ซึ่งรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนได้เชิญประเทศไทยเข้าร่วม

The International Horticultural Exhibition 2019 หรือ Beijing Expo 2019 กระทรวงพาณิชย์ในฐานะผู้แทนไทยในองค์การนิทรรศการนานาชาติ (BIE) ได้สอบถามความคิดเห็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ถึงความเป็นไปได้ ในการที่จะร่วมงานนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมส่งเสริมการเกษตรพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการในงาน Beijing Expo 2019 จะเกิดประโยชน์ทั้งในด้านการประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ สินค้าเพื่อสุขภาพของไทย

เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวจีนและชาวต่างประเทศได้เห็นถึงศักยภาพและความหลากหลาย และเกิดความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานของผลผลิตสินค้าพืชสวนของไทย จึงจะช่วยขยายโอกาสทางการตลาดสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการศึกษาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ด้านการผลิตพืช ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการผลิตการตลาดของประเทศไทย รวมถึงประชาสัมพันธ์เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสาธารณรัฐประชาชนจีน ตลอดจนสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่าง 2 ประเทศ

คณะรัฐมนตรีจึงมีมติ เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2560 อนุมัติการเข้าร่วมงาน The International Horticultural Exhibition 2019 หรือ Beijing Expo 2019 โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักการเข้าร่วมงาน และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรพิจารณาดำเนินการเข้าร่วม Beijing Expo 2019 โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้เห็นชอบหลักการเข้าร่วมงาน Beijing Expo 2019 ในลักษณะสวนถาวรภายนอกอาคาร บนพื้นที่ 1,600 ตารางเมตร ตลอดระยะเวลาจัดงาน และจัดทำโครงการเข้าร่วมงานเป็นการจัดแสดงนิทรรศการและให้บริการข้อมูลด้านสินค้าเกษตร วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และกิจกรรมอื่นๆ

สวนถาวรภายนอกอาคารที่จัดแสดงในงาน คือ บ้านไทย (Thailand Pavilion) ตั้งอยู่ในโซนนิทรรศการนานาชาติ (International Exhibition Zone) บนพื้นที่ G51 และ G52 ขนาดรวม 1,600 เมตร หรือ 1 ไร่ ประกอบด้วย อาคารแสดงสินค้าและบริการข้อมูลประเทศไทย ขนาดพื้นที่ประมาณ 200 ตารางเมตร ซึ่งมีลักษณะเป็นเรือนไทยหมู่ภาคกลางจำนวน 3 หลัง ส่วนพื้นที่ด้านนอกที่เหลือได้ทำการตกแต่งภูมิทัศน์เป็นสวนไทย ดำเนินการในลักษณะ Team Thailand โดยมีหน่วยงานหลักดำเนินการ ได้แก่ กรมศิลปากร กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีการดำเนินการ ดังนี้

สร้างบ้านไทย (Thailand Pavilion) ในลักษณะเรือนไทยหมู่ภาคกลาง เพื่อแสดงอัตลักษณ์วิถีชีวิตคนไทยตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้แนวคิด “The Green Way of Life, the Thai Way of Sufficiency” โดยกรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อเป็นสถานที่สำหรับจัดแสดงนิทรรศการและให้บริการข้อมูลด้านสินค้าเกษตร วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และกิจกรรมอื่นๆ แสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับวิถีของคนไทย และวัฒนธรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม เรียบง่าย และใช้ได้จริง ผ่านบ้านไทยโบราณและสวนไทยด้านแนวความคิด “ซุปเปอร์มาร์เก็ตรอบบ้าน”

จัดนิทรรศการถาวร ภายใต้แนวคิด Thailand, Kitchen of the World โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเป็นหน่วยงานดำเนินการหลัก นำเสนอสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ และให้บริการข้อมูลทางด้านการเกษตรและด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยจัดแสดงสินค้า Thai select และจัดแสดงสินค้าแปรรูปที่มีศักยภาพทางการตลาด รวมทั้งจะพิจารณาถึงสินค้าที่มีโอกาสแต่ยังไม่สามารถทำตลาดได้

จัดนิทรรศการท่องเที่ยวไทย โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นำเสนอเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญและการท่องเที่ยวในเมืองรอง พร้อมทั้งจัดเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลประจำตลอดระยะเวลา 6 เดือน และมีเอกสารข้อมูลทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษแจกแก่ผู้เข้าชมงาน

จัดนิทรรศการหมุนเวียนภายในแนวคิด Quality of Thailand’s Seasonal Horticultural Products นำเสนอความอุดมสมบูรณ์ คุณภาพ และความหลากหลายตามฤดูกาลของสินค้าเกษตรพืชสวนไทย กลุ่มสินค้าที่นำไปจัดแสดง ประกอบด้วยกล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ พืชผัก สมุนไพร และผลไม้นานาชนิด
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา ว่าที่ร้อยตรี สมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้เป็นประธานเปิดงานสัปดาห์ประเทศ (Thailand Week) ในงาน Beijing Expo 2019 ณ Thailand Pavilion (บ้านไทย) เมืองเหยียนชิง กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีผู้แทนประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมจัดงานให้เกียรติเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

ว่าที่ร้อยตรี สมสวย ให้ข้อมูลว่า การเข้าร่วมจัดงาน Beijing Expo 2019 ในครั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลัก โดยดำเนินการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในนามทีมประเทศไทย เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์สินค้าเพื่อสุขภาพของไทย ให้ผู้เข้าชมงานทั้งชาวจีนและชาวต่างประเทศ ได้เห็นถึงศักยภาพและความหลากหลาย และเกิดความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานของผลผลิตสินค้าพืชสวนของไทย ขยายโอกาสทางการตลาดสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มมากขึ้น การศึกษาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ด้านการผลิตพืช ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการผลิตการตลาดของประเทศไทย และประชาสัมพันธ์เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสาธารณรัฐประชาชนจีน ตลอดจนการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่าง 2 ประเทศ

“การเข้าร่วมจัดงานในครั้งนี้ เรามีความคาดหวัง ว่าจะเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ คือ ประเทศไทยและประเทศจีน ในการที่จะนำเสนอสินค้าทางด้านการเกษตรสู่ชาวโลก ทั้งเป็นการเผยแพร่เทคโนโลยีและการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้ผู้เข้าร่วมงานได้ชม พร้อมกันนี้ ยังได้นำสินค้าทางการเกษตรมาร่วมจัดแสดงในโซนนิทรรศการถาวร และติดคิวอาร์โค้ดที่เป็นข้อมูลของเกษตรกรบนสินค้านั้นๆ เพื่อให้ผู้บริโภคหรือผู้เข้าชมนิทรรศการที่ต้องการติดต่อกับผู้ผลิต ก็สามารถติดต่อซื้อขายได้ทันที และสิ่งที่สำคัญเรายังมีการส่งเสริมการสร้างมูลค่าสินค้าทางการเกษตร การขายสินค้าเกษตรให้กว้างขวางมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดจีนที่มีความนิยมสินค้าไทยหลากหลายชนิด” ว่าที่ร้อยตรี สมสวย กล่าว

พืชที่นำมาจัดแสดงภายในงาน Beijing Expo 2019 มีตั้งแต่ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ผลขึ้นชื่อของไทยอย่างทุเรียนและมังคุด ซึ่งเป็นราชาและราชินีของผลไม้ไทยที่สร้างรายได้เข้าประเทศปีละประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีพืชผักและสมุนไพรที่อยู่ในประเทศไทยมาจัดแสดง เพื่อให้การร่วมงานในครั้งนี้ให้ผู้เข้าชมงานได้เห็นถึงสิ่งต่างๆ ในเรื่องของการทำเกษตรของไทยได้อย่างครบถ้วน ซึ่งสมุนไพรไทยเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่ปัจจุบันชาวจีนค่อนข้างให้ความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการนำมาใช้ในทางการบีบนวดแพทย์แผนไทย การทา การประคบ การเป็นยาหอม เรียกว่าสมุนไพรไทยค่อนข้างเป็นที่นิยมของชาวจีนอยู่ในขณะนี้

นอกจากนี้ การส่งจำหน่ายสินค้าสดเพื่อส่งออกมาจำหน่ายยังต่างประเทศ ว่าที่ร้อยตรี สมสวย กล่าวว่า จะพบปัญหาในเรื่องของการควบคุมโรคและแมลงเป็นอุปสรรคหลัก จึงทำให้อาจมีผลต่อการกีดกันทางการค้าได้ ส่งผลให้ผู้รับซื้อและเกษตรกรในประเทศมีการแลกเปลี่ยนพูดคุยกัน โดยนำผลผลิตทางการเกษตรมาแปรรูปมากขึ้น ซึ่งผู้บริโภคในประเทศจีนเองเริ่มนิยมในสินค้าแปรรูป เพราะนอกจากจะเก็บรักษาได้นานแล้ว มีความสะดวกในหลายๆ ด้าน ส่งผลให้ผู้ประกอบการของไทยมีการปรับตัวและผลิตสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด นั้นก็คือ การผลิตสินค้าแปรรูปจากผลผลิตทางการเกษตรต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อการขนส่งและไม่เกิดปัญหาว่าสินค้าสดถูกตีกลับ จนทำให้ผู้ประกอบการได้รับความเสียหายจนถึงขั้นขาดทุน

“การที่เราได้มาร่วมงานพืชสวนโลกหรือ Beijing Expo 2019 มันก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้ลูกค้าชาวจีนมีความเชื่อมั่นว่า สินค้าทางการเกษตรของเราไม่ได้มีผลผลิตสดอย่างเดียว ยังมีสินค้าที่มีมาตรฐานจากการแปรรูป เพราะนิทรรศการที่เรานำมาจัดแสดงจะมีคิวอาร์โค้ดติดกับสินค้า ดังนั้น ผู้ซื้อที่ต้องการทำการซื้อขายกับผู้ประกอบการไทย ก็สามารถติดต่อข้อมูลโดยตรงจากคิวอาร์โค้ดได้ทันที จึงทำให้ขั้นตอนการซื้อขายเป็นไปได้อย่างเรียบร้อย คือผู้ซื้อชาวจีนและผู้ประกอบการชาวไทย ได้พูดคุยกันโดยตรง จึงมีศักยภาพในการผลิตที่ดียิ่งขึ้น ตรงตามอัตลักษณ์ที่ถูกต้องตรงตามความต้องการของผู้ซื้อ ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยได้โชว์ศักยภาพ และผลิตสินค้าตรงตามความต้องการของตลาดต่อไป” ว่าที่ร้อยตรี สมสวย กล่าว

จากการที่ไทยได้เข้าร่วมการจัดแสดงพืชสวนโลกมาโดยตลอด ว่าที่ร้อยตรี สมสวย กล่าวว่า ประเทศไทยก็จะนำผู้ประกอบการในประเทศไปนำเสนอสินค้าในทุกรูปแบบ จึงทำให้สินค้าของไทยหลายอย่างสามารถจำหน่ายได้มูลค่าในแต่ละปีหลายหมื่นล้านบาท เพราะมีการซื้อขายกันโดยตรง อย่างเช่น ข้าวสาร ทุเรียน ลำไย มังคุด และอื่นๆ อีกหลายชนิด ซึ่งสินค้าเหล่านี้ได้รับความนิยมในหลายนานาประเทศ จนทำให้บางประเทศส่งคนมาร่วมคิดร่วมทำผลิตค้นคว้าสินค้าเกษตรเพื่อไปจำหน่ายในประเทศของตนเอง

ฉะนั้น เมื่อประเทศไทยได้มาเข้าร่วมการจัดงานพืชสวนโลก หรือ Beijing Expo 2019 จึงเป็นการช่วยเปิดหน้าต่างของสินค้าไทย โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจึงเป็นเหมือนตัวกลางในการนำเสนอผลผลิตทางการเกษตรของประเทศไทย และให้เกิดการซื้อขายสินค้าที่หลากหลาย โดยลูกค้าสามารถติดต่อกับผู้ประกอบการได้โดยตรง และนำรายได้เข้าประเทศได้หลักหมื่นล้านบาท จึงทำให้เกษตรกรที่ต้องการส่งสินค้าไปขายยังตลาดต่างประเทศ มีการเตรียมตัวในด้านต่างๆ เพื่อให้สินค้ามีมาตรฐานและสามารถส่งทำตลาดยังต่างประเทศได้

“เมื่อตลาดต่างประเทศเริ่มเข้ามาในบ้านเรามากขึ้น ตอนนี้เกษตรกรหลายรายได้มีการตื่นตัว โดยบ้านเราตั้งการผลิตอยู่ 3 หลัก คือ 1. การขายเป็นรายได้ 2. การทำเพื่อบริโภค และ 3. การทำเป็นรายได้และบริโภค ดังนั้น เกษตรกรที่ต้องการส่งสินค้าไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ ก็ต้องผลิตสินค้าให้มีคุณภาพและตรงตามที่ตลาดต้องการ โดยควบคุมการผลิตให้ตรงตามลูกค้ากำหนด เช่น การผลิตที่ไม่มีสารพิษตกค้าง การส่งสินค้าสดที่ไม่มีโรคและแมลงปนไปกับสินค้า จึงทำให้เกษตรกรต้องมีศักยภาพและปรับตัวให้เท่าทันตลาดอยู่เสมอ

ซึ่งในปัจจุบันเกษตรกรไทยจำนวนมากก็ดำเนินการตามนี้แล้ว อย่างเช่น การทำเกษตรแปลงใหญ่รวมตัวกันขายสินค้า จึงทำให้ลูกค้าต่างประเทศติดต่อซื้อขายได้ง่าย ไม่ต้องผ่านหลายๆ สวน เพื่อให้ได้สินค้าจำนวนมากๆ แต่ซื้อผ่านกลุ่มได้โดยตรง สินค้าจึงมีความเพียงพอ และควบคุมในเรื่องของคุณภาพได้ ดังนั้น การทำเกษตรแปลงใหญ่ในบ้านเราตอนนี้ ค่อนข้างที่จะตอบโจทย์ในการทำสินค้ามาตรฐานส่งออก เพราะควบคุมได้ทั้งคุณภาพและผู้ซื้อสามารถประหยัดเวลาในการบริหารจัดการได้เป็นอย่างดี” ว่าที่ร้อยตรี สมสวย กล่าวว่าทิ้งท้าย

นางสุรีรัช มะหะเลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ให้การต้อนรับ คณะ CP Ambassador 2019 เข้าเยี่ยมชมโรงงานแปรรูปเนื้อไก่และอาหารแปรรูปสระบุรี เพื่อศึกษากระบวนการผลิตอาหารปลอดภัย ด้วยเทคโนโลยีและ นวัตกรรมอันทันสมัย ตามมาตรฐานสากล สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต พร้อมตอกย้ำความมั่นใจ ไก่ซีพี ปลอดภัย ไม่ใช้ฮอร์โมน ณ โรงงานแปรรูปเนื้อไก่และอาหารแปรรูป จังหวัดสระบุรี

โดย CP Ambassador 2019 คือกลุ่มคนที่พร้อมจะทำหน้าที่เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในเรื่องราว และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ดำเนินการให้กับสังคมภายนอกได้รับรู้ ตามแนวความคิดของท่านประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ ที่เห็นพลังของพนักงานในเครือฯ ที่พร้อมจะช่วยกันเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องสู่สังคม อิตัลไทยอุตสาหกรรม ส่งรถตักล้อยาง SDLG ลุยเจาะตลาดปาล์มน้ำมัน ชูจุดเด่น ประหยัดคุ้ม อะไหล่ครบ พร้อมโปรโมชั่นผ่อน 0% นาน 48 เดือน

เมื่อเร็วๆ นี้ อิตัลไทยอุตสาหกรรม จัดงาน SDLG Road Show in Surat Thani รุกขยายฐานตลาดเครื่องจักรกลการเกษตรภาคใต้ ส่ง SDLG รถตักล้อยางแบรนด์ยักษ์จากจีนเจาะกลุ่มธุรกิจสวนปาล์มน้ำมัน ชูจุดเด่น ประหยัดคุ้ม อะไหล่ครบ ช่วยลดเวลา ลดต้นทุน พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ผ่อนสบาย 0% นาน 48 เดือน

นายสกนธ์ ศรีวรรณวิทย์ ผู้อำนวยการสายงานอาวุโส ฝ่ายการตลาด บริษัท อิตัลไทยอุตสาหกรรม จำกัด หรือ ITI ผู้แทนจำหน่ายเครื่องจักรกลหนักแบรนด์ชั้นนำระดับโลก อาทิ Volvo และ SDLG เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้จัดงาน “SDLG Road Show in Surat Thani” ณ ศูนย์อิตัลไทยเซ็นเตอร์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีเป้าหมายเพื่อรุกขยายฐานตลาดอุตสาหกรรมการเกษตรในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะกลุ่มเจ้าของธุรกิจสวนปาล์มน้ำมันที่ต้องการใช้เครื่องจักรกลเพื่อยกระดับผลผลิตและแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร

ไฮไลท์สำคัญในงานนี้ คือ การจัดแสดงและแนะนำผลิตภัณฑ์รถตักล้อยาง SDLG เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมให้ลูกค้าได้สัมผัสถึงสมรรถนะ ย้ำความคงทน คุ้มค่า คุ้มราคา รวมถึงงานบริการหลังการขายจากศูนย์อิตัลไทยเซ็นเตอร์กว่า 14 สาขาครอบคลุมทั่วประเทศไทย รวมถึง สปป. ลาว ที่พร้อมให้คำปรึกษาที่เหมาะสมตามความต้องการของลูกค้าในฐานะคู่คิดทางธุรกิจ

นอกจากนี้ ตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2562 อิตัลไทยอุตสาหกรรมยังจัดโปรโมชั่นพิเศษ ดาวน์ต่ำ 10% พร้อมผ่อนสบาย 0% นาน 48 เดือน สำหรับผู้ที่สนใจรถตักล้อยาง SDLG ทุกรุ่นอีกด้วย

กิจกรรม SDLG Road Show in Surat Thani ถือเป็นอีกหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดเพื่อสร้างแบรนด์และส่งเสริมยอดขายรถตักล้อยาง SDLG ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับเจ้าของธุรกิจสวนปาล์ม รวมถึงสวนยางพาราในภาคใต้ โดยคาดจะช่วยกระตุ้นยอดขายและตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจจัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายเครื่องจักรกลหนักของอิตัลไทยอุตสาหกรรมได้ดียิ่งขึ้น

รถตักล้อยาง SDLG ทนทาน คุณภาพสูง
ประหยัดคุ้ม อะไหล่ครบ
สำหรับ รถตักล้อยางที่อิตัลไทยอุตสาหกรรม นำมาโชว์ในงาน SDLG Road Show in Surat Thani คือ รุ่น 3 ตัน (LG936L) และ 5 ตัน (L958F) โดยไฮไลท์พิเศษคือ รุ่น 3 ตัน (LG936L) แบบแขนยาว เพราะจะช่วยตอบโจทย์ลูกค้าได้ดีด้วยเครื่องยนต์ขนาด 123 แรงม้า บุ้งกี๋ขนาด 3 ลูกบาศก์เมตร ปริมาณการตักแต่ละครั้งสูงสุด 2.5 ตัน จึงช่วยให้การตักวัสดุ หรือ ผลผลิต โดยเฉพาะในสวนปาล์มน้ำมันและลานเทเป็นเรื่องง่าย ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรชาวสวนปาล์มได้มากขึ้น

ทั้งนี้ นายลัญชกร ธนากรพิพัฒนกุล Product Specialist อิตัลไทยอุตสาหกรรม ได้ขยายความให้ฟังเพิ่มเติมว่า “แม้รถ SDLG จะผลิตและนำเข้าจากประเทศจีน แต่ไม่มีปัญหาเรื่องงานอะไหล่และซ่อมบำรุงแน่นอน เพราะ SDLG กับอิตัลไทยอุตสาหกรรม ทำธุรกิจร่วมกันมานานกว่า 7 ปีแล้ว ทำให้ปัจจุบันมียอดขายที่มากพอสมควร จึงมีการสต็อกอะไหล่ไว้ในทุกศูนย์บริการของเรา โดยในภาคใต้ก็จะมีที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีและจังหวัดใกล้เคียง ที่พร้อมสำหรับการดูแลให้บริการลูกค้าทุกวัน”

อิตัลไทยอุตสาหกรรม มั่นใจว่า รถตักล้อยาง SDLG จะช่วยสร้างประโยชน์กับชาวสวนปาล์ม หรือ ธุรกิจเกษตรอื่นๆ ได้อย่างเต็มที่ เพราะราคาขายรถ SDLG อยู่ในเกณฑ์เหมาะสมจับต้องได้ บวกกับการทำงานที่ค่อนข้างคุ้มค่า เมื่อเทียบการทำงานต่อเที่ยว ต่อรอบ ด้วยเครื่องยนต์ที่ใหญ่และระบบส่งกำลังแบบ 4 เกียร์ ทำให้คุ้มทุนในการขนย้ายสินค้า เพราะระยะเกียร์ที่สูง ช่วยประหยัดน้ำมันได้อย่างดี

สินค้าหลากหลาย
เหมาะใช้งานทุกกิจกรรมภาคเกษตร
รถตักล้อยาง SDLG เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ภายใต้เครือวอลโว่กรุ๊ป ผลิตโดย ชานตงลินกง คอนสตรัคชั่นแมชชีนเนอรี่ 1 ใน 3 ผู้ผลิตเครื่องจักรกลหนักรายใหญ่ของจีน เริ่มนำสินค้าเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ.2555 โดยมีอิตัลไทยอุตสาหกรรมเป็นผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการเพียงรายเดียว ได้รับความนิยมจากผู้ใช้อย่างรวดเร็ว เพราะมีเอกลักษณ์พิเศษ คือ ใช้งานทนทาน คุ้มค่าและคุ้มราคากว่ารถตักล้อยางมือสอง ตลอดจนการบริการหลังการขาย มีอุปกรณ์อะไหล่ครบครัน พร้อมทีมซ่อมบำรุงที่มีคุณภาพมาตรฐานทำงานรวดเร็วตลอด 24 ชั่วโมง

สินค้าทุกชิ้น สามารถติดตั้งอุปกรณ์เสริมเพื่อปรับให้ใช้งานได้หลายชนิดหลายประเภท สนนราคารถตักล้อยาง SDLG แต่ละรุ่นจะอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับขนาดเครื่องยนต์ แรงม้า แรงตัก และอุปกรณ์ที่ต้องการใช้สอย

นอกจากรถตักล้อยางแล้ว SDLG ยังมี รถเกรดที่ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ไฟฟ้า สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้เองตามสภาพความเหมาะสมของผิวถนน พร้อมชุดอุปกรณ์เสริม รวมถึงมี รถตักหน้าขุดหลัง และรถบดอัดดิน ให้เลือกใช้อีกด้วย

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ระบบการบริหารจัดการโซ่ความเย็น (Cold Chain) ในสินค้าเกษตร เป็นระบบการบริหารจัดการที่เกี่ยวข้องกับการเก็บเกี่ยว การขนส่งการเก็บรักษา การกระจายสินค้า และการขายของสินค้า รวมถึงการใช้อุปกรณ์เครื่องมือ และการปฏิบัติเพื่อให้สินค้าคงความสดและมีคุณภาพให้ยาวนานที่สุด โดยมีเงื่อนไขที่สภาพของอุณหภูมิที่ถูกต้องและเหมาะสมต่อการเก็บรักษาในแต่ละกระบวนการผลิต

สศก. ได้ศึกษารูปแบบและศักยภาพการบริหารจัดการโซ่ความเย็น (ColdChain)ของสถาบันเกษตรกรที่ทำธุรกิจรวบรวมผักและผลไม้ (เงาะ ทุเรียน มังคุด ขนุน ผักใบ และเห็ด) จำนวน 24 แห่ง ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี และตราด เพื่อนำไปสู่การจัดทำแนวทางการพัฒนาโซ่ความเย็น ของสถาบันเกษตรกรในพื้นที่ โดยผลจากการศึกษา พบว่า

โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาโซ่ความเย็นผักผลไม้ มีสถาบันเกษตรกรที่มีจุดรวบรวมสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐาน GMP จำนวน 11 แห่ง ไม่ได้มาตรฐาน GMP จำนวน 8 แห่ง และไม่มีจุดรวบรวม จำนวน 5 แห่ง ทั้งนี้ มีสถาบันเกษตรกรที่มีห้องเย็น (ห้องแช่เย็นและแช่แข็ง) จำนวน 7 แห่ง และไม่มีห้องเย็น จำนวน 17 แห่ง โดยมีสถาบันเกษตรกรเพียง 4 แห่ง ที่มีรถห้องเย็น ส่วนที่เหลือ จำนวน 20 แห่ง ไม่มีรถห้องเย็น

รูปแบบและวิธีการจัดการสินค้าแต่ละประเภท พบว่า ทุเรียนผลสด ขนุน มะม่วง ผักใบ เพื่อ ส่งออกไปยังตลาดในและนอกประเทศ สหกรณ์จะมีการควบคุมอุณหภูมิโดยหลีกเลี่ยงแสงแดด ประมาณ 25 องศาเซลเซียส ขณะที่ทุเรียนแกะเนื้อ มีการจัดเก็บผลผลิตเพื่อการแปรรูป ในห้องแช่เย็น/แช่แข็งที่มีอุณหภูมิประมาณ -70 ถึง 0 องศาเซลเซียส ส่วนมังคุดและเงาะ มีการลดความร้อนด้วยน้ำเย็น (น้ำผสมน้ำแข็ง) หรือ Hydro Cooling โดยนำตะกร้าผลผลิตไหลผ่านน้ำเย็นและเคลื่อนย้ายไปตามสายพาน อุณหภูมิประมาณ 1-2 องศาเซลเซียส ขณะที่การส่งออกมะม่วง ใช้ห้องเย็นในอุณหภูมิประมาณ 10 องศาเซลเซียส และเห็ดใช้ห้องเย็นในอุณหภูมิประมาณ 15 องศาเซลเซียส

สำหรับตัวอย่างสถาบันเกษตรกร ที่มีการบริหารจัดการโซ่ความเย็นที่มีประสิทธิภาพ สามารถรักษาคุณภาพและเพิ่มมูลค่าผลผลิตได้เป็นอย่างดี คือ สหกรณ์ท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรีซึ่งทำธุรกิจรวบรวมผลไม้หลายชนิด อาทิ ทุเรียน มังคุด มะม่วง สะละ แก้วมังกร ลำไย ลองกอง โดยสหกรณ์ได้รับงบประมาณจากภาครัฐ จำนวน 75 ล้านบาท สำหรับก่อสร้างโรงงาน (30 ล้านบาท) และจัดซื้อเครื่องอบไอน้ำ (45 ล้านบาท) และมีห้องเย็นขนาดความจุ 1,080 ตัน เก็บรักษาผลผลิตได้ประมาณ 1 สัปดาห์

ซึ่งสหกรณ์เน้นยึดหลักการทำธุรกิจรวบรวมผลไม้ให้สามารถใช้ประโยชน์จากโรงอบไอน้ำและอาคารตัดแต่งผลไม้เพื่อการส่งออกและห้องเย็นให้คุ้มค่าต่อเนื่องตลอดปี อย่างไรก็ตาม แม้จังหวัดจันทบุรีไม่ได้เป็นแหล่งผลิตมะม่วงแต่มีการรับซื้อมะม่วงจากเครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศทั้งภาคเหนือ อีสาน ใต้ และนำมาเข้ากระบวนการตัดแต่งและคัดบรรจุ ให้ได้คุณภาพมาตรฐานเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลี และจีนส่งผลให้ราคามะม่วงน้ำดอกไม้ มะม่วงดิบ (มะม่วงน้ำยำ) ในประเทศมีราคาดีขึ้น นอกจากนี้ สหกรณ์ได้ใช้ห้องเย็นผลิตทุเรียนแช่แข็งเพื่อส่งไปยังตลาดจีน ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าทุเรียน และช่วยลดการสูญเสียและชะลอการเน่าเสียของทุเรียนให้กับสมาชิกอีกด้วย