ซากฟอสซิลหลากหลายชนิดที่สมบูรณ์ อายุประมาณ 250-500

ล้านปีก่อน ซึ่งเก่าแก่มากก่อนยุคไดโนเสาร์ นับเป็นจุดขายที่โดดเด่นของแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้ ทำให้อุทยานธรณีสตูล ยกระดับสู่อุทยานธรณีโลก โดยการได้ขึ้นทะเบียนเป็นอุทยานธรณีโลกสตูล (SATUN UNESCO GLOBAL GEOPARK) จากสหประชาชาติ อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนเมษายน 2561 ทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็น “อุทยานธรณีโลกแห่งแรกของประเทศไทย”

อุทยานธรณีสตูลเกิดขึ้นจากความต้องการของคนในพื้นที่จังหวัดสตูลที่มีแหล่งมรดกทางธรณีวิทยาที่ทรงคุณค่า ภายใต้การสนับสนุนทางวิชาการของกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดสตูล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง สำนักงาน กศน. จังหวัดสตูล ต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยชุมชนท้องถิ่น มีการปกป้องและเฝ้าระวังทรัพยากรทางทะเล สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน การท่องเที่ยวเชิงธรณี ของอุทยานธรณีสตูลได้รับความนิยมมาก เพราะถือว่าเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวมหัศจรรย์ของจังหวัดสตูล สำนักงาน กศน. จังหวัดสตูล จึงร่วมกับจังหวัดสตูลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำกรอบทิศทางในการทำ หลักสูตรท้องถิ่น “อุทยานธรณีโลกสตูล” (SATUN UNESCO GLOBAL GEOPARK COURSE) เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา ทุกระดับทุกภาคส่วนได้เรียนรู้เรื่องอุทยานธรณีโลกสตูลอย่างถูกต้องและเหมาะสม

ขณะเดียวกัน สำนักงาน กศน. จังหวัดสตูล ได้นำนักศึกษา กศน. ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย ร่วมกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียนตามโครงการศึกษาเรียนรู้แหล่งเรียนรู้ “อุทยานธรณีสตูล” ณ ศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชพิพิธภัณฑ์ช้างดึกดำบรรพ์ทุ่งหว้า อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล ได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับหิน แร่ และฟอสซิล ซึ่งเป็นมรดกแห่งแผ่นดินและเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดสตูล

ส่งเสริมการเรียนรู้หนังสือในโลกยุคดิจิตัล

สำนักงาน กศน. จังหวัดสตูล ได้จัดกระบวนการสอนโดยใช้สื่อเทคโนโลยีดิจิทัล “SATUN LEARN NET” เพื่อสร้างการเรียนรู้โดยสื่อมัลติมีเดีย สื่อผสม และสื่อดั้งเดิม นำไปสู่การสร้างค่านิยมรักการอ่านและการเรียนรู้ การปรับตัวรักการอ่านให้ทันในยุคดิจิตอล

สำนักงาน กศน. จังหวัดสตูล ได้ส่งมอบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพา (โน้ตบุ๊ก) ให้แก่ครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียนประจำสถาบันปอเนาะ ได้แก่ สถาบันปอเนาะดารุลกุรอาน อบีบักรินณ์ ปอเนาะอุมมุลฮาซานาต ปอเนาะฮาฟิซอัลกุรอานอัลฟุรกอน และปอเนาะดารุลกุรอานตำบลเขาขาว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและสร้างการรับรู้ความเข้าใจเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้

ปัจจุบัน ครูอาสาสมัครปอเนาะ นับว่ามีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาการศึกษาให้แก่กลุ่มไทยมุสลิม เนื่องจากครูอาสาสมัครปอเนาะ ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยโต๊ะครู (เจ้าของสถาบันศึกษาปอเนาะ) และปฏิบัติงานจัดการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยการสอนทุกภาควิชาตามที่ได้รับมอบหมาย

สำนักงาน กศน. จังหวัดสตูล ตระหนักดีว่า หนังสือเป็นพื้นฐานการแสวงหาความรู้ จึงได้จัดงานวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ เป็นประจำทุกปี เพื่อมุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ให้นักเรียนและประชาชนโดยทั่วไปรักการอ่าน เพื่อปลูกฝังนิสัยใฝ่รู้ ใฝ่เรียน และเพิ่มอัตราการเรียนรู้หนังสือของคนไทยในโลกดิจิทัลให้สูงยิ่งขึ้น เนื่องจากการอ่านหนังสือเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการแสวงหาความรู้ต่อไป จะนำไปสู่การพัฒนาตนเองให้มีคุณภาพต่อไป

แก้ปัญหาประชากรวัยเรียนนอกระบบ

จังหวัดสตูล มีประชากรวัยเรียนที่หลุดออกนอกระบบการศึกษาภาคบังคับค่อนข้างมาก นับหมื่นคน ซึ่งเกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น เด็กบางคนไปเรียนนอกพื้นที่ภูมิลำเนา บางรายไปเรียนมาเลเซีย บางรายเป็นเด็กพิการ และเด็กบางรายมีปัญหาครอบครัว มีฐานะยากจน จึงออกจากระบบการศึกษากลางคัน

สำนักงาน กศน. จังหวัดสตูล พยายามแก้ปัญหาประชากรวัยเรียนที่อยู่นอกระบบการศึกษา เชิงบูรณาการ สร้างการรับรู้เพื่อให้เข้าใจ รวมพลังขับเคลื่อนให้นักเรียนทุกคนที่อยู่ในช่วงการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาภาคบังคับ

ซึ่งคนไทยทุกคนจะต้องเข้ารับการศึกษา ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-มัธยมศึกษาปีที่ 3 พร้อมกันนั้นกำหนดแนวทางการดำเนินงานในการแก้ปัญหา วางแผนดำเนินการ การจัดหาข้อมูลกลุ่มเป้าหมายประชากรวัยเรียน ตั้งแต่กลุ่มอายุ 3-18 ปี ที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษา

สำนักงาน กศน. จังหวัดสตูล ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดลงพื้นที่เพื่อดำเนินการสำรวจข้อมูล ตลอดจนการป้องกัน และแก้ปัญหาดังกล่าว โดยร่วมมือกันทุกหน่วยงานอย่างจริงจัง ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัด เพื่อให้เอื้อต่อการที่นำประชากรวัยเรียนเข้าระบบการศึกษาให้ได้เรียนทุกคน เท่าเทียมกัน ทั่วถึงอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมกันพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

กยท. เตือนชาวสวนยางเฝ้าระวังโรคใบร่วง หรือ ไฟทอฟธอรา (Phytophthora) ระบาดหนัก ช่วงหน้าฝนแนะนำเกษตรกรเฝ้าสังเกต หากพบต้นยางในสวนติดโรค ควรรีบทำการรักษา เพื่อป้องกันการระบาดจากต้นสู่ต้น

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ กรรมการการยางแห่งประเทศไทย รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคใบร่วงหรือไฟทอฟธอรา (Phytophthora) มักจะระบาดหนักในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะกับสวนยางพารา เนื่องจากโรคนี้มักแพร่ระบาดโดยน้ำฝน ลม โดยความรุนแรงขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนและจำนวน วันฝนตก รวมถึงอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อ ซึ่งอยู่ระหว่าง 25-28 องศา มักระบาดได้ดี ในสภาพอากาศเย็น ฝนตกชุก เชื้อไฟทอฟธอรานั้นจะอาศัยน้ำและความชื้นในการขยายพันธุ์ หากมีความชื้นสูงต่อเนื่องกันอย่างน้อย 4 วัน เช่นหน้าฝน มีน้ำท่วมขัง ต้นยางรับแสงแดดน้อยกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน หรือพันธุ์ยาง ที่ปลูกอ่อนแอไม่ต้านทานโรค เป็นต้น

ลักษณะอาการติดโรค สามารถสังเกตอาการได้เด่นชัดที่ก้านใบ จะปรากฏรอยแผลช้ำสีน้ำตาลเข้มถึงดำ ตามความยาวของก้านใบ แผลบริเวณที่เป็นทางเข้าของเชื้อมักมีหยดน้ำยางเล็กๆ เกาะติดอยู่ การเข้าทำลาย ที่ก้านใบนี้เองเป็นผลทำให้เกิดใบร่วงทั้งที่ใบยังมีสีเขียวสดอยู่ เมื่อนำมาสะบัดเบา-ๆ ใบย่อยจะหลุดออกจากก้านใบโดยง่ายต่างจากการร่วงโดยธรรมชาติ บนแผ่นใบย่อยเชื้ออาจเข้าทำลายที่ปลายใบหรือขอบใบ เกิดแผลสีน้ำตาล มีลักษณะช้ำน้ำขยายติดต่อกันเป็นแผลใหญ่ทำให้ใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและแดงก่อนที่จะร่วง

นอกจากนี้ยังพบว่าเชื้อนี้สามารถเข้าทำลายฝักยางได้ทุกระยะทำให้ฝักเน่า ถ้าความชื้นในอากาศสูงจะพบเชื้อราสีขาวเจริญปกคลุมฝัก ฝักที่ถูกทำลายจะเน่าดำค้างอยู่บนต้นไม่แตกและร่วงหล่นตามธรรมชาติ กลายเป็นแหล่งเชื้อโรคในปีถัดมา และได้กล่าวเสริมถึงวิธีการป้องกันเชื้อไฟทอฟธอราว่า เกษตรกรไม่ควรปลูกพืชที่เป็นที่อาศัยของเชื้อ เช่น ส้ม ทุเรียน พริกไทย ปาล์ม โกโก้ เป็นพืชแซมยาง

เนื่องจากอาจนำเชื้อมาระบาดสู่ต้นยางได้ และควรปลูกยางพันธุ์ต้านทานโรค เช่น RRIT 251 และ RRIT 408 หมั่นกำจัดวัชพืชและตัดแต่งกิ่งในสวนยางให้อากาศถ่ายเท สะดวกเพื่อลดความชื้นในสวนยาง เมื่อพบโรคให้ใช้สารเคมี metalaxyl หรือ fosetyl-aluminium อัตราส่วน 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น ใบยางอ่อนเมื่อพบการระบาดทุกๆ 7 วัน หากต้นยางใหญ่ที่เกิดใบร่วงอย่างรุนแรงจนใบร่วงหมด ควรหยุดกรีดยาง และใส่ปุ๋ยบำรุงต้นยางให้สมบูรณ์ เกษตรกรชาวสวนยางสามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่ การยางแห่งประเทศไทย ในพื้นที่ได้ในวันและเวลาทำการ

กระทรวงอุตสาหกรรม สนับสนุนประเทศไทยเป็นฮับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ กระดาษลูกฟูก ในงาน “CCE South East Asia – Thailand 2018” เมื่อเร็วๆ นี้ มีพิธีเปิดงาน “CCE South East Asia – Thailand 2018” โดยได้รับเกียรติจาก ดร. สมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงาน เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศกับการเป็นฮับในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกของอาเซียน ถือเป็นหนึ่งอุตสาหกรรมที่โดดเด่นตั้งแต่ต้นสายของการผลิตจนถึงปลายทางของการขึ้นรูปอย่างแท้จริง

อีกทั้งยังเป็นดัชนีชี้วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งในระดับภูมิภาค ระดับประเทศ และระดับโลก ซึ่งการจัดงานได้รับการสนับสนุนอย่างดีทั้งจากภาคเอกชนและภาครัฐ อันได้แก่ สมาคมบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกไทย (Thai CPA) สมาคมกลุ่มอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษไทย (TPPIA) สมาคมการพิมพ์สกรีนไทย (TSGA) ศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ – กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (Thai – IDC) และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB) ตลอดการจัดงานระหว่างวันที่ 5-7 กันยายน 2561 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค

ดร. สมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในพิธีเปิด “CCE South East Asia – Thailand 2018” ว่า อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูก ถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ดังจะเห็นได้จากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ต่างเตรียมความพร้อมในการขยายกำลังการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้สอดคล้องกับการแข่งขัน และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในโลกธุรกิจดิจิทัล ซึ่งล้วนต้องใช้กล่องเป็นบรรจุภัณฑ์ทั้งสิ้น โดยก่อให้เกิดการพัฒนา

สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เติบโตต่อเนื่องทุกปี จึงเป็นที่มาของการจัดงาน “CCE South East Asia – Thailand 2018” ภายใต้ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เป็นองค์กรและสมาคมที่เกี่ยวข้องแสดงให้เห็นถึงการทำงานเป็นยุทธศาสตร์ “ประชารัฐ” เพื่อความมั่นคงและยั่งยืน นำไปสู่เป้าหมายการเป็นฮับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกในอาเซียน อีกทั้งเป็นการตอบโจทย์ต่อความต้องการในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนกระบวนการผลิตให้ผู้ประกอบการของอุตสาหกรรมทั้งในประเทศและในภูมิภาคได้เป็นอย่างดี เป็นไปตามนโยบาย Industry 4.0 ของรัฐบาล

นางสาวกนกวรา อนุตรวัตร ผู้จัดการอาวุโส บริษัท แม็ค บรูคส์ เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย จำกัด กล่าวว่า การจัดครั้งที่ 2 ของงาน CCE South East Asia – Thailand 2018 ในประเทศไทย ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการจัดงานเพื่ออุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นับเป็นอีกหนึ่งเวทีทางการค้าสำคัญในการเพิ่มโอกาสการเชื่อมขยายธุรกิจให้กับผู้ประกอบการของอุตสาหกรรมฯ ในประเทศไทย ตลอดจนผู้ประกอบการจากทั่วภูมิภาคอาเซียน ด้วยจำนวนพื้นที่การจัดงานที่เพิ่มขึ้นกว่า 40% มากขึ้นด้วยจำนวนของผู้เข้าร่วมแสดงงาน (Exhibitor) และการสาธิตเครื่องจักรจริงจากผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่ายชั้นนำกว่า 120 บริษัทจากทั่วโลก อาทิ BHS Corrugated, BOBST, FOSBER Italy, Conprinta, British Converting Solutions, Valco Melton, Re S.p.A., Rodicut Industry, Mosca Asia Pte., HP PPS Asia Pacific, Fujifilm (Thailand), Sun Automation, Hsieh Hsu Machinery, Max Dura, Goettsch International, HPS Promactech เป็นต้น

โดยทีมผู้จัดงานตลอดจนผู้สนับสนุนหลักของการจัดงานจากภาคเอกชน และภาครัฐ ประกอบด้วย สมาคมบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกไทย (Thai CPA) สมาคมกลุ่มอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษไทย (TPPIA) สมาคมการพิมพ์สกรีนไทย (TSGA) ศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ – กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (Thai – IDC) และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB) มีความตั้งใจเป็นอย่างมากกับเวทีทางการค้านี้ เพื่อมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกในประเทศไทย และจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับประโยชน์สูงสุด สามารถนำไปเพิ่มประสิทธิผลในขบวนการผลิตของท่านให้ทัดเทียม และตอบโจทย์กับความต้องการที่หลากหลายในการผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกในยุคปัจจุบันผ่านเวทีสำคัญเวทีนี้

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานนอกจากจะได้ประสบการณ์ ยังได้รับความรู้ใหม่ๆ จากการเข้าฟังสัมมนาจากวิทยากรชั้นนำทั่วโลกตลอดทั้ง 3 วัน อาทิ ในวันแรกจะเป็นการสัมมนาที่มุ่งเน้นในเรื่องของนวัตกรรมและเทคโนโลยีของเครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง หัวข้อหลักในวันที่สองจะมุ่งเน้นถึงประโยชน์ของการควบคุมเครื่องจักรอัตโนมัติ และการจัดการความสูญเสียในการผลิตที่เกิดขึ้นภายในโรงงาน และในวันสุดท้ายของการจัดงาน หัวข้อการสัมมนาจะมุ่งเน้นถึงแนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมการผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกและบรรจุภัณฑ์กระดาษชนิดพับ

นายระวิ เกษมศานติ์ นายกสมาคมบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตามสถานการณ์เติบโตของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต อาทิ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภค-บริโภค สอดรับกับกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วสู่เศรษฐกิจดิจิทัล รวมทั้งปัจจัยผลักดันต่างๆ การเพิ่มขึ้นของธุรกิจ e-Commerce ส่งผลต่อการใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกเพิ่มขึ้น และยังส่งผลต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมใน Supply Chain ซึ่งมีผลต่อสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน จากจำนวนประชากรที่มีจำนวนถึง 650 ล้านคน อาเซียนจึงเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงและมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

นายพรชัย วิทยาคุณสกุลชัย นายกสมาคมอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ นับเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่มีการผลิตอย่างครบวงจรภายในประเทศ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตามสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีกำลังการผลิตกระดาษคราฟท์ที่สามารถสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกได้อย่างเพียงพอ

อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษไทยสามารถตอบสนองต่อกระแสของยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งมีส่วนผลักดันการเพิ่มขึ้นของการใช้กระดาษสำหรับบรรจุภัณฑ์มากขึ้น ตามยุคของการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ รวมถึงมีการนำระบบการทำงานอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอนเพื่อช่วยลดต้นทุน มีการใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถเข้าถึงความต้องการของลูกค้าอันจะนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน อาทิ มีการผลิตกระดาษให้เหมาะกับรูปแบบการใช้บรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก การผลิตกระดาษน้ำหนักเบาแต่มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น ทำให้ประหยัดค่าขนส่ง เป็นต้น

นางประภาพร ณรงค์ฤทธิ์ นายกสมาคมการพิมพ์สกรีนไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมฯ ในปัจจุบันมีการทำงานแบบต่อยอด โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่แตกต่างจากเดิม และยังถือเรื่องวัสดุที่ใช้ต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดปริมาณของเสียจากกระบวนการผลิต รวมทั้งการหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างเต็มประสิทธิภาพตามยุคสมัย โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกยุค 4.0 ซึ่งจะเห็นว่าบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกที่ผลิตออกมาในปัจจุบันมีหลายนวัตกรรม ที่มีความโดดเด่นในเรื่องของน้ำหนักเบา แต่มีความแข็งแรงทำให้ประหยัดค่าขนส่ง สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

นายจารุพันธุ์ จารโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กล่าวว่า การจัดงาน CCE South East Asia – Thailand 2018 ครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์และหน่วยงาน เครือข่าย ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ได้มีโอกาสเข้าฟังการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญ ทั้งจากชาวไทยและต่างประเทศ เกี่ยวกับการออกแบบแพคเกจจิ้ง เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปปรับปรุงงานด้านการออกแบบและสามารถต่อยอดและพัฒนาอุตสาหกรรม เพื่อนำไปสู่การเป็นศูนย์กลางการออกแบบผลิตภัณฑ์ระดับอาเซียน

โดยเฉพาะปีนี้ มีกิจกรรมพิเศษสำหรับนักออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ทางสมาคมบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกไทยร่วมกับศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Thai – idc) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจัดประกวดการออกแบบบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูก “Thai Corrugated Packaging Excellence Award 2018” เปิดโอกาสให้นักออกแบบผลิตภัณฑ์ นิสิต นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า จากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ตลอดจนผู้ที่สนใจเข้าร่วมการประกวด เพื่อเฟ้นหาสุดยอดนักออกแบบบรรจุภัณฑ์ครั้งแรกในไทย ซึ่งจะประกาศผลในงานนี้เช่นกัน

สำหรับศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ มีบทบาทเป็นหน่วยงานกลางที่จะเชื่อมโยงบูรณาการบริการด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์กับหน่วยงานเครือข่าย ตลอดห่วงโซอุปทาน เพื่อส่งเสริมและ สนับสนุนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างจากการรับจ้างผลิต สู่การยกระดับความสามารถด้านการออกแบบของผู้ประกอบการไปสู่การเป็นศูนย์กลางการออกแบบระดับอาเซียน

นางสาวกนกพร ดำรงกุล ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรมการแสดงสินค้านานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (สสปน.) กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานภาครัฐ ที่มีพันธกิจสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมการจัดประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ หรืออุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศไทยตลอดจนผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางในอุตสาหกรรมดังกล่าวในภูมิภาคอาเซียน มองว่าการจัดงาน CCE South East Asia – Thailand 2018 จะเป็นเวทีสำคัญในการเจรจาทางการค้าสำหรับหน่วยงานธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ที่ช่วยตอบสนองต่อความต้องการด้าน การผลิตกระดาษและบรรจุภัณฑ์ลูกฟูกของภูมิภาคนี้ได้เป็นอย่างดี และสามารถสร้างรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยได้

การจัดงาน CCE South East Asia – Thailand 2018 ถือเป็นการสร้างเวทีทางการค้าสำคัญให้แก่ผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมการผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกทุกท่านทั้งในด้านของผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ตัวแทนจำหน่าย ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องในสายการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายทางของการขึ้นรูปบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกจะได้รับประโยชน์อย่างสูงสุดกับการเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต ตอบรับกับโอกาสทางการค้าของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูก 4.0 ได้เป็นอย่างดี

“ชะพลู” เป็นพืชพื้นบ้านที่แพร่หลาย พบในทุกจังหวัดของประเทศไทย เป็นพืชล้มลุกที่มีอายุสืบต่อได้หลายปี ชอบพื้นที่ลุ่มต่ำ ชื้นแฉะ ที่ที่มีน้ำดี ดินดี จะเจริญเติบโตได้ดีมาก ใบจะโต ยอดจะอวบอ้วน เป็นพรรณไม้ที่มีต้นตั้ง บางครั้งจะพบต้นแบบเถาเลื้อย ระบบรากหากินผิวดิน ถ้าเถาเลื้อยไปพบที่เหมาะ ก็จะออกรากตามข้อ และแตกต้นขึ้นใหม่ แพร่ขยายต้นไปเรื่อยๆ เมื่อต้องการจะย้ายที่ปลูก ก็สามารถถอนดึงต้นติดรากไปปลูกได้เลย

ต้นชะพลู ใบมีลักษณะรูปหัวใจ เหมือนใบพลูกินหมาก แต่จะเป็นใบบางๆ มีใบหลายขนาด ใบเล็กขนาดกว้าง 2-3 เซนติเมตร ยาว 3-5 เซนติเมตร ใบใหญ่จะกว้างถึง 15 เซนติเมตร ยาว 17 เซนติเมตร มีก้านใบยาว 1-5 เซนติเมตร ใบมีรสเผ็ด ชะพลูมีดอกเป็นช่อ รูปทรงกระบอก สีขาว และจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเขียว มีผลออกเป็นกลุ่ม ขยายพันธุ์โดยการปักชำ แยกต้นปลูก

ชะพลู เป็นพืชในวงศ์ ไปเปอราซีอี (PIPERACEAE) ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ไปเปอร์ ซาเมนโตซัม (Piper sarmentosum Roxb.ex Hunter) มีชื่อเรียกหลายอย่าง ภาคเหนือ เรียก ผักปูนก ผักฟูนก ผักแค ช้าพลู พลูลิง พลูลิงนก พลูนก ภาคอีสานเรียก ผักปูลิง ผักนางเลิด ผักอีเลิด ภาคใต้เรียก นมวา แต่ละถิ่นอาจมีเรียกคล้ายกัน หรือต่างกันบ้าง ตามสำเนียงการออกเสียงของท้องถิ่น และมันก็คือ ชะพลู นั่นแหละ

ประโยชน์ทางอาหาร ชะพลูใช้ยอดอ่อน ใบอ่อน เป็นผัก กินได้ทั้งใบสดและลวกให้สุกก็ได้ ภาคเหนือภาคอีสาน นิยมใส่ปรุงแกงแค แกงขนุน แกงหัวปลี แกงเผ็ด แกงอ่อม แกงเอาะ แกงหอยขม ลวกกินกับตำมะม่วง น้ำพริกต่างๆ หั่นฝอยใส่ไข่เจียว ชุบแป้งทอด ภาคกลาง ใช้ห่อเมี่ยงคำ ภาคใต้ นิยมใช้ใบอ่อนมาแกงกะทิกุ้ง ปลา หอยบางชนิด เช่น หอยโข่ง หอยแครง ปรุงข้าวยำ เชื่อกันว่าใบชะพลูมีคุณค่าทางอาหาร และยังเป็นยาบำรุงร่างกาย

สรรพคุณทางยาของชะพลูก็มีมากหลายเช่นกัน รากชะพลู หมอยาไทยในชนบท ใช้ปรุงเป็นยาแก้ธาตุพิการ ยาบำรุงธาตุ คุมเสมหะ แก้เสมหะในทรวงอก (อุระเสมหะ) ยาขับเสมหะตกทางอุจจาระ (คูถเสมหะ) ลูกชะพลู เป็นยาขับเสมหะในคอ ใบแก้ธาตุพิการ อาหารไม่ย่อย แก้ปวดท้องจุกเสียด แก้พิษบางอย่างได้ด้วย ใบชะพลูมีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก ใน 100 กรัม ให้พลังงานแก่ร่างกาย 101 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย เส้นใย หรือไฟเบอร์ 4.6 กรัม แคลเซียม 601 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม เหล็ก 7.6 มิลลิกรัม วิตามินเอ 21255 iu วิตามินบีหนึ่ง 0.13 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง 0.11 มิลลิกรัม วิตามินซี 10 มิลลิกรัม แต่การกินใบชะพลู ควรระมัดระวัง มีสารออกซาเลต ค่อนข้างสูง ชะพลู 100 กรัม มีสารออกซาเลต 691 มิลลิกรัม ควรปรุงร่วมกับเนื้อสัตว์ และไม่ควรกินเป็นประจำ

ชะพลู เป็นพืชที่ขึ้นได้ง่าย มีศัตรูรบกวนบ้างบางชนิด เป็นพวกด้วง เพลี้ย แมลงปากกัด หอยทาก ต้องหมั่นดูแล ตรวจดูทั้งหน้าใบ หลังใบ พวกพยาธิต่างๆ ก็มี เมื่อเก็บยอด ใบมาแล้ว ควรล้างทำความสะอาดให้ดี ก่อนจะนำมากิน หรือประกอบอาหาร อาจมีไข่พยาธิ เชื้อโรคต่างๆ ติดอยู่ แม้แต่สารเคมี ซึ่งก็ไม่แน่ว่าจะหลงติดชะพลูอยู่ตอนไหน ล้างทำความสะอาดให้ดี เพื่อตัวเราเอง เช่นเดียวกับผักทุกชนิดเหมือนกัน ควรล้างทำความสะอาดให้ดี โดยเฉพาะผักที่นิยมกินเป็นผักสด ต้องประณีต ละเอียดอ่อน ผักพื้นบ้านที่ว่าไม่ได้ใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต ยังพบมีสารเคมีบางอย่างปนเปื้อนอยู่เลย ยุคสมัยนี้มันหลีกหลบไม่ค่อยได้ ก็ขอให้เลี่ยงได้บ้างยังดี