ชาวประจวบพลิกวิกฤตเป็นโอกาส แห่จับปลาตอนฝนตกทำเมนูเด็ด

ทั้งต้ม ทั้งทอดจิ้มน้ำปลาวันที่ 9 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณริมชายหาดทะเลอ่าวประจวบฯ ตั้งแต่เขาช่องกระจก ถึงสะพานสราญ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร มีชาวบ้านหลายสิบคนแห่นำอุปกรณ์ในการจับปลา อาทิ แห อวน ตาข่าย มาดักจับปลาขนาดใหญ่ที่ว่ายเข้ามาเล่นน้ำชายฝั่ง ในขณะที่มีฝนกำลังตกลงมาตลอดเวลา โดยปลาที่ได้ส่วนใหญ่เป็นปลาจำพวก ปลาช่อนไส ขนาดน้ำหนักตัวละประมาณ 1-2 กิโลกรัม และปลาอื่นๆที่ชอบเล่นน้ำชายฝั่ง

โดยชาวบ้านที่มาดักจับปลาต่างบอกว่าจะนำปลาที่ได้ไปประกอบอาหารที่ชื่นชอบรับประทาน ประเภท ต้ม หรือทอดจิ้มน้ำปลา เนื่องจากในช่วงที่ฝนตกหาซื้ออาหารรับประทานยากมาก เพราะร้านต่างๆส่วนใหญ่ปิดหนีฝน

กยท. ย้ำ รับฟังชาวสวนยางทุกกลุ่ม ล่าสุด ตอบรับประเด็นข้อเสนอ พี่น้องเกษตรชาวสวนยางเขต 7 ภาคตะวันออก เตรียม ตั้งคณะทำงานแก้ปัญหา

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวถึง กรณีที่นายสงวน สัพโส ประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเขตภาคกลางภาคตะวันออก (เขต 7) เสนอแนวทางแก้ปัญหาราคายาง ซึ่งเป็นข้อเสนอที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ในการพัฒนายางพารา พร้อมได้นำข้อเสนอเหล่านี้ เข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทยเมื่อวานนี้ (8 พ.ย.60) โดยที่ประชุม ให้เร่งเดินหน้าแก้ไขมาตรการระยะสั้น จัดตั้งคณะทำงานเพื่อทบทวนการขอสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำในโครงการต่างๆ ที่มีอยู่ การแก้ไขระเบียบเงินกองทุนพัฒนายางพาราบางประเภทเพื่อให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น จะเกิดประโยชน์สูงสุดทั้งเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ในการนำไปใช้พัฒนาอาชีพการทำสวนยาง และแปรรูปเพิ่มมูลค่าต่อไป

“พราว” เดินหน้าโปรเจ็กต์มิกซ์ยูสท่องเที่ยว นำร่องโครงการวานา นาวา หัวหิน รวมงบลงทุนไปกว่า 4,000 ล้าน เล็งลุยต่อภูเก็ตบนที่ดิน 50 ไร่ หวังปั้นเป็นแลนด์มาร์กใหม่ ด้าน “แสนสิริ” ผนึก 6 ธุรกิจทรงอิทธิพลด้านไลฟ์สไตล์ แจ้งเกิดระดับโลก

น.ส.พราวพุธ ลิปตพัลลภ กก.บริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท เปิดเผยว่า แผนลงทุนของบริษัท จากนี้จะพัฒนาโครงการในรูปแบบผสมผสาน หรือมิกซ์ยูส แต่จะทำให้เป็นโครงการมิกซ์ยูสท่องเที่ยว และแหล่งความบันเทิงครบวงจร รองรับนักท่องเที่ยวคนรุ่นใหม่ที่เป็นทั้งคนไทยและต่างชาติ
เริ่มนำร่องโครงการวานา นาวา หัวหิน ที่ดิน 35 ไร่ ลงทุนเฟสแรก สวนน้ำวานา นาวา หัวหิน มูลค่า 1,200 ล้านบาท เปิดแล้ว 3 ปี ในปีนี้พัฒนาเฟสที่ 2 ลงทุนอีก 1,800 ล้านบาท สร้างโรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ วานา นาวา หัวหิน ระดับ 4 ดาว ขนาด 300 ห้อง เปิดให้บริการในเดือน ธ.ค.นี้ และลงทุนสร้าง วานา นาวา สกาย เป็นบาร์ห้องอาหาร และจุดชมวิวลอยฟ้า มูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท

น.ส.พราวพุธกล่าวว่า โครงการต่อไปอยู่ระหว่างศึกษาและวางแผนที่ จ.ภูเก็ต บนที่ดิน 50 ไร่ เริ่มได้ในปลายปี 2562 หรือต้นปี 2563 เบื้องต้นมีโรงแรม และสวนน้ำที่ใหญ่ที่สุดในภูเก็ต ใหญ่กว่าที่หัวหิน 2 เท่า ตั้งเป้ามีผู้ใช้บริการ 6 แสนคนต่อปี โดยหัวหินมีผู้ใช้บริการที่สวนน้ำ 350,000 คนต่อปี เปิดเฟส 2 แล้วคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 100,000 คนในแต่ละปี รายได้บริษัทปีนี้น่าจะอยู่ที่ 700-800 ล้านบาท ปีหน้าจะเพิ่มเป็น 1,000 ล้านบาท

ด้านนายเศรษฐา ทวีสิน กก.ผจก.ใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ล่าสุดบริษัทได้วางงบประมาณ 2.8 พันล้านบาท ลงทุนใน 6 ธุรกิจด้านเทคโนโลยีและ ไลฟ์สไตล์ชั้นนำของโลก เพื่อรองรับการขยายฐานการลงทุนในธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่อง และเป็นการสร้างพันธมิตรในหลากหลายธุรกิจ ประกอบกับทั้ง 6 ธุรกิจ

สำหรับ 6 ธุรกิจที่บริษัทเข้าร่วมลงทุนประกอบด้วย Standard International แบรนด์ธุรกิจโรงแรมไลฟ์สไตล์ รวมถึง “One Night” ธุรกิจแอพพลิเคชั่นจองโรงแรม โดยทั้ง 2 ธุรกิจอยู่ภายใต้กลุ่มธุรกิจเดียวกัน บริษัทเข้าถือหุ้น 35% นอกจากนี้ ยังเข้าถือหุ้น “Hostmaker” 13% เป็นบริษัทบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 จากลอนดอน ให้ Airbnb ซึ่งเป็นเว็บไซต์จองห้องพักทั่วโลก
รวมถึงลงทุน “JustCo” ผู้ให้บริการโคเวิร์กกิ้ง สเปซ “Farmshelf” เจ้าของนวัตกรรมฟาร์มอัจฉริยะปลูกผักสดในที่พักอาศัย โดยบริษัทจะเริ่มใช้ในโครงการเดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ และ “Monocle” สื่อทรงอิทธิพล ระดับโลก ทั้งสิ่งพิมพ์ ออนไลน์ วิทยุ ภาพยนตร์ รีเทล และ ธุรกิจบริการ

จากมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 7 พ.ย. 2560 เห็นชอบให้มีการใช้มาตรการ “ช็อปช่วยชาติ” ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ย.-3 ธ.ค. 2560 เป็นวงเงิน 15,000 บาท ระยะเวลารวม 23 วัน

โดยสามารถนำมาลดหย่อนภาษีประจำปี 2560 ได้นั้นมองว่า น่าจะช่วยสร้างบรรยากาศในการจับจ่ายใช้สอยให้กับธุรกิจค้าปลีกได้เพิ่มขึ้นกว่าช่วงปกติ และน่าจะเป็นโอกาสของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องต่างๆ จากที่ก่อนหน้านี้ ธุรกิจค้าปลีกยังคงเผชิญกับปัจจัยกดดันทางด้านกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังคงไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ จากการสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า มาตรการช็อปช่วยชาติ 15,000 บาท ปีนี้ จะมีผลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่แตกต่างกัน โดยมีรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้

จากผลสำรวจพบว่า มาตรการช็อปช่วยชาติ ปี 2560 คนที่มีฐานรายได้สุทธิมากกว่า 500,000 บาทต่อปีขึ้นไป ยังคงวางแผนใช้สิทธิใกล้เคียงกับปีที่แล้ว โดยเฉพาะคนที่มีฐานรายได้สุทธิ 2 ล้านบาทขึ้นไป วางแผนที่จะใช้สิทธิเต็มจำนวน

แต่คนที่มีฐานรายได้สุทธิไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี วางแผนที่จะใช้สิทธิลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากยังคงกังวลกำลังซื้อในอนาคต และโดยปกติก็เสียภาษีในอัตราที่ไม่สูงมาก จึงยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเพื่อนำมาลดหย่อนภาษีเพิ่ม

คาดว่าแรงส่งของมาตรการช็อปช่วยชาติปีนี้ น่าจะกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในธุรกิจค้าปลีกใกล้เคียงกับที่ภาครัฐได้ประเมินไว้ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท แต่จากการสำรวจพบว่า กว่า 40% ของผู้ที่จะใช้สิทธิจากมาตรการดังกล่าว มีแผนที่จะใช้จ่ายอยู่แล้วในช่วงเทศกาลปีใหม่

เพียงแต่อาจวางแผนเลื่อนวันในการซื้อสินค้าให้เร็วขึ้นในช่วงที่ออกมาตรการ เพื่อต้องการใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษี มองว่าปีนี้ผู้ประกอบการค้าปลีกควรเตรียมพร้อม ทั้งในเรื่องของสต๊อกสินค้า การจัดการเรื่องของใบกำกับภาษี และเร่งทำกิจกรรมส่งเสริมการขายให้เร็วขึ้นกว่าปีก่อน

และส่งผลให้คาดว่า บรรยากาศโดยรวมในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงปลายปีนี้ น่าจะดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว จากการกระตุ้นการใช้จ่ายโดยผู้ประกอบการร้านค้าปลีกต่างๆ 2 รอบ คือ ช่วงมาตรการช็อปช่วยชาติและช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งต่างจากปีก่อนที่อยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน

มีภูมิลำเนาเกิดที่ อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย จบการศึกษาผู้ใหญ่ระดับ 5 (ม.ปลาย) จากโรงเรียนผู้ใหญ่เลยพิทยาคม (เรียนภาคค่ำ) สอบเอ็นทรานซ์ติดคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้น ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม หอบปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับ 2 ไปสอบบรรจุเข้ารับราชการ แล้วไต่เต้าจากปลัดอำเภอ จนปัจจุบันในวัยเพียง 50 ปี ก็ได้รับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา

ชัยวัฒน์ บอกว่า ในการกลับมาบริหารงานจังหวัดบ้านเกิด ได้วางแนวยุทธศาสตร์ พร้อมกำหนดวาระการขับเคลื่อนพัฒนาจังหวัดเลย รวม 8 ประเด็น ตามตัวอักษรภาษาอังกฤษ Thailoei 4.0 ประเด็นเอาคำว่า THAILOEI ตามตัวอักษรมากำหนด ประเด็นที่ 1 ตัว T มาจาก Tourism and Sports เลย “เมืองแห่งการท่องเที่ยว และการกีฬา” อะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้การท่องเที่ยว การกีฬาดีเราก็จะทำทุกอย่าง สร้างมูลค่าด้านการท่องเที่ยวให้สามารถสร้าง และกระจายรายได้แก่ประชาชน ส่งเสริมให้ประชาชนออกกำลังกาย เล่นกีฬา เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศ

ประเด็นที่ 2 Health เลย “เมืองแห่งสุขภาวะ” จะผลักดันเรื่องสุขภาวะของคน จะทำอย่างไรให้มีสุขภาพแข็งแรง ทำอย่างไรโรงพยาบาล สาธารณสุขจะบริการได้ดี ชาวบ้านสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียม

ประเด็นที่ 3 Agriculture เลย “เมืองแห่งการเกษตรแบบผสมผสาน” เรื่องอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้เกษตรปลอดภัย เกษตรผสมผสานแปรรูปดีเราก็จะผลักดันทุกอย่าง ยกระดับคุณภาพและผลผลิตทางการเกษตร การแปรรูปสินค้าภาคเกษตรให้มีคุณภาพและมาตรฐาน

ประเด็นที่ 4 Investment and Trade เลย “เมืองแห่งการลงทุนและการค้า” ตั้งแต่ฐานรากมาตลาดชุมชนจะทำอย่างไร การลงทุนค้าชายแดนจะทำอย่างไร เป็นประเด็นที่เราต้องมาพัฒนาร่วมกัน พัฒนาสัมมาชีพ เศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ

ประเด็นที่ 5 Loei for All เลย “เมืองของทุกคน” เมื่อเป็นของทุกคนก็เชิญทุกคนมาร่วมทำงาน แก้ปัญหาให้ทุกเพศ ทุกวัย บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ดูแลคนทุกประเภท ยากจน คนพิการ ผู้สูงอายุ แก้ไขปัญหายาเสพติด อำนวยความยุติธรรม สร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ให้มีความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย

ประเด็นที่ 6 Open Town to Arts and Culture

เลย “เมืองแห่งศิลปวัฒนธรรม” อะไรก็ตามที่เป็นศิลปะ วัฒนธรรมอันดีงามของชาวเลย ทำนุบำรุงศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ภาษาพื้นถิ่นให้มีการรักษา สืบทอด และพัฒนาอย่างยั่งยืน

ประเด็นที่ 7 Education เลย “เมืองแห่งการศึกษา” การศึกษาไม่ใช้หน้าที่ของกระทรวงศึกษาฯ หรือผู้บริหารสถานการศึกษา ครูบาอาจารย์ อย่างเดียว เป็นของทุกคนที่จะช่วยกันดูแลบุตรหลาน ใครที่มีความสามารถมีโอกาสก็จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้ลูกหลานเรามีคุณภาพมีการศึกษาที่ดี ภายใต้การเตรียมคนในศตวรรษที่ 21

ประเด็นสุดท้ายที่ 8 “Integrity เลย” เมืองแห่งคุณธรรม อะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ชาวเลยมีคุณธรรม คิดดีทำดีพูดดี เราก็ช่วยกันทำ ทำยังไงที่คนเมืองเลยจะมีคุณธรรม มีจริยธรรม มีวิถีชีวิตที่ดีที่งาม สิ่งเหล่านี้ต้องได้รับการสนับสนุนได้รับความร่วมมือ สรุปตามประเด็นยุทธศาสตร์ เราเขียนว่า Thailoei 4.0

สำหรับเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ “ชัยวัฒน์” ระบุว่า คือการให้บริการนักท่องเที่ยว เนื่องจากจังหวัดเลยเป็นเมืองท่องเที่ยว สร้างรายได้หลัก จึงต้องมาช่วยกันทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนเกิดความประทับใจ ทั้งด้านการให้บริการและจำหน่ายสินค้าที่เป็นธรรม ปลอดภัย รวมทั้งการปรับปรุงภูมิทัศน์แหล่งท่องเที่ยว การรักษาความสะอาด ขยะ สิ่งปฏิกูล สิ่งแวดล้อมของจังหวัดเลยต้องได้รับการฟื้นฟู แก้ไข เยียวยา ควันไฟต้องน้อยลง ป่าไม้ต้องเพิ่มขึ้น ประชาชนอาศัยอยู่กับป่าได้อย่างเหมาะสมและกลมกลืน

ที่ห้องประชุมศูนย์ประสานงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จังหวัดตราด นายดนัย เจียมวิเศษสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดการสิ่งปฏิกูลและขยะมูลฝอยจังหวัดตราด ประกอบด้วย ผู้บริหาร อปท.ต่างๆ ในจังหวัดตราด ร่วมประชุมกว่า 30 องค์กร มีวาระสำคัญอยู่ที่การพิจารณาคำขอรับการสนับสนุนงบประมาณของ อปท.ทั้ง 26 แห่ง

นายดนัย กล่าวในที่ประชุมว่า หลังจากจังหวัดตราดได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการจัดการสิ่งปฏิกูลและขยะมูลฝอยจังหวัดตราด และมอบนโยบายให้ อปท.ของจังหวัดจัดทำแผนโครงการจัดการสิ่งปฏิกูลและขยะมูลฝอย จังหวัดตราด โดยพิจารณาเป็นกลุ่มตามโครงการบริหารจัดการสิ่งปฏิกูลและขยะมูลฝอย อปท.หรือ “คลัสเตอร์ (Cluster)” ซึ่ง อปท.ทั้ง 26 แห่งได้ทำโครงการเสนอให้ที่ประชุมได้รับทราบและพิจารณาแล้ว มีงบประมาณรวมทั้งสิ้น 603,005,635.70 บาท

ด้าน นายมงคล วิภาตนาวิน รองปลัดเทศบาลเมืองตราด กล่าวว่า เทศบาลเมืองตราดได้ทำโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์รวบรวมขยะอันตราย งบประมาณ 2,177,000 บาท และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะ งบประมาณ 9,950,000 บาท ทั้งนี้ ที่ศูนย์บำบัดขยะและมูลฝอยรวม จังหวัดตราด ตั้งอยู่ที่ ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด ซึ่งเทศบาลเมืองตราดเป็นผู้รับผิดชอบนั้น ปัจจุบันมี อปท.ต่างๆ เข้ามาทิ้งขยะ ส่งผลให้พื้นที่รองรับมีปัญหา ปัจจุบันมีปริมาณขยะสะสมมากถึง 1 แสนตัน หากไม่มีการแก้ปัญหาหรือดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพ จะทำให้พื้นที่ในการจัดเก็บขยะจะหมดไปภายใน 3 ปี เทศบาลเมืองตราดจึงจำเป็นต้องทำโครงการ เพื่อของบประมาณมาแก้ไขปัญหาดังกล่าว

“นอกจากนี้ ยังมี อปท.อีก 2 แห่งคือ อบต.ไม้รูด เสนอโครงการสร้างระบบการจัดการขยะเพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิงและปุ๋ยอินทรีย์ (Refude Derived Fuel, RDF) งบประมาณ 65,587,720 บาท ซึ่งอยู่ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ และ อบต.แหลมงอบ เสนอโครงการสร้างระบบการจัดการขยะเพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิง และปุ๋ยอินทรีย์ (Refude Derived Fuel, RDF) งบประมาณ 60,388,670 บาท”

กรมการจัดหางานเปลี่ยนวิธีจ้าง ‘แรงงานประมง’ จ่ายเป็นเงินเดือนขั้นต่ำ 12,000 บาท ลูกจ้างเบิกผ่านทางธนาคาร หวังดึงดูดให้คนไทยหันกลับมาทำงานภาคประมงทดแทนนำเข้า

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ littlekeylime.com อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงการเตรียมปรับเปลี่ยนวิธีจ้างแรงงานประมงเป็นแบบเงินเดือนขั้นต่ำ 12,000 บาท และจ่ายผ่านทางธนาคาร เพื่อดึงดูดให้คนไทยหันกลับมาทำงานประมง ว่า งานภาคประมงเป็นงานที่ลำบากกว่างานบนบก ดังนั้น เมื่อค่าจ้างต่ำกว่าค่าจ้างบนบก คนจึงไม่นิยมทำ ซึ่งประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เฉพาะแรงงานไทยเท่านั้น แม้แต่แรงงานต่างด้าวก็จะเลือกไปทำงานบนบก เพราะงานสบายกว่า ค่าจ้างสูงกว่า จึงเป็นที่มาของการจ้างงานแบบเงินเดือนขั้นต่ำ 12,000 บาท ซึ่งหากเฉลี่ย 30 วัน ได้รับวันละ 400 บาท ซึ่งสูงกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำทั่วไปที่ให้เพียงวันละ 300 บาท จึงถือว่าเป็นอัตราค่าจ้างที่สูง คาดว่าจะสามารถดึงดูดให้คนหันมาสนใจแรงงานภาคประมงได้มากขึ้น ที่สำคัญคือจ่ายแบบเงินเดือนผ่านธนาคาร เพราะลูกจ้างกลับขึ้นบกก็สามารถกดเอทีเอ็มเพื่อรับเงินได้ทันที

“ในอดีตคนอีสานเข้ามาทำงานภาคประมงกันมาก เนื่องจากค่าจ้างสูงกว่าการทำงานบนบก เช่น ลงเรือ ค่าจ้างประมาณ 300 บาท ส่วนบนบก 150 บาท แต่งานบนบกมีการพัฒนามากขึ้น เป็นอุตสาหกรรมมากขึ้น ค่าแรงก็เพิ่มขึ้นจนทัดเทียมกันกับแรงงานภาคประมง ดังนั้น เป็นเรื่องปกติที่คนจะเลือกทำงานที่สบายกว่าและค่าตอบแทนพอๆ กัน ขณะที่การจ้างงานประมงไม่มีการเพิ่ม จึงต้องมีการพัฒนาการจ้างงานประมงให้สูงกว่าการทำงานบนบก เพื่อดึงดูดคนมาทำงาน” นายอนุรักษ์ กล่าวและว่า แนวคิดนี้ก็ริเริ่มมาจากนายกสมาคมประมงแห่งประเทศไทย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการปรับเปลี่ยนวิธีการจ้างงานใหม่ และมีการเจรจากับทางการพม่าในการส่งแรงงานมาทำงานภาคประมงแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ซึ่งกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ อธิบดีกรมแรงงานพม่าจะเข้ามาหารือด้วย

ด้าน นายภัทรวุธ เภอแสละ ผู้อำนวยการสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กล่าวว่า สำหรับการต่ออายุแรงงานต่างด้าวภาคประมงกลุ่มบัตรสีชมพู ขณะนี้ดำเนินการไปได้ประมาณ 20,000 คน จากทั้งหมดกว่า 90,000 คน โดยแรงงานกลุ่มดังกล่าวมี 2 รุ่น คือ รุ่นที่บัตรสีชมพูหมดอายุในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งหากต่ออายุใบอนุญาตทำงานไม่ทันก็ต้องนำเข้าด้วยระบบเอ็มโอยู ส่วนอีกกลุ่มคือ บัตรหมดอายุเดือนมีนาคม 2561 ก็ยังมีเวลาดำเนินการ โดยแรงงานต่างด้าวที่ยังไม่ได้ไปต่ออายุส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มหมดอายุเดือนมีนาคม 2561 ซึ่งจะเร่งประชาสัมพันธ์ให้ดำเนินการ สำหรับการพิสูจน์สัญชาติและทำใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวกลุ่มที่ผ่านการจับคู่กับนายจ้าง ซึ่งต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ พบว่าในส่วนของแรงงานพม่าขณะนี้ดำเนินการไปได้ร้อยละ 50 ส่วนแรงงานลาวนั้น ต้องกลับไปดำเนินการที่ประเทศต้นทางและกลับมาด้วยระบบเอ็มโอยู ส่วนแรงงานกัมพูชาดำเนินการไปได้ 2 ใน 3 แล้ว หากดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ ก็จะหามาตรการรองรับเพิ่มเติม

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน นพ. เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ปัจจุบันผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรสามารถสร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทยปีละกว่า 1.8 แสนล้านบาท แต่เป็นยอดจากการส่งออกเพียง 1,000 ล้านบาท เท่านั้น ซึ่งมองว่าน่าจะทำรายได้มากกว่านี้ จึงมีแนวคิดในการเปิดตลาดสมุนไพรในลักษณะเอาต์เล็ตกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวซื้อผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรเป็นของฝากจากเมืองไทย โดยเริ่มต้นจากการทดลองเปิดตลาดสมุนไพรที่ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซียร์รังสิต ระหว่างวันที่ 15-25 ธันวาคม นี้

“ลักษณะคล้ายเวลาไปเที่ยวเมืองจีน เกาหลี แล้วพานักท่องเที่ยวไปช้อปปิ้งสมุนไพรโสม บัวหิมะ เป็นต้น หากได้รับการตอบรับที่ดีก็เตรียมใช้เซียร์รังสิตเปิดตลาด เพราะเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวแวะพักหลังเดินทางกลับจากการท่องเที่ยวต่างจังหวัด เนื่องจากอยู่ใกล้กับสนามบินดอนเมือง ส่งเสริมให้ซื้อผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรเป็นของฝากจากเมืองไทย โดยมุ่ง 4 ผลิตภัณฑ์ เรียกว่าเป็น 4 โปรดักส์แชมป์เปี้ยน คือ กระชายดำ ไพล ขมิ้นชัน และบัวบก ซึ่งเป็นที่นิยมมากอยู่แล้ว เพราะมีสารสำคัญในการต้านอนุมูลอิสระ” นพ. เกียรติภูมิ กล่าวและว่า นอกจากนี้ ภายในปี 2561 ก็เตรียมพัฒนาโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน ยศเส ให้เป็นเมดิคัล เฮิร์บ ทัวริซึม ลักษณะคล้ายกับวัดโพธิ์ด้วย

“อาคม” สั่งทำงบประมาณปี 2562 เน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอีอีซี เชื่อมโยงระบบขนส่งทางบก ราง น้ำ ในประเทศและเพื่อนบ้าน เผยงบลงทุนพื้นฐานอยู่ที่ 1 แสนล้านบาท เดินหน้ารถไฟทางคู่ พัฒนาสนามบินภูมิภาค ท่าเรือริมแม่น้ำเจ้าพระยา ชูยกระดับทางน้ำบูรณาการกับระบบอื่น หวังเปลี่ยนโหมดขนส่ง ช่วยลดต้นทุนซ่อมบำรุงถนน

นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมเกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณปี 2562 ของกระทรวงคมนาคม ที่มี นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานว่า นายอาคมได้สั่งการให้จัดทำงบประมาณปี 2562 โดยเน้นไปที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยเฉพาะด้านการเชื่อมโยงระบบขนส่งทางบก ทางราง และทางน้ำ ทั้งในประเทศและการเชื่อมโยงระบบขนส่งไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อย่างกลุ่มซีแอลเอ็มวี ซึ่งเป็นความสำคัญอันดับต้นๆ ที่สำนักงบประมาณให้ความสำคัญเช่นกัน