ซึ่งยึดอาชีพทำน้ำตาลจากมาเป็น รุ่นที่ 5 หรือกว่า 70 ปีมาแล้ว

ได้ละทิ้งงานประจำหันมาตัดน้ำตาลจาก ซึ่งได้จากป่าจากที่ขึ้นเองตามธรรมชาติในที่ดินของตนโดยเฉพาะในห้วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ของทุกปี หรือประมาณ 45 วัน จะเป็นช่วงที่ต้นจากมีน้ำหวานออกมาจากลำต้น ชาวบ้านจึงใช้ตัดในส่วนของงวงต้นจากแล้วใช้กระบอกไม้ไผ่รองเอาไว้ ทิ้งไว้ 1 คืน จึงมาเก็บ นำน้ำตาลจากที่ได้ไปเคี่ยวนานประมาณ 6-7 ชม. บนเตาที่ก่อขึ้นด้วยดินเหนียวและใช้ไม้ฟืน รอจนงวดก็จะได้น้ำตาลจากที่เป็นสีน้ำตาลเข้ม

บรรจุขวด ขนาด 350 ซีซี ขายขวดละ 35-70 บาท หากเป็นไหจะขายไหละ 1,800 บาท สามารถเก็บไว้ได้นาน 2-3 ปี แต่หากนำมาต้มให้เดือด ประมาณ 30 นาที แล้วตักใส่ขวดขาย จะได้เป็นน้ำตาลสด ราคาขวดละ 10 บาท หากหมักไว้อีก 30 วัน จะเป็นน้ำส้มจาก ใช้แทนน้ำส้มสายชู ซึ่งน้ำตาลจากสามารถนำมาทำขนมได้หลากหลายชนิดโดยใช้แทนน้ำตาลทราย ใส่ต้มยำ น้ำพริก แกงส้ม หรือจะกินกับข้าวหลาม มะพร้าวอ่อน และอื่นๆ ส่วนใครที่ชื่นชอบการดื่มน้ำตาลจากสดจากต้น ก็สามารถเข้าไปดื่มได้ในช่วงเช้าไม่เกินเวลา 09.00 น. ของทุกวัน

โดยหลังจากเทน้ำตาลจากลงไปต้มแล้ว กระบอกไม้ไผ่ที่ใช้จะต้องนำไปล้างทำความสะอาดด้วยก้านจากและย่างไฟนาน 3-4 ชม.เพื่อฆ่าเชื้อโรคและให้น้ำตาลจากที่จะนำไปรองในวันต่อไปมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของกระบอกไม้ไผ่ด้วย ซึ่งในช่วงนี้นางนงเยาว์จะมีรายได้ตั้งแต่ 1,500-2,000 บาท/วัน หรือประมาณ 80,000-90,000 บาท ในช่วง 45 วันนี้ โดยน้ำตาลจากที่ผ่านการเคี่ยวนาน 6-7 ชม. สามารถเก็บไว้และทยอยนำออกมาขายได้ตลอดทั้งปี ส่วนยอดอ่อนของต้นจากนำมาทำใบยาสูบ ใบใช้มุงหลังคาและลูกใช้เชื่อมเป็นลูกจากเชื่อม

ซึ่งผู้ที่คิดจะนำน้ำตาลจากมีน้อยลง เนื่องจากมีกรรมวิธีหลายขั้นตอนและใช้เวลานาน ซึ่งบางแห่งหันมาใช้ขวดพลาสติกรองน้ำตาลจากแทนกระบอกไม้ไผ่ และนิยมทำเป็นน้ำตาลสดออกขายมากกว่า ด้านนางนงเยาว์ ผู้สืบทอดการทำน้ำตาลจาก รุ่นที่ 5 กล่าวว่า เริ่มทำน้ำตาลจากตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม มีรายได้ตั้งแต่พันกว่าบาทถึงสองพันบาท ส่วนน้ำตาลจากที่ได้นำไปทำขนมต่างๆ ใส่แกงส้ม ต้มยำ หรือกินกับขนมอื่นๆ ได้ โดยมีทั้งน้ำตาลสดและน้ำตาลจาก ลูกค้าคือคนในหมู่บ้าน สามารถเก็บได้นาน 3 ปี

“งานเกษตรแม่โจ้ 85 ปี : ภูมิปัญญาแห่งการเกษตร” งานเกษตรที่ยิ่งใหญ่แห่งปี ที่ทุกท่านรอคอย ในระหว่าง วันที่ 8-16 ธันวาคม 2561 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ พร้อมต้อนรับทุกท่านแล้ว

เมื่อ วันที่ 7 ธันวาคม 2561 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดกิจกรรมแถลงข่าวสัญจร Press Tour งานเกษตรแม่โจ้ 85 ปี :ภูมิปัญญาแห่งการเกษตร นำคณะสื่อมวลชนจำนวนกว่า 50 ท่าน เที่ยวชมงานก่อนใคร โดยได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย และคณะกรรมการจัดงาน ร่วมให้การต้อนรับและนำเที่ยวชมในส่วนต่างๆ ของการจัดงาน

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สถาบันอุดมศึกษาที่มีรากฐานทางการเกษตรเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย กำลังจะมีวาระครบรอบ 85 ปี ในปี 2562 ได้ผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถออกมารับใช้สังคมและประเทศชาติเป็นเวลานาน และได้สั่งสมองค์ความรู้ด้านการเกษตรจนเป็นที่ยอมรับในวงวิชาการอย่างกว้างขวาง มีคณาจารย์และบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมากมาย อีกทั้งยังมีเครือข่าย ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงเกษตรกรมากมาย มหาวิทยาลัยได้ตระหนักและเล็งเห็นความสำคัญขององค์ความรู้ต่างๆ ที่ควรจะได้มีการถ่ายทอดสู่ชุมชนอย่างเหมาะสม ซึ่งจะเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก อันจะนำไปสู่การพัฒนาตนเองแบบยั่งยืนและพอเพียง พร้อมเผยแพร่ผลงานวิชาการ เทคโนโลยี นวัตกรรม และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่สังคมบูรณาการร่วมกันระหว่างเครือข่าย สร้างความเข้มแข็ง ทั้งในและต่างประเทศ

จึงได้กำหนดจัด งานเกษตรแม่โจ้ 85 ปี : ภูมิปัญญาแห่งการเกษตร งานในครั้งนี้มีกิจกรรมต่างๆ มากมาย เช่น นิทรรศการ การประชุมวิชาการระดับนานาชาติ การจัดแสดงและประกวดพืช สัตว์ ประมง กล้วยไม้ และสวนหย่อม การจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรม Smart Farming แปลงสาธิตแบบมีชีวิตและฟาร์มแม่โจ้ การแสดงศิลปวัฒนธรรมและเวทีบันเทิงทุกค่ำคืน กิจกรรมฟุตบอลดารา นำทีมโดยศิลปินดาราจากช่อง 3 ที่จะมาสร้างความสนุกสนานในงาน มวยชิงแขมป์โลก “ศึกกำปั้นสะท้านโลก 85 ปี แม่โจ้” ตลาดจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัย “กาดแม่โจ้ 2477” รวมถึงงานศิษย์เก่าแม่โจ้คืนถิ่น ซึ่งขณะนี้ในแต่ละส่วนงานพร้อมสำหรับการต้อนรับผู้ร่วมงานจากทั่วประเทศแล้ว กิจกรรม Press Tour ในครั้งนี้ มีการนำคณะสื่อมวลชนได้นั่งรถชมงานโดยรอบ ชมสวนหย่อมรูปแบบต่างๆ มุมถ่ายรูปหลากหลาย ณ บริเวณสนามวังซ้าย ไฮไลท์น้ำตก 9 ชั้นในโดมประกวดกล้วยไม้ ชมแปลงสาธิตและพื้นที่จัดงานส่วนต่างๆ ได้แก่

แปลงสาธิตพืชสวนประดับได้แตรียมแปลงดอกไม้หลากหลายสีสันหลายสายพันธุ์ กว่า 100,000 ต้น กิจกรรมการจัดส่วนหย่อมไม้ดอกไม้ประดับ

• ชมแปลงสาธิตพืชผักที่จัดใหญ่จัดเต็ม ได้รับความร่วมมือจากบริษัทเมล็ดพันธุ์ผักชั้นนำของประเทศไทยมาร่วมจัดแสดง มีกิจกรรม Plant Factory Tour ทัวร์เยี่ยมชมระบบโรงงานผลิตพืช เทคโนโลยีการปลูกผักในครัวเรือน Fresh In Box ช่วยลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงการจัดสาธิตและฝึกกอบรมอบรมระยะสั้นอีกหลายหลักสูตร พร้อมจุด Check in แปลงผักน่ารักๆ หลายมุม

ชมแปลงสาธิตพืชไร่ ทัวร์ท่องเที่ยวแปลงปลูกและเก็บผลผลิตพืชไร่ จุด Check in ไร่ทานตะวัน และแปลงผลิตพืชไร่ ชมนิทรรศการข้าวและผลผลิตจากข้าว นิทรรศการธนาคารน้ำใต้ดินพร้อมทั้งจัดอบรมระยะสั้นที่น่าสนใจ

• แปลงสาธิตไม้ผล ชมการปลูกไม้ผลในรูปแบบต่างๆ การปลูกฝรั่งขึ้นค้าง ปลูกมะเดื่อฝรั่งกึ่งตัววี การจัดทรงลำไย ชมโรงเรือนอัจฉริยะ ฯลฯ

โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ ศูนย์เรียนรู้วัฒนธรรมเกษตรล้านนา เป็นอีกจุดที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก มีการจัดแสดงแปลงผัก ไม้ผล นาข้าว เลี้ยงปลา ตามแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ รวมถึงการทำการเกษตรตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ที่ ลด ละ เลิก สารเคมี พร้อมจุด Check In แปลงเก็กฮวยอินทรีย์เหลืองอร่าม

กิจกรรมด้านเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มีทั้งการเสวนาวิชาการ ฐานเรียนรู้ด้านการประมง ประกวดปลาหมอสี การประกวดจัดตู้พรรณไม้น้ำ ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี การประกวดเมนูประมงเพื่อสุขภาพ ฯลฯ

การแสดงและการประกวดทางสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี การประกวดไก่พื้นเมือง ไก่แจ้ ไก่ต่อ ไก่ตั้ง นิทรรศการสัตว์มีชีวิต โซนสัตว์น่ารัก (มินิฟาร์ม) มุมถ่ายรูปกับสัตว์ให้กับนักท่องเที่ยว

• ชมนิทรรศการต่างๆ ซึ่งมีการแบ่งนิทรรศการเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.) นิทรรศการฉลองอดีตและสร้างอนาคต ผลงานเด่นของนักศึกษาปัจจุบันและศิษย์เก่าดีเด่น รวมถึงหลักสูตรการเรียนการสอน 2.) กลุ่มนิทรรศการแสดงผลงานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม ที่ได้มีการจัดแสดงทั้ง ผลงานวิจัย การบริการวิชาการ เกษตรอินทรีย์ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และ Innovation Hub รวมกว่า 100 ผลงาน และ 3.) นิทรรศการจากเครือข่ายภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชน ที่จัดในรูปแบบนิทรรศการมีชีวิต ผู้เยี่ยมชมงานจะได้รับทั้งความรู้ ความเพลิดเพลิน

แปลงสาธิตของสำนักฟาร์มมหาวิทยาลัย ที่เตรียมแปลงไม้ดอกทานตะวัน/คอสมอส บนพื้นที่ 13 ไร่ แปลงพืชผักอินทรีย์ 5 ไร่ ชมโรงเรือน Smart Farming 10 โรงเรือน ชมการผลิตลำไยนอกฤดู กว่า 200 ต้น แปลงไผ่ 85 ปี 85 พันธุ์ไผ่”

สำหรับพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม 2561 ตั้งแต่ เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป โดยได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก ดร. ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี ซึ่งได้มีการจัดเตรียมพิธีเปิดไว้อย่างยิ่งใหญ่

งานนี้เที่ยวชมงานฟรีตลอด 9 วัน 9 คืน ภายในงานจะมีนักศึกษาจิตอาสาคอยอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าชมงาน มีบริการช่วยขนสัมภาระให้กับผู้ที่เลือกซื้อสินค้าภายในงาน ผู้เข้าชมงานจะได้รับคู่มือเที่ยวงานแนะนำเส้นทางท่องเที่ยว มีแผนที่จัดงานแสดงจุดต่างๆ มีบริการรถนำเที่ยว/รถม้า/รถขึ้นฟาร์ม คอยบริการ

งานเกษตรแม่โจ้ 85 ปี : ภูมิปัญญาแห่งการเกษตร ครั้งนี้จึงเป็นงานยิ่งใหญ่แห่งปีที่ทุกท่านไม่ควรพลาด ตั้งแต่ วันที่ 8 – 16 ธันวาคม 2561 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเลขานุการ ‭05-387-3333‬ จุดกองอำนวยการ ‭05-387-5985

ถั่วงอก เป็นหนึ่งในผักยอดนิยมของครัวไทย ซึ่งอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการมากมายที่ดีต่อสุขภาพ และสารอาหารเหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ก็ต่อเมื่อรับประทานอย่างถูกวิธี บทความนี้จึงรวบรวมสาระน่ารู้เกี่ยวกับคุณประโยชน์ของถั่วงอกและเคล็ดลับการรับประทานถั่วงอกให้ได้ประโยชน์สูงสุดมาฝากผู้อ่านทุกท่าน

คุณประโยชน์ของถั่วงอกถั่วงอกอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุชนิดต่างๆ รวมไปถึงสารอาหารมากมายที่ช่วยบำรุงสุขภาพของเราในด้านต่างๆ อย่างเช่น 10 คุณประโยชน์ของถั่วงอกที่เรานำมาฝากนี้

ถั่วงอกช่วยในการย่อยอาหาร
คุณประโยชน์ที่เด่นชัดที่สุดของถั่วงอกคือความสามารถในการช่วยย่อยอาหารได้ดีมาก เพราะถั่วงอกอุดมไปด้วยเอนไซม์ (Enzymes) ชนิดต่างๆ มากมายที่พบไม่มากนักในอาหาร เอนไซม์เหล่านี้ช่วยในการย่อยสลายอาหาร ซึ่งช่วยลดภาระของระบบย่อยอาหารได้มากทีเดียว การย่อยสลายอาหารที่มีประสิทธิภาพก็จะทำให้การดูดซึมสารอาหารนั้นง่ายขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ใยอาหารจำนวนมากในถั่วงอกยังช่วยในการขับถ่ายได้ดี ถือเป็นการทำให้ลำไส้สะอาดและไม่อุดตัน ซึ่งลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้

เร่งการเจริญเติบโตของร่างกาย
สารอาหารชนิดที่พบมากในถั่วงอกก็คือโปรตีน ซึ่งจำเป็นต่อการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและการเจริญเติบโตของร่างกายในทุกๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นกระดูก กล้ามเนื้อ หรือแม้แต่ผิวหนัง ถั่วงอกจึงเป็นหนึ่งในอาการที่เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ เพราะโปรตีนจากถั่วงอกนั้นสามารถใช้ทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้ ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ก็ควรรับประทานถั่วงอกเพราะโปรตีนจากถั่วงอกจะช่วยพัฒนาการเจริญเติบโตของเด็กในครรภ์ได้เป็นอย่างดี

ควบคุมน้ำหนักและสัดส่วน
ถั่วงอกเป็นผักยอดนิยมในกลุ่มของผู้ที่ควบคุมดูแลน้ำหนักและสัดส่วน เพราะให้พลังงานแคลอรีต่ำมาก อีกทั้งยังอุดมไปด้วยกากใยที่ช่วยทำให้รู้สึกอิ่มเร็วแต่ไม่หนักตัวและทำให้ขับถ่ายได้อย่างคล่องตัว ผู้ที่ควบคุมน้ำหนักจึงสามารถรับประทานถั่วงอกได้โดยไม่ต้องกังวลถึงพลังงานหรือไขมันส่วนเกินที่จะตามมา

เสริมสร้างระบบหมุนเวียนเลือด
สารอาหารอีกชนิดที่พบมากในถั่วงอกคือธาตุเหล็ก ที่ช่วยบำรุงเม็ดเลือดแดงและทำให้ระบบหมุนเวียนเลือดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ที่มีปริมาณธาตุเหล็กน้อยในร่างกายจะรู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลา ไร้ซึ่งสมาธิ รู้สึกวิงเวียนศีรษะและมีความรู้สึกปั่นป่วนในท้องจนทำให้อยากอาเจียน เพราะเลือดอาจหมุนเวียนไม่ทั่วร่างกาย การรับประทานถั่วงอกสามารถเพิ่มปริมาณธาตุเหล็กในร่างกายได้

บำรุงหัวใจ
ถั่วงอกนั้นอุดมไปด้วยโอเมก้า (Omega) 3 ชั้นดีที่มาพร้อมกับไขมันชนิดดี (HDL Cholesterol) ที่ช่วยลดปริมาณไขมันชนิดไม่ดีออกจากเลือดได้ ทำให้ลดการอุดตันของไขมันในเส้นเลือดและลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะหัวใจวายได้ดีมาก

เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
คุณประโยชน์จากถั่วงอกยังไม่หมดเพียงเท่านี้เพราะวิตามินซีในถั่วงอกนั้นยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ต่อสู้กับเชื้อโรคที่พยายามบุกรุกเข้าสู้ร่างกายของเราได้อีกด้วย

ลดความเสี่ยงมะเร็ง
วิตามินอีกหนึ่งชนิดที่พบมากในถั่วงอกคือวิตามินเอ ซึ่งช่วยต้านสารอนุมูลอิสระหรือสารก่อมะเร็งได้อย่างดีเมื่อทำงานร่วมกับวิตามินซี กรดอะมิโนและโปรตีนมาพบได้ในเอนไซม์

บำรุงสายตา
ประสิทธิภาพของวิตามินเอในการต้านสารอนุมูลอิสระช่วยป้องกันปัญหาสายตาจำพวกต้อหิน ต้อกระจก และการเสื่อมสภาพของเนื้อเยื่อในลูกตา นอกจากนี้ วิตามินเอยังช่วยบำรุงสายตาให้มีความคมชัดมากขึ้นได้โดยตรงอีกด้วย

ถั่วงอกแก้เริมได้
เริมที่ปาก (cold sores) ทำให้รู้สึกเจ็บและแสบมากในบริเวณที่เป็น การทำให้เริมหายไปได้อย่างรวดเร็วได้นั้นต้องใช้เอนไซม์ที่มีชื่อว่า Lysine ซึ่งเอนไซม์ชนิดนี้พบมากในถั่วงอกเช่นกัน

ควบคุมโรคภูมิแพ้และหอบหืด
แม้จะยังไม่มีคำอธิบายทางการแพทย์ที่ชัดเจน แต่งานวิจัยหลายๆ ชิ้นก็แสดงให้เห็นว่าถั่วงอกช่วยลดการกำเริบของโรคภูมิแพ้ รวมไปถึงอาการของโรคหอบหืดได้

เคล็ดลับการรับประทานถั่วงอก

อย่างที่กล่าวไว้ว่าถั่วงอกนั้นอุดมไปด้วยสารพัดประโยชน์ที่ดีต่อร่างกาย แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า ถั่วงอกจะให้สารอาหารครบถ้วนก็ต่อเมื่อรับประทานโดยไม่ผ่านการปรุงสุกเลย เพราะถั่วงอกเป็นผักที่ไม่ทนความร้อนนัก การปรุงสุกด้วยความร้อนจึงอาจทำให้สารอาหารสลายตัวได้ง่าย ดังนั้น สิ่งที่สำคัญคือการเลือกซื้อถั่วงอกจากแหล่งขายที่สะอาดจริงๆ และควรล้างให้สะอาดทุกครั้งก่อนรับประทาน

นางสาวพิชามญชุ์ แซ่จึง หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติได้ตระหนักและห่วงกังวลถึงปัญหาแรงงานภาคการเกษตรและผู้สืบทอดอาชีพทางการเกษตรที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นอย่างมาก จึงเป็นที่มาของโครงการเสริมสร้างยุวเกษตรกรและเกษตรกรรุ่นใหม่ เพื่อให้นักเรียนในสถานศึกษาได้มีความรู้ด้านการเกษตรสามารถช่วยงานในครอบครัวหรือยึดถือเป็นอาชีพต่อไปได้ในอนาคต ด้วยโครงการดังกล่าวสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ ได้ประสานโรงเรียนบัวเจริญวิทยา ต.ตองปิด อ.น้ำเกลี้ยง ซึ่งเป็นโรงเรียนเป้าหมาย มีนักเรียน 270 คน เพื่อให้นักเรียนได้รับความรู้และประสบการณ์ด้านการผลิตพืช

ปัจจุบัน คนไทยจำนวนมากกำลังเผชิญกับปัญหาโรคภัยไข้เจ็บ บางโรคอาจเกิดจากการรับประทานอาหาร บางโรคอาจเกิดจากสภาวะแวดล้อม บางโรคอาจเกิดจากหลายปัจจัยต่างๆ รวมกัน ซึ่งการบริโภค “ผัก” เป็นวิธีการหนึ่งที่จะลดความเสี่ยงโรคภัยได้ ซึ่งทางโรงเรียนให้ความสนใจในการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ด้วยกระบอกไม้ไผ่ สภาเกษตรฯ จึงได้ประสานศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษให้เข้ามาให้ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ด้วยเห็นว่าการส่งเสริมให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ทำการเกษตรนั้น ควรต้องนำหลักวิชาการมาปรับกระบวนการผลิต โดยใช้ทรัพยากรที่หาได้ในท้องถิ่นนั้นเป็นเรื่องที่สภาเกษตรกรฯ พร้อมให้การสนับสนุน

ด้าน นายสถาน ปรางมาศ ผู้อำนวยการโรงเรียนบัวเจริญวิทยา ได้กล่าวว่า ทางโรงเรียนบัวเจริญวิทยา ให้ความสนใจในการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์หรือระบบการปลูกผักไร้ดิน จากการศึกษาพบข้อได้เปรียบของการปลูกพืชระบบไฮโดรโปนิกส์คือ สามารถควบคุมการให้ธาตุอาหารของพืชได้ง่ายกว่าการปลูกพืชในดิน ลดค่าแรงงานในการเตรียมพื้นที่ปลูกได้มาก ประหยัดน้ำ ควบคุมโรคได้ง่าย ได้ผลผลิตค่อนข้างสม่ำเสมอ และมีคุณภาพ ประหยัดเมล็ดพันธุ์ จึงแจ้งยังสภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ความรู้และลงมือปฏิบัติ แต่การปลูกผักในระบบนี้ข้อด้อยคือ การลงทุนสูงในเรื่องอุปกรณ์ต่างๆ ทางโรงเรียนจึงหาวัสดุอื่นเพื่อทดแทน โดยมาลงตัวที่ไม้ไผ่วัสดุหาง่ายในท้องถิ่น

เด็กนักเรียนสามารถหามาได้ เพราะมีในพื้นที่อยู่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไผ่หวานเลือกต้นอายุปีกว่าๆ ลักษณะลำใหญ่ ตรง พื้นที่เริ่มต้นของทางโรงเรียนคือ 5×3 เมตร ทำราง 4 ชั้น เจาะกระบอกไม้ไผ่ 10 ช่อง ค่าวัสดุอุปกรณ์รวมงบประมาณอยู่ที่ 2,500 บาท โดยมีถังรับน้ำ 200 ลิตร 1 ใบ ปั๊มน้ำตู้ปลา 2 ตัว ท่อ PVC สีเทา ½ นิ้ว 2 เส้น ข้อต่อสามทาง 14 ตัว ข้อต่องอ 2 ตัว ถ้วยปลูก 240 ถ้วย เมล็ดผักขึ้นฉ่าย และผักสลัด 2 ซอง ไม้ไผ่ยาว 2.50 เมตร 4 ท่อน ปุ๋ยสำเร็จรูปละลายน้ำได้ 1 กิโลกรัม เครื่องวัดค่า pH และเครื่องวัดค่า EC ทำการเพาะเยื่อเมล็ดพันธุ์ 800 เมล็ด 2 สัปดาห์ เตรียมขยายและลงรางปลูกใช้เวลา 2 เดือน โดยประมาณ เก็บผลผลิตจำหน่ายในโรงเรียนและชุมชนก่อนขยายตลาดต่อไป กิจกรรมครั้งนี้มีนักเรียนให้ความสนใจเข้ามามีส่วนร่วมทั้งการปฏิบัติจริงและทำงานเป็นระบบกลุ่ม ซึ่งกระบวนการทุกขั้นตอนนำไปขยายผลยังครอบครัวได้ต่อไปในอนาคตด้วย

ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษาลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม “ศูนย์ซ่อมบำรุงจักรยานในกิจกรรม Bike อุ่นไอรัก” ของสถานศึกษา สังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ที่ให้บริการ ซ่อมบำรุงจักรยาน ทั้งด้าน Bike Service แนะนำอุปกรณ์ของจักรยาน เครื่องมือจักรยาน ระบบล้อและยาง ระบบโซ่ ระบบเกียร์

ทั้งนี้ สอศ. มีสถานศึกษาทั้งหมด 14 แห่ง แบ่งออกเป็น 9 โซน 17 จุด 55 ศูนย์ ดังนี้ 1. สนามม้านางเลิ้ง 2. สะพานมัฆวานรังสรรค์ 3. ลานคนเมือง 4. อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 5. สนามหลวง 6. แยกหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน 7. มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จ 8. สนามสุภาลัยลอฟท์ (ประชาธิปกวงเวียนใหญ่) 9. แยกตากสิน (สถานีรถไฟฟ้า BTS วงเวียนใหญ่) โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า (CP1) 10. บิ๊กซี ดาวคะนอง 11. โรงพยาบาลบางปะกอกคลินิก 12. ทางด่วนสุขสวัสดิ์ 13. พระประแดงอาเขต 14. อาคารกิฟฟารีน พระประแดง 15. บริษัทศุภนาวา อ.พระประแดง 16. สวนสุขภาพลัดโพธิ์ (CP 2) และ 17. ปั๊มน้ำมันซัสโก้ และปั๊มคาลเท็กซ์ แก้มลิง

สำหรับประชาชนที่สนใจใช้บริการ “ศูนย์ซ่อมบำรุงจักรยานในกิจกรรม Bike อุ่นไอรัก” ของสถานศึกษา สังกัด สอศ. สามารถดูรายละเอียดจุดบริการเพิ่มเติมได้ที่ www.vec.go.th หรือเพจ “ประชาสัมพันธ์ สนง. คณะกรรมการการอาชีวศึกษา”

กระทรวงศึกษาธิการ เผยเอกชนร่วมแชร์ข้อมูลความต้องการแรงงานในระบบบิ๊กดาต้า “พล.อ. สุรเชษฐ์” มั่นใจกำลังคนอาชีวศึกษาเรียนจบมีงานทำทุกคน ตอบโจทย์ความต้องการตลาดและสนองนโยบายรัฐบาล “ไทยแลนด์ 4.0”

สืบเนื่องจาก พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงศึกษาธิการ จัดทำแผนผลิตและพัฒนากำลังคนด้านอาชีวศึกษาในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ล่าสุด (7 ธ.ค. 61) พล.อ. สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช. ศึกษาธิการ ได้ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานตามโครงการ/นโยบายสำคัญของรัฐบาล ด้านการผลิตกำลังคนอาชีวศึกษาของศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา ที่วิทยาลัยเทคนิคอุดรธานี ปรากฏว่า แผนงานพัฒนาด้านกำลังคนอาชีวศึกษามีความก้าวหน้าตามลำดับ

พล.อ. สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช. ศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดตั้งศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาขึ้นเป็นครั้งแรกในพื้นที่ EEC และเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ จนประสบความสำเร็จ และขยายการจัดตั้งศูนย์ฯ ไปยังภูมิภาคอื่นตามการบริหารราชการของรัฐบาล รวมเป็น 1 ศูนย์กลาง 6 ศูนย์ภูมิภาค และ 18 ศูนย์กลุ่มจังหวัด และนำระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (บิ๊กดาต้า) มาใช้บริหารจัดการศึกษาเป็นครั้งแรก เพื่อให้ทราบข้อมูลทั้งดีมานด์และซัพพลายไซต์ในการบริหารจัดการกำลังคนอาชีวศึกษาที่เป็นปัจจุบัน และสามารถวางแผนอนาคต รวมทั้งร่วมกับกระทรวงแรงงานในการแลกเปลี่ยนฐานข้อมูลแรงงานร่วมกัน

กระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบนโยบายให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศ ร่วมมือกับสถานประกอบการที่จดทะเบียนอุตสาหกรรมที่อยู่ในพื้นที่ ร่วมลงทะเบียนและคีย์ข้อมูลความต้องการแรงงานในระยะ 3 ปี ผ่านระบบบิ๊กดาต้า เพื่อให้ทราบความต้องการกำลังคนที่เป็นปัจจุบัน ตั้งเป้านำร่อง 4 ศูนย์ภูมิภาค (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคใต้ฝั่งอันดามัน, ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย, ภาคเหนือ) รวม 35 จังหวัด มีสถานประกอบการร่วมลงทะเบียนในระบบครบ 100% ภายในสิ้นเดือนมกราคม 2562

ส่วนศูนย์ประสานงานฯ ภาคใต้ชายแดนรายงานความคืบหน้าว่า มีจำนวนสถานประกอบการราว 1,600 แห่ง ล่าสุดเข้าร่วมคีย์ข้อมูลในระบบแล้วกว่า 723 แห่ง หรือราว 45% และคาดจะครบ 100% ภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2561

“…ข้อมูลบิ๊กดาต้าทั้งหมด จะถูกรวมเป็นศูนย์ข้อมูลกลาง สามารถนำมาบริหารเพื่อตอบโจทย์ทั้งความต้องการภาคอุตสาหกรรมของประเทศ นักเรียนอาชีวศึกษาทุกคนมีงานทำ และข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำมาวางแผนการผลิตกำลังคนที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพตามทิศทางการพัฒนาประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และไทยแลนด์ 4.0 เพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไป…” พล.อ. สุรเชษฐ์ กล่าว

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยการนำของ ผศ.ดร. จำเนียร ยศราช อธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ผศ. พาวิน มะโนชัย รศ.ดร. วีระพล ทองมา รองอธิการบดี จัดแถลงข่าวพร้อมที่จะนำเสนอผลงานของการจัดงาน เกษตรแม่โจ้ 85 ปี ระหว่าง วันที่ 8-16 ธันวาคม 2561 ในบริเวณมหาวิทยาลัยแม่โจ้

การแถลงข่าวครั้งนี้ ผลงานที่นำมาแสดงและน่าสนใจคือ ระบบการจ่ายน้ำเพื่อการเกษตรแบบแม่นยำอัตโนมัติ โดยมีหัวหน้าโครงการคือ ผศ.ดร. โชติพงษ์ กาญจนประโชติ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร เป็นอุปกรณ์ต้นแบบตรวจวัดและควบคุมการให้น้ำไร้สายแบบแม่นยำอัจฉริยะ ด้วยการรักษาระดับความชื้นในดินให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมกับพืชนั้นๆ ค่าปริมาณความชื้นที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ด้วยระบบเทคโนโลยีรับส่งสัญญาณแบบไร้สาย และควบคุมการทำงานของวาล์วและปั๊มน้ำในแปลงการเพาะปลูกอย่างแม่นยำ วาล์วและปั๊มน้ำใช้พลังงานต่ำที่เกิดพลังงานจากแผงพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 6 โวลต์

ดังนั้น จึงติดตั้งและทำงานได้ทุกสภาพภูมิประเทศ การพัฒนาเครื่องต้นแบบ เพื่อมุ่งหวังเพิ่มประสิทธิภาพการให้น้ำ สามารถลดการใช้แรงงานคน ลดปริมาณการใช้น้ำ และลดต้นทุนด้านพลังงาน โดยระบบอุปกรณ์สามารถใช้งานได้กับพืชทุกชนิด และทุกระบบที่มีการใช้น้ำในทุกสภาพดิน

กลไกการใช้งาน ต้องกำหนดจุดความชื้นหรือการตั้งค่าที่เป็นประโยชน์ต่อพืชคือ ระดับความชื้นที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ระดับค่าความชื้นของน้ำหรือชลประทาน ระดับค่าความชื้นที่จุดเหี่ยวเฉาถาวร ในการเปิดปิดการให้น้ำแก่พืช การใช้ค่าความชื้นที่ลดต่ำลงสุด ในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้เครื่องนี้เพียง 1 ชุด หากมีพื้นที่มากกว่านี้ จะวางห่างกันประมาณ 1 กิโลเมตร ก็สามารถติดต่อสื่อสารกันได้

โดยอุปกรณ์เซ็นเซอร์จะส่งสัญญาณถึงกัน ต้นทุนแต่ละเครื่องเป็นเครื่องต้นแบบ ต้นทุนระยะแรกประมาณ 1 หมื่นกว่าบาท แต่หากผลิตจำนวนมากๆ ต้นทุนก็จะต่ำลง เกษตรกรที่จะนำไปใช้ต้องวางระบบน้ำในพื้นที่ แล้วใช้อุปกรณ์นี้ไปติดตั้งในแปลง สามารถเห็นผลหรือสั่งการได้ด้วยการใช้โทรศัพท์มือถือ หรือเชื่อมต่อไร้สายกับคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะหรือโน้ตบุ๊กที่ตั้งอยู่ในบ้านก็ได้ ผลงานนี้ได้ผ่านการจดอนุสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ (053) 875-019 หรือ (082) 395-6355