ซีพีเอฟ นำนวัตกรรมอาหารหลากหลายรูปแบบทั้งอาหารสด

อาหารสำเร็จรูป ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์อาหารที่ส่งออกมายังประเทศจีน และกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่จะสร้างโอกาสในตลาดผู้บริโภคชาวจีน มาจัดแสดงภายใต้แนวคิด Put Our Heart into Food ชูความเป็นแบรนด์ผู้ผลิตนวัตกรรมอาหารชั้นนำของไทย ที่มีขีดความสามารถในการผลิตอาหารปลอดภัยแบบครบวงจร มีคุณภาพสูง รสชาติอร่อย โดยใช้เทคโนโลยีอันทันสมัย ตลอดจนเป็นผู้ผลิตและพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย อย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

“การร่วมงาน CIIE เป็นโอกาสดีที่จะเปิดตัวสินค้านวัตกรรมอาหารของซีพีเอฟ สามารถตอบโจทย์ความต้องการกลุ่มผู้บริโภคชาวจีนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง มีแนวโน้มต้องการสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเชื่อมั่นสินค้าอาหารจากไทยที่มีจุดเด่นเรื่องคุณภาพ คาดว่าจะมีส่วนช่วยขยายการค้าของบริษัทในตลาดจีนได้เพิ่มมากขึ้น” นายประสิทธิ์ กล่าว

ขณะเดียวกัน ซีพีเอฟ ยังเป็นผู้ผลิตอาหารที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอาหารใหม่ๆ โดยมี CPF RD Center อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นที่รวมสุดยอดเทคโนโลยีการผลิตอาหารมาตรฐานระดับโลกไว้ เพื่อพัฒนาอาหารเพื่อสุขภาพ และอาหารประเภทต่างๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการและเพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภคจีนได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ที่ซีพีเอฟนำมาจัดแสดง จะเน้นอาหารนวัตกรรมทั้งที่เป็นอาหารสด และอาหารแปรรูปที่มีศักยภาพตอบโจทย์ความต้องการในตลาดจีน จากฐานการผลิตหลักๆ ในไทย เวียดนาม และยุโรป ได้แก่ ไก่เบญจา (Benja Chicken) ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่พรีเมียมจากแบรนด์ยูฟาร์ม เลี้ยงด้วยข้าวกล้อง 100% จากธรรมชาติ ปลอดสาร และไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยง รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปที่บริษัทร่วมมือกับเชฟชั้นนำพัฒนาขึ้น เช่น สเต๊กอกไก่โมชิโอะ ไก่ไข่สดเคจฟรี CP Selection

ผลิตจากแม่ไก่ที่เลี้ยงแบบปล่อยอิสระในโรงเรือนระบบปิดตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ ไข่ไก่สดกว่าไข่ปกติ กุ้งสดพรีเมียมคุณภาพสูง หมูดำ “ซีพี คูโรบูตะ” อาหารสำเร็จรูปแบรนด์คิทเช่นจอย ที่ประสบความสำเร็จในตลาดสแกนดิเนเวีย ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปภายใต้แบรนด์ PURE จากประเทศเบลเยี่ยมที่ใช้เทคโนโลยีไมโครเวฟยืดอายุอาหาร และรักษารสชาติ ไม่ต้องใช้สารปรุงแต่ง และสารกันบูด ใช้บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ ช่วยลดปัญหาพลาสติก ผลิตภัณฑ์ปลากรอบ จากประเทศเวียดนาม รวมถึง อาหารสุนัข แบรนด์ เจอร์ไฮ

การร่วมแสดงสินค้าอาหารครั้งนี้ ซีพีเอฟ ยังให้ความสำคัญกับสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่มของสินค้าที่เหนือกว่าในมิติของการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วยการนำเสนอการลดปริมาณปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด การใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก ลดการใช้พลาสติก การจัดการขยะ ตลอดถึงการให้ความสำคัญกับด้านสิทธิมนุษยชน และการบริหารจัดการด้านแรงงาน เป็นต้น ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยให้ตลาดจีนมั่นใจในผลิตภัณฑ์อาหารของซีพีเอฟได้อย่างยั่งยืน

อนึ่ง งาน CIIE2019 นับเป็นมหกรรมงานแสดงสินค้านำเข้านานาชาติ ที่จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ตามนโยบายของประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง เพื่อส่งเสริมการเปิดเสรีทางการค้า และความร่วมมือเศรษฐกิจการค้าระหว่างจีนกับทุกประเทศทั่วโลก ตลอดจนมีส่วนช่วยเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ในงานมีบริษัทมากกว่า 2,800 บริษัท จาก 130 ประเทศทั่วโลกมาแสดงสินค้าจาก 7 กลุ่มอุตสาหกรรม อาทิ สินค้าเทคโนโลยี รถยนต์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ อาหารและเกษตร บนพื้นที่ 240,000 ตารางเมตร โดยคาดว่าจะมีผู้ซื้อสินค้าร่วมงานมากกว่า 150,000 คน มีส่วนช่วยสร้างมูลค่าการค้าได้ถึง 10 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

นายฉกาจ ฉันทจิระวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จังหวัดขอนแก่น มีพื้นที่ปลูกข้าวในชั้นความเหมาะสมต่างๆ (Agri-Map) จำนวน 5.67 ล้านไร่ แบ่งเป็น พื้นที่ที่มีความเหมาะสมมาก (S1) และเหมาะสมปานกลาง (S2) สำหรับการปลูกข้าว 2.39 ล้านไร่ เกษตรกรปลูกข้าวเหนียวนาปีได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 3,582 บาท/ไร่/ปี ข้าวหอมมะลิได้ผลตอบแทนสุทธิ เฉลี่ย 2,544 บาท/ไร่/ปี ในขณะที่พื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) และไม่เหมาะสม (N) สำหรับการปลูกข้าว มีจำนวน 3.28 ล้านไร่ เกษตรกรปลูกข้าวเหนียวนาปี ได้ผลตอบแทนสุทธิ (ขาดทุน) เฉลี่ย – 871 บาท/ไร่/ปี ข้าวหอมมะลิได้ผลตอบแทนสุทธิ (ขาดทุน) เฉลี่ย -1,502 บาท/ไร่/ปี

หากพิจารณาถึงพืชทางเลือกที่จะปรับเปลี่ยนในพื้นที่ปลูกข้าวพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3, N) ตามแผนที่ความเหมาะสมของดิน (Zoning) ในจังหวัดขอนแก่น พบว่า พืชทางเลือกที่เหมาะสมให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าและตลาดมีความต้องการต่อเนื่องในหลายชนิด เช่น อ้อยโรงงาน ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 5,454 บาท/ไร่ อายุการผลิต 12 เดือน โดยเกษตรกรเริ่มปลูกในเดือนตุลาคม และเก็บเกี่ยวผลผลิตในปีถัดไปช่วงโรงงานน้ำตาลเปิดหีบรับซื้อประมาณ ปลายเดือนพฤศจิกายน – เมษายนของทุกปี ได้ผลผลิตเฉลี่ย 9.37 ตัน/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 750-850 บาท/กิโลกรัม ผลตอบแทนสุทธิ 2,139 บาท/ไร่/ปี

มันสำปะหลังโรงงาน ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 6,283 บาท/ไร่ อายุการผลิตประมาณ 9-12 เดือน โดยปลูกในช่วงเดือนเมษายน – มิถุนายน และ สิงหาคม – กันยายน โดยเกษตรกรนิยมเก็บเกี่ยวช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนของปีถัดไป ได้ผลผลิตเฉลี่ย 3,127 โลกรัม/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 1-2 บาท/โลกรัม ผลตอบแทนสุทธิ 1,592 บาท/ไร่/ปี

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 1 (ฤดูฝน) ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว เฉลี่ย 4,075 บาท/ไร่ อายุการผลิต 4-5 เดือน โดยปลูกในเดือนเมษายน – มิถุนายน และเก็บเกี่ยวช่วงเดือนสิงหาคม – พฤศจิกายน ผลผลิตเฉลี่ย 1,166 กิโลกรัม/ไร่ เกษตรกรขายผลผลิตเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฝักสดได้ในราคา 3-4 บาท/กิโลกรัม ผลตอบแทนสุทธิ 451 บาท/ไร่/ปี

ถั่วลิสงรุ่น 2 (ฤดูแล้ง) ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว เฉลี่ย 7,454 บาท/ไร่ อายุการผลิตประมาณ 3 เดือน นิยมปลูกในเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม เก็บเกี่ยวเดือนเมษายน – พฤษภาคม ผลผลิตเฉลี่ย 356 กิโลกรัม/ไร่ ขายได้ในราคา 20-30 บาท/โลกรัม ผลตอบแทน สุทธิ 1,841 บาท/ไร่/ปี

ถั่วเหลืองรุ่น 2 (ฤดูแล้ง) ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว เฉลี่ย 2,107 บาท/ไร่ อายุการผลิตประมาณ 3 เดือน นิยมปลูกในเดือนธันวาคม – มกราคม เก็บเกี่ยวเดือนเมษายน – พฤษภาคม ผลผลิตเฉลี่ย 247 กิโลกรัม/ไร่ ขายได้ในราคา 10-20 บาท/โลกรัม ผลตอบแทน สุทธิ 1,622 บาท/ไร่/ปี

สำหรับสินค้าทางเลือกดังกล่าว เกษตรกรในจังหวัดมีตลาดรองรับแน่นอน โดยอ้อยโรงงาน มีโรงงานผลิตน้ำตาลในจังหวัด 2 แห่ง เป็นแหล่งรับซื้อผลผลิตของเกษตรกร คือโรงงานน้ำตาลมิตรผล และโรงงานน้ำตาลขอนแก่น มันสำปะหลังโรงงาน มีลานมันรับซื้อทั้งมันสดและมันเส้นจากเกษตรกร ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง และ ถั่วลิสง มีร้านค้าเป็นแหล่งรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในท้องที่ อีกทั้งมีพ่อค้าไปรับซื้อผลผลิตที่ไร่นาเพื่อนำไปขายหรือนำไปแปรรูปต่ออีกทางนี้ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มพืชผักที่เป็นพืชทางเลือกที่น่าสนใจเพื่อสร้างรายได้ อาทิ ผักกาดหัว (ฤดูหนาว) ผักบุ้งจีน ต้นหอม ผักกาดหอม และการเลี้ยงจิ้งหรีด โดยเกษตรกรจะขายผักให้กับสหกรณ์การเกษตร หรือขายส่งให้กับพ่อค้าที่ตลาดค้าส่งผักในจังหวัด สำหรับจิ้งหรีด เกษตรกรขายปลีกและขายส่งให้กับพ่อค้าที่มารับซื้อผลผลิตที่ฟาร์ม

ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจข้อมูลพืชทางเลือกในจังหวัดขอนแก่น สามารถสอบถามได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 โทร. (043) 261-513 หรือ zone4@oae.go.th

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวคุณภาพดี ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2563 ณ บ้านโพธิ์ตาก อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ด้านข้าว ระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2560-2564

โดยสนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมตัวกันเพื่อการผลิตและจำหน่าย มีตลาดรองรับที่แน่นอน สามารถลดต้นทุน โดยมีเป้าหมาย 18,800 กลุ่ม พื้นที่ 19.375 ล้านไร่ ใช้งบประมาณ 16,117.62 ล้านบาท โดยมีการส่งเสริมด้านการพัฒนาการผลิตข้าว เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิต สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวและเครื่องจักรกลการเกษตร โดยมีการถ่ายทอดความรู้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการตรวจรับรองตรวจคุณภาพ GAP แบบกลุ่ม

พร้อมทั้งส่งเสริมการบริหารจัดการ โดยการจัดจ้างผู้จัดการแปลงมืออาชีพเพื่อบริหารจัดการกลุ่ม พัฒนาด้านการตลาดเพื่อส่งเสริมการขายผลผลิตข้าว พร้อมทั้งมีการจัดทำแผนการผลิตข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการการซื้อข้าว มีการจัดเวทีเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการเพื่อสร้างข้อตกลงด้านการตลาดข้าว ตลอดทั้งสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ

อาทิ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมุ่งหวังที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับชาวนาไทยให้สามารถต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคในการทำนา โดยการยกระดับคุณภาพผลผลิตให้มีมาตรฐานเป็นที่ต้องการของตลาดโลกและการสร้างการเชื่อมโยงกับตลาดข้าวคุณภาพ จึงเป็นนโยบายที่สำคัญที่ภาครัฐได้เร่งผลักดัน เพื่อมุ่งหวังแก้ไขปัญหาด้านการผลิตและการตลาดข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ จากปัญหาภัยธรรมชาติในช่วงเดือนสิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา ชาวนาหลายพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน สร้างความเสียหายกับนาข้าวหลายล้านไร่ รัฐบาลจึงมีมติเห็นชอบอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณ จำนวน 1,739.4290 ล้านบาท เพื่อจัดเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวนา ซึ่งในวันนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้นำเมล็ดพันธุ์ดี จำนวน 13 ตัน เป็นพันธุ์ กข 49…ซึ่งเป็นชั้นพันธ์ุหลัก นำไปเพาะปลูกฤดูนาปรัง ช่วยเหลือชาวนา โดยมอบให้ชาวนาผู้ประสบภัยและเลือกที่จะปลูกข้าวนาปรัง จำนวน 190 ราย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และสร้างขวัญกำลังใจให้พี่น้องชาวนานำไปใช้ในการจัดทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวในฤดูนาปรัง เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวใช้ในฤดูถัดไป อย่างไรก็ตาม สำหรับพี่น้องเกษตรกรชาวนาที่ได้รับความเสียหายจากภัยดังกล่าว สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟูเยียวยาของภาครัฐ ซึ่งจะได้รับความช่วยเหลือต่อไป

นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวคุณภาพดี ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2563 มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรชาวนาได้ทราบถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ

ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรชาวนา ให้สามารถผลิตข้าวให้ได้คุณภาพดี โดยมีองค์ความรู้ต่างๆ ที่สำคัญในการผลิต ประกอบด้วย เทคโนโลยีการลดต้นทุนการผลิตข้าว การใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี การผลิตข้าวให้ได้คุณภาพ การจัดการดินและปุ๋ยในนาข้าว การปลูกพืชหลังนา การบริหารจัดการศัตรูข้าว การเฝ้าระวังและเตือนภัยการระบาดศัตรูข้าว และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากการถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรชาวนาแล้ว ยังมีการมอบเมล็ดพันธุ์ข้าวให้กับเกษตรกรชาวนา นำไปใช้เพาะปลูกในฤดูนาปรัง เพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีของชุมชนสำหรับใช้ปลูกในฤดูถัดไป โดยมีสมาชิกเกษตรกรชาวนาโครงการนาแปลงใหญ่ ชาวนาผู้ประสบภัยฝนแล้ง น้ำท่วม และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม รวมทั้งสิ้น 500 คน ตลอดจนภายในงานยังมีกิจกรรมการจัดนิทรรศการของหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมการทำนาในระบบแปลงใหญ่

วิทยาลัยเทคนิคเชียงรายในสังกัด สำนักงาน คณะกรรมการอาชีวศึกษาเล็งเห็นว่า ชาวนาประสบปัญหาต้นทุนสูงจากการจ้างแรงงานและ ปัญหาขาดแคลนแรงงานเกี่ยวเก็บข้าวในหลายพื้นที่ จึงได้พัฒนาเครื่องเกี่ยวข้าวรุ่นใหม่ที่ ดัดแปลงจากเครื่องตัดหญ้า สามารถเกี่ยวข้าวได้อย่างรวดเร็วกว่าการเกี่ยวด้วยเคียวตามปกติ

จุดเด่นนวัตกรรม
เครื่องเกี่ยวข้าวรุ่นใหม่ที่ ดัดแปลงจากเครื่องตัดหญ้า เป็นผลงานประดิษฐ์ของคณะครูวิทยาลัยเทคนิคเชียงราย นำโดย คุณนิวัฒน์ เตวา หัวหน้าแผนกช่างเทคนิคพื้นฐาน และคุณ คชานนท์ พงษ์สัญการ หัวหน้าแผนกสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ร่วมกับนักเรียนแผนกช่างเทคนิคพื้นฐาน ชั้น ปวช.1 ช่วยกันพัฒนาเครื่องเกี่ยวข้าวที่มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบาเพียง 300 กรัม

คณะทำงานตั้งใจทำงานตามหลักสโลแกนของวิทยาลัยฯ ที่ว่า “ใช้งานได้ ต้นทุนต่ำ” โดยนำ “เครื่องตัดหญ้าแบบสะพาย” ตามท้องตลาด ซึ่งเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่เกษตรกรส่วนใหญ่มีใช้อยู่แล้ว นำมาดัดแปลงใบมีดให้มีความแข็งแรง ทนทานมากขึ้น จากนั้นนำโครงเหล็กรับข้าวมาประกอบกับเครื่องตัดหญ้า เชื่อมต่อกับเหล็กเส้นกลม โดยเสียต้นทุนค่าวัสดุผลิตแค่เพียง 300 บาทเท่านั้น

เมื่อนำเครื่องเกี่ยวข้าวไปใช้งานในแปลงนา เวลาใบมีดตัดต้นข้าวก็จะมากองอยู่บนแผ่นเหล็กรับข้าว ทำให้ต้นข้าวล้มไปในทิศทางเดียวกันแล้ว ต้นข้าวไม่ฟุ้งกระจาย จัดการง่าย สะดวกต่อการตากข้าวให้แห้ง เพื่อลดความชื้นของข้าวเปลือก เมื่อข้าวเปลือกมีความชื้นต่ำ ข้าวมีคุณภาพดี ก็ขายข้าวได้ราคาสูงขึ้น อุปกรณ์ชิ้นนี้สามารถเกี่ยวข้าวได้เฉลี่ย 3 ไร่ต่อหนึ่งเครื่อง เปรียบเทียบกับการเกี่ยวข้าวด้วยเคี่ยวที่ต้องใช้แรงงานถึง 9 คน จึงจะได้ข้าวในปริมาณที่เท่ากัน แถมต้องจ่ายค่าแรงสูงถึง 2,700 บาท

โดยทั่วไปในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว มีความต้องการเกี่ยวข้าวเป็นจำนวนมากจนรถเกี่ยวข้าวทำงานได้ไม่ทัน บางครั้งเจอปัญหาน้ำท่วม หรือน้ำมันแพง รถเกี่ยวข้าวอาจใช้ไม่ได้อีก แต่อุปกรณ์เครื่องเกี่ยวข้าวชนิดนี้ ช่วยให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตัวเองได้ แถมมีต้นทุนค่าใช้งานต่ำ เพราะใช้เชื้อเพลิงเบนซิน 91 จำนวน 2 ลิตรต่อวัน แรงงานหนึ่งคนสามารถเกี่ยวข้าวได้ 2-4 ไร่

เครื่องตัดหญ้าที่ดัดแปลงเป็นเครื่องเกี่ยวข้าว สามารถลดต้นทุนในการผลิตข้าวของชาวนาได้ดีเยี่ยม ผลการทดสอบที่ผ่านมาพบว่า เครื่องตัดหญ้าเกี่ยวข้าว ใช้แรงงาน 1 คน เกี่ยวข้าว 1 ไร่ในเวลา 1 ชั่วโมง ใช้น้ำมันเบนซิล แก๊สโซฮอล 91 แก๊สโซฮอล 95 เพียง 1 ลิตรๆ ละ 40 บาท สามารถประหยัดต้นทุนได้อย่างมาก ช่วยประหยัดเวลาทำงาน แก้ปัญหา ขาดแคลนแรงงาน แถมชาวนาไม่ต้องทนปวดหลังกับการเก็บเกี่ยวข้าวแบบเดิมๆ อีกต่อไป

หากใครสนใจนวัตกรรมชิ้นนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่วิทยาลัยเทคนิคเชียงราย 1046 ถ.สนามบิน ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย 57000 โทรศัพท์ 053-713038 โทรสาร 053711025 อีเมลล์ : ctc@ctc.ac.th

พื้นที่ราว 40 ไร่ ของชัยสิทธิ์ฟาร์ม หมู่ที่ 1 ตำบลบางริ้น อำเภอเมือง จังหวัดระนอง จัดได้ว่าเป็นฟาร์มขนาดเลี้ยงหมูขนาดกลางที่มีระบบการจัดการที่ดี แม้ว่าจะเป็นฟาร์มเลี้ยงหมูแห่งแรกของจังหวัด ก่อตั้งมานานกว่า 35 ปีแล้วก็ตาม

คุณชัยสิทธิ์ เจี่ยกุญชร เจ้าของฟาร์ม ให้ข้อมูลว่า ฟาร์มหมูแห่งนี้ มีหมูพ่อพันธุ์ น้ำหนักเฉลี่ย 250 กิโลกรัม จำนวน 20 ตัว หมูแม่พันธุ์ น้ำหนักเฉลี่ย 170 กิโลกรัม จำนวน 350 ตัว หมูขุน น้ำหนักเฉลี่ย 60 กิโลกรัม จำนวน 1,500 ตัว หมูอนุบาล น้ำหนักเฉลี่ย 15 กิโลกรัม จำนวน 1,500 ตัว ที่ผ่านมา นำมูลหมูมาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ใช้ภายในไร่ โดยผลิตปุ๋ยอินทรีย์ในรูปของแข็ง ได้ปุ๋ยอินทรีย์มากถึงปีละ 50,000 กิโลกรัม ต่อปี ขายให้กับผู้สนใจ มีรายได้เข้าฟาร์มมากถึง 100,000 บาท ต่อปี นอกจากนี้ ยังสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ในรูปของเหลว ได้มากถึง 85 ลูกบาศก์เมตร ต่อวัน

แม้ว่ามูลหมูจะก่อให้เกิดรายได้ให้กับฟาร์ม โดยการขายเป็นมูลหมูตากแห้งก็ตาม แต่เพราะฟาร์มมีขนาดใหญ่ การจัดการความสะอาดภายในฟาร์มดีอย่างไร กลิ่นมูลหมูก็จะเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ ซึ่งเมื่อปริมาณหมูมาก ทำให้กลิ่นกระจายพื้นที่ออกไปกว้าง ส่งผลกระทบต่อชุมชนใกล้เคียง ก่อให้เกิดปัญหา

ปัจจุบัน ปัญหาดังกล่าวแก้ไขได้สำเร็จลุล่วง ทั้งยังช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซมีเทน อันเป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อน ด้วยการนำของเสียจากฟาร์มมาแปรสภาพให้เป็นก๊าซชีวภาพ ใช้เป็นพลังงานทดแทนภายในฟาร์ม ช่วยเพิ่มรายได้ และกำจัดกลิ่นมูลหมู ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาระหว่างฟาร์มกับชุมชน

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน มีโครงการพลังงานทดแทน ซึ่งมอบให้สำนักงานพลังงานจังหวัดแต่ละจังหวัด สำรวจและเข้าไปส่งเสริม หากพบว่าฟาร์มหรือชุมชนใดมีความพร้อม จะจัดสรรงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ร้อยละ 10 ในการดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพภายในฟาร์มให้ สำหรับจังหวัดระนอง ชัยสิทธิ์ฟาร์ม อยู่ในขอบข่ายที่เหมาะสมในการพัฒนาเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ สามารถนำของเสียจากมูลหมูมาผลิตก๊าซชีวภาพใช้เองภายในฟาร์ม ทั้งยังช่วยลดกลิ่นมูลหมู ซึ่งเป็นปัญหาของฟาร์มให้ลดลง

ปี 2550 ชัยสิทธิ์ฟาร์ม ก้าวเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และเริ่มเดินระบบในปี 2551

คุณทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานงานนโยบายและแผนพลังงาน กล่าวว่า การส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานทดแทน เป็นบทบาทหนึ่งที่สำคัญของกระทรวงพลังงาน เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังงานชนิดอื่น ช่วยกระจายความเสี่ยงในการจัดหาเชื้อเพลิงเพื่อการผลิตไฟฟ้า และลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีการเพิ่มสัดส่วนในการจัดหาเชื้อเพลิงทดแทนเพิ่มขึ้นตามแผนพลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือก ในปี 2579 หรือคิดเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้าย เพื่อเป็นการยกระดับให้มีการพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างครบวงจร

“ชัยสิทธิ์ฟาร์ม ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เมื่อปี 2550 และเริ่มเดินระบบได้ในปี 2551 ซึ่งระบบได้มีการก่อสร้างและติดตั้งระบบก๊าซชีวภาพ รองรับปริมาณปศุสัตว์ภายในฟาร์ม ที่สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ 315 ลูกบาศก์เมตร ต่อวัน และผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ยประมาณ 292 กิโลวัตต์ ต่อชั่วโมง ต่อวัน หรือคิดเป็น 96,360 กิโลวัตต์ชั่วโมง ต่อปี และสามารถลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 1.5 ตันคาร์บอน ต่อวัน หรือ 495 ตันคาร์บอน ต่อปี และถึงแม้จะเป็นการนำไฟฟ้ามาใช้แค่ในฟาร์ม แต่ก็สามารถลดค่าไฟฟ้าได้ถึงวันละประมาณ 1,168 บาท ต่อวัน หรือคิดเป็น 385,000 บาท ต่อปี”

คุณประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน อธิบายว่า การส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพ ได้มอบให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นผู้ดำเนินการวิจัย เมื่องานวิจัยประสบผลสำเร็จ จึงนำออกไปถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ประกอบการฟาร์ม รวมถึงประชาชนที่สนใจ ซึ่งการวิจัยได้ส่งเสริมให้นำน้ำเสีย ของเสีย หรือขยะอินทรีย์ที่เหลือทิ้งในภาคอุตสาหกรรมมาแปรรูปเป็นก๊าซชีวภาพ เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน โดยดำเนินการไปในฟาร์มแล้วกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ จะได้รับเงินช่วยเหลือค่าการติดตั้งระบบจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 10 เปอร์เซ็นต์ของวงเงินก่อสร้าง และเจ้าของฟาร์มหรือชุมชน ออกค่าใช้จ่ายเองอีกส่วน

“สำหรับชัยสิทธิ์ฟาร์ม มีปัญหาเรื่องกลิ่นมูลหมู เพราะจะเป็นฟาร์มขนาดกลาง เก็บมูลหมูตากแห้งจำหน่าย แต่กลิ่นก็ยังคงเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก การนำของเสียจากมูลหมูจำนวนหนึ่งไปผลิตก๊าซชีวภาพ นอกจากจะทำให้ฟาร์มสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้แล้ว ยังช่วยลดกลิ่น และลดค่าไฟฟ้าภายในฟาร์มได้อีกด้วย”

คุณชัยสิทธิ์ กล่าวว่า ในการติดตั้งระบบที่เจ้าของฟาร์มต้องลงทุนเองจำนวนหนึ่ง ซึ่งสำหรับชัยสิทธิ์ฟาร์ม เป็นจำนวนเงินที่มากพอสมควร แต่ก็ถือว่าคุ้มทุนและไม่ได้คิดว่า ระบบจะมีความคุ้มค่าสำหรับการลงทุนเมื่อใด เพราะสิ่งที่ได้รับจากการติดตั้งระบบการผลิตก๊าซชีวภาพนั้น ช่วยลดแรงกดดันที่ชุมชนมีต่อฟาร์มลงได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องกลิ่นมูลหมูที่เป็นปัญหา นอกจากนี้ ยังช่วยลดค่าไฟฟ้าได้มากถึงร้อยละ 40 เพราะก๊าซชีวภาพที่ได้จากระบบ จำนวน 2 หน่วย สามารถประหยัดไฟฟ้าได้ 1 คิวบิกเมตร

สำหรับปัญหาสภาพอากาศและสภาพแวดล้อมภายในจังหวัด ซึ่งจะมีผลต่อการเดินระบบการผลิตก๊าซชีวภาพ เพราะจังหวัดระนอง เป็นจังหวัดที่มีสภาพภูมิอากาศชื้น มีฝนและร้อนสลับกันบ่อยครั้งนั้น คุณชัยสิทธิ์ กล่าวว่า ปริมาณก๊าซชีวภาพที่นำมาใช้ในฟาร์มจะได้ในปริมาณมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ในฤดูฝน สามารถนำมาใช้แทนระบบไฟฟ้าทั้งฟาร์มได้ 8-10 ชั่วโมง ในฤดูแล้ง สามารถนำมาใช้แทนระบบไฟฟ้าทั้งฟาร์มได้ 10-12 ชั่วโมง แต่ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะเข้าใจปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเดินระบบตั้งแต่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการแล้ว

ทั้งนี้ กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน มีการจัดสรรงบประมาณเพื่ออุดหนุนโครงการศึกษา วิจัย พัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทนให้กับสถาบันการศึกษา รัฐวิสาหกิจ ส่วนราชการ และองค์กรเอกชนที่ไม่มุ่งค้าหากำไร ในการคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทนใหม่ๆ ที่มีศักยภาพในการนำไปขยายผล และเป็นข้อมูลสำหรับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีในระยะต่อไป

นอกเหนือจากฟาร์มหมู ซึ่งเป็นตัวอย่างการติดตั้งระบบการผลิตก๊าซชีวภาพภายในฟาร์ม เพื่อลดค่าไฟฟ้าแล้วนั้น กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ยังพร้อมส่งเสริมการผลิตพลังงานทดแทนในรูปแบบต่างๆ เช่น พลังงานขยะ พลังงานชีวมวล เชื้อเพลิงชีวภาพ พลังงานก๊าซชีวภาพ และพลังงานแสงอาทิตย์ ให้กับเกษตรกรหรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่สนใจ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โทรศัพท์ (02) 612-1555 ต่อ 204-205 หรือ สำนักงานพลังงานจังหวัดทุกจังหวัด