ชาวสวนทนไม่ไหว โดนตร.ดักรีด ส่วยลำไย ครั้งละ 5 พัน

หากไม่จ่ายแกล้งสารพัดชาวสวนทนไม่ไหว โดนตร.ดักรีด ส่วยลำไย ครั้งละ 5 พัน หากไม่จ่ายแกล้งสารพัด
ส่วยลำไย – เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 4 ม.ค. ชาวสวนลำไย และล้งที่รับซื้อลำไย รวมตัวกันเดินทางมายัง สภ.เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว เพื่อยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม ต่อ พ.ต.อ.สุภัค วงษ์สวัสดิ์ ผกก.สภ.เขาฉกรรจ์ เนื่องจากได้รับความเดือดร้อน จากนายตำรวจผู้หนึ่งที่สังกัดอยู่ที่ สภ.เขาฉกรรจ์ เข้าไปดักเก็บส่วยล้งลำไย ที่นำแรงงานชาวกัมพูชา เข้าไปเก็บลำไย

ตอนแรกพวกตนก็จ่ายให้เพื่อตัดความรำคาญ แต่พอจ่ายให้ไปแล้ว กลับเรียกเก็บมากขึ้น พอพวกตนไม่จ่ายนายตำรวจผู้นี้กลับมารังควานกลั่นแกล้งต่างๆนาๆ จึงต้องมายื่นหนังสือต่อ ผกก.สภ.เขาฉกรรจ์ เพื่อขอความเป็นธรรม

หลังยื่นหนังสือแล้ว น.ส.น้ำค้าง คานเจริญ อายุ 38 ปี กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ลำบากมากกับการเข้ามาเก็บลำไย ที่บ้านพระเพลิง ถูกเรียกเก็บเงินจำนวนมาก ซึ่งตอนนี้ลำไย ก็มีราคาถูก มาถูกเรียกเก็บส่วยอีก แทนที่จะได้กำไรก็เลยกลายเป็นขาดทุนไป

ด้าน นายศิริไพบูลย์ วัฒนวงศ์ชัย อายุ 41 ปี ตัวแทนชาวบ้านและตัวแทนล้งรับซื้อลำไย ในเขตจ.สระแก้ว นำหลักฐานการโอนเงินให้กับนายตำรวจคนหนึ่งของ สภ.เขาฉกรรจ์ มาแสดง ผู้สื่อข่าวตรวจสอบพบว่า ในการเข้ามาเก็บลำไยแต่ละครั้ง ล้งลำไย ต้องโอนเงินให้กับนายตำรวจผู้นี้ทุกครั้ง ซึ่งครั้งแรกๆ โอนครั้งละ 1,500 บาท

นายศิริไพบูลย์ กล่าวว่า นายตำรวจผู้นี้ขอเก็บเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงครั้งละ 5,000 บาท ซึ่งตนเห็นว่า มันมากเกินไป และแรงงานที่ตนนำมาก็เป็นแรงงานที่ถูกต้อง จึงไม่ให้ แต่พอไม่ให้ นายตำรวจผู้นี้ ก็ขับรถเก๋งมาปาดหน้า และขอตรวจหนังสือเดินทางของแรงงานชาวกัมพูชาของตน มีการแกล้งตรวจจนกระทั่งหมดเวลาทำงาน ต้องส่งแรงงานกลับข้ามฝั่งไป

ด้าน นายบุญจันทร์ จันทรกุล อายุ 46 ปี ชาวสวนลำไย ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ด้วยดวงตาที่แดงก่ำว่า ชาวสวนลำไย ย่ำแย่ เนื่องจาก ล้งลำไย ไม่กล้าเข้ามาเก็บลำไย ในพื้นที่ เนื่องจากถูกตำรวจเรียกเก็บส่วยสูง ทำให้ล้งลำไย มาซื้อลำไย ที่นี่แล้วไม่มีกำไร ล้งจึงไม่ยอมเข้ามารับซื้อทำให้ลูกลำไย แตกเสียหายยับเยิน ขากทุนจนชาวสวนลำไย จะโค่นต้นลำไย ไปเผาถ่านกันแล้ว

ด้าน พ.ต.อ.สุภัค รับปากกับชาวสวนลำไย และเจ้าของล้งลำไย ที่มายื่นหนังสือขอความเป็นธรรม โดยกล่าวว่า จะสั่งย้ายนายตำรวจผู้นี้มาประจำอยู่ที่ สภ.เขาฉกรรจ์ และจะตั้งกรรมการสอบสวนหากผิดจริงก็คงจะไม่เอาไว้

ส่วนเรื่องแรงงานชาวกัมพูชา ก็จะดำเนินการตามที่ทางกองกำลังบูรพา อนุโลมให้แรงงานมาเช้าเย็นกลับ สามารถเข้ามาเก็บลำไยได้ เนื่องจากช่วงนี้เป็นฤดูการเก็บลำไย หากล้าช้าลำไยของชาวสวนจะแตกเสียหาย

ผมเป็นคนที่ชอบกินข้าวราดผัดพริกใบกะเพราเนื้อวัวมาตั้งแต่เด็กๆ จำได้ว่าร้านที่กินครั้งแรกๆ เป็นร้านตามสั่งหน้าโรงพยาบาลราชบุรี ตั้งแต่ราว พ.ศ. 2515 เจ๊กคนทำจะผัดเนื้อวัวสับหยาบๆ ในน้ำมันหมู ใส่พริกขี้หนูทุบสองสามเม็ด พริกชี้ฟ้าเขียวแดงหั่นแฉลบ บุบกลีบกระเทียมด้วยปังตอจนแบน ปรุงรสเค็มหวานด้วยน้ำปลาและซีอิ๊วดำหวาน โรยใบกะเพราตบท้าย ผัดคลุกเร็วๆ ก่อนจะตักราดข้าวสวยหุงร่วนๆ โปะไข่เป็ดดาวกรอบๆ ตั้งให้เรากินพร้อมถ้วยน้ำปลาพริกขี้หนูถ้วยเล็กๆ

มันมักเป็นผัดกะเพราที่มีกลิ่นไหม้นิดๆ เพราะผัดด้วยไฟแรง มีน้ำมันเยิ้มมากน้อยแล้วแต่ร้าน ทว่าน้ำสีดำๆ ที่เกิดจากการใส่ซีอิ๊วดำหวานนั้นเหมือนกันหมด และเขาน่าจะใส่ผงชูรสด้วยไม่น้อยนะครับ ผมยังจำรสนัวติดลิ้นนั้นได้รางๆ

ตามที่ผมได้ลองสืบค้นประวัติมาบ้าง ผัดพริกใบกะเพราไม่ใช่สำรับเก่า มันเพิ่งเกิดใหม่ช่วงก่อน พ.ศ. 2500 ไม่นาน เรียกว่าอายุไม่น่าจะเกิน 80 ปี ทั้งจากคำบอกเล่าของคนแก่ๆ และทั้งการไม่ปรากฏในตำรากับข้าวที่มีอายุ 8 ทศวรรษขึ้นไปเอาเลย

ก่อนหน้านี้ กะเพราถูกใช้ในผัดเผ็ดบ้าง แกงเผ็ด แกงป่าบ้างนะครับ แต่ไม่เคยถูกปรุงในลักษณะผัดพริกกระเทียมแบบนี้มาก่อน

อย่างไรก็ดี ผู้คนที่ยังมีอายุขัยอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ ต่างล้วนเกิด กิน และจดจำได้ถึงผัดพริกกะเพราแบบที่ตัวเองชื่นชอบ เหมือนผมนี่แหละครับ และจากความหลากหลายของวัตถุดิบและการพลิกแพลงวิธีทำ ก็ทำให้ต่างคนต่างก็มีผัดกะเพราในดวงใจของตัวเองต่างกันออกไป

แต่จะด้วยเหตุผลกลใดก็ไม่ทราบได้ ผัดพริกใบกะเพราราดข้าวในร้านอาหารตามสั่งยุคปัจจุบัน เริ่มมี “ผัก” อื่นๆ ปนเข้ามาในกระทะมากขึ้นชนิดแปลกลิ้นคอผัดกะเพรา “แบบดั้งเดิม” เช่น มีใส่ถั่วฝักยาว หอมใหญ่ ข้าวโพดอ่อน แครอต จนชั้นแต่กะหล่ำดอกและบร็อกโคลี่ก็ได้ยินว่ามีด้วย

ซึ่งถ้าจะให้ผมเดา ก็คงอีกไม่นานหรอกครับ พอคนที่มีอายุขัยช่วงนี้หมดรุ่นไป ความรู้สึกแปลกๆ กับผัดกะเพราสารพัดผักนี้ก็อาจหมดไปจากคนรุ่นอนาคตโดยสิ้นเชิงเลยก็ได้ พวกเขาอาจชอบมันมากๆ จนถึงกับขวนขวายหาผักหญ้าใหม่ๆ อื่นๆ มาใส่เพิ่มเข้าไปอีกก็ได้ ใครจะรู้

อาหารนั้นมีลักษณะเป็นพลวัต เปลี่ยนแปลงไปตามลิ้นของคนกินซึ่งไม่เคยหยุดนิ่ง ความอร่อยจึงมี “รุ่น” มี Generation ซึ่งคนตกรุ่น ต่างรุ่น ย่อมไม่สามารถรู้สึกอร่อยไปกับของย้อนยุคหรือล้ำยุคไปกว่ายุคตนได้ง่ายนัก ไม่เชื่อก็ลองนึกดูเอาเถิดครับว่า ใครหน้าไหนที่คุยว่าชอบกินผัดกะเพรา “แบบดั้งเดิม” จริงๆ นั้น จะทนกินผัดกะเพราที่ใส่เต้าเจี้ยวดำแทนน้ำปลา แบบเมื่อเจ็ดสิบปีที่แล้ว ที่ อาจารย์ประยูร อุลุชาฎะ ท่านเขียนเล่าไว้ในหนังสือ อาหารรสวิเศษของคนโบราณ กันได้หรือไม่

ถ้าถามผม ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญมากๆ ในจานผัดกะเพรา ซึ่งทำไมไม่รู้ ไม่ค่อยเห็นคนที่ทวงถามความแท้ของกะเพราเขาจะสนใจไยดี ก็คือ “กะเพรา” ครับ

ราวกับว่า เมื่อผัดกะเพราในกระทะของพวกเขาปราศจากหอมใหญ่ ข้าวโพดอ่อน และถั่วฝักยาวแล้ว กะเพราที่ใช้จะเลวร้ายด้อยคุณภาพอย่างไรก็ได้ หรือจะประดังประเดเทซอสปรุงรส น้ำมันหอย ผงปรุงรส ผงชูรส น้ำตาลทราย มากแค่ไหนอย่างไร ก็รับประทานกันได้หน้าตาเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กะเพราดีที่ดีที่ฉุน และที่ไม่ดีไม่ฉุน คงมีทุกยุคทุกสมัยแหละครับ

ภูมิปัญญาในการใส่ใจเลือกเฟ้นต่างหาก ที่ดูเหมือนจะหายไปทุกวันนี้ เวลาผมกลับบ้านที่อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ถ้าวันไหนอยากทำกับข้าวที่ต้องใช้ใบกะเพราดีๆ ผมก็ต้องตื่นออกไปตลาดเช้า เพราะผมพบเมื่อไม่นานมานี้ว่า มีคนเก็บกะเพราดีๆ ฉุนๆ มาวางขายทุกเช้าเลยทีเดียว

แน่นอนว่า แผงผักในตลาดจอมบึงนั้นมีใบกะเพรามัดเป็นกำๆ ขายทุกแผงแหละครับ แต่ที่ฉุนที่สุด ณ เวลานี้ มีแค่แผงแบกะดิน ริมถนนด้านนอกตลาดแผงนี้เท่านั้น

“ฉันไปเก็บมาจากรอบๆ อ่างเก็บน้ำเขื่อนไม้เต็ง เขตอำเภอเมืองนู่น แต่บ้านฉันอยู่หลังอำเภอนี่เองนะ ขี่มอเตอร์ไซค์ไป ก็สี่สิบกว่ากิโลเมตรแหละนะ ทั้งขาไปขากลับน่ะ” คุณนิด หรือ สุนิตย์ โพธิ์ล้อม แม่ค้าใจดีบอกแหล่งเก็บกะเพราฉุนๆ ให้อย่างไม่ปิดบัง

“เริ่มไปเก็บตั้งแต่ ปี 2556 คือเราก็ต้องรู้แหล่งน่ะนะว่ามันมีขึ้นที่ไหนบ้าง ถ้าไม่ใช่ที่นี่ ก็ที่ชัฎป่าหวาย หรือที่วัดทุ่งน้อย แต่ที่นี่มีแยะ แล้วก็มีพันธุ์ที่ฉุนด้วย เราไปตอนราวๆ 3-4 โมงเย็น เก็บตอนนั้นมันจะไม่เฉาน่ะ ต้องเดินเลือกดู เอาที่ใบเล็กๆ แล้วกิ่งกับก้านใบสีม่วงๆ แบบนี้ไง” เธอหยิบมาชี้ให้ดู “ถ้าเป็นแบบก้านขาวๆ ดอกขาวๆ ใบสีเขียวอ่อน อย่างนั้นไม่ฉุน มันขึ้นคละๆ ปนๆ กัน ร้านเรานี่ฉุนที่สุดแล้ว มันขึ้นอยู่กับว่าเราต้องเก็บให้ถูกเท่านั้นแหละ”

คุณนิด เธอเลือกเก็บกะเพราฉุนๆ นี้ได้วันละหนึ่งกระสอบย่อมๆ ผมคะเนว่าน้ำหนักคงราว 3 กิโลกรัม มาถึงตลาดก็ต้องนั่งลิดกิ่งลิดใบใส่ถุงเล็กอีก ถุงละ 2 ขีด ขายแค่ 10 บาท เรียกว่าขายแทบไม่ทันทีเดียว ผมเห็นบางทีต้องขายทั้งกิ่งไปเลย ให้ไปเด็ดเอาเอง มีทั้งคนมาซื้อไปทำกับข้าว กับร้านอาหารที่มาเหมาไปครั้งละมากๆ

ผมถามว่า กะเพราที่ว่าฉุนๆ นั้น จะฉุนที่สุดช่วงไหนของปี คุณนิด บอกว่า “เดือนมีนาคม เมษายนโน่นแหละ ฉุนมากๆ แต่มันก็จะมีน้อยนะ เป็นช่วงที่หายากที่สุดของปีด้วยเหมือนกัน กะเพรานี่ถ้าพื้นที่มันเปลี่ยน มันก็จะหายๆ ไป อย่างที่ทุ่งน้อยนั่นเหลือไม่มากแล้ว เพราะเขามีทำกำแพงกั้นบางส่วน ทำให้พื้นที่มันไม่แล้งแห้งเหมือนเดิม”

เมื่อถามว่ามีใครเก็บแบบนี้อีกบ้างไหม “ไม่มี ไม่มีใครทำอย่างเราหรอก เพราะว่ามันเหนื่อย มันเมื่อยมากนะ ปวดหลังด้วย เก็บกะเพรานี่ไม่ใช่ว่าง่ายๆ หรอก” ที่เป็นอย่างนั้นคงเพราะว่าคุณนิดเธอทำหลายอย่าง ทั้งเก็บผักหญ้าอื่นๆ แล้วก็ดักปลาไปพร้อมๆ กัน วันที่ผมไป มีปลาไหลนาเนื้องามๆ ให้ผมซื้อมาแกงป่ากับใบกะเพราฉุนๆ นั้นด้วย

กะเพราแบบที่คุณนิดเก็บมาขายนี้ เป็นพันธุ์ที่ผมพบตามริมทางถนนสายจอมบึง-ราชบุรี หลายจุด เช่น หน้าวัดทุ่งน้อย บริเวณหน้าสวนรุกขชาติถ้ำเขาบิน ตรงที่เป็นดงต้นสัก มันมีลักษณะของกะเพราแบบที่ฉุนร้อนที่สุดเท่าที่ผมเคยสังเกตมานะครับ คือกิ่งและก้านใบสีม่วง ใบเล็ก สีเขียวค่อนข้างเข้ม ปลายใบมน มีขนสากอ่อนๆ สีขาวทั่วทั้งหน้าใบ

เหมาะกับจะเอามาใส่แกงป่าเผ็ดๆ ผัดพริกใบกะเพรา รวมทั้งผึ่งแห้งบดหยาบๆ เก็บเป็นเครื่องเทศแห้ง ไว้ใส่เพิ่มความฉุน ในกรณีที่หาใบกะเพราดีๆ ไม่ได้ในโอกาสอื่นๆ

แผงผักเล็กๆ ที่เจ้าของรู้จักของที่ตัวเองขาย และเจาะจงเลือกขายแต่ของดีๆ มีคุณภาพ ทำให้ผมมองตลาดสดในต่างจังหวัดแบบนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

เดิมทีผมจะคิดว่า ทำไมเราจะต้องลงไปเดินดูของในตลาดเล็กๆ แบบนี้ด้วยเล่า เพราะก็ไม่น่าจะมีของขายมาก แถมน่าจะมาจากแหล่งเดียวกัน คือตลาดขายส่งในตัวจังหวัดนั่นเอง แต่จากที่ได้ซื้อพริกแกงตำมือรสเยี่ยมจากร้านป้าลี้ ที่ตลาดหนองนกกระเรียน บ้านหนองบัวค่าย ห่างจอมบึงไปแค่หกเจ็ดกิโลเมตร กับมาเจอใบกะเพราป่าระดับดีมากๆ ที่แผงผักเล็กๆ ของคุณนิด ทำให้ไม่ว่าตลาดจะเล็กแค่ไหน ถ้ามีโอกาสแวะ ต่อไปนี้ผมเป็นต้องลงไปเดินดูทุกครั้ง

วัตถุดิบอาหารนั้น ถ้าหมดไป หายไป สูญพันธุ์ไป ก็เป็นเรื่องสุดวิสัยนะครับ แต่ถ้ามันยังอยู่ แล้วเราไม่มีปัญญาหาให้พบเอง ไยมิใช่เป็นเรื่องน่าเสียดายยิ่งกว่า

กะเพราดีๆ นั้นยังมีอยู่ แถมมีมากพอที่จะเสริมให้ผัดกะเพราแบบดั้งเดิมใครต่อใครอยากจะ “ทวงคืน” มานั้น มีรสมีชาติหอมฉุนเหมาะสมกับศักดิ์ศรีที่มันควรจะเป็นด้วยครับ

คุณสำราญ หน่อนาคำ เป็นเกษตรกรอยู่ที่ตำบลพระยาทด อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนเขาได้เริ่มทำงานเกี่ยวกับด้านเกษตรเมื่อครั้งยังเป็นวัยรุ่น ต่อมาจึงได้นำวิชาความรู้ที่มีมาเปิดร้านขายอุปกรณ์เกี่ยวกับการเกษตรอย่างครบวงจร

“พอมาเปิดร้านเริ่มมีเงินทุนมากขึ้น เราก็เริ่มขยายพื้นที่บริเวณที่อยู่ใกล้ร้านเรา เป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อให้ความรู้ด้านเกษตร ไม่ว่าจะเป็นพืชผักปลอดสารพิษ ไม้ดอกไม้ประดับ หรือแม้แต่เมล่อนที่คนมองว่าปลูกยาก เราก็มาแนะนำบอกสอนด้วยวิธีง่ายๆ สามารถทำเองที่บ้านได้ ซึ่งเราจะเน้นให้ตรงคอนเซ็ปต์ที่ว่า การเกษตรไม่ได้กินเฉพาะทางปากเพียงอย่างเดียว แต่จะให้ความสุขทั้งทางสายตาและสมองด้วย จึงทำให้จิตใจมีความสุข ซึ่งที่นี่ก็จะสอนความรู้แบบครบวงจร สามารถนำไปทำเองที่บ้านได้” คุณสำราญ กล่าวถึงที่มา

ซึ่งคุณสำราญ ได้แนะนำวิธีการปลูกเมล่อนแบบง่ายๆ ไว้กินเองที่บ้านว่า ขั้นตอนแรกหากระถางขนาด 12 นิ้วหรือภาชนะที่ไม่ใช้งานแล้ว มาใส่วัสดุปลูกจำพวกกาบมะพร้าวสับ ดินใบก้ามปู และแกลบหยาบ ผสมกันในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 จากนั้นนำปุ๋ยคอกปุ๋ยอินทรีย์ใส่ลงไปด้านบนกระถาง เพื่อให้ภายในกระถางมีความชื้นมากขึ้น

“พอเราเตรียมวัสดุปลูกเรียบร้อยแล้ว ก็นำเมล็ดมาใส่ปลูกลงไปในกระถาง ซึ่งสายพันธุ์ก็แล้วแต่ว่าชอบสายพันธุ์ไหน พอนำเมล็ดมาเพาะปลูกลงในกระถาง เมล่อนจะใช้เวลาเจริญเติบโตจนผสมเกสรได้ ก็ประมาณ 1 เดือน พอหลังจากผสมเกสรเสร็จแล้วนับไปอีก 45 วัน ก็จะได้ผลผลิตออกมาสุกแบบพอดี พร้อมเก็บไปทานได้” คุณสำราญ กล่าว

ในเรื่องของการรดน้ำ คุณสำราญ บอกว่า สามารถใช้สายยางทั่วไปรดน้ำที่กระถางได้เลย โดยที่ไม่ต้องทำระบบน้ำอะไรให้ยุ่งยาก เพราะการปลูกเองภายในบ้านจำนวนการปลูกไม่มากนักดังนั้น จึงไม่ต้องลงทุนในเรื่องนี้ให้สิ้นเปลือง แต่ถ้ามีประสบการณ์จากการปลูกเล่นๆ ที่บ้านจนประสบผลสำเร็จแล้ว การทำระบบน้ำในอนาคตก็เป็นเรื่องที่สำคัญ

ส่วนเรื่องการใส่ปุ๋ยให้เมล่อนนั้น คุณสำราญ บอกว่า สามารถใช้ปุ๋ยเคมีสูตรทั่วไปใส่ลงในกระถางได้เลย พร้อมทั้งสลับกับการใส่ปุ๋ยคอกลงไปเสริมด้วย

เมื่อผลของเมล่อนออกมาพร้อมสำหรับเก็บผลผลิตได้แล้ว จะให้น้ำหนักต่อผลอยู่ที่ 1-1.5 กิโลกรัม ซึ่งเป็นน้ำหนักที่กำลังพอดี สามารถแช่ในตู้เย็นไว้ทานให้ชื่นใจ หรือถ้าผลผลิตมีมากพอทานไม่หมด ก็สามารถแบ่งขายทำเป็นรายได้เล็กๆ น้อยๆ ได้ ตกอยู่ที่ผลละ 90-120 บาท

“อย่างผลผลิตที่ฟาร์มผม ก็ไม่ได้ไปส่งขายที่ไหน พอมีคนที่เขาสนใจเรื่องการทำเกษตร เขาเข้ามาเรียนรู้ที่นี่ ก็จะมาซื้อเมล่อนพวกนี้ติดไม้ติดมือไปทานที่บ้าน อยากจะบอกว่าการทำเกษตร เราทำวันนี้เราก็เริ่มมีความสุขวันนี้ เพราะเราได้ทานของที่ผลิตเอง แม้จะปลูก 5-10 ต้น ก็ถือว่าความสุขเกิดขึ้นแล้ว อย่าไปกลัวว่าการทำเกษตรจะเป็นเรื่องที่ยาก มีพื้นที่เล็กพื้นที่น้อยปลูกไปได้เลย ขอให้ทำด้วยใจที่มีความสุขก็เพียงพอ” คุณสำราญ กล่าวแนะนำ

ทั้งนี้ คุณสำราญ ฝากถึงท่านใดที่สนใจอยากทำการเกษตรว่า ยังไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นเรียนรู้อะไรก่อน เลยมองว่าการลงมือทำอาจจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก อย่าเพิ่งด่วนสรุป เพราะการทำเกษตรไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพราะเป็นวิถีที่คนไทยทำกันมายาวนานแล้ว ดังนั้นบางเรื่องก็ต้องปรับปรุงไปตามยุกต์สมัย ขอให้มองว่าเรื่องเกษตรไม่ใช่เรื่องที่ใกล้ตัว กับอยู่ใกล้ตัวอย่างที่เราๆ หลีกหนีไม่พ้นเสียมากกว่า

สำหรับท่านใดที่สนใจอยากฝึกเรื่องการเกษตร คุณสำราญ หน่อนาคำ ยินดีให้คำแนะนำหรือจะเดินทางไปหาถึงจังหวัดสระบุรีก็ไม่ขัด ติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ (081) 948-0325

ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์จนถึงต้นเดือนเมษายนของทุกปี ตรงกับช่วงฤดูมะยงชิด มะปรางหวาน ของดีจังหวัดนครนายก สำหรับปีนี้ ชมรมชาวสวนมะปรางจังหวัดนครนายก ร่วมกับจังหวัดนครนายก สำนักงานเกษตรจังหวัด และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครนายก เตรียมจัดงาน “ มะยงชิด มะปรางหวานนครนายก ” ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ณ บริเวณข้างศาลากลางจังหวัดนครนายก

ปัจจุบัน “ มะปรางหวานนครนายก ” ได้รับการขึ้นทะเบียน สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตามวันที่ยื่นคำขอ 29 กรกฎาคม 2557 โดยระบุคำนิยามสินค้ามะปรางหวานนครนายก หมายถึง มะปรางหวานสีเหลืองทอง สดใส ผลใหญ่ยาวรี รสชาติหวานกรอบ มีกลิ่นหอม ซึ่งปลูกในเขตพื้นที่ อำเภอเมืองนครนายก อำเภอบ้านนา อำเภอปากพลี และอำเภอองครักษ์ ของจังหวัดนครนายก

“พันธุ์ทองนพรัตน์ ” คือ หนึ่งในลักษณะเด่นของพันธุ์มะปรางหวาน ที่มีคุณภาพในพื้นที่จังหวัดนครนายก เป็นพันธุ์ยอดนิยมที่ขายดีในท้องตลาดทั่วไป เพราะมีลักษณะผลค่อนข้างใหญ่ รูปร่างยาวรี ปลายเรียวแหลม เปลือกบาง ผลสุกสีเหลืองอมส้ม เนื้อหนา แน่น ละเอียด เม็ดลีบเล็ก รสชาติ รสหวาน หอมกรอบ ไม่ระคายคอ ค่าความหวาน 16 – 19 องศาบริกซ์ คุณลักษณะดังกล่าวทำให้ มะปราง พันธุ์ทองนพรัตน์ ได้รับการยอมรับจากเกษตรกรว่า เป็นสายพันธุ์มะปรางผลใหญ่ที่เหมาะสมที่จะปลูกในทางการค้ามากที่สุด

ผู้บริโภคจำนวนมากติดใจรสชาติความอร่อยของมะปรางหวานนครนายกโดยเฉพาะมะปราง พันธุ์ทองนพรัตน์ เพราะมีรสชาติอร่อย เนื้อแน่น ออกดอกติดผลง่าย ผลใหญ่ใกล้เคียงกับมะยงชิด เคล็ดลับความอร่อยของมะปรางหวานพันธุ์นี้ นอกจากคุณลักษณะเด่นทางสายพันธุ์แล้ว ยังสัมพันธ์ระหว่างสินค้ากับแหล่งภูมิศาสตร์อีกด้วย เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศ ของจังหวัดนครนายกมีสภาพพื้นที่เป็นดินปนทรายที่เกิดการสะสมตัวของตะกอนที่ถูกน้ำพัดพามาซึ่งเหมาะกับ การทำการเกษตร เนื่องจากเป็นดินที่อุ้มน้ำได้ดีและมีช่องว่างของเม็ดดินจึงทำให้มีการระบายน้าและการ ถ่ายเทของอากาศในดินได้ดี ต้นมะปรางจึงเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับสภาพภูมิอากาศของ จังหวัดนครนายกมีลักษณะหนาวสลับร้อน จึงส่งผลทำให้มะปรางหวานนครนายกมีรสชาติดี และมีลักษณะที่ โดดเด่น ผลโต เม็ดลีบเล็ก รสชาติหวาน หอมกรอบ และมีสีเหลืองชวนรับประทาน

การปลูกมะปรางหวาน ของจังหวัดนครนายก เกษตรกรนิยมปลูกต้นมะปรางทั้งแบบยกร่องและพื้นราบ การปลูกแบบยกร่อง ปลูกในระยะห่างระหว่างต้น 6 x 6 เมตร ส่วนพื้นที่ราบหรือที่ดอน นิยมปลูก ในระยะห่างระหว่างต้น 8 x 8 เมตร หรือตามความเหมาะสมของพื้นที่ การปลูก เกษตรกรนิยมขุดหลุมขนาดกว้าง 75 เซนติเมตร ลึก 50 – 100 เซนติเมตร ตากดิน 9 วันจากนั้นนำปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกมาใส่ในหลุม แล้วผสมให้เข้ากัน

เกษตรกรเริ่มปลูกในช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม หรือเดือนมิถุนายน หลังลงปลูกปีที่ 3-4 ต้นมะปรางก็จะเริ่มให้ผลผลิต นับจากวันที่เริ่มแทงช่อ ประมาณ 70– 80 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตออกบริโภคหรือจำหน่ายได้ วิธีการเก็บเกี่ยว ควรใช้กรรไกรตัดหรือใช้ตะกร้อสอยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้ผลช้ำ

หากใครมีเวลาว่าง สนใจสัมผัสชีวิตชาวสวนมะปรางของจังหวัดนครนายก ขอแนะนำให้ติดต่อขอเยี่ยมชม สวนนพรัตน์ ของ ร.ต.ต.อำนวย หงษ์ทอง ที่รู้จักกันดีในชื่อ ” ดาบนวย ” ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 99 หมู่ 10 ชุมชนบ้านดงละคร ตำบลดงละคร อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก โทร. (081) 762-4082

ดาบนวย สะสมประสบการณ์ในการปลูกมะปรางหวาน-มะยงชิดมายาวนานกว่า 30 ปี เล่าให้ฟังว่า ธุรกิจสวนมะปรางหวาน-มะยงชิดถือเป็นอาชีพที่น่าสนใจมาก ใช้เงินลงทุนปลูกเพียง ไร่ละ 2 หมื่นบาท หากปลูก 5 ไร่ ก็ใช้เงินแค่แสนบาท จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ภายใน 4 ปี เมื่อนำผลผลิตออกขาย หักต้นทุนค่าใช้จ่ายแล้วเหลือผลกำไรก้อนโตถึง 70%

ปัจจุบันเมืองไทยไม่มีผลไม้ชนิดไหนที่ขายได้ในราคาแพงขนาดนี้ แม้บางปีจะมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดมาก แต่เกษตรกรยังขายมะปรางหวานได้ในราคากิโลกรัมละ100 กว่าบาท แถมไม่ต้องยุ่งยากในการคัดขนาด มีแม่ค้าจากตลาด อ.ต.ก. มารับซื้อผลผลิตถึงสวน มะปรางผลเล็ก-ผลใหญ่ขายในราคาเดียวกันหมด กิโลกรัมละ 200-220 บาท แม่ค้านำไปขายปลีกในราคากิโลกรัมละ 300-500 บาท ปัจจุบันมะปรางหวานยังเป็นที่ต้องการของตลาดส่งออกอีกด้วย

หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ หรือ JCC ร่วมกับ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ส่งมอบโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันให้โรงเรียน 5 แห่ง มูลค่ารวม 1.55 ล้านบาท ณ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 37 จังหวัดกระบี่ สานต่อโครงการเข้าสู่ปีที่ 19 ช่วยลดปัญหาทุพโภชนาการของเด็กในพื้นที่ห่างไกล และเป็นโรงเรียนลำดับที่ 719 ภายใต้โครงการ “เลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน”

คุณสมควร ขันเงิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า จังหวัดกระบี่ยังมีโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ซึ่งมีประชากรส่วนหนึ่งอาศัยอยู่บนพื้นที่ป่าภูเขา การส่งมอบโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนให้แก่ 5 โรงเรียน ในปีนี้ เป็นโรงเรียนในเขตภาคใต้ 4 แห่ง และเขตภาคกลาง 1 แห่ง ถือเป็นโอกาสที่ดีที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 37 จังหวัดกระบี่ เป็น 1 ใน 5 โรงเรียนที่ผ่านการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกโครงการ ซึ่งจะทำให้เด็กนักเรียนมีแหล่งผลิตโปรตีน ได้อาหารรับประทานอิ่มท้อง ทำให้สมองแจ่มใส หวังว่าโรงเรียนที่ได้รับโอกาสในครั้งนี้จะสามารถดำเนินการบริหารจัดการไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่โรงเรียนอื่นๆ ต่อไป