอยู่แล้ว เช่น ไส้หมูย่าง ไส้หมูสับ ไส้เผือก เพื่อต้องการให้ลูกค้าได้ลิ้มรสรสชาติที่แปลกใหม่อีกครั้ง

น.ส.กาญจนา กล่าวว่า เนื่องจากตนเองชื่นชอบการคิดสูตรอาหาร โดยเฉพาะสินค้าชื่อดังของทางร้านอย่าง ซาลาเปา ให้มีไส้ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ซึ่งมาประจวบเหมาะพอดีกับที่ช่วงนี้ ซึ่งเป็นช่วงฤดูทุเรียน และมีลูกค้าหลายรายสอบถามมา ตนก็ลองคิดสูตรทำดู ปรากฏว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ จนออกมาเป็นซาลาเปาไส้ทุเรียนที่มีรสชาติอร่อย และไม่หวานจนเกินไป โดยใช้เนื้อทุเรียนล้วนๆ ที่ไม่มีการผสมแป้ง กลิ่น หรือสารปรุงแต่งใดๆ ทำให้ลูกค้าได้รับประทานของที่มีคุณภาพและสดใหม่ทุกๆ วัน

“จากการเปิดตลาดซาลาเปาไส้ทุเรียนมาได้ไม่นานก็เป็นที่ถูกใจของลูกค้าทั้งขาประจำและขาจร รวมทั้งยังมีกระแสตอบรับที่ดีมาก โดยจะขาย ลูกละ 15 บาท และถ้าหมดช่วงฤดูทุเรียนไปแล้ว ในอนาคตก็อาจจะคิดสูตรผลไม้ตามฤดูกาล หรืออื่นๆ เพิ่มขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากขณะนี้มีลูกค้าสั่งซื้อขนมเข้ามามาก โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ซึ่งตนเองก็พยายามจัดระบบส่งบริการทั่วไทยถึงบ้าน รวมทั้งพัฒนาแพ็กเกจที่สามารถเก็บซาลาเปาให้อยู่ได้นานเกิน 48 ชั่วโมง โดยไม่เสีย และไม่ใช้สารกันบูดใดๆ” น.ส.กาญจนากล่าว

สตอรี่เทรนเดอร์ รายงานว่า นาเซอร์ บาตตี วัย 50 และ อบิดา อาลี วัย 48 พ่อแม่ของเด็ก 7 คน ในแคว้นสินธ์ ประเทศปากีสถาน วิตกกังวลกับอนาคตของลูกๆ ของพวกเขา เนื่องจากป่วยเป็น โรคประหลาด คือโรคผิวหนังชนิดหายาก ส่งผลให้มือและเท้าของเด็กๆ มีผิวที่แข็งเหมือนหิน

โดยเด็กที่ป่วยคือ ฮาบีบุลลาฮ์ บาตตี อายุ 19 ปี, เมฮ์รุนิซาฮ์ บาตตี อายุ 15 ปี, นาเซบุลลาฮ์ บาตตี อายุ 10 ปี และไครูนิซาฮ์ บาตตี อายุ 6 ปี ทั้งหมดป่วยจากโรคดังกล่าวมาตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว อาการของโรคส่งผลให้มือและเท้าของพวกเขาแข็งเหมือนกับหิน และไม่สามารถใส่รองเท้าแตะหรือรองเท้าได้

นาเซอร์ พ่อของพวกเขา อธิบายว่า “เมื่อ 3 ปีก่อน ลูกสาวคนเล็กของผม ไครูนิซาฮ์ มีอาการของโรคแปลกๆ นี้ ผิวหนังที่เท้าของเธอหนาขึ้นและเริ่มหนาจนเหมือนหินในไม่กี่เดือน เราพาเธอไปหาหมอผีท้องถิ่นที่ช่วยนำดินเหนียวแปะลงบนเท้าเธอ แต่ 6 เดือน ต่อมา ลูกอีก 3 คน ของผมก็มีอาการของโรคเดียวกัน ผิวหนังหนาขึ้นทั้งมือและเท้า”

นาเซอร์และอบิดาส่งลูกสาวของเขาไปที่บ้านของคุณยาย เด็กๆ ทั้ง 3 คน ต้องเดินด้วยเท้าเปล่า แม้แต่ตอนหน้าหนาวที่อุณหภูมิเพียง 3 องศาเซลเซียส

“พวกเขาไม่สามารถใส่ถุงเท้าหรือรองเท้าได้ มันยากมากสำหรับพวกเขาทั้งในฤดูร้อนและฤดูหนาวที่ต้องเดินด้วยเท้าเปล่า บางครั้งพวกเขาก็รู้สึกเจ็บ จนผมและภรรยาต้องนำน้ำล้างเท้าให้พวกเขาเพื่อทำให้ผิวหนังของพวกเขานุ่มขึ้น”