ชาวประมง จ.ระยอง สร้างบ้านปลา ด้วยท่อ PE100 มีรายได้ดี

ไม่ต้องออกทะเลไกลเหมือนแต่ก่อน“ปัจจุบันโครงการบ้านปลาเข้าสู่ปีที่ 7 มีจิตอาสาเข้าร่วมแล้วกว่า 10,000 คน วางบ้านปลาสู่ใต้ทะเลไปแล้ว 1,400 หลัง เกิดเป็นพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลกว่า 35 ตารางเมตร ครอบคลุม 3 จังหวัด คือ ระยอง ชลบุรี และจันทบุรี ที่มีชุมชนอาศัยอยู่มากกว่า 100 ครัวเรือน”

โดยวัสุดุที่ใช้สร้างบ้านปลา คือ ท่อ PE100 ซึ่งเป็นท่อที่ผลิตจากเม็ดพลาสติกโพลิเอทีลีนเกรดพิเศษ ของธุรกิจเคมิคอลส์ ที่เหลือจากการขึ้นรูป ซึ่งท่อชนิดนี้ใช้เป็นท่อส่งก๊าซ มีความแข็งแรงทนทาน มีอายุการใช้งานกว่า 50 ปี และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“บ้านปลารุ่นต่อไปจะนำขยะพลาสติกมาผสม เพื่อช่วยลดปัญหาขยะพลาสติก ตอนนี้อยู่ในระหว่างการทดลอง คิดว่าอีก 1-2 เดือนข้างหน้าจะเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น” “การออกทะเลเมื่อ 7-8 ปีก่อนต้องขับเรือไปไกล 10-15 ไมล์ทะเล หลังมีบ้านปลาชาวประมงในพื้นที่ไม่ต้องออกไปหากินไกล จะออกไปแค่ 700 เมตร หรือไม่เกิน 1.5 กิโลเมตรประมาณนี้ ชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีขึ้น ลูกหลานกลับมาทำงานที่บ้านเกิด รายได้เพิ่มขึ้น จากแต่ก่อนไม่ถึงพันบาท ตอนนี้สูงสุด 4 พันบาทต่อวันแล้ว”

การสร้างบ้านปลาสมัยก่อนจะใช้ไม้ไผ่เป็นวัสดุหลัก ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน แต่ไม่ค่อยแข็งแรง พอปลาเข้ามาอยู่ 3-4 เดือนก็เก็บขึ้นฝั่ง แต่บ้านปลาของเอสซีจีนั้นมีอายุการใช้งานยาวนาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ระยะทางในการทิ้งบ้านปลาลงสู่ทะเลจะดูความเหมาะสมของทะเลในแต่ละพื้นที่ โดยห่างจากชายหาดประมาณ 1 กิโลเมตร ทิ้งบนพื้นทราย ซึ่งการวางบ้านปลาจะอาศัยประสบการณ์การเป็นชาวประมงในการวิเคราะห์พื้นทะเล

นายสิทธิธรรม เรืองจรุงพงศ์ อยู่บ้านเลขที่ 8 หมู่ 16 ซอยพัฒนาการ 56 ถนนพัฒนาการ แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 02 722 6646, 081 649 1100, 081 843 6060 มีอาชีพเพาะเลี้ยงปลามังกรหรือปลาอโรวาน่า สินค้าขายดีจนประสบผลสำเร็จ สามารถทำเป็นอาชีพให้กับเขาได้เป้นอย่างดี

ผลงานดีเด่น ความพยายามฟันฝ่าอุปสรรคในการสร้างผลงาน

ด้วยความรักและชอบเลี้ยงปลาตั้งแต่วัยเยาว์ จึงเลี้ยงปลาเป็นงานอดิเรกเรื่อยมา เมื่อจบการศึกษาและเข้าทำงานที่บริษัท ไทยสเตนเลสสตีล จำกัด ในตำแหน่งพนักงานขาย ระหว่างนั้นเริ่มมีความคิดที่จะเปลี่ยนจากการเลี้ยงปลาเป็นงานอดิเรก มาเป็นทดลองเลี้ยงปลาอย่างจริงจังมากขึ้น ซึ่งปลาที่ทดลองเลี้ยง ณ ขณะนั้นคือ ปลาช่อนอเมซอน และปลาอโรวาน่า ช่วงแรกที่ทดลองเลี้ยงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แต่ด้วยความไม่ย่อท้อ พยายามศึกษาหาความรู้ จนสามารถประสบความสำเร็จในการเลี้ยง เมื่อเลี้ยงได้ผลดีแล้ว ต่อมาจึงให้ความสนใจเรื่องการเพาะพันธุ์โดยเน้นที่ปลาอโรวาน่าเป็นหลัก เมื่อหันมาทุ่มเทความสนใจในการเพาะขยายพันธุ์และเลี้ยงปลาอย่างจริงจัง จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ ซึ่งตำแหน่งสุดท้ายคือ กรรมการบริษัท เพราะมองเห็นลู่ทางทางการตลาดว่าสามารถประกอบอาชีพและสร้างรายได้ที่มั่นคงในอนาคตได้

ปลาอโรวาน่าเป็นสัตว์น้ำที่อยู่ในอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์(CITES : Appendix I)แต่เดิมการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ปลาอโรวาน่าจะลักลอบนำเข้าซึ่งผิดกฎหมาย แต่ฟาร์มมีแนวคิดที่จะนำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จึงดำเนินการขอใบอนุญาตนำเข้าปลาอโรวาน่าจากต่างประเทศเพื่อนำเข้ามาเพาะพันธุ์อย่างถูกต้อง โดยได้รับใบอนุญาตเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2543 จึงเป็นฟาร์มอโรวาน่าแห่งแรกของประเทศไทยที่มีการนำเข้าปลาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หลังจากนั้นดำเนินการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์เพื่อมาเพาะและขายลูกพันธุ์ พร้อมทั้งพัฒนาสายพันธุ์เรื่อยมา ปัจจุบัน มีพื้นที่ฟาร์มประมาณ 200 ไร่ บ่อดินจำนวน 49 บ่อ ผลงานและความสำเร็จของผลงานทั้งปริมาณและคุณภาพตลอดจนระยะเวลาที่ปฏิบัติงานและความยั่งยืนในอาชีพ

1) ประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ลูกปลาอโรวาน่าในระบบฟาร์ม และสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดในอนุสัญญา CITES ซึ่งปลาอโรวาน่าเป็นสัตว์น้ำที่อยู่ในบัญชี 1

2) ประสบความสำเร็จในการพัฒนาสายพันธุ์ภายใต้ชื่อ “AF Gold” เป็นที่ยอมรับจากผู้เลี้ยงทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยฟาร์มมีการส่งออกปลาอโรวาน่าสายพันธุ์ดังกล่าวสู่ตลาดต่างประเทศมากกว่า 10 ประเทศ ขณะเดียวกันพยายามเพาะพันธุ์ปลาสายพันธุ์ดั้งเดิมควบคู่ไปด้วย

3) ปลาทุกตัวในฟาร์มผ่านการคัดกรองทั้งทางด้านความสวยงามและความถูกต้องของสายพันธุ์ และมีการฝังไมโครชิพเพื่อบันทึกประวัติก่อนจำหน่ายให้ลูกค้า

4) มีระบบการจัดการฟาร์มรวมทั้งการจัดเก็บเอกสารที่เป็นระบบระเบียบ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

5) รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 3 เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพเพาะเลี้ยงปลาสวยงามและพรรณไม้น้ำ ประจำปี 2553

6) ปัจจุบันมีพ่อแม่พันธุ์มากกว่า 1,000 ตัว ผลผลิตลูกปลามากกว่า 3,000 ตัว/ปี ความเป็นผู้นำและการเสียสละ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านต่างๆ

1) เป็นวิทยากรให้ความรู้ในเรื่องวิธีการจัดการฟาร์ม การเพาะพันธุ์ ตลอดจนการส่งออก และช่องทางการตลาดในต่างประเทศให้แก่นักศึกษาคณะสัตวแพทยศาสตร์ และคณะประมง

2) ให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการเลี้ยงปลาอโรวาน่าผ่านทาง social media ต่าง ๆ

3) ให้ความร่วมมือในการศึกษาวิจัยเพื่อสร้างชุดทดลอง (Test Kit) แยกเพศปลาอโรวาน่าแดง อินโดร่วมกับกับศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

4) เป็นกรรมการชมรมคนรักปลาอโรวาน่าแห่งประเทศไทย การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

1) นำปลาอโรวาน่าที่อยู่ในบัญชี CITES I ซึ่งเป็นปลาที่ใกล้สูญพันธุ์แล้วในธรรมชาติ มาเพาะขยายพันธุ์ได้สำเร็จ เป็นการอนุรักษาสายพันธุ์ปลาดังกล่าว

2) ออกแบบระบบส่งน้ำในฟาร์มให้น้ำไหลตามแรงโน้มถ่วงธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการสูบน้ำให้สิ้นเปลืองพลังงาน มีเพียงการใช้ปั๊มน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเข้าสู่บ่อเก็บน้ำเพียงจุดเดียว

3) ไม่มีการทิ้งน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เนื่องจากนำน้ำเหล่านั้นมาใช้ในการทำสวนผสมภายในฟาร์มทั้งหมด

4) ผลิตอาหารที่ใช้เลี้ยงปลาเอง ด้วยการสร้างโรงเพาะแมลง และไส้เดือน มีการทำการเกษตรผสมผสานในฟาร์ม เช่น แปลงพืชผักสวนครัว สวนผลไม้ ได้แก่ กล้วย และมะม่วง เป็นต้น พาณิชย์เร่งระบายลำไยในทุกมิติ หลังคาดการณ์ปีนี้ผลผลิตสูงถึง 665,704 ตัน จัดเจรจาการค้าในพื้นที่ภาคเหนือ โชว์สินค้า ตอกย้ำความอร่อย ดึงผู้นำเข้าต่างประเทศ 20 ราย คาดสร้างยอดขายกว่า 3,000 ตัน นำร่องครั้งแรกวันที่ 17-20 ก.ค.นี้

นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมดำเนินการหาตลาดส่งออกลำไยเพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนตลาดอินโดนีเซีย ที่รัฐบาลอินโดนีเซียได้ออกกฎระเบียบห้ามนำเข้าลำไย ในช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค.2561 ซึ่งตรงกับช่วงที่ลำไยทางภาคเหนือของไทยออกสู่ตลาดมาก
โดยข้อมูลจากการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ครั้งที่ 3/2561 เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2561 ระบุว่า ในปีนี้ (2561) ผลผลิตลำไย 8 จังหวัดภาคเหนือ จะมีปริมาณ 654,329 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว (2560) ร้อยละ 6.67 (ปี 2560 มีปริมาณ 613,416 ตัน) และส่วนใหญ่จะออกในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2561 ประมาณ 381,498 ตัน (เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ร้อยละ1.01)

ทั้งนี้ระหว่างวันที่ 17-20 ก.ค. นี้ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ได้เชิญผู้นำเข้า ผู้ซื้อจากต่างประเทศ จำนวน 18-20 ราย จากตลาดศักยภาพใหม่ๆ ได้แก่ ประเทศอินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อมาเจรจากับผู้ผลิต ผู้ส่งออกสินค้าลำไยและผลิตภัณฑ์จากลำไยของไทย จำนวน 15-20 รายที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน คาดว่าจะเกิดคำสั่งซื้อทันทีประมาณ 3,000 ตัน

“เป้าหมายเพื่อเร่งรัดและขยายการส่งออกผลไม้ภาคเหนือโดยเฉพาะลำไยสู่ตลาด ศักยภาพอื่นๆ ลดการพึ่งพาตลาดส่งออกเดิม รวมถึงการเพิ่มช่องทางในการขยายตลาดส่งออกสินค้าลำไยและผลิตภัณฑ์จากลำไยให้ กับผู้ประกอบการไทย ทั้งผู้ส่งออกรายใหญ่ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(SMEs) และกลุ่มสหกรณ์การเกษตรที่มีศักยภาพสามารถทำตลาดส่งออกได้เพิ่มขึ้น และที่สำคัญจะช่วยผลไม้ภาคเหนือและผลิตภัณฑ์ลำไยเป็นที่รู้จักแพร่หลายใน ต่างประเทศมากยิ่งขึ้น” นางจันทิรา กล่าว

ทั้งนี้กรมจะมีการจัดกิจกรรมอื่นๆ เพิ่มเติมในงาน นอกเหนือจากการนำผู้นำเข้าและ ผู้ซื้อจากต่างประเทศมาเจรจาซื้อลำไยจากประเทศไทย (Business Matching) โดยจะมีเวทีเสวนาให้คำปรึกษาใน ด้านระบบโลจิสติกส์สำหรับสินค้าเกษตร การนำลำไยไปแปรรูปในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Creative Longan) รวมถึงการเข้าสู่การค้าในระบบออนไลน์ (E-Commerce)

นอกจากนี้ กรมยังได้เชิญเว็บไซต์ Tmall.com เข้าร่วม “Thai Flagship Store Business Matching” ภายในงาน THAIFEX – World of Food Asia 2018 เพื่อเลือกซื้อสินค้าคุณภาพของไทย ซึ่งลำไยก็เป็นหนึ่งในสินค้าที่ได้รับความสนใจอย่างมาก ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการหารือในรายละเอียด

“ในส่วนของผลผลิตลำไยนั้น กระทรวงพาณิชย์มีนโยบายในการแก้ไขปัญหาผลผลิตที่คาดว่าจะออกสู่ตลาดจำนวนมาก จากสภาพดินฟ้าอากาศที่เอื้ออำนวย โดยท่านรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเร่งจัดหาตลาด ใหม่ เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดเดิม อย่างเช่น ตลาดอินโดนีเซีย ซึ่งมีแนวโน้มที่จะมีการใช้มาตรการที่มิใช่ภาษีเพิ่มมากขึ้นทุกปี อย่างไรก็ตาม ทางกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ พร้อมที่จะช่วยเหลือ พี่น้องเกษตรกรไทยในการแสวงหาตลาดการค้าในต่างประเทศ และส่งเสริมผ่านเครือข่ายหรือกิจกรรมต่างๆ ของกรมฯ ให้สามารถระบายลำไยผ่านช่องทางต่างๆ ให้เร็วที่สุด เพื่อลดปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องเกษตรกรไทยอีกแรงหนึ่ง” นางจันทิรา กล่าว

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือโทรสายตรงการค้าระหว่างประเทศ 1169

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเกษตรกรชาวตรัง ผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือนสร้างรายได้เสริม พร้อมต่อยอดสู่โรงเรียน เน้นการทำเกษตรปลอดสารพิษในราคากิโลกรัมละ 25 บาท

นายอัษฎา เจริญกุล เกษตรกร หมู่ที่ 2 ตำบลบางเป้า อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เปิดเผยว่า ตนมีความสนใจและความตั้งใจในการทำเกษตรตามศาสตร์พระราชาเพื่อปรับใช้ พัฒนาพื้นที่ขนาด 36 ไร่ของตนเองเพื่อให้เป็นแปลงเกษตรกรรมผสมผสานต้นแบบ และเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรที่มาศึกษา จึงสนใจและศึกษาการทำปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน โดยการเลี้ยงไส้เดือนจากมูลวัว แล้วเอาปุ๋ยมูลไส้เดือนไปใส่แปลงผักเกษตรอินทรีย์ เพื่อช่วยลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต และนำปุ๋ยมูลไส้เดือนออกจำหน่ายกิโลกรัมละ 25 บาท เป็นการสร้างรายได้เสริมที่ตอบโจทย์กลุ่มเกษตรกรและกลุ่มคนเมืองซึ่งชอบการ ปลูกต้นไม้

“ทั้งนี้ ได้ต่อยอดการทำปุ๋ยมูลไส้เดือนกับโรงเรียนเทศบาลบ้านคลองภาษี เนื่องจากในโรงเรียนมีขยะอินทรีย์จากเศษผักต่างๆ จึงให้ทำหลุมพอเพียงเพื่อลดขยะ และผลิตปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน ซึ่งเป็นกระบวนการกำจัดขยะอินทรีย์ราคาถูกและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินจะละเอียด มีรูพรุน ระบายอากาศได้ดี มีความชื้นสูง ช่วยปรับสภาพดินให้ดีตามธรรมชาติ เป็นสารอินทรีย์ ส่งผลให้พืชเติบโตสมบูรณ์แข็งแรง มีความต้านทานโรคตามธรรมชาติ สามารถนำมาเป็นปุ๋ยหรือเป็นส่วนผสมในการปลูกและเพาะต้นกล้าพืชได้ ถือเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพอย่างยิ่ง”นายอัษฎากล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่โรงพยาบาลวังน้ำเย็น จ.สระแก้ว นพ.อภิรัต กตัญญุตานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วยนายประจักษ์ ประสงค์สุข เกษตรจังหวัดสระแก้ว ได้เป็นประธานมอบกล้าพันธุ์ให้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพร แก่ผู้แทนกลุ่มผู้ปลูกพืชสมุนไพร 50 คน จาก 6 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองสระแก้ว 30 ไร่ อ.วัฒนานคร 30 ไร่ อ.วังน้ำเย็น 40 ไร่ อ.คลองหาด 40 ไร่ อ.อรัญประเทศ 30 ไร่ และ อ.ตาพระยา 15 ไร่ หวังขยายพื้นที่ปลูกเพื่อพัฒนามาตรฐานวัตถุดิบสมุนไพร ส่งเสริมอาชีพและรายได้แก่ประชาชน ด้านเกษตรจังหวัดสระแก้วได้ชี้แจงแนวทางการปลูกพืชสมุนไพรตามมาตรฐานเกษตร อินทรีย์ ซึ่งระยะต่อไปจะเข้ามารับผิดชอบส่งเสริมการปลูก รับรองมาตรฐาน รวมถึงวางแผนการเก็บเกี่ยวผลผลิต

นพ.อภิรัต กตัญญุตานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว เปิดเผยว่า ปัจจุบันความต้องการใช้สมุนไพรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในการดูแลสุขภาพ รวมถึงการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อตอบสนองความต้องการผู้บริโภค และสร้างความหลากหลายในการใช้ประโยชน์จากสมุนไพร โดยจังหวัดสระแก้วได้ดำเนินงานแพทย์แผนไทยและสมุนไพรมาแล้วตั้งแต่ พ.ศ. 2525 เป็นเวลา 36 ปี ซึ่งโรงพยาบาลวังน้ำเย็นถือว่าเป็นต้นกำเนิดการแพทย์แผนไทยของประเทศ ยังได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าจังหวัดสระแก้วมีต้นทุนสูง ทั้งสภาพพื้นที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะในการปลูกพืชสมุนไพร และมีกลุ่มผู้ปลูกสมุนไพรหลายกลุ่มในพื้นที่ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนบ้านทับทิมสยาม ที่ปลูก แปรรูปวัตถุดิบสมุนไพรสำหรับใช้ในการผลิตเป็นยาสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สุขภาพ อีกทั้งเป็นแหล่งฝึกประสบการวิชาชีพด้านการแพทย์แผนไทย เป็นศูนย์ฟื้นฟูป่วยโรคหลอดเลือดด้วยการแพทย์ผสมผสาน ทั้งที่โรงพยาบาลวังน้ำเย็นและโรงพยาบาลวัฒนานคร

นพ.อภิรัตกล่าวต่อว่า จากนโยบายการขับเคลื่อนโครงการเมืองสมุนไพรของรัฐบาล ภายใต้ Thailan 4.0 “สมุนไพรไทย เพื่อความมั่นคงทางสุขภาพ และความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย” จังหวัดสระแก้วได้เริ่มดำเนินโครงการเมืองสมุนไพร ตั้งแต่ปี 2560 ภายใต้แนวคิดใช้สมุนไพรเป็นทางเลือกในการรักษาโรคและเสริมสร้างสุขภาพ ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ การสร้างความมั่นคงทางสุขภาพ

การสร้างมูลค่าเพิ่มของวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สมุนไพร โดยมีเป้าหมายพัฒนาสมุนไพรครบวงจร ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ต่อยอดทั้งด้านการรักษาและผลิตภัณฑ์ ต่อมาปี 2561 ได้จัดทำโครงการอนุรักษ์พันธุ์พืชสมุนไพรฯ เพื่อสนองพระราชดำริ โดยได้รับการสนับสนุนจากจังหวัดสระแก้ว จัดกิจกรรม จัดทำศูนย์เรียนรู้อนุรักษ์สมุนไพร จัดตั้งแกนนำยุวชนกลุ่มรักษ์สมุนไพร พัฒนาแหล่งแปรรูปวัตถุดิบสมุนไพร ศึกษาภูมิปัญญาสมุนไพร และคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย

สำหรับกิจกรรมส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพรแก่กลุ่มเกษตรกร เพื่อเป็นการส่งเสริมอาชีพและรายได้แก่ประชาชน ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว โรงพยาบาลวังน้ำเย็น และสำนักงานเกษตรจังหวัดสระแก้ว โดยจัดพิธีมอบกล้าพันธุ์พืชสมุนไพร 5 ชนิด ได้แก่ ขมิ้นชัน ไพล ฟ้าทะลายโจร เพชรสังฆาต และรางจืด แก่ผู้แทนกลุ่มผู้ปลูกพืชสมุนไพร 6 อำเภอ มีผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 145 คน โดยได้ขยายพื้นที่ปลูกจากเดิม 60 ไร่ เป็น 200 ไร่ ทั้งนี้พื้นที่ 1 ไร่ เกษตรกรสามารถเก็บสมุนไพรได้ทุก 3 เดือน 6 เดือน 9 เดือน 1 ปี และ 1 ปีครึ่ง มีรายได้เฉลี่ยไร่ละ 25,000 บาทต่อปี ภายในระยะเวลา 2 ปี จะสร้างรายได้รวมให้เกษตรกรผู้ปลูกประมาณ 5 ล้านบาท

กรมเจรจาฯ เผยเอฟทีเอไทย-ออสเตรเลีย ลดภาษีสินค้าชา 0% ปี”63 ไม่กระทบไทย มั่นใจเป็นโอกาสส่งออกชาไทยสดใส หวังภาครัฐช่วยหนุนนวัตกรรมแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ตามที่ความตกลงทางการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (เอฟทีเอ) กำหนดว่าจะทยอยลดภาษีนำเข้าชาจากปัจจุบันอัตราภาษี 4% ทยอยลดเหลือ 2% ในปี 2562 และเป็น 0% ในปี 2563 นั้น จะไม่ส่งผลกระทบกับผู้ผลิตชาในประเทศอย่างแน่นอน เนื่องจากออสเตรเลียไม่ใช่ประเทศผู้ผลิตและส่งออกชา ส่วนผู้ส่งออกสำคัญของตลาดโลก คือ แคนาดา สหรัฐ และจีน

ขณะที่การเปิดเสรีนี้น่าจะเป็นโอกาสในการขยายตลาดส่งออกชาและผลิตภัณฑ์ชา ของไทยมากขึ้น เพราะปัจจุบันที่ไทยส่งออกชาคิดเป็นสัดส่วนถึง 70% บริโภคภายใน 30% โดยส่งออกไปยังตลาดหลักที่ประเทศอินโดนีเซีย กัมพูชา และจีน เป็นต้น แต่หากเปรียบเทียบแล้วไทยเป็นผู้ส่งออกรายเล็กมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 8% ของตลาดใบชาโลก จึงมีโอกาสที่จะส่งออกเพิ่มขึ้นได้อีกมาก

“ในการลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อทำความเข้าใจกับเกษตรกรผู้ปลูกชาในพื้นที่ และติดตามปัญหา อุปสรรค ข้อกังวลที่เกี่ยวข้องเมื่อเปิดการค้าเสรีเมื่อใด ซึ่งเป็นนโยบายหนึ่งของกรมที่ต้องการทำความเข้าใจกับเกษตรกรที่ปลูกสินค้า เกษตร 23 รายการที่เกี่ยวข้องกับความตกลงทางการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่ประเทศไทยได้ไปดำเนินการเอาไว้ และจะเริ่มมีผลบังคับใช้ต่อไป เช่น เอฟทีเอไทย-ออสเตรเลีย ในสินค้าชา ที่ภาษีจะเป็น 0% ในปี 2563 เชื่อว่าผลิตภัณฑ์ชาและชาของประเทศไทยนั้น ยังมีโอกาสทางตลาดอีกมาก”

อย่างไรก็ตาม ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ทางกรมส่งเสริมเกษตรกรทำความเข้าใจ และให้ความสำคัญในเรื่องการจดเครื่องหมายการค้าสินค้าชา โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่ต้องการทำตลาดในต่างประเทศ เช่น จีน ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่ใหญ่ในการบริโภคชา และมักจะมีปัญหาด้านการละเมิดเครื่องหมายการค้า นอกจากนี้ ผู้ผลิตชาควรให้ความสำคัญเรื่องมาตรฐานจากประเทศผู้นำเข้า โดยเฉพาะมาตรฐานกระทรวงเกษตรสหรัฐ USDA ซึ่งเป็นมาตรฐานออร์แกนิกสากล USDA organic ในตลาดยุโรปและสหรัฐก็จะยิ่งเป็นสิ่งที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ บริโภคได้อีกมาก

“การผลิตชาให้ได้มาตรฐานนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เกษตรกรจะต้องรักษามาตรฐานและคุณภาพ ปลอดภัยจากสารเคมี เชื่อว่าจะทำให้ตลาดชาของไทยขยายและเติบโตไปได้อีกมาก”

นางอรมนกล่าวว่า หลังจากนี้กรมมีแนวคิดที่จะร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สค.) ในการส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์ชาไทยออกไปสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น นอกจากนี้กรมมีแผนจะขยายผลไปยังสินค้าเกษตรชนิดอื่น ๆ เช่น ลำไย โดยเร็ว ๆ นี้จะลงพื้นที่ติดตามและทำความเข้าใจกับเกษตรกรผู้ปลูกลำไยต่อไป

นายชินาธิป กิตติยาภิวัฒอมร ประธานกลุ่มผู้ปลูกชา บ้านแม่หม้อ อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า การลงพื้นที่ของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นสิ่งที่ดีทำให้เกษตรกรได้ รับรู้ทิศทางในตลาด แต่สำหรับสิ่งที่เกษตรกรต้องการจากหน่วยงานภาครัฐคือการเข้ามาส่งเสริมและ สนับสนุนในการผลิตชา โดยเฉพาะเรื่องของการนำนวัตกรรมเข้าช่วยเหลือด้านผลิตสินค้าชาและผลิตภัณฑ์ ชา เพื่อการแข่งขันในตลาด เพราะต้องยอมรับว่าปัจจุบันเกษตรกรผู้ปลูกชายังไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ด้านนี้ ส่วนใหญ่จะผลิตเป็นชาแห้งและส่งให้กับผู้ประกอบการที่เข้ามารับซื้อ แต่กลุ่มเกษตรกรต้องการพัฒนาสินค้าเพื่อการค้าที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับเวียดนามที่มีผลิตภัณฑ์จากชาหลากหลายรูปแบบและสามารถสร้าง มูลค่าเพิ่มได้

อย่างไรก็ตาม ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือพัฒนาสินค้า เพราะชาไทยยังช้ากว่าเวียดนามมาก นอกจากนี้ยังต้องการให้ดูแลเรื่องของการนำเข้าชาจากต่างประเทศด้วย เพราะกระทบต่อราคาชาไทยในประเทศ ทั้งนี้ ปัจจุบันราคาใบชาสดเฉลี่ยที่ กก.ละ 12-13 บาท

ทั้งนี้ กลุ่มสมาชิกในสหกรณ์มี 67 ราย มีพื้นที่ปลูกชา 2,000 ไร่ สามารถผลิตชาได้ประมาณ 3 แสนตันต่อปี ส่วนใหญ่จะส่งออกให้กับลูกค้าในประเทศเพื่อผลิตชาขายในประเทศ โดยใบชาที่ผลิตได้รับรองมาตรฐาน USDA ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคามะพร้าวตกต่ำในขณะนี้ว่า ราคามะพร้าวขนาดผลใหญ่ที่เกษตรกรขายได้ ปี 2561 (ม.ค.–มิ.ย.) ราคามีแนวโน้มลดลง เฉลี่ยกก.ละ 9.74 บาท เมื่อเทียบกับปี 2560 เฉลี่ยที่กก.ละ 13.62 บาท หรือลดลง 28.49% ขณะที่ราคาในเดือนมิถุนายน ราคาเฉลี่ยที่กก.ละ 5.96 บาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เฉลี่ยกก.ละ 14.10 บาท คิดเป็นสัดส่วนที่ลดลงถึง 57.73% เนื่องจากผลผลิตมะพร้าวปีนี้มีประมาณ 860,160 ตัน

เพิ่มขึ้นจากที่แล้วที่มีจำนวน 832,895 ตัน เพิ่มขึ้น 2.44% จากแหล่งปลูกมะพร้าวที่สำคัญ คือ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เริ่มฟื้นตัวจากการระบาดของศัตรูพืชแมลงดำหนามและหนอนหัวดำ กอปรกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สนับสนุนให้เกษตรกรใช้ศัตรูธรรมชาติแตนเบียนบราคอนในพื้นที่ระบาดเพื่อทำลายศัตรูพืช อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมามีปริมาณน้ำฝนเพียงพอผลผลิตมะพร้าวจึงเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ผลผลิตต่อไร่ ปี 2561 อยู่ที่ 783 กิโลกรัม หรือ 626 ผลต่อไร่ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่ให้ผลผลิต 754 กิโลกรัม หรือ 603 ผลต่อไร่

อย่างไรก็ตาม ในปี 2556 – 2559 พื้นที่ปลูกมะพร้าวได้รับผลกระทบจากปัญหาการระบาดของแมลงศัตรูมะพร้าว ส่งผลให้ผลผลิตมะพร้าวภายในประเทศลดลง ขณะที่ความต้องการมะพร้าวเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีอัตราการเติบโตประมาณ 10%จึงทำให้มีการนำเข้ามะพร้าวเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ราคาตกต่ำลง ซึ่งสินค้ามะพร้าวเป็นสินค้าที่ไทยต้องเปิดตลาดตามข้อผูกพัน ดังนั้น คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช จึงมีมติเห็นชอบให้เปิดตลาดมะพร้าวและผลิตภัณฑ์ ภายใต้กรอบ WTO และ AFTA คราวละ 3 ปี (ปี 2560 – 2562)

ตามข้อผูกพัน และมีการบริหารการนำเข้าปีต่อปี โดยการบริหารการนำเข้า ปี 2561 ดำเนินการ ดังนี้1. ภายใต้กรอบ WTOให้มะพร้าวผลและมะพร้าวฝอย ในโควตาปริมาณ 2,317 และ 110 ตัน ตามลำดับ อัตราภาษีมะพร้าวผลและมะพร้าวฝอย ในโควตา 20% นอกโควตา 54%ส่วนเนื้อมะพร้าวแห้ง ปริมาณ 1,157 ตัน อัตราภาษีในโควตา20% นอกโควตา 36%และน้ำมันมะพร้าว ปริมาณ 401 ตัน อัตราภาษีในโควตา 20% นอกโควตา 52%

การบริหารการนำเข้าเพื่อดูแลเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว กำหนดช่วงเวลานำเข้าในโควตาคือช่วงเดือนม.ค.-พ.ค. และพ.ย.-ธ.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตไทยออกสู่ตลาดน้อย หากต้องการนำเข้าต้องเสียภาษีนอกโควตาตามที่กำหนดไว้ สำหรับการนำเข้าน้ำมันมะพร้าวให้นำเข้าได้ไม่จำกัดช่วงเวลา และผู้นำเข้าต้องเป็นผู้ใช้มะพร้าวเป็นวัตถุดิบ และต้องขออนุญาตนำเข้าจากกรมการค้าต่างประเทศ

อีกทั้งต้องเป็นนิติบุคคลที่ใช้มะพร้าวเป็นวัตถุดิบในกิจการของตนเองและดำเนินกิจการอยู่ในปัจจุบันด้วย 2. ภายใต้กรอบ AFTAการนำเข้ามะพร้าวผล เนื้อมะพร้าวฝอย และน้ำมันมะพร้าว ไม่จำกัดปริมาณ อัตราภาษี 0% ยกเว้นเนื้อมะพร้าวแห้ง อัตราภาษี 5%และกำหนดช่วงเวลานำเข้าในเดือนม.ค.-พ.ค. และ พ.ย.-ธ.ค.โดยให้นำเข้ามาเพื่อใช้ในกิจการของตนเองเท่านั้น ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สศก. ขณะนี้ได้เตรียมนำเสนอคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช เพื่อพิจารณาทบทวนการบริหารการนำเข้าต่อไปเพื่อเร่งช่วยเหลือเกษตรกรโดยเร็ว